Group Blog
 
All Blogs
 

ใช้ทุกสิทธิลดหย่อนภาษีให้มีเงินเหลือ

สวัสดีค่ะ

มนุษย์เงินเดือนกับภาษีเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมานาน และถือเป็นหน้าที่ของคนที่มีรายได้อย่างเราๆ ทุกคนที่จะต้องยื่นและเสียภาษี เชื่อเลยว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับเรื่องภาษีกันสักเท่าไร และมองว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เข้าใจยาก จึงอาจปล่อยปละละเลย ไม่ค่อยสนใจวางแผนภาษีกันเท่าที่ควร มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ต้องหาเงินมาจ่ายภาษีนั่นแหละ ในขณะที่เห็นคนใกล้ตัวได้เช็คคืนภาษีกันมาหลายตังค์ มีเงินมาใช้หลักพัน หลักหมื่นกันเลยทีเดียว ใครอยากประหยัดภาษีและมีเงินเหลือใช้บ้าง K-Expert แนะนำให้วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี โดยเช็กสิทธิลดหย่อนที่มี และใช้ทุกสิทธิลดหย่อนให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รายละเอียดที่ว่าจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ

สิทธิลดหย่อนภาษีที่ได้มาโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

สำหรับสิทธิข้อนี้เป็นสิทธิที่เราได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเลย ซึ่งได้แก่ สิทธิลดหย่อนตัวเราเองและสมาชิกในครอบครัว ดังนี้ค่ะ

เริ่มจากตัวเราเองนั้นจะมี ค่าลดหย่อนส่วนตัวปีละ 30,000 บาท

สำหรับคนที่แต่งงาน มีคู่แล้ว ถ้าคู่ของเราไม่มีรายได้ก็จะมี ค่าลดหย่อนคู่สมรสให้อีกปีละ 30,000 บาท และถ้ามีลูกด้วยก็จะมี ค่าลดหย่อนลูกให้ฝ่ายละ 15,000 บาทต่อปีต่อลูก 1 คน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 3 คนค่ะ นอกจากนี้ ถ้าลูกของเราเรียนอยู่ในประเทศด้วย ก็ยังมี ค่าลดหย่อนการศึกษาลูกให้อีกฝ่ายละ 2,000 บาทต่อปีต่อลูก 1 คน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 3 คนเช่นกันค่ะ

ส่วนคนที่คุณพ่อคุณแม่อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะมี ค่าลดหย่อนคุณพ่อคุณแม่ให้คนละ 30,000 บาทต่อปีค่ะ

นอกจากนี้ ใครที่อุปการะเลี้ยงดูคนพิการอยู่จะมี ค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูคนพิการให้คนละ 60,000 บาทต่อปีค่ะ

เห็นไหมคะว่า เป็นสิทธิลดหย่อนใกล้ตัวที่เราได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย ดังนั้น แนะนำให้เช็กสิทธิเหล่านี้เป็นอันดับแรก และใช้สิทธิที่เรามีให้เต็มที่ไปเลยค่ะ

สิทธิลดหย่อนภาษีที่มีคนจัดให้ ไม่ต้องออกแรงมาก

สำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคนที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนอยู่แล้วก็สามารถ นำเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อปีค่ะ

ส่วนคนที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทหรือเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก็สามารถ นำเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเงินสะสมกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีค่ะ

ลองเช็กจากใบ 50 ทวิ ที่บริษัทออกให้ดูนะคะว่า ในปีนี้เราได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไปทั้งหมดเท่าไร และได้จ่ายเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไปเท่าไร จะได้นำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มสิทธิค่ะ

นอกจากนี้ คนที่กำลังผ่อนบ้านอยู่ ก็สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านที่จ่ายไปมาลดหย่อนภาษีได้ค่ะ โดยนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และถ้าซื้อบ้านหรือคอนโดหลังแรก ซึ่งมีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทด้วยแล้ว ก็สามารถนำ 20% ของราคาบ้านมาหักลดหย่อนภาษีได้เป็นเวลา 5 ปีอีกด้วย

ทั้งนี้ หากใครใช้สิทธิทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ยังมีภาระต้องเสียภาษีอยู่อีก แนะนำให้หาตัวช่วยมาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม โดยการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ดังนี้ค่ะ

สิทธิลดหย่อนภาษีที่ต้องออกแรงเพิ่ม

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สามารถนำค่าซื้อหน่วยลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ทั้งปีที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีค่ะ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สามารถนำค่าซื้อหน่วยลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ทั้งปีที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีค่ะ

ประกันชีวิต สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีค่ะ

ประกันบำนาญ สามารถนำค่าเบี้ยมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ทั้งปี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทค่ะ

ประกันสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ สามารถนำค่าเบี้ยมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี สำหรับคุณพ่อคุณแม่ของเราเองหรือของคู่สมรสที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิลดหย่อนภาษีอื่นๆ อีก ได้แก่ เงินบริจาค และค่าลดหย่อนจากการท่องเที่ยวไทย ซึ่งเงินบริจาคเพื่อการศึกษาและการกีฬาที่สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า และค่าลดหย่อนจากการท่องเที่ยวไทยคือ ค่าที่พักโรงแรมและค่าทัวร์ที่สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปีนั้น จะสิ้นสุดในปี 58 นี้แล้วนะคะ ใครยังไม่ใช้สิทธิ ต้องรีบหน่อยแล้วล่ะค่ะ

จะเห็นว่า สิทธิลดหย่อนภาษีมีมากมายหลายรูปแบบ ขอเพียงแค่เราวางแผนภาษีกันสักนิด เช็กสิทธิลดหย่อนที่มีสักหน่อย แล้วใช้ทุกสิทธิลดหย่อนเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยเริ่มจากการใช้สิทธิที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มก่อน ถ้ายังไม่เพียงพอ ค่อยมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีที่ต้องใช้เงินลงทุน โดยเลือกลงทุนให้เหมาะกับจุดประสงค์ ตรงกับความต้องการ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเรามากที่สุด เพียงเท่านี้เราก็จะมีเงินเหลือใช้ ไม่ต้องกังวลกับการหาเงินมาจ่ายภาษีอีกต่อไปค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณภาษีอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2558    
Last Update : 24 ธันวาคม 2558 11:39:48 น.
Counter : 498 Pageviews.  

ลงทุนอย่างสมดุลให้รวยอย่างมั่นคง

สวัสดีค่ะ

เมื่อพูดถึงการลงทุน เชื่อว่าหลายคนมองว่า เป็นช่องทางที่ช่วยให้เงินเก็บของเรางอกเงยได้เร็วและช่วยให้ตัวเราร่ำรวยขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จจากการลงทุนกันนะคะ เพราะบางคนก็ลงทุนผิดพลาดขาดทุนไปเยอะเลยก็มี แล้วจะลงทุนอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย หรือมั่งคั่งอย่างมั่นคง K-Expert มีคำตอบมาฝากค่ะ

หลักการสำคัญที่อยากให้เพื่อนๆ ที่กำลังลงทุนอยู่ หรือคนที่กำลังจะเริ่มลงทุนพิจารณากันก่อนคือ ต้องรู้ก่อนว่า เราลงทุนไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ระยะเวลานานแค่ไหน เพราะจะช่วยให้เราเลือกสิ่งที่จะลงทุนได้เหมาะกับตัวเรามากขึ้น เช่น อยากเก็บเงินไว้เพื่อดาวน์รถในอีก 1 ปีข้างหน้า ก็ควรนำเงินออมที่มีไปเก็บออมในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างเงินฝาก หรือกองทุนตลาดเงิน แต่บางคนใจร้อนอยากเก็บเงินได้เร็วๆ แทนที่จะฝากเงินก็นำเงินไปซื้อหุ้น เพราะอยากได้กำไรเยอะๆ ถ้าในช่วง 1 ปีนั้น หุ้นขึ้นแล้วได้กำไรก็โชคดีไป แต่ถ้าโชคร้ายหุ้นตกจนขาดทุน และถึงเวลาต้องซื้อรถแล้ว เราก็ต้องจำใจขายหุ้นขาดทุน เผลอๆ จะได้เงินมาไม่พอเพื่อดาวน์รถ หรือต้องเลื่อนเป้าหมายดาวน์รถออกไปก่อน ดังนั้น ก่อนนำเงินไปลงทุน อย่าลืมดูว่า วัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราคืออะไร จะได้เลือกตัวช่วยในการลงทุนที่เหมาะสมค่ะ 

ส่วนคนที่บอกว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีเป้าหมายในการลงทุน หรือลงทุนไปเรื่อยๆ เพื่อให้เงินเก็บที่มีงอกเงย แบบนี้ก็ต้องมาดูว่า จะได้เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับตัวเราได้ ตัวอย่างที่มักจะเจอคือ เห็นเพื่อนที่ออฟฟิศเล่นหุ้นแล้วได้กำไรกันเยอะ ก็เลยอยากเล่นหุ้นบ้าง ทั้งๆ ที่ตัวเองเคยแต่ฝากเงินไว้กับธนาคาร พอซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นปรับตัวลง พอร์ตหุ้นติดลบ ก็ตกใจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกคุ้นๆ ว่าตัวเองเคยมีอาการแบบนี้ การลงทุนในหุ้นก็อาจจะไม่เหมาะกับตัวเรา หรือถ้าอยากเล่นหุ้นจริงๆ ก็ต้องเข้าใจว่า การลงทุนในหุ้นมีความผันผวนสูง ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นลงผันผวนค่อนข้างมาก ถ้าจะลงทุนก็ควรลงทุนระยะยาวในหุ้นพื้นฐานดี ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีได้ค่ะ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า ตัวเรารับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน ก็สามารถทราบได้จากการทำแบบประเมินความเสี่ยงที่ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หากเรารับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็ควรเน้นลงทุนในตราสารหนี้อย่างพวกเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ถ้ารับความเสี่ยงได้ปานกลาง ก็สามารถแบ่งเงินมาลงทุนได้ทั้งในหุ้นและตราสารหนี้ ส่วนคนที่รับความเสี่ยงได้สูง จะแบ่งเงินมาลงทุนในหุ้นเยอะหน่อยก็ได้ เพราะน่าจะรับความผันผวนจากการลงทุนได้ล่ะค่ะ

การลงทุนให้มั่งคั่งร่ำรวยไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงแค่รู้ว่า ตัวเรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เหมาะกับการลงทุนอะไรบ้าง จากนั้นทำความเข้าใจในสิ่งที่เราจะลงทุน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เราสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้แล้วล่ะค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2558    
Last Update : 22 ธันวาคม 2558 15:00:44 น.
Counter : 373 Pageviews.  

รู้จักลงทุนสู้เงินเฟ้อ


สวัสดีค่ะ

“อยากรวย ทำไงดี” เชื่อว่า เพื่อนๆ ก็คงอยากทราบคำตอบของคำถามนี้ วิธีที่จะช่วยให้เรารวยได้ก็มีหลากหลายวิธีเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ซึ่งจะช่วยให้เรามีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น แต่หลายคนก็อาจจะแย้งขึ้นมาว่า ตอนนี้ก็ขยันทำ OT แถมยังลดค่าใช้จ่ายสารพัดอย่างแล้ว แต่ทำไมยังไม่รวยซักที วันนี้ K-Expert จึงมีอีกวิธีที่จะช่วยให้เงินเก็บของเรางอกเงยเร็วขึ้นกว่าเดิมมาแนะนำกันค่ะ

เมื่อมีเงินเหลือในแต่ละเดือน บัญชีเงินฝากออมทรัพย์น่าจะเป็นแหล่งเก็บออมเงินของหลายๆ คน ซึ่งมาจากหลายเหตุผลไม่ว่าจะเป็นความสะดวกที่ไม่ต้องโยกย้ายเงินไปไหน พอได้เงินเดือนมาก็ฝากไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปเลย และถ้าอยากจะถอนเงินไปจับจ่ายใช้สอยก็ทำได้ง่าย แค่กดเงินจากตู้เอทีเอ็มก็ได้เงินออกมาใช้แล้ว แต่รู้มั้ยคะว่า การฝากเงินไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เยอะๆ เป็นเวลานานๆ ถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราไม่รวยซักที เพราะผลตอบแทนจากการฝากเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นั้นต้องบอกเลยว่า น้อยมากๆ โดยดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของแบงก์ส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็แค่ 0.5% ต่อปีเท่านั้น และพอเอามาเทียบกับอัตราเงินเฟ้อซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี จะเห็นได้ว่า เงินออมของเราโตช้ากว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ยิ่งฝากไปเรื่อยๆ มูลค่าของเงินที่เรามี ก็จะยิ่งลดมูลค่าลงค่ะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ดูกันนะคะ อย่างถ้าเราฝากเงิน 100 บาท เป็นเวลา 10 ปี ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งได้ดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี พอครบ 10 ปี เงินก้อนนี้ก็จะเพิ่มมูลค่าเป็น 105 บาท ขณะที่ราคาสินค้าอย่างสเต็กที่เคยทานราคาจานละ 100 บาทในตอนนี้ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ราคาของสเต็กจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 134 บาท จากอัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เรียกได้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เงินเก็บก้อนเดิมนี้จะไม่สามารถซื้อสเต็กได้เหมือนกับในอดีตแล้ว ดังนั้น ถ้าเรายังคงเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เพียงอย่างเดียวแล้วล่ะก็ ยิ่งฝากก็ยิ่งจนลงล่ะค่ะ 

วิธีที่จะช่วยให้เงินเก็บที่เรามีเพิ่มมูลค่าได้เร็วขึ้นกว่าอัตราเงินเฟ้อ ก็ต้องนำเงินไปลงทุนค่ะ พอพูดถึงคำว่า ลงทุน หลายคนมักมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า แล้วเงินต้นจะหดหายไปมั้ย เพราะการลงทุนมักมาคู่กับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน แต่ถ้าดูจากตัวอย่างข้างต้น ก็จะเห็นว่า หากเราฝากเงินไว้ในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียว ก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน คือ เสี่ยงที่มูลค่าของเงินที่เรามีนั้นจะลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น การนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อจะช่วยลดความเสี่ยงที่มูลค่าเงินของเราจะลดลงไปได้ค่ะ

เมื่อพูดถึงการลงทุน อีกอุปสรรคที่ทำให้เราไม่ได้นำเงินไปลงทุนให้งอกเงยคือ การขาดความรู้ความเข้าใจในการลงทุน ทำให้กลัวและไม่รู้ว่า จะนำเงินไปลงทุนอะไรดี ขอแนะนำให้เริ่มจากการลงทุนในกองทุนรวมก่อนเลยค่ะ เพราะกองทุนรวมเป็นการนำเงินของเราไปลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ พันธบัตร หุ้นกู้ หรือทองคำ โดยมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นคนบริหารเงินให้กับเรา ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลไปเลยว่า จะไม่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในการลงทุน เพียงแค่เลือกประเภทของกองทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ อย่างถ้าลองเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่เรามีเงินอยู่ 100 บาท หากนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในกองทุนหุ้นที่ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี เมื่อครบ 10 ปี เงินก้อนนี้จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเป็น 259 บาท ซึ่งพอเอามาเทียบกับการฝากไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แล้วถือว่าสูงกว่าหลายเท่าตัวเลยล่ะค่ะ

เห็นแบบนี้แล้ว คงอยากเริ่มลงทุนกองทุนรวมกันแล้วใช่มั้ยคะ ซึ่งการเริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมก็ไม่ยากเลยค่ะ เพียงไปติดต่อกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หรือธนาคารที่เป็นตัวแทนจำหน่ายกองทุน โดยนำบัตรประชาชน และสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปด้วย ก็สามารถเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายกองทุนรวมได้แล้วค่ะ และในวันที่ไปเปิดบัญชีกองทุนรวม แนะนำให้เปิดใช้บริการซื้อขายกองทุนผ่านทางอินเตอร์เน็ตไปด้วยเลย ทีนี้ถ้าอยากซื้อหรือขายกองทุนขึ้นมาเมื่อไร ก็ทำได้ทุกที่ผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้เลยค่ะ

การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายๆ คนคิด ช่วงแรกๆ อาจจะเริ่มจากลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ก่อน พอเริ่มคุ้นเคยแล้ว ก็ค่อยเพิ่มจำนวนเงินลงทุนก็ได้ค่ะ เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยให้เราเข้าใกล้ความร่ำรวยได้มากยิ่งขึ้นแล้วล่ะค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2558    
Last Update : 17 ธันวาคม 2558 11:39:30 น.
Counter : 350 Pageviews.  

ปกป้องเงินออมด้วยประกันสุขภาพ

สวัสดีค่ะ

มีใครเคยเป็นแบบนี้บ้างคะ เวลาที่เจ็บป่วยไม่สบายขึ้นมา ก็ไม่กล้าไปหาหมอ คิดว่าเดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง ไม่ใช่เพราะกลัวเข็มฉีดยา หรือกลัวการกินยาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะกลัวค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้น เชื่อว่าหลายคนกังวลเรื่องนี้ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าค่าหมอ ค่ายาเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ถูกๆ เลย เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องมีหลักพัน เผลอๆ บางโรคมีค่ารักษาสูงถึงหลักหมื่นหลักแสน เรียกว่า เจ็บป่วยทีหนึ่งเสทือนถึงเงินในกระเป๋ากันเลยทีเดียว ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว จะทำยังไงให้เราไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งแนวทางหนึ่ง ก็คือ “การทำประกันสุขภาพ” นั่นเองค่ะ ทั้งนี้ ประกันสุขภาพก็มีหลายรูปแบบ แล้วเราควรเลือกซื้อแบบไหนดี K-Expert มีคำแนะนำในการพิจารณาทำประกันสุขภาพมาฝากค่ะ

ซื้อแบบแยกค่าใช้จ่าย vs ซื้อแบบเหมาจ่าย

ประกันสุขภาพสามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ด้วยกัน คือ แบบแยกค่าใช้จ่าย และแบบเหมาจ่าย โดยถ้ามองว่าแต่ละครั้งที่เราเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงมากนัก ก็เลือกทำประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย ซึ่งแนะนำให้ดูว่าโรงพยาบาลที่คาดว่าจะเข้ารับบริการเมื่อเจ็บป่วยนั้น มีค่าห้องเท่าไร เพื่อเลือกซื้อวงเงินค่าห้องของแบบประกันให้สอดคล้องกัน ยิ่งค่าห้องสูง วงเงินค่ารักษา เช่น ค่าอาหาร ค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ก็ยิ่งสูงตาม แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายรายการใดที่เกินวงเงิน ก็ต้องออกค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นเพิ่มเติมเอง สำหรับค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายจะขึ้นอยู่กับค่าห้องค่ะ

แต่ถ้าอยากให้ความคุ้มครองจากประกันครอบคลุมค่ารักษามากที่สุด เพราะแต่ละครั้งที่เข้ารับการรักษาอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายก็จะเหมาะกว่า อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพแบบนี้อาจมีค่าเบี้ยประกันที่สูง เนื่องจากไม่มีการจำกัดวงเงินค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการ และบางกรมธรรม์อาจกำหนดวงเงินสำหรับค่ารักษาบางรายการ เช่น ค่าห้อง โดยถ้าเราพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่มีค่าห้องสูงกว่าที่กำหนดในกรมธรรม์ เราก็ต้องจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เองด้วย หรือซื้อประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้มีความคุ้มครองเพิ่มขึ้นก็ได้

ซื้อเฉพาะคุ้มครองผู้ป่วยใน vs ซื้อเพิ่มเติมผู้ป่วยนอก

ประกันสุขภาพโดยทั่วไปจะคุ้มครองค่ารักษากรณีที่เราเป็นผู้ป่วยใน คือ สามารถเบิกเคลมค่ารักษาจากประกันได้เมื่อมีการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หรือป่วยด้วยโรคที่จัดอยู่ใน Day Case คือ เป็นโรคที่เมื่อรับการรักษาแล้ว ไม่ต้องแอดมิด สามารถกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้ และเพียงวันเดียวก็ทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ส่วนความคุ้มครองกรณีผู้ป่วยนอก แบบที่ไม่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล หรือการรักษาตามคลินิกทั่วไป มักต้องซื้อเพิ่มเติม แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อครั้งมักไม่สูงนัก แต่โดยส่วนใหญ่ คนเรามีโอกาสเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้บ่อยกว่าการเจ็บป่วยแบบที่ต้องนอนโรงพยาบาล ทำให้ถ้ารวมค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งเข้าด้วยกันแล้ว ก็อาจเป็นจำนวนเงินที่สูงได้ ดังนั้น ถ้ามองว่า ตัวเองมีโอกาสเจ็บป่วยบ่อย ก็ควรซื้อความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกไว้ด้วย แม้ว่าต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสูงขึ้น แต่ก็ช่วยเพิ่มความคุ้มครองให้กับตัวเราเองค่ะ

นอกจากการทำประกันสุขภาพเพื่อคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลโดยทั่วไปแล้ว ยังมีประกันสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่เราควรทำไว้เช่นกัน ก็คือ “การทำประกันโรคร้ายแรง” เพราะจากสถิติการเสียชีวิตของคนไทยพบว่า ทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจาก 5 โรคหลัก ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง ยิ่งใครที่มีคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมีประวัติการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง ก็ยิ่งควรทำ เพราะค่ารักษาครั้งหนึ่งอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ถ้ามีเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อการเงินได้ ซึ่งประกันโรคร้ายแรงก็มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางแบบคุ้มครองเฉพาะโรคมะเร็ง บางแบบคุ้มครอง 4-5 โรคที่คนไทยเป็นกันมาก หรือบางแบบคุ้มครองถึง 40 หรือ 50 โรคร้ายแรง ซึ่งแบบที่ให้ความคุ้มครองหลายโรคจะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่าแบบที่คุ้มครองเพียงไม่กี่โรคเท่านั้น

เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า เราจะเจ็บป่วยเมื่อไร เป็นโรคอะไร หรือต้องใช้เงินค่ารักษามากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราคงไม่อยากให้เงินที่เราเก็บหอมรอมริบไว้เพื่อเป้าหมายหรือความฝันในชีวิตของเราต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลเป็นแน่ จะดีกว่ามั้ย ถ้าในแต่ละปี เรากันเงินส่วนหนึ่งมาทำประกันสุขภาพเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เราอาจต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล โดยก่อนทำประกัน ควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครองเพื่อเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด และที่สำคัญ ดูแลรักษาสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้สุขภาพที่ดีอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมเลือกแบบประกันอย่างง่าย <<< โหลดฟรี





 

Create Date : 15 ธันวาคม 2558    
Last Update : 15 ธันวาคม 2558 11:25:05 น.
Counter : 328 Pageviews.  

ทำประกันชีวิตให้พอดี

สวัสดีค่ะ

พูดถึงการทำประกันชีวิต หลายคนอาจสงสัยว่า เราควรทำประกันชีวิตกี่กรมธรรม์ แถมประกันก็มีหลากหลายรูปแบบ เราควรทำประกันแบบไหนดี หรือควรทำทุนประกันมากน้อยแค่ไหน คำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการทำประกันเหล่านี้ K-Expert มีคำตอบเพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำประกันชีวิตให้พอดีมาฝากค่ะ

จริงๆ แล้ว การทำประกันชีวิตที่เหมาะสมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกรมธรรม์ แต่อยู่ที่ความคุ้มครองหรือทุนประกันที่ควรทำให้ครอบคลุมความจำเป็นหรือความเสี่ยง รวมถึงการเลือกรูปแบบประกันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยความคุ้มครองที่เราควรทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้นั้น มีดังนี้ค่ะ

คุ้มครองครอบครัว

ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว หรือมีคนอยู่ในอุปการะต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สามีภรรยา หรือลูกหลาน ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเรา แน่นอนว่าเราคงอยากให้คนที่เรารักสามารถอยู่ต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อน หรือมีเวลาในการปรับตัวได้สักระยะหนึ่ง ซึ่งการทำประกันชีวิตจะช่วยคุ้มครองความเสี่ยงนี้ได้ สำหรับแบบประกันที่เหมาะสม คือ แบบตลอดชีพ โดยควรทำประกันให้มีความคุ้มครองครอบครัวอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี (หรือ 36 เท่าของรายได้ต่อเดือน) ซึ่งประกันชีวิตแบบตลอดชีพเป็นประกันที่จ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวหรือผู้รับประโยชน์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์เมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินให้ผู้ทำประกันถ้ามีชีวิตอยู่จนถึงอายุตามที่กำหนดในกรมธรรม์ เช่น 90 ปี 95 ปี หรือ 99 ปี

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่วางแผนเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูก นอกจากการออมเงินในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินฝาก กองทุนรวมแล้ว ก็ควรทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพควบคู่กันไปด้วย โดยให้มีความคุ้มครองครอบคลุมค่าเล่าเรียนของลูก เพราะถ้าเราเกิดเป็นอะไรไปขึ้นมาก่อนเก็บเงินได้ครบตามระยะเวลาที่วางแผนไว้ การทำประกันก็ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า ลูกที่เรารักจะได้รับการศึกษาตามที่ต้องการ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ ทำประกันเพื่อการศึกษาลูก โดยทั่วไปมักจ่ายเงินให้เป็นรายงวดตามอายุ หรือระดับการศึกษาของลูก หรือทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยให้มีระยะเวลารับเงินเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดสอดคล้องกับระยะเวลาใช้เงิน

คุ้มครองหนี้สินบ้าน

สำหรับผู้ที่มีภาระหนี้สินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่ และมักมีระยะเวลาผ่อนนานเป็นสิบๆ ปี การทำประกันจึงมีความสำคัญมาก เพราะถ้าผู้กู้บ้านเสียชีวิตหรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ไม่สามารถทำงานหารายได้ได้ตามเดิม ภาระผ่อนบ้านจะตกเป็นของลูกหลานหรือคนในครอบครัวที่เรารักทันที แต่ถ้าเราทำประกันชีวิตเอาไว้ เงินชดเชยที่ได้รับจากประกันสามารถนำมาชำระคืนยอดหนี้สินที่เหลืออยู่ได้ ซึ่งแบบประกันชีวิตที่เหมาะสม คือ แบบชั่วระยะเวลา โดยควรทำประกันให้มีระยะเวลาความคุ้มครองและทุนประกันสอดคล้องกับระยะเวลาในการผ่อนชำระและวงเงินสินเชื่อ ส่วนค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายก็จะขึ้นอยู่กับเพศ อายุของผู้ขอสินเชื่อ ทุนประกัน และระยะเวลาความคุ้มครอง

นอกจากนี้ ในการทำประกันต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระค่าเบี้ยประกันด้วยนะคะ เพราะถ้าซื้อประกันโดยไม่ได้พิจารณาว่า แบบประกันที่ทำนั้นให้ความคุ้มครองหรือทุนประกันแค่ไหนเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย ซึ่งบางแบบต้องจ่ายเบี้ยประกันที่สูง เพื่อให้ได้ความคุ้มครองเพียงพอกับความต้องการ อาจทำให้การจ่ายเบี้ยประกันกลายมาเป็นภาระทางการเงินแทนได้ค่ะ

สรุปได้ว่า การทำประกันชีวิตควรดูที่ทุนประกันเป็นหลัก อย่างน้อยให้เพียงพอสำหรับเป็นเงินทุนให้ครอบครัวดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อนมากนัก และถ้ามีภาระผ่อนบ้านอยู่ด้วย ก็ควรทำประกันคุ้มครองหนี้สินเอาไว้ เพื่อไม่ให้คนที่รักต้องแบกรับภาระผ่อนชำระหนี้บ้านในอนาคตค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมเลือกแบบประกันอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2558    
Last Update : 11 ธันวาคม 2558 11:17:51 น.
Counter : 385 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

BlogGang Popular Award#13


 
K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.