Crazy Dinner


Oh man! I spent 400 TH baht for my tonight dinner. Do you believe that?- 400 baht for two. I really didn't mind if the taste were worth the money. What we had were 3 dishes, white rice, drinking water and black tea.

 


The first dish was Kale fried in oyster sauce. It costed 90 baht.


Next, Deep-fried spring rolls served with sweet and sour plum sauce. It's 60 baht.


The third main dish, which costed 150 baht, was Sour Chicken Soup.


There were 2 plates of rice - 15 THB each, 2 cups of black tea - 25 THB each and 1 bottle of drinking water - 10 baht. 


Money doesn't grow on trees, so I need to economize my expenses for the rest of this month.




Thanks to ENGLISH IN DIARY (2013) for the menu's English names.




Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2560 23:06:03 น.
Counter : 301 Pageviews.

0 comment
วิธีเพิ่มแรงจูงใจให้รักการอ่าน (แบบคิดเองไง)


ตอนแรกๆยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะลงบล็อกนี้ในกลุ่มบล็อกไหนดี ระหว่าง My LiFe กับ Fiction&Non-fiction Smiley เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือ แต่อยู่รูปแบบของภาพยนต์ พอมาคิดๆดูว่า ธีมที่จะพูดนั้นจะเน้นสิ่งที่ได้จากภาพยนต์ไม่ใช่หนังสือ ก็เลยตัดสินใจเลือกกลุ่มบล็อกตัวแรก


เอาหละมาว่ากันเลย วันหนึ่งมีหนังเรื่องหนึ่งมาเข้าตาชื่อว่า The Jane Austen Book Club นี้ไม่ใช่หนังใหม่อะไรคะ ก็ประมาณสามปีที่แล้ว เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่รักในงานประพันธ์ของนักเขียนชื่อ Jane Austen ซึ่งตัวแสดงหลักจะเป็นผู้หญิงต่างวัยต่างปัญหา 5 คน มาสร้างเรื่องราวโดยใช้การชื่นชอบในวรรณกรรมของ Jane มาเป็นตัวผูกเรื่อง ภายในเวลาที่กำหนดกลุ่มของพวกเธอต้องอ่านนิยายของ Jane ให้จบแล้วระหว่างที่อ่านในแต่ละเล่มก็จะมีการพบปะแล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ว่าตอนนั้น Jane คิดอะไรอยู่ แล้วตัวละครในเรื่องนั้นทำไมถึงต้องมีอารมณ์เช่นนั้น ในแต่ละครั้งตัวละครทุกๆคน ก็จะเถียงกัน เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบาง เมามันมากคะ Smiley หลายครั้งที่แต่ละคนจะเอาปัญหาของตัวเองไปโยงกับตัวละครในหนังสือ และนำประสบการณ์ของผู้เขียน ตัวละครในหนังสือ และประสบการณ์ชีวิตของสมาชิกมาปรับ ก็ทำให้แต่ละคนได้แนวคิด นำมาแก้ไขปัญหาบ้าง เปิดมุมมองใหม่ๆของตัวเองบ้าง เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ก็จบด้วยดี


ฉันดูก็มีความสุข Smiley แต่มันไม่เหมือนดูหนังอื่นทั่วๆไป ที่จบแล้วจบเลย มันมีอารมณ์บางอย่างที่ยังฝังอยู่ในความรู้สึก หรือต่อมอะไรซักอย่างในหัว พอดูแล้วก็มาย้อนคิดว่านี่เป็นวิธีการสร้างบรรยากาศในการรักการอ่านของฝรั่งเค้า คือทำการอ่านให้เป็นกิจกรรมของคนหมู่ ไม่ใช่นั่งอ่านเองอยู่กับบ้าน อ่านแล้วรับแล้ว ก็เอามาระบายแสดงความคิดเห็น โดยไม่มีถูกไม่มีผิด ทำให้การอ่านดูเป็นเรื่องสนุก คนดูอย่างฉันเองยังอยากจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเลยพอดูหนังเรื่องนี้ ยังอยากจะเข้ากลุ่มกะเค้าบ้าง คือตอนดูไปก็จิตนาการว่าตัวเองเป็นหนึ่งในสมาชิก Smiley แล้วประกอบกับเคยผ่านๆหนังสือบางเล่มของ Jane มาบ้างก็ คิดแหมถ้าฉันอยู่ในกลุ่มนี้ฉันจะเถียงไปว่าอย่างนั้น Smiley อย่างนี้สงสัยเค้าเรียกว่า "อินไปกะหนัง"


สังคมไทยเราต้องยอมรับว่าไม่ใช่สังคมรักการอ่าน แล้วยิ่งมีสิ่งล่อใจมากมาย ไอ้ครั้นจะดึงตัวเองมาขลุกกับหนังสือถ้าไม่รักจริงหวังแต่งกะหนังสือ ก็คงไม่ทนมานั่งอ่านหร๊อกกก ไปทำอย่างอื่นดีก่า พูดถึงตัวเองแล้วมันเศร้าคะ Smiley ด้วยเป็นบุคคลที่ต้องสร้างอารมณ์และบังคับตัวเองให้มีนิสัยรักการอ่าน ก็เข้าใจจุดนี้ดี ต้องคอยสะบัดตัวขี้เกียจออกไป


Smileyวิธีสร้างนิสัยรักการอ่านเบื้องต้น (My so-called theory)Smiley


ตอนแรกๆที่เริ่มเห็นความสำคัญของการอ่านก็ตอนเรียนป.โทแล้วละคะ น่าอายจัง Smiley ช่วงนั้นก็มานั่งคิดว่าเอ๋!! จะทำให้เรารักการอ่านยังไงนะ


1. ก็เริ่มจากสร้างแรงจูงใจก่อน โดยบอกว่าฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษ แล้วจะมีวิธีไหนที่ทำให้เราพัฒนาภาษาก็ต้องอ่าน จะได้คำใหม่ๆไว้ตุนในคลังศัพท์


2. แล้วทีนี้จะอ่านอะไรหละ ต้องเป็นอะไรที่พออ่านแล้วไม่อยากวาง ก็ต้องเป็นนวนิยายแนวโปรด นั่นคือ แนวสืบสวนสอบสวน


3. เพิ่มดีกรีความอยาก คือ build อารมณ์มันเข้าไปอีก ก็ต้องเข้าร้านหนังสือ ที่ติดแอร์ จะได้ไม่มีข้ออ้างว่าร้อน ไม่อยากเดิน แล้วพาลไม่อยากอ่าน (โห!! เราช่างเป็นบุคคลที่เข้าใจตัวเองอะไรดีป่านนี้เน้อ Smiley เลือกว้นที่ว่างๆ ไม่รีบไม่ร้อน เดินมันให้ทั่ว หยิบมาเลยหลายๆ เล่มทำเป็นว่าฉันจะซื้อหมด แต่ แฮะ เอาไว้เลือกทีหลัง


4. เล่มเดียวพอคะ อย่าฝืนหรือกดดันตัวเอง เอาที่ชอบจริงๆ และสบายกระเป๋าสตางค์  


5. สร้างสถานการณ์เพื่อจะได้อ่านมัน  คุณคิดว่าดิฉันซื้อมาแล้วจะอ่านหรือคะ เป็นไปตามคาด ซื้อมาวางไว้เป็นอาทิตย์ (แบบบรรยากาศมันหมดไป รมณ์หมด) ไม่เป็นปัญหา สร้างใหม่สิคะ ที่สำคัญต้องรู้สันดา...ตัวเองอะคะ ฉันก็ประมาณ build ให้ตัวเองดูเป็นคนรักการอ่าน คือถือเล่มนั้นมันไปทุกๆที่ ที่ไป เอามันใส่ไว้ในกระเป๋าเวลาจะออกไปลัลล้าข้างนอก ตอนนั่งรอรถเมล์ หรือตุ๊กๆ อะไรก็แล้วแต่ ก็หยิบมันขึ้นมา แรกๆ อ่านหน้าแรกวนๆอยู่หลายอาทิตย์ (ไอ้ด้วยที่เป็นภาษาฝรั่งก็เลยติดๆ หน่อย) ไม่เป็นไร คิดบวกเข้าไว้คะ ว่าอย่างน้อยก็พัฒนาจากที่ไม่เปิดเลยแม้แต่หน้าเดียวหละว้าาา


6. อย่ารีบคะ ทำมันซ้ำๆ หมดรมณ์ก็บิวด์ใหม่ เงินตัวเอง ไม่มีใครว่า ถือมันไปคะ วางมันไว้บนโต๊ะเวลาทานข้าว มันต้องมีสักนาทีหละหน่าาาที่ได้มีโอกาสเปิดมัน พอเริ่มหน้าที่สอง หน้าที่สาม หน้าอื่นก็จะตามมา อาจจะต้องมีอ่านซ้ำหน้าละสี่ห้าครั้ง ไม่เป็นไรคะ เป็นเรื่องปกติของคนไม่ชอบอ่าน


7. และแล้วคุณจะไม่รู้ตัวเลยว่าคุณขาดมันไม่ได้ เวลาลืมหยิบหนังสือไป เช่นเวลานั่งรอรถเมล์ก็จะรู้สึกว่า ขาดอะไรไป คิดว่าแหมถ้ามีหนังสือนะ ก็คงดี (เห็นมั้ยสัญญาณดีๆ มาแล้ว)


8. เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าหากอ่านจบเล่มหนึ่งแล้ว รมณ์มันจะหมด ก็ทำกระบวนการซ้ำๆ จาก 1-6 แล้วคุณเห็นว่าแต่ละครั้งเวลาสร้างอารมณ์มันจะเร็วขึ้นไม่ต้องใช้พลังวัตต์มาก


 จะเป็นกำลังใจให้นะคะ อย่าเพิ่งท้อ ดูฉันเป็นตัวอย่าง มาเริ่มชอบอ่านเอาตอนเกือบสามสิบยังปลูกนิยสัยรักการอ่านได้ ถึงแม้จะยังเป็นต้นกล้า (เพราะกว่าจะได้ต้นกล้าต้องเสียเมล็ดไปเยอะ) แต่มีการเปลี่ยนแปลงคะ แล้วต่อยอดบรรยากาศไปเรื่อยๆ เช่นการเข้าชมบล็อกคนอื่นที่เค้ารักการอ่าน หรือสร้างบล็อกตัวเองเกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน อย่างที่ฉันทำอยู่ ขนาดดูหนังยังโยงมาเรื่องนิสัยรักการอ่านได้เลย ลองทำกันดูนะคะ สู้สู้ๆ Emotion 1



ภาพประกอบจาก jennifermorrill



Create Date : 29 มีนาคม 2553
Last Update : 19 เมษายน 2553 11:11:44 น.
Counter : 2066 Pageviews.

5 comment
*@* What i look 4 in my future lifepartner *@*

I had never ever realized that to be a single woman in my late twenties would be such a big matter for my family and even my friends.Smiley


I have actually been asked many times when I am going to tie the knot since I was twenty-five. But this question seems to have become a serious issue after most of my friends, one-after another, had gotten married. Smiley It is being repeated many times whenever I meet my people.


The "when-are-you-going-to-get-married?" question does not sound complicated, but it is always very difficult for me to give its answer. SmileyThis is because I don't really know the answer.


I have learned a lot from my experience that is better not to give negative answers like; "I don't know." or " I'm waiting for the man to appear in my life." I think some people do not want to hear these kinds of hopeless answers. SmileySo, they will shoot you with tons of qustions and suggestions, just to make sure that they can help you in some way.


Therefore, the answers should sound like you are giving hope to them. You need to let them believe that sooner or later they shall hear the good news from although you still do not know whether is is sooner or later.Smiley


However, what I have learned from these incidents is not merely how to entertain people with a suitable answer, but I have also learned that life after marry is not like a fairy tale of which the end is happy ever after.Smiley


Getting married is not the end of the story, on the other hand, it is only the beginning of another story, in which the prince and princess need to be more tolerated. Some couples give up their marriage life just two or three years after their wedding, which I do not want this to happen to me or even to anyone.


My friend, once, mentioned that to get married is like to draw a lucky number. You might think your lifepartner is whom you are looking for, but actually he can turn out to be someone you really cannot get along with.Smiley


Nevertheless, the other friends of mine said that you cannot find the perfect guy, but you can seek for Smileyyour guySmiley whom you can accept him as he is and who can accept you as you are.


The only significant thing is whether you have set the criteria for Smileyyour guySmiley or not. He might not be perfect but if most of his qualities are what you expect, this means he is right for you. The rest you need to adjust yourself.


In general, at my age, I better not have too many criteria. I should set just a few, but they have to visualize him as an appropriate person for me. Thus, my future lifepartner should be resoponsible, reasonable and godly. Any guy with these three criteria has the possibility of being my lifepartner. Smiley





Create Date : 05 สิงหาคม 2551
Last Update : 19 เมษายน 2553 11:15:32 น.
Counter : 213 Pageviews.

2 comment
Multiculture

Could you differentiate people from these three countries- Japan, China and Korea? Based on my experiences and observations, when I happened to stay with four girls from these countries for four months, I could say that it does not difficult to distinguish these people. For those who are not familiar with the people from these East Asian countries, it is almost impossible to be able to segregate them by just seeing their photographs. Unless, there are some clues, like traditional attire they wear or you know them.

Therefore, I would like to introduce two strategies for the investigation which are that you need to first observe them and interact with them. These two so-called strategies of mine, however, are based on my experience and informal experiment. They cannot be considered as a ‘theory’ of how to distinguish East Asians. Furthermore, the findings I would like to present afterward cannot be generalized or standardized to all people of these countries. But you can use the findings just for fun or to compare with what you know. You might find it different.

Apparently, people will first look at the face or skin of a person they want to identify before predicting that person’s ethnic group. But the probability of being correct is about fifty-fifty. My first strategy might help reducing your risk of getting errors. So the probability might be changed to seventy-thirty.

Frankly speaking, we hardly differentiate skin color amongst Japanese, Korean and Chinese people. They look the same for me. But when it comes to the observation of their faces, which seem to be very alike, it is easier.

My previous picture of Chinese people was that they all had small eyes. But Chinese friends of mine confirmed that most of Chinese people from the main land have big eyes. They also told me that having small eyes considered not attractive. I actually disagreed with them. I think having small eyes is very attractive. But I totally agreed with their first information. On the other hand, many Korean people are the ones who have small eyes, especially Korean men. I, several times, mistakenly identified a Korean man as a Chinese one. After many times of wrong predictions, I realized that a Korean man’s eyes are smaller than a Chinese man’s. Many Korean girls also have got small eyes, but they can increase the size by putting make up. Moreover, Korean girls love putting lip stick. It seems to be a must for them to color their lips. For both Japanese men and women, most of them have got bigger eyes with two-level eye lids.

The second strategy is to have interactions with them. To differentiate these people by interacting with them is not just simply asking them where they are from since it is too easy to study people’s identities or to get to know people the way they really are through this direct question. Moreover, you might be involved with prejudgment if you first know a country they come from.

If you have an opportunity to talk to the people from these three countries, you can see humbleness in them. This is considered as an Asian characteristic. But the degrees of humbleness amongst them are different. The humblest ones are Japanese people. However, Korean people are very much practicing seniority. Young Korean people very respect whoever older than them, even one-year older. For Chinese youngsters, they are not much different from other Asian ones in the sense of giving respect to older people.

Amongst the three countries, surprisingly, Korean cuisines are spicier than the others’. I first thought their taste of food was same. But I was happened to know that many Korean people love having spicy food, while, many Japanese people cannot stand the taste of spicy. Chinese people have abilities of having hot food differently. It depends on the area of China they come from.

These are just few short guidelines for you to be able to segregate people amongst these countries. Please try these strategies yourself to find out if my findings are wrong.





Create Date : 07 มิถุนายน 2550
Last Update : 19 เมษายน 2553 11:16:08 น.
Counter : 161 Pageviews.

0 comment
ละศีลอดที่บ้านเพื่อน_Iftar @ my Albarian friend's house


วันนี้ (19 ต.ค. 06) สี่ห้าวันก่อนวัน Eid (หรือวันรายอ วันสำคัญหลังจากเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม) เพื่อนชาว Albarian ชวนไปละศีลอด(iftar) ที่บ้านเค้า รู้สึกตื่นเต้น เพราะในที่สุดจะได้ลิ้มลองอาหาร แถบยุโรปซักที อิอิ เพราะก่อนหน้านี้ เคยถามเค้าบ่อยๆ เรื่องอาหารการกิน เพราะ เค้ามาอยู่ที่มาเลเซีย ตั้ง แปด ปี มาแล้ว รับได้มั้ยกับอาหารแถบนี้ เค้าก็บอกว่า อาหารไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเค้าสามารถหาวัตถุดิบมาดัดแปลงและทำอาหารบ้านเค้าได้ เค้าบอกว่าตอนแรกๆ ไม่ชอบทุเรียนเลย ถึงกับเกลียดมากๆๆ แต่ตอนนี้น่ะรึ ทานเป็นลูกๆ เลย

อาหารที่เค้าเตรียมก็ไม่ได้มากมาย แต่เอ่อล้นไปด้วยไมตรีและน้ำใจ เราทานกันแค่สองคน เพราะสามีเค้าไม่ทานมาก แค่พอเป็นพิธี แล้วไปทำการละหมาดตารอเวียะร์ (การละหมาดที่กระทำกันในเฉพาะเดือนรอมาฎอน) หลังจากนั้นค่อยทานอย่างจริงจัง ก็ดีนะ เพราะส่วนใหญ่คนจะทานกันหนัก แล้วพอถึงเวลาละหมาดนี้ (ต้องบอกก่อนว่าการละหมาดนี้เค้าใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง) จะรู้สึกแน่นๆ ไม่ค่อยมีสมาธิในการละหมาด

เอ้า.........มาชมอาหารกันเถอะ อย่างที่บอกมีไม่มาก แต่ขอบอกกกกกกก อร่อยยยยยมักๆๆๆๆๆๆๆ



อันนี้สลัดผักรวม เป็นคนชอบทานผักมากๆๆ มากจนเพื่อนบางคนตั้งฉายาให้ว่า เป็นแพะ (ดีนะแค่แพะ) แต่พอมันมาเป็นสลัดขอผ่านเลย เพราะไม่ชอบน้ำสลัดข้นที่ทำจากไข่ขาว คือไม่ค่อยชอบกลิ่น แต่ขอบอกว่าสลัดของเพื่อนชามนี้ ไม่เหมือนกับที่เคยลองมา ทำให้ทัศนะคติที่มีต่อสลัดผักเปลี่ยนไปมาก น้ำสลัดเค้าทำเอง เป็นน้ำใส ที่เห็นเป็นเม็ดๆ วางอยู่ข้างบนเป็น topping นั้น มันเป็นผลโอลีฟดอง อร่อยดี




อันนี้เค้าใช่ไก่ทั้งตัว ในการอบ รองถาดด้วยมันฝรั่ง หน้าตาอาจจะเหมือนกับไก่อบมันฝรั่งทั่วๆ ไป แต่ที่พิเศษหน่อยคือ ใช้เครื่องเทศจากประเทศของเค้า ผงอาริกาโน้ กับอะไรซักอย่าง ชื่อเรียกยาก รสชาติ ไม่เลี่ยนทานได้เรื่อยๆ ส่วนไก่มีรสชาติไม่จัด แต่เข้ากันได้ดีกับมันฝรั่ง ไก่ตัวนั้นสำหรับสองคนนะ เค้าเล่าว่า ปกติจะไม่เสิรฟทีเดียวพร้อมกัน มันจะมาหลังจากทานสลัดกับขนมปังที่เหมือนเป็นออเดิร์ฟ แต่คราวก่อนที่ชวนเพื่อนคนเวียดนามกับคนลาวมาทานที่บ้าน เค้าเสิรฟ อาหารเรียกน้ำย่อยก่อน พอซักพัก ก็เสิรฟอาหารหลัก เพื่อนบอกอิ่มแล้ว ไม่บอกก่อนว่าจะเสิรฟเป็นชุดๆ (ก็เข้าใจนะว่า พวกเราคนเอเชียไม่คุ้นกับวิธีการเสริฟอย่างนี้ เสิรฟเป็นชุดๆ อิอิ เลยฟาดซะอิ่มเลยของออเดิร์ฟ) เรานึกในใจ ดีนะที่เสิรฟพร้อมกันไม่งั้นคงเหมียนกัน



โหอันนี้ ถามชื่ออาหารมาแล้ว แต่..................จำไม่ได้ เป็นอาหารกรีซ ชื่อเรียกก็ภาษากรีซ พยายามนึกแล้ว แต่ก็นึกไม่ออก เอาเป็นว่า เค้าเอาผักสเปนิชมาบด ผสมกับเนื้อ ปรุงรสแล้วอัดลงถาด จากนั้นนำไปอบ อร่อยอีกเหมือนกัน ตักเข้าปากนึกว่าจะเหนียวซะอีก แต่มันร่วนจนเหมือนกับละลายในปากเลย รสชาติมันๆ มีรสผักหน่อย





เอ้าดูกันทั้งชุดอีกที มีขนมปังฝรั่งเศสด้วย เค้าบอกว่าปกติขนมปังก็จะทำเอง แบบโฮมเมด แต่ ไม่มีเวลาพอ เพราะต้องเลี้ยงเจ้าตัวเล็กด้วย (ลูกสาวอายุสองขวบกำลังซนเชียะ ชื่อ Almiry น่าร๊ากกกกมาก เจ้าตัวเล็กกำลังหัดพูด เค้าพยายามใช้ภาษา Albarian กับลูกเพราะยังไงก็อยากให้ได้ภาษาประจำชาติ ส่วนภาษาอังกฤษ ก็จะได้เองถ้าอยู่ที่นี้ ส่วนภาษามาเลย์ นั้นก็ไม่น่าจะยากอะไร เพราะมันภาษาประจำชาติของมาเลเซีย ทีนี้พอจะพูดกับเราก็ต้องอาศัยภาษากายกันหน่อย แต่เจ้าตัวเล็กก็เข้าใจภาษาอังกฤษบ้างนะบางคำ)




อันนี้เป็นผลไม้ และของหวาน (สังเกตเห็นมือน้อยๆ นั้นมั้ย ของเจ้าตัวเล็ก พยายามจะกินกล้วย )




ขนมหวานถ้วยนี้ เค้าดัดแปลงโดยใช้แป้งอินเดีย (Suju) มาผสมน้ำตาลนิดหน่อยแล้ว น่าจะคนๆๆ จนเป็นเหมือนข้าวต้มหรืออาหารสำหรับเด็ก จากนั้นอัดใส่ถ้วยแช่ตู้เย็น พอจะทานก็โรย ผงชินิมอน ซะหน่อย รสชาติใช่ได้เหมือนกัน เป็นขนมหวานที่เหมือนกับไม่ใช่ขนมหวาน เพราะหน้าตาเหมือนข้าวต้ม

พอทานเสร็จ ก็อยู่เล่นกับเจ้าตัวเล็ก จนถึงสามทุ่ม (เวลาท้องถิ่น) พอสามีเค้ากลับมา ก็ได้เวลากลับพอดี ต้องรีบหน่อยเพราะใกล้สี่ทุ่ม รถเมล์ที่เข้าไปในยู หมดสี่ทุ่มพอดี เค้าพาเจ้าตัวเล็กลงไปส่งเราตรงทางออกใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้า ก่อนกลับยื่นถุงให้หนึ่งถุง บอกเอาไว้สำหรับ คืนนี้ (ไว้ทานเป็นซาโฮร์ หรือ มื้ออาหารที่มุสลิมจะตื่นขึ้นมาทานกัน ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นเพื่อใช้เป็นพลังงานในการถือศีลอดในวันรุ่งขึ้น) แหมอิ่มหน่ำ แล้วมีห่อกลับบ้านอีก เค้าช่างเข้าใจเด็กหออย่างเรา จริงๆ ว่า กลับไปป่านนั้นแล้ว คงจะเตรียมอาหารมื้อซาโฮร์ไม่ทัน



เยอะซะด้วยยยย

ก่อนกลับก็อวยพรเจ้าของบ้านซะหน่อยที่เลี้ยงอาหาร ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองและอำนวยพรให้กับครอบครัวเล็กๆ น่ารักๆ ครอบครัวนี้ด้วยเทอญ Jazakallahuquairan!!



Create Date : 20 ตุลาคม 2549
Last Update : 19 เมษายน 2553 11:17:53 น.
Counter : 508 Pageviews.

14 comment

Valentine's Month



ibafay
Location :
ยะลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Creative Commons License
ผลงานวิจารณ์ต่างๆบน http://ibafay.bloggang.com ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.


*RighHere*RightNow*