*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

การควบคุมจรรยาบรรณนักกฎหมายของประเทศไทย

พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ได้ให้อำนาจแก่สภาทนายความออกฎระเบียบเพื่อความคุมผู้ประกอบวิชาชีพทนายโดยมีอำนาจจำกัดสิทธิของปัจเจกชนทั่วไปในการประกอบวิชาชีพนี้ รวมถึงอำนาจในการออกใบอนุญาต ระงับและเพิกถอนการประกอบวิชาชีพทนายความ อันเป็นอำนาจในการลงโทษทนายความผู้ถูกกล่าวว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความ กฎหมาย และศีลธรรมอันดี




การกระทำดังล่าว จึงถือเป็นการที่สภาทนายความ ใช้อำนาจในทางมหาชนหรือทางปกครอง อำนาจของสภาทนายความนี้ จึงตกอยู่ภายใต้ขอบอำนาจของการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง รวมถึงการการควบคุมการใช้อำนาจไม่ให้บิดผัน (abuse of power) โดยองค์กรศาที่มีความเป็นกลาง (Impartiality) เสมอ เพราะองค์กรวิชาชีพทนายความ ต้องตอบสนองต่อความต้องการสาธารณะ (public service) และมีผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เป็นเหตุผลสนับสนุนในการควบคุมองค์การวิชาชีพ ความประพฤติของทนายความย่อมสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนและสังคม วิชาชีพทนายความนอกจากจะต้องถูกควบคุมด้วยจรรยาบรรณในวิชาชีพ (Ethics) แล้ว ศาลปกครอง จึงควรเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจทางมหาชนและอำนาจของสภาทนายความ โดยเฉพาะคดีมรรยาททนายความ

หลักการในการควบคุมและตรวจสอบการกระทำของสภาทนายความโดยองค์กรศาลปกครอง




โดยหลักการแล้ว ศาลปกครองจะเข้าตรวจสอบการกระทำขององค์กรที่ใช้อำนาจมหาชน ในลักษณะที่จำกัดสิทธิของบุคคล หรือการกระทำใดที่กระทบสิทธิของประชาชน ในรูปของการตวจสอบกระบวนการในการดำเนินการว่า ถูกต้อง และเป็นธรรมหรือไม่ หากการกระทำของสภาทนายความ ผิดกฎหมาย และผิดพลาด คลาดเคลื่อน เป็นไปตามอำเภอใจ (Arbitrary) และเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจโดยบิดผัน (Abuse of discretion) แล้ว ศาลปกครองย่อมมีอำนาจ สั่งการให้แก้ไขฯ ให้ถูกต้องได้

ในคดีมรรยาททนายความนั้น ศาลปกครอง จึงควรตรวจสอบว่าการดำเนินการของคณะกรรมการมรรยาท และคณะกรรมการสภาทนายความ ถูกต้องตามกฎหมาย และมีความเป็นธรรมเพียงใด เช่น หากพบว่า คณะกรรมการมรรยาทไม่ได้แสวงหาพยานหลักฐานที่ตรงประเด็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน(all aspects of relevant factors) มาประกอบการพิจารณามาพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานบนพื้นฐานของหลักการทางกฎหมาย ตามมาตรการชั่งน้ำหนักพยาน (Preponderance standard) ซึ่งไม่ใช่คดีอาญาที่จะต้องมีการนำสืบโดยปราศจากสงสัยตามสมควร ตามมาตรฐาน Proof beyond reasonable doubt ย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจโดยบิดผัน (Abuse of power) อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลปกครองจะต้องสั่งการให้แก้ไขฯ ให้ถูกต้องต่อไป

การพิจารณากฎหมายของไทย




เมื่อพิจารณาถึงสภาทนายความของไทยที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติทนายความ พุทธศักราช 2528 แล้ว จะเห็นได้ว่าตามพระราชบัญญัติ ตัดการควบคุมโดยองค์กรอื่น เช่น เนติบัณฑิตสภา และองค์กรศาลยุติธรรม ออกไปอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นการตัดมาตรการในการปกป้องประโยชน์สาธารณะในกรณีที่ทนายความประพฤติมิชอบหรือผิดกฎหมายหรือผิดจรรยาบรรณและศีลธรรม (Malpractice) ออกไปโดยสิ้นเชิง แม้ว่าปัจจุบันทนายความจะต้องเป็นสมาชิกวิสามัญเนติบัณฑิตบัณฑิต ก็ไม่ได้มีมาตรการอื่นใด ในการควบคุมจรรยาบรรณทนายความแม้แต่น้อย ปัจจุบันคณะกรรมการสภาทนายความ จึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุม ตรวจสอบ และวินิจฉัยในกรณีที่มีการร้องเรียนกล่าวหาว่าทนายความประพฤติมิชอบโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากการควบคุมตรวจสอบ และทบทวน ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกที่เจริญแล้วยอมรับหลักการดังกล่าว

กระบวนการสอบสวนคดีมรรยาทของสภาทนายความในปัจจุบัน สภาทนายความได้แต่งตั้งคณะกรรมการมรรยาทขึ้นมาเพื่อทำการสืบสวนสอบสวนกรณีมีประชาชนร้องเรียนว่าทนายความประพฤติไม่ชอบด้วยกฎหมายฯ แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับหลักชอบธรรม(legitimacy) ในการดำเนินการดังกล่าว ดังนี้


(1) ที่มาของคณะกรรมการสภาทนายความ

ด้วยเหตุที่คณะกรรมการสภาทนายความ มาจากการเลือกตั้งของทนายความด้วยกันเอง การ
ดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาลงโทษทนายความด้วยกันที่กระทำผิดทางจรรยาบรรณและจริยธรรม จึงไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการดำเนินการที่ปราศจากอิทธิพลและแรงจูงใจการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาวินิจฉัย คดีมรรรยาท และเป็นการอย่างแท้จริง (Impartiality)

(2) หลักความโปร่งใสในการพิจารณาคดี (transparency)

การพิจารณาคดีมรรยาทของทนายความ ไม่ได้กระทำในลักษณะเปิดเผยต่อสาธารณะ ประชาชนไม่อาจรับรู้รับทราบขั้นตอนต่าง ๆ ในการดำเนินการของสภาทนายความได้ ด้วยเหตุที่ความประพฤติทนายความเป็นสิ่งที่กระทบต่อสังคมโดยกว้าง รวมถึงกระทบต่อชื่อเสียงของทนายความที่ถูกกล่าวหาเอง การดำเนินการที่โปร่งใส จึงเป็นสิ่งที่จะประกันความยุติธรรมให้กับคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี หากจะเปรียบเทียบกับองค์กรศาลที่เป็นกลางทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกาแล้ว ประชาชนทั่วไปย่อมสามารถเข้ารับฟังการพิจารณาได้อย่างเสรี การดำเนินการเกี่ยวกับคดีมรรยาทของทนายความ จะต้องดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อพิจารณาเพิกถอนหรือระงับการประกอบวิชาชีพทนายความแล้ว กระบวนการในเกือบทุกขั้นตอน จะต้องดำเนินการโปร่งใสทั้งสิ้น มีการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย และสืบพยานหักล้างกันในศาล และศาลหรือผู้พิพากษาเอง จะต้องเป็นผู้ค้นหาความจริง โดยมีการซักถามโจทก์และจำเลยในคดีมรรยาทอย่างจริงจังด้วยตนเอง

(3) กระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรมและน่าเชื่อถือ (Fundamental fairness procedure and due process of law)

หากจะเปรียบเทียบกับกระบวนพิจารณาของศาลแล้ว ก็จะพบว่ามีทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความและระเบียบที่ส่งเสริมความน่าเชื่อถือของหลักการแห่งกฎหมาย (Fundamental fairness procedure) หรือนิติรัฐ (Due process of Law) แต่สภาทนายความ ไม่ได้มีการประกาศกระบวนการดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษา หรือมีการตรวจสอบโดยองค์กรผู้แทนปวงชนฯ เกี่ยวกับกฎระเบียบดังกล่าว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาชนและส่งเสริมหรือปกป้องประโยชน์สาธารณะ

(4) กระบวนการรับคำร้องที่ยุ่งยาก

พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ได้กำหนดในส่วนของการส่งคำกล่าวหา ร้องเรียนคดีมรรยาทนั้น หากผู้ร้องทุกข์ฯ จะต้องส่งถึงประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น หากระบุเป็นอย่างอื่น เช่น นายกสภาทนายความ ฯลฯ เช่นนี้ ให้ยกคำร้องได้โดยไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาในคำร้องนั้น หากพิจารณาในแง่ของเนื้อหาของกฎหมายแล้ว ย่อมเป็นการขัดต่อสารัตถะแห่งกฎหมาย (substantive due process) แม้จะมีการกล่าวถึงกระบวนพิจารณา (procedural due process) เกี่ยวกับการรับคำร้องทุกข์และการยกคำร้องฯ โดยไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาไว้ก็ตาม กฎหมายในส่วนนี้ จึงน่าจะขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2929 มาตรา 29

(5) กระบวนการอุทธรณ์คำสั่งสภาทนายความของผู้ร้องทุกข์ฯ

กฎหมายทนายความนี้ ไม่ได้ระบุถึงวิธีการอุทธรณ์คำสั่งสภาทนายความ หากท้ายที่สุดมีมติยกคำร้องทุกข์ฯ นั้นเสีย กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้ไม่เปิดช่องให้มีการอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัย คำสั่ง หรือ มติใด ที่เป็นการกระทำในทางมหาชนและทางปกครอง อันกระทบต่อสิทธิประโยชน์โดยรวมของประชาชนในวงกว้าง แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้ ได้ระบุมาตรการรองรับให้ทนายความที่ถูกลงโทษสามารถยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนั้นได้แต่เพียงฝ่ายเดียว





ในอานารยะประเทศที่เจริญแล้วทางกฎหมาย ย่อมจะถือว่า ทนายความเป็นเจ้าหน้าที่ของศาล หลักการนี้ ได้รับการยอมรับทั่วไป รวมถึงสภาทนายความของไทยด้วย ดังนั้น เมื่อทนายความประพฤติไม่เหมาะสม ไม่อยู่ในกรอบของกฎหมาย จรรยาบรรณ จริยธรรม และศีลธรรมอันดีอยู่ตลอดเวลา ศาลที่พบการกระทำผิดนั้น ย่อมสามารถดำเนินการตรวจสอบฯ และดำเนินคดีมรรยาทได้ เฉกเช่น คดีของประธานาธิบดี Clinton ที่ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างให้เห็นแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายทนายความ จะไม่ได้ระบุเกี่ยวกับวิธีการอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ และองค์กรทนายความ ก็ไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานอื่นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ก็ตาม แต่สิทธิการฟ้องคดีเป็นสิทธิทางมหาชน (Public rights) ที่ได้รับการรับรองทั้งปฎิญญาสากล และกติกาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองฯ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก รวมถึงได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ด้วย ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการยกคำร้องของสภาทนายความฯ จึงสามารถยื่นคำฟ้อง โดยกล่าวถึงมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องพร้อมคำขอให้ศาลปกครองสั่งการฯ ในคำฟ้องนั้น ให้ชัดเจน ไปยังศาลปกครองได้ใน ๙๐ วัน นับแต่ได้รับแจ้งมติฯ หรือคำสั่งฯ จากสภาทนายความ

[Last Update: ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘]




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 30 มิถุนายน 2558 21:12:28 น.
Counter : 2246 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 79 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.