*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

นพดล ....ทนายใหญ่ของทักษิณ เลวกว่าหมา ?

สองสัปดาห์ก่อน อ่านข่าว คำแถลงการณ์ของสภาทนายความ หรือ Lawyer ASSociation ใน ลิงค์นี้ แล้ว สลดใจกับ บทบาทของสภาทนายความ ครับ




ตามเนื้อข่าว เขียนว่า สภาทนายความ กำลังจับตามอง การกระทำของนายนพดล ปัทมะ ที่บังอาจ ปฎิบัติหน้าที่ โอเว่อร์ ปกป้อง ลูกความมากเกินไป และ ให้สัมภาษณ์มากไป หรือแถลงการณ์มากไป ....

ผมเลยต้องลองกลับไปพลิกหลักวิชาชีพ (Professional Ethics) ของทนายความ ที่เคยร่ำเรียนมา สมัยเรียน นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และ สมัยเรียน Master of Law (LL.M.) ที่ University of Illinois (UIUC) ตามหลักเกณฑ์ American Bar Association (ABA) ที่สร้างตัวแบบไว้ ซึ่งรู้จักกันในนามของ Code of Professional Conducts (ฉบับที่แก้ไขล่าสุด ปี ๒๐๐๔)




ผมไม่พบว่ามีข้อกำหนดห้าม การทำหน้าที่แก้ต่าง หรือ ปกป้องลูกความของตนเองมากเกินไป มีแต่กำหนดว่า ทนายจะต้องขยันหมั่นเพียร และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ลูกความด้วยมาตรฐานอันสูงส่งของวิชาชีพทนายความ แต่ไม่พบว่า การให้สัมภาษณ์ หรือ แถลงการณ์ใด ๆ จะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม ตรงไหน ... ความจริง คณะกรรมการสภาทนายความฯ ท่านก็ร่ำเรียนมาเยอะ ประสบการณ์ก็มากมาย ผมถึงขั้นงงงวยว่า มันผิดจริยธรรมตรงไหนหรือครับท่านสภาทนายความ ตามหลักกฎหมาย และ หลักจริยธรรม ทั้งไทย และอเมริกัน มีหลักการที่คล้าย ๆ กัน คือ ทนายต้องไม่ฟ้องเท็จ ไม่ประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุผล แต่ไม่มีเรื่อง ห้ามแถลงการณ์ แก้ต่างให้ลูกความ ....




เรื่องการแถลงการณ์นี้ ต้องบอกตรง ๆ ว่า สิ่งที่สภาทนายความแถลงออกมา ตรงกันข้ามกับหลักความเป็นจริงที่ควรจะเป็น อย่างเช่น ในสหรัฐฯ ก็ให้ทนายความ มักจะออกมาแถลงการณ์ แทนลูกความตนเสมอ เพราะเรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องละเอียด ลูกความพูดอะไรผิดไป ก็จะผูกพันต่อผลคดีในชั้นศาลได้ เขาจะให้ทนายความพูดแทนทั้งนั้น ... ผมไม่ทราบว่า สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ อะไรมาแบบไร้สติ เช่นนี้ได้อย่างไร




หรือ เป็นเพราะใกล้เลือกตั้ง คณะกรรมการสภาทนายความแล้ว ..... หลายตังค์นะครับ งบประมาณที่สภาทนายความได้รับในแต่ละปี .... ค่าอบรม ตั๋ว หรือ ใบอนุญาตว่าความอีก มหาศาลครับ .... ผลประโยชน์ ใช่น้อย สภาฯ แห่งนี้




ผมอยากจะกราบเรียนท่านคณะกรรมการสภาทนายความ ..... ท่านรักษามาตรฐานจริยธรรม ไว้หน่อยเถอะครับ อย่าโหนกระแส เกลียดชัง บุคคลใด บุคคลหนึ่ง ให้มากเกินงาม ที่เรื่องร้องเรียนของชาวบ้านทั่วไป เช่น กรณีคำร้องเรียนของผมเอง ท่านดองไว้สองปีเศษ ถ้าผมไม่รู้จักนายทะเบียน วิชาชีพทนายความ ป่านนี้ อาจจะไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเลยก็ได้




เพื่อน ๆ ผมที่อยู่ในสภาทนายความ บอกว่า " ๒ ปีเอง กระจอกมาก บางคน เป็น ๑๐ ปี ยังค้างอยู่เลย เรื่องส่วนใหญ่ ก็โยนทิ้งทั้งนั้น"

ท่านทราบกันหรือไม่ครับว่า มีแต่ประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้น ที่มีสภาทนายความแบบไทย ๆ ประเทศพัฒนาแล้ว เขาให้ทนายความ ไปอยู่ใต้การควบคุมของ สภาเนติบัณฑิต และ การควบคุมขององค์การศาล ที่เป็นกลาง ในการควบคุม และรักษามาตรฐานวิชาชีพของทนายทั้งนั้น ... แยกตัวออกไปแล้ว ก็รักษามาตรฐานให้สมกับความพยายามที่กระทำสำเร็จ มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ หน่อยเถอะครับ ...




ผมขอเรียนท่านคณะกรรมการฯ เพื่อเตือนสิ่งที่ท่านรู้ดีอยู่แล้วว่า .... ไม่ว่า ผู้ต้องหา หรือ ผู้ถูกกล่าวหา จะถูกหรือ ผิด ... เขาก็มีสิทธิได้รับความยุติธรรม ตามกระบวนการทางกฎหมาย ที่เป็นธรรม และเป็นกลาง ปราศจากอคติ เช่นกันครับ ตราบใด แสงพระอาทิตย์ ยังสาดส่องถึง พสุธา ไม่ว่า ยาจก หรือ ราชา ย่อมมีสิทธิได้รับความยุติธรรม ภายใต้แสงอาทิตย์ทุกคน อย่างเท่าเทียมครับ ... ท่านอย่าลืมหลักการง่าย ๆ ที่คนโง่ที่สุดในโลก ก็ยังรับรู้และเข้าใจได้เลยครับ




สุดท้าย ผมขอยกย่องในความกล้าหาญของคุณนพดล ที่สามารถยืนหยัดและรักษาหลักการมาตราฐานวิชาชีพนักกฎหมายไว้ได้อย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อกระแส และไม่หวาดกลัวต่ออิทธิพลของ คณะรัฐประหาร ซึ่งต่างจาก นักกฎหมายส่วนใหญ่ของไทย ที่ถูกกระแสหลัก พัดพา ไปอยู่ฝั่งผู้มีอำนาจ โดยไม่สนใจในมาตราฐานวิชาชีพ ที่นักกฎหมายพึงกระทำ




คุณนพดล จึงไม่ได้เลวไปกว่าหมา ที่ นสพ. ผู้จัดการ มักเรียกร้องให้ นายนพดล ไปซื้อหนังสือ คุณทองแดง มาอ่าน เพราะคุณนพดล ได้รับทุนอานันท์ฯ ไปเรียนต่อกฎหมายที่อังกฤษ นสพ. ผู้จัดการ อ้างว่า จะต้องตอบแทนแผ่นดิน ไม่เข้าข้างคนผิด .... คือ คุณทักษิณฯ ...... มันคนละเรื่องกันครับ




นักกฎหมาย ได้รับการสั่งสอนให้เคารพหลักการที่ว่า บุคคลย่อมบริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา นักกฎหมาย ที่เคร่งครัดในอุดมคติ ย่อมไม่ยอมทิ้งหลักการ เพราะกระบอกปืน ค้ำคออยู่โดยเด็ดขาด และไอ้พวกนักกฎหมาย ที่ด่าคนอื่นเขาไว้ว่าเป็นเนติบริกร แล้ว (เสือ.....ก) ไปช่วยเหลือ คณะปล้นประชาธิปไตยนี่แหละ ..... เลวชาติ และเป็นเนติบริการของแท้ ...




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:22:47 น.
Counter : 669 Pageviews.  

สั่งฟ้องคนดัง หมิ่นในหลวง

อัยการสั่งฟ้องสนธิ-บก.คม ชัด ลึก ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์แล้ว ส่งสำนวนฟ้อง 20 แฟ้ม หนา 5,600 หน้า พยาน 400 ปาก ขึ้นสู่ศาลแล้ว





นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้ง นสพ.ผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย ทนายความของนายเฉลียว คงตุก บก.นสพ. คม ชัด ลึก เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เพื่อฟังคำสั่งคดี ที่นายสนธิ และนายเฉลียว ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พร้อมแจ้งให้อัยการทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสองติดภารกิจ ไม่สามารถมาด้วยตัวเองได้ พนักงานอัยการจึงแจ้งให้ทราบว่า จากการพิจารณาสำนวนฟ้องของพนักงานสอบสวนกองปราบปราม จำนวน 20 แฟ้ม ความหนากว่า 5,600 หน้า และพยาน 400 ปากแล้ว คณะทำงานจึงมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา ตามพนักงานสอบสวน พร้อมแจ้งให้ทนายความนำผู้ต้องหามาศาลในวันที่ 5 ก.ย.นี้ เนื่องจากอัยการจะนำสำนวนยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อตกเป็นจำเลย

นายสุวัตร กล่าวว่า ในวันที่อัยการยื่นฟ้องต่อศาล (5 ก.ย.49) จะใช้หลักทรัพย์คือ บัตรประกันอิสรภาพ มูลค่า 250,000 บาท ยื่นขอประกันตัวนายสนธิ ส่วนนายเฉลียว จะใช้หนังสือรับรองจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ซึ่งให้มีมูลค่า 10 เท่าของเงินเดือน

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ลูกความของตนไม่มีเจตนาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามที่ถูกกล่าวหา และพร้อมสู้คดีในชั้นศาล

คดีนี้เกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2549 และมีการตีพิมพ์ใน นสพ. คม ชัด ลึก วันรุ่งขึ้น (24 มี.ค.) นำไปสู่การแจ้งความเพื่อดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าคำให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหา เข้าข่ายดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

Source: //webboard.mthai.com/5/2006-09-01/263978.html




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2549    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:22:31 น.
Counter : 513 Pageviews.  

ปัญหาทางกฎหมาย ..... กับ การยุบสภา



ปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงปี สองปี ที่ผ่านมา คือ การประกาศการเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยศาลรัฐธรรมนูญ .... กับ เรื่อง รัฐธรรมนูญ ๔๐ มาตรา ๗ เกี่ยวด้วยขอบเขต การตีความรัฐธรรมนูญ กรณีที่ไม่มี กฎหมายที่ชัดเจน ระบุไว้อย่างชัดแจ้ง รัฐธรรมนูญ ให้ตีความตามหลักการประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข การประกาศให้การยุบสภาและการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กับ มาตรา ๗ นี้ จึงมีประเด็นที่ต้องขบคิดทางกฎหมาย หลายประการ รวมถึงปัญหาอื่น ๆ เช่น

ประเด็นที่เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้ง ตั้งแต่พระราชกฤษฎียุบสภา และประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ ประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง ที่มีผู้สมัครพรรคเดียว จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ประเด็นเรื่องจำนวน สส. ไม่ถึง ๕๐๐ คน จะเปิดสภา ได้หรือไม่ ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาล ที่จะพิจารณาเรื่องการเลือกตั้ง เป็นต้น

ประเด็นที่ชัดเจน คือ พระองค์ตรัสอย่างชัดแจ้งว่า พระองค์ไม่มีพระประสงค์ ที่จะใช้พระราชอำนาจ ที่มีคนหลายฝ่าย ยัดเยียดให้พระองค์ท่านพระราชทานนายกฯ ซึ่งพระองค์ท่านมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเกินขอบเขตพระราชอำนาจของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เป็นอันชัดเจน ตามความเห็นของนักกฎหมายมหาชน เช่น ผศ. ดร. วรเจตน์ฯ และ กลุ่มนักวิชาการนักมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่ผมเคยเสนอไว้แล้วใน blog ก่อน ของกลุ่มเดียวกันนี้

ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ล้นเกล้า ล้นกระหม่อม .... ในฐานะนักเรียนในทางกฎหมาย ... คงเป็นหน้าที่ ที่จะต้องเสนอความเห็นโดยสุจริตเฉพาะในประเด็นปัญหาทางกฎหมายนะครับ .... หากจะลองพิจารณาประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนทางกฎหมาย ก็จะมีปัญหาให้ขบคิดหลายประการ ตัวอย่างเช่น

เรื่องแรก เรื่องอำนาจการยุบสภา ..... บางฝ่ายจะบอกว่า นายกรัฐมนตรี ยุบสภา ไม่ชอบธรรม เพราะต้องการหลีกหนีการตรวจสอบ ฯลฯ ก็เป็นเหตุผลตามความรู้สึก และข้อเท็จจริงที่เขาคิดกันไป แต่ในทางกฎหมายและหลักการของการปกครองในระบอบรัฐสภาแล้ว รัฐธรรมนูญของการปกครองประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา ต่างก็ให้อำนาจนายกฯ ค่อนข้างเด็ดขาด โดยเฉพาะประเทศไทย ที่รับเอาต้นแบบมาจากอังกฤษ หากอ่านตัวบทรัฐธรรมนูญในเรื่องให้อำนาจในการยุบสภานี้ ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ มากีดกั้น การยุบสภา เลยนะครับ ..... และหากจะตรวจสอบย้อนหลัง ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา การยุบสภา ไม่แตกต่างกัน ไม่มีการหารือ สภา ฯลฯ อะไรทั้งสิ้น แต่วันนี้ ปรากฎการณ์ เมืองไทย ชักแปร่ง ๆ กลายเป็นว่า นายกยุบสภา ไม่ชอบธรรม ซะงั้น .... หากคนส่วนใหญ่ เห็นว่านายกฯ ไม่ควรมีอำนาจเด็ดขาดในการยุบสภา ก็ควรจะไปแก้ไข กติกาเกี่ยวกับการยุบสภา ให้ชัดเจนต่อไปครับ

ประการที่สอง เรื่องเลือกตั้งชอบธรรมหรือไม่ .... ผมไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่ไม่เป็นกลาง นะครับ เพราะต้องการจะกล่าวเฉพาะเรื่อง การลงสมัครเลือกตั้งพรรคเดียว ..... ปัญหาคือ การที่ฝ่ายค้าน ไม่ลงสมัครสมัครเลือกตั้ง แล้วมีพรรคการเมืองเดียวที่ลงแข่งขันด้วย ก็เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้าน (ปชป. ในขณะนั้น ที่จะกระทำได้ ไม่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เพราะหากว่า ..... ในการเลือกตั้งคราวหน้า อดีตพรรครัฐบาล (ไทยรักไทย ในขณะนั้น) เกิดมีสำนึกว่า ประชาชนไม่ต้องการเขา เขาเลยไม่ลงแข่ง เหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพียงพรรคเดียว ...... เราจะทำอยางไรละครับ .... หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า กรณีนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตย มีทางเดียว ก็คือ ต้องไปเชิญให้ทุกพรรคมาลงสมัครรับเลืกตั้ง แล้วจัดการเลือกตั้งกันให้ได้ ซึ่งจะเกิดปัญหาในทางปฎิบัติอย่างมากเช่นกัน

ประการที่สาม เรื่องอำนาจศาล .... หลักการแห่งกฎหมาย ทั่วโลก เรายอมรับว่า การกระทำบางประการของรัฐบาล จะไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยองค์กรศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระทำการทางการเมืองโดยแท้จริง ... เช่น การยุบสภาให้มีการเลือกตั้ง เป็นการกระทำทางการเมืองชัดเจนมาก ๆ เพราะเป็นการใช้อำนาจอย่างชัดเจน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ศาลฎีกา หรือ ศาลปกครอง จึงดูเหมือนไม่มีเขตอำนาจในการเข้ามาตรวจสอบเลย

หากจะเป็นไปได้ ในการตรวจสอบ การกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็คือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาตรวจสอบ ... ซึ่งแท้จริง ก็ยากที่จะเข้ามาตรวจสอบได้อีก ถึงแม้จะเข้ามาตรวจสอบได้ แต่ก็ไม่มีเหตุที่จะประกาศว่า พระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้ เป็นโมฆะได้ เพราะรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขในการให้อำนาจนายกฯ ในการยุบสภา มีแต่เรื่องความรู้สึกว่า มันไม่ชอบธรรมในความรู้สึกของชุมชนหรือสังคม หรือไม่ อะไรทำนองนั้น ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าเป็นศาล ก็ต้องให้เหตุผลในทางกฎหมาย ไม่ใช้ความรู้สึกมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดี หรือ ข้อขัดแย้งใด ๆ






ศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะมีทางออกสักทางหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหา "ทางตัน" ทางกฎหมาย และระบบนิติรัฐ ที่ประเทศไทยเราเคารพนับถือมาตลอด คือ การที่จะประกาศว่า วิธีการจัดการเลือกตั้ง ไม่ถูกต้อง เป็นธรรม เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบของ กกต. เช่น การจัดคูหาเลือกตั้งที่ผิดปกติ ... ก็ว่ากันไป แล้วก็ประกาศให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ... แต่จะประกาศว่า พระราชกฎษฎีกายุบสภานี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คงจะลำบากเป็นแน่แท้ครับ .... แล้วท่าสมมุติให้มันสุดโต่งไปเลยนะครับ .... ถ้าประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง ..... แล้ว ปรากฏมีพรรคเดียว แต่ คราวนี้เป็น ปชป. ..... ผลจะเป็นไงละครับ .... ไม่เป็นประชาธิปไตยอีก ต้องล้มกระดานกันอีก หรือเปล่า

ประการต่อมา ผมห่วงใยในเรื่องการมีบทบาทของศาลในทางการเมืองครับ .... หากให้อำนาจศาลมากเกินไปในทางที่จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง ที่ต้องแก้ไขด้วยการเมือง ไม่ใช่ทางศาล .... ที่อานารยะประเทศ ยอมรับกันทั่วโลกถึงหลักการที่ว่า ศาลไม่มีความชอบธรรมเพียงพอเพราะไม่ใช่ผู้แทนประชาชน ในการหักหาญน้ำใจของเสียงประชาชน ที่สะท้อนโดยผู้แทนของพวกเขา ในปัญหาบางเรื่อง เช่น การกำหนดรัฐประศาสโนบาย (public policy) และการกระทำในทางการเมืองอื่น ๆ

แต่หากว่า บ้านเราจะคิดนวัตกรรมใหม่ ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ เผื่อว่า เราจะมีระบบการปกครองโดยผู้พิพากษาแทนการปกครองในระบบรัฐสภา ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้ในอนาคตนะครับ ..... เอ่อ .... แต่ว่าปัญหาที่สำคัญ คือ ผู้พิพากษานี่ จะไม่มีทางที่จะเป็นคนเลวได้เลยใช่ไหมครับ ..... เขาก็คนเหมือนกันนี่ มีรัก โลภ โกรธ หลง เหมือน เรา ๆ ท่าน ๆ นั่นแหละ อำนาจเป็นสิ่งหอมหวน ใครได้ไปโดยปราศจากการตรวจสอบที่แท้จริง พังทุกรายครับ โดยเฉพาะองค์กรปิด (closed system) ที่ต้องห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ เช่น องค์กรนี้ คิดไปคิดมา ก็น่ากลัวใช่ย่อย....





หมายเหตุ: ได้แต่หวังว่า จะมีทางออกที่ดีพอและยังสามารถรักษาระบบไว้ได้ด้วย





 

Create Date : 28 เมษายน 2549    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:22:07 น.
Counter : 457 Pageviews.  

ความเข้าใจผิด ต่อผลของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ (๒๖ มี.ค.๔๙) ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการออนไลน์ ในหัวข้อ พันธมิตรฯ ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษ "ทักษิณ" แล้ว หวังตำรวจไม่ใช้ 2 มาตรฐาน แล้ว นึกถึงห้องเรียนที่ ธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ในวิชา "กฎหมายปกครอง"

ที่ว่าเนื้อข่าวนี้ ทำให้ผมนึกถึง เนื้อหาวิชากฎหมายปกครอง ก็เพราะว่า ตามเนื้อข่าว นายสนธิฯ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชน "เพื่อนายกพระราชทาน" ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๕๗ จากกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งพิพากษาเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา ๒ ฉบับ ที่ใช้แปรรูป กฟผ.

หากจะว่ากันเป็น เรื่องความเข้าใจผิดต่อผลคำพิพากษาของศาลปกครอง (Administrative Court) นี้เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไปครับ คนส่วนใหญ่ ก็มักจะเข้าใจว่า ศาลปกครอง ก็เหมือนศาลอาญาทั่วไป ที่สามารถลงโทษ ฝ่ายปกครอง (Administrative agent) ซึ่งออกกฎ หรือ คำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

แต่ทางข้อเท็จจริงแล้ว ศาลปกครอง หาได้มีอำนาจเช่นว่านั้นไม่ แต่ศาลปกครอง อาจมีอำนาจเพียงเพิกถอนกฎ หรือ คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งยังอาจจะกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้การบังคับการตามคำพิพากษามีผลในทางปฏิบัติ ผลของคำสั่งทางปกครอง จึงไม่ได้มีผลโดยตรงที่จะต้องก่อให้เกิดความรับผิดชอบในทางอาญากับตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นแต่ประการใด

ผลในทางกฎหมาย หากมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกฎ หรือคำสั่ง ก็จะต้องดูว่า คำพิพากษากำหนดให้มีผลตั้งแต่เมื่อใด โดยหลักการแล้ว การเพิกถอนกฎหรือคำสั่งใด ๆ จะไม่มีผลกระทบต่อการกระทำที่สมบูรณ์ไปในแล้วในอดีต ซึ่งเท่าที่ผมระลึกได้ ยังไม่เคยเห็นให้การกระทำที่สมบูรณ์ไปแล้ว มีผลเสียหายไป เพราะคำพิพากษาของศาลสักครั้งเลยก็ว่าได้ (แต่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ มีผลย้อนหลังตั้งแต่ต้น และเสียไปทั้งหมด รวมไปถึงการกระทำของฝ่ายปกครองที่สมบูรณ์ไปด้วย)

หากศาลสั่งให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา กฎ หรือ คำสั่ง ทางปกครองแล้ว ฝ่ายปกครอง ก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม และทางเลือกของฝ่ายปกครอง ก็คือ การออกพระราชกฤษฎีกา กฎ หรือ คำสั่งทางปกครองนั้น ให้ชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามแนวทางที่ศาลวินิจฉัยไว้แล้ว จะกล่าวง่าย ๆ คือ คิดผิด ก็คิดใหม่ ทำผิด ก็แก้ไขให้ถูกต้อง ครับ

ฝ่ายปกครอง หาได้มีความรับผิดทางอาญา และทางแพ่ง แต่ประการใดไม่ หากกระทำการโดยสุจริต แม้ภายหลังศาลจะพิพากษาให้การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ทั้งนี้เป็นไปตาม กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ออกมาบังคับใช้ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว แม้เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะก่อให้เกิดความเสียหาย สักหมื่นล้าน แสนล้าน ก็ไม่ต้องรับผิดใด ๆ หากการกระทำนั้น กระทำโดยสุจริต ปราศจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงครับ ซึ่งก็ชอบด้วยเหตุผลดี เนื่องจากเหตุผลที่ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้กระทำการสิ่งต่าง ๆ ลงไป ก็เพื่อประโยชน์มหาชน (Public Interest) หาได้กระทำเพื่อประโยชน์ตนเองแต่ประการใดไม่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐ หาจะใช่หลุดพ้นความรับผิดทางอาญาและทางแพ่ง หากกระทำการโดยทุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ที่ต้องการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องมีหน้าที่พิสูจน์ ถึงองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา หรือ องค์ประกอบทางแพ่งในเรื่องความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ นี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นความผิดครอบจักรวาล ที่ใช้ควบคุมความประพฤติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วไป แต่ในทางกฎหมายแล้ว ผู้แจ้งความร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องกระทำการพิสูจน์ว่า

(๑) เจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และ

(๒) เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้แจ้งความร้องทุกข์ หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีเจตนากระทำการหรือละเว้นกระทำการโดยทุจริต

ที่ตลกที่สุด ก็คงจะเป็นการเรียกร้องให้ นายกฯ รับผิดชอบ ในฐานไม่จงรักภักดี ภายหลังพระราชกฤษฎีกา ถูกเพิกถอน หากนายกฯ ไม่ลาออก แสดงว่าไม่จงรักภักดี ...โอ้ พระเจ้า ...... เรื่องที่เป็นกระบวนการทางการเมือง ที่ต้องมีการรับผิดชอบทางการเมืองเท่านั้น กฎหมายไม่มีทางก้าวล่วงไปเตะต้องแม้แต่น้อย .... คนที่เรียกร้องเรื่องนี้ ต้องกลับไปกินหญ้าและกินฟาง เพื่อบำรุงสมองสักนิดหนึ่งก่อนครับ

ส่วนในทางแพ่งนั้น หากเป็นคดีละเมิดทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา ๔๒๐ แล้ว ผู้ฟ้องร้อง มีหน้าที่นำสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔ ตามหลักที่ว่า ผุ้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดี จะต้องพิสูจน์ว่า ผู้กระทำละเมิด ได้กระทำการโดยประมาทประเมินเลินเล่อ หรือ จงใจก่อให้เกิดความเสียหาย และ การกระทำนั้นมีผลทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นกับผู้ฟ้องร้องคดีอย่างแท้จริงด้วย การพิสูจน์ในชั้นศาล ค่อนข้างจะเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมายที่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะหากผู้ฟ้องร้องคดี ไม่อาจพิสูจน์ให้ศาลเชื่อตามหลักการ "ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน" ที่มีมาตราฐานต่ำกว่าในคดีอาญา ที่ต้อง "พิสูจน์โดยปราศจากสงสัย" แล้ว ผู้ฟ้องร้อง ก็จะต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดเพราะการการใช้อำนาจตามกำหมายต่อศาลปกครอง มาตราฐานจะแตกต่างจากการพิสูจน์ในคดีแพ่งทั่วไปข้างต้น ศาลปกครอง จะมีมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานที่ต่างจากศาลแพ่งทั่วไป กล่าวคือ มีพนักงานคดีปกครอง เข้าทำการสืบสวนแสวงหาพยานหลักฐาน ออกหมายเรียกเอกสาร ฯลฯ จากฝ่ายรัฐ ที่มีอำนาจเหนือกว่าเอกชน มาพิจารณาว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ หากเป็นการกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ศาลก็จะพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายชนะคดี และได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไป (ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก)

มาพูดถึงคำพิพากษากรณี กฝผ. กันสักนิด ท่านที่เคยติดตาม blog ผม นั้น จะทราบว่า ผมได้ทำนายว่า ท้ายที่สุด ศาลปกครองจะต้องพิพากษาไม่รับคดีไว้พิจารณา ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ตามหลักการตามกฎหมายปกครอง และหลักกฎหมายมหาชน ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เพราะแท้จริงแล้ว การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องที่รัฐบาลเห็นว่า มีความจำเป็น เป็นรัฐประศาสโนบาย (Public policy) ที่อยู่ในอำนาจฝ่ายบริหาร (Executive power) โดยแท้ ตามหลักการแห่งกฎหมาย รวมถึงหลักรัฐศาสตร์แล้ว เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องละเว้นการก้าวล่วงเข้ามาตรวจสอบ (Judicial Review) เพราะถือเป็นการกระทำของรัฐบาล ที่ศาลไม่ควรเข้าแทรกแซง และศาลมักจะให้การยอมรับนับถือ (Great deference) ต่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ก็ตาม ไม่เจาะจงเฉพาะจะต้องเป็นรัฐบาล ปชป. หรือ ทรท. เอาเป็นว่า ผมผิดถนัด ในเรื่องของผลสุดท้ายของการวินิจฉัยคดีของศาลปกครองสูงสุด แต่ผมมั่นใจโดยแน่แท้ว่า การทำนายของผมอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีทางกฎหมายและรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่มีอารมณ์และความรู้สึกเกลียดชังหรือรักใคร่เป็นพิเศษมาเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ปัญหา

หากจะมองไปยังทฤษฎีทางกฎหมายของต่างประเทศที่ไทยเรายอมรับนำมาใช้แล้ว จะพบว่า ในฝรั่งเศส จะไม่มีกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายบริหาร เมื่อรัฐได้ตรากฎหมายออกมาแล้วโดยเด็ดขาด เพราะฝรั่งเศสยึดถือหลักอำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนอย่างเคร่งครัด กระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย ในฝรั่งเศส จะมีเฉพาะการตรวจสอบก่อน โดยการกระบวนการปรึกษาหารือ เท่านั้น ในขณะประเทศ เยอรมัน กระบวนการตรวจสอบความชอบของกฎหมาย โดยศาลจะเป็นไปอย่างค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการกระทำของรัฐบาลด้วยแล้ว ศาลแทบจะไม่มีอำนาจตรวจสอบเลย เช่นกัน ส่วนพี่ไทยเรา เอาทั้งหน้า เอาทั้งหลัง .... เรามีกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายฯ ทั้งก่อนจะเป็นกฎหมาย และหลังจากการที่รัฐสภาได้ตราเป็นกฎหมายแล้ว

หลักการสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งแนวคิดในเรื่องนี้ คือ หลักประชาธิปไตย ที่จะต้องมีการแบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ไม่ให้อยู่รวมกันในองค์กรเดียว หรือ Separation of Powers เพื่อป้องกันมิให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งใช้อำนาจโดยไม่ชอบ (Abuse of Power) แน่นอนที่สุดครับ มีเหตุผลที่สนับสนุนมิให้ศาลเข้ามาตรวจสอบการกระทำของรัฐบาล หรือการกำหนดรัฐประศาสโนบาย (Public policy) หลายประการ เช่น ประการแรก ศาลไม่ใช่องค์กรที่ได้รับมอบอำนาจอธิปไตย มาจากปวงชน ฝ่ายบริหารเท่านั้น ที่มาจากปวงชน ในการใช้อำนาจในการกำหนดนโยบายบริหารเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม ศาลจึงขาดความชอบธรรมที่จะเข้ามาหักหาญหรือทำลายเจตนารมณ์ของปวงชน (General will) ที่แสดงออกโดยฝ่ายบริหาร ประการที่สอง ศาลไม่มีข้อมูล และเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการบริหารรัฐกิจ รวมถึงกลไกที่จำเป็นในการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐ ในขณะที่ฝ่ายบริหารมีเครื่องมือและกลไกในการตัดสินใจกำหนดนโยบายอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์กว่า บนพื้นฐานของหลักในเรื่องความชำนาญ (Expertise) ของฝ่ายปกครองที่เหนือกว่าศาลอย่างมากมาย เป็นต้น

หากอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในเรื่อง การแปรรูป กฟผ. นี้แล้ว นับว่ามีความแปลกประหลาดเกิดขึ้น จากคำพิพากษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องเหตุผล และหลักกฎหมายที่ศาลได้วางหลักเอาไว้จากคำพิพากษานี้ เหตุผลหนึ่งที่ ศาลได้วินิจฉัยไว้ คือ นายโอฬารฯ มีส่วนได้เสียในการแปรรูปฯ ไม่เป็นกลาง จึงทำให้ พระราชกฤษฎีกา ทั้งสองฉบับ เสียไปด้วย อืม .... แปลกประหลาดดีครับ ..... ที่จริง การแต่งตั้งบุคคลไม่ชอบ ก็ไม่น่าจะมีผลถึงขนาดทำให้พระราชกฤษฎีกา ทั้งฉบับเสียไป ศาลได้อ้างเหตุผลว่า นายโอฬารฯ เป็นกรรมการในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลักของในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการสื่อสารและโทรคมนาคม จึงทำให้เป็นนิติบุคคลที่มีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของ กฝผ. ซึ่งมีระบบรับส่งข้อมูลประกอบด้วยเส้นใยแก้วนำแสงฯ .....

โอ้ .... ศาลท่านช่างให้เห็นผลเชื่อมโยงไปได้ .... อะไรมันจะเชื่อมโยงไปไกลได้ขนาดนั้นละครับ .... อีกหน่อย กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ตามพระราชกฤษฎีกาที่ถูกเพิกถอนนี้ ไปกินข้าวกับคนในรัฐบาล ก็อาจจะถือว่ามีส่วนได้เสียได้เช่นกัน หากพิจารณาจากหลักการของศาลปกครองในคดีนี้ .... ท่านผู้พิพากษาศาลปกครอง ส่วนหนึ่ง ก็อาจารย์ผมนั่นแหละครับ ด้วยความเคารพ ผมไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลของท่านแม้แต่น้อยครับ ... ท่านอาจารย์ที่เคารพรัก .......

หากจะพูดถึง หลักความเป็นกลาง หรือ หลักความไม่มีส่วนได้เสีย แล้ว โดยปกติ จะใช้หลักการนี้ ในกรณีที่ ฝ่ายปกครอง หรือ บุคคลผู้มีอำนาจออกกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น จะต้องตัดสินใจกระทำการ เช่น ออกกฎกระทรวง หรือ คำสั่งทางปกครอง ไปมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหรือประชาชนผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย แล้วผู้ออกกฎหรือคำสั่งนั้น มีส่วนได้เสียกับคำสั่งทางปกครองนั้น เช่นว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด จะออกคำสั่งทางปกครอง เกี่ยวกับการอนุญาต ปิดหรือเปิด โรงงานของน้องเมีย ผู้ว่าเอง ไม่ได้ หากจะพิจารณาจาก กรณี กฟผ. ดูเหมือนจะยังห่างไกลจากหลักการการมีส่วนได้เสีย หรือ หลักความไม่เป็นกลางยิ่งนัก .... จะว่าไป ไม่อาจจะถือได้ว่า มีความเกี่ยวข้องที่จะนำมาใช้เป็นเหตุผลในการเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาฯ นี้เสียด้วยซ้ำ

ที่จริง หากจะพิจารณากันจริง ๆ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ สามารถถูกโต้แย้งได้เกือบทุกเหตุผล ถึงความชอบด้วยเหตุผลในการใช้เป็นฐานในการวินิจฉัยของท่าน แต่ไม่เป็นไรครับ พิพากษามาแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตาม เพราะประเทศไทย ไม่มีระบบการทบทวนคำพิพากษาของศาลสูงสุดในแต่ละแท่งของศาลในระบบคู่ขนานแบบของไทยในปัจจุบัน ที่แยกแท่งศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญออกจากกันเด็ดขาด เว้ากันซื่อ ๆ ก็คือ ไม่มีองค์กร มาตรวจสอบว่า คำพิพากษาศาลฎีกา หรือ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นอันว่าต้องจบและถึงที่สุด

คำถามว่า คำพิพากษานี้ มีผลบังคับอย่างไร ... กรณีนี้ ฝ่ายปกครอง หรือ ฝ่ายบริหาร ก็มีอำนาจที่จะทบทวน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยการออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ ให้สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กล่าวคือ ฝ่ายบริหาร ยังมีอำนาจในการออกกฎ หรือพระราชกฤษฎีกา ฉบับใหม่ ให้อยู่ในขอบเขตอำนาจของฝ่ายปกครอง ตามที่กฎหมาย ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหาร ดำเนินการได้เสมอ ศาลปกครองหาได้มีอำนาจที่จะตัดสิทธิ์ฝ่ายบริหาร ที่จะกระทำการ ออกกฎฯ ซึ่งรวมถึงพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ ให้ถูกต้องตามกฎหมายที่ให้อำนาจ (Enabling Act) ต่อไปไม่ จะว่ากันตรง ๆ ง่าย ๆ ก็คือ คำพิพากษาฉบับนี้ ไม่ได้มีผลอะไรที่จะยับยั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแต่ประการใด นั่นเอง

ในความเห็นส่วนตัวผมแล้ว การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระทำการ แต่ต้องกระทำการอย่างรอบคอบ หากจะทำรูปแบบ ทุนนิยมเสรี แบบสหรัฐ หรือ อังกฤษ มาใช้อย่างเต็มที่ คงจะไม่เหมาะสมกับระบบเศรษฐกิจของไทยเป็นแน่ เพราะ ระบบเศรษฐกิจของไทย อยู่ในกำมือของชนชั้นนำทางธุรกิจ เพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ในอังกฤษ ขายกิจการรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมดให้เป็นเอกชน ในสมัยนางมากาเร็ต แธชเช่อร์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในอเมริกา การไฟฟ้า การปะปา หรือ แก๊ส ฯลฯ รัฐบาลไม่ดำเนินการเลย รัฐบาล จะเข้าดำเนินการเฉพาะในเรื่อง Public work เพื่อสร้างถนนหนทาง ระหว่างรัฐ หรือเมือง เป็นสำคัญ

ในสหรัฐฯ แม้จะไม่มีรัฐวิสหากิจ แต่ศาลได้ขยายหลักการกฎหมายมหาชน ไปคุ้มครองสัญญาทางเอกชนด้วย เช่นว่า มีคดีหนึ่ง ที่บริษัทแก๊ส ที่ได้ให้บริการในเขตพื้นที่ที่มีประชากรน้อย เกิดขาดทุนขึ้นมา จึงหยุดให้บริการ ประชาชนในเขตนั้น จึงฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งบริษัทเอกชนให้บริการแก๊สแก่ตน ศาลได้พิพากษาว่า บริษัทผู้ให้บริการแก๊ส ที่ใช้ในการทำความร้อน ไม่อาจหยุดให้บริการแก่เอกชน ด้วยเหตุผลว่าขาดทุนได้ เนื่องจากเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ เพราะประชาชน ไม่อาจอยู่ในได้ฤดูหนาว หากปราศจากแก๊สที่จะใช้ในการทำความร้อน เพราะเป็นที่รับรู้กันว่ามนุษย์เราไม่อาจจะทนอยู่ในสภาวการณ์ที่เลวร้ายเช่นนั้นได้ ดังนั้น แม้จะไม่มีรัฐวิสาหกิจ แต่หากมีกฎหมายที่ดีในการคุ้มครองประชาชนแล้ว ย่อมเป็นเครื่องมือและหลักประกันให้ประชาชนได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ผมไม่เห็นประชาชนเขาจะเดือดร้อนแบบที่เรากังวลอะไรกันเลย การแข่งขันที่สมบูรณ์ โดยมีกฎหมายเป็นกลไก การควบคุมที่เป็นธรรม น่าจะเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อรัฐโดยรวม มากกว่าการผูกขาดโดยรัฐที่บริหารงานอย่างไร้ประสิทธิภาพเป็นไหน ๆ

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในรูป Privatization ที่อาจจะเป็นตัวแบบที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย ได้ถูกเสนอไว้โดยนักวิชาการ จำนวนมาก เช่น รัฐอาจจะขายกิจการให้เอกชนบางส่วน โดยรัฐจะต้องสงวนสิทธิ์ในการควบคุมกลไกราคา และการซื้อคืนจากเอกชนเมื่อมีความจำเป็น ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่า การให้บริการสาธารณะ (Public services) จะไม่ขาดความต่อเนื่อง และราคาอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เป็นต้น

ผมจำได้ว่า เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เราพูดกันมาเนิ่นนานจริง ๆ ครั้งแรกที่ได้ศึกษา ก็คือ ช่วงเรียนปริญญาโท ที่คณะรัฐศาสตร์ (บริหารรัฐกิจ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โน่น นานมาแล้ว มาเห็นแนวคิดในการแปรรูป ที่จะขายให้เอกชนทั้ง ๑๐๐% สมัย ดร.สาวิต ฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลไทยรักไทย ... แต่แรงต่อต้าน แตกต่างกันมาก ทั้ง ๆ ที่สมัย ปชป. การแปรรูปฯ รุนแรงกว่าสมัย ทรท. เสียด้วยซ้ำ เหตุผลส่วนหนึ่ง คือ ความเกลียดชังในตัวผู้นำรัฐบาล ซึ่งผสมด้วยเหตุผล เรื่องสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจเอง ที่จะถูกทำลายลง ผมว่าหลายอย่าง อธิบายไม่ได้เลย เช่น สิทธิการใช้ไฟฟรี น้ำฟรี ฯลฯ ชั่วชีวิต ผู้บริหาร รวมถึงสิทธิประโยชน์ ในเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงลิบลิ่ว และมีโบนัส ในขณะที่องค์กรรัฐวิสหกิจขาดทุน มีเบี้ยประชุมครั้งละเป็นหมื่น ต่อคณะกรรมการแต่ละคน เป็นต้น ที่จริง มันควรได้รับการแปรรูป เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมานานแล้ว ผมไม่รู้ว่า ทำไม เราจึงต้องรักษารัฐวิสาหกิจในรูปแบบเดิม เพื่อให้พนักงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ได้สิทธิประโยชน์อันมหาศาลเหล่านี้ โดยอ้างเหตุผลว่า ประชาชน จะต้องใช้บริการในราคาสูงขึ้น หรือ รัฐวิสาหกิจ เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินเท่านั้น หรือว่า เมื่อเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว จะบริหารให้ไร้ประสิทธิภาพอย่างไรก็ได้ เช่นนั้นหรือ

ข้อความส่งท้าย เรื่องคำพิพากษาของศาล และผลของคำพิพากษาศาลปกครอง ในคราวนี้ ดูเหมือนจะเป็นข้อดีของสังคมไทยเหมือนกันครับ กระบวนการเรียนรู้ของสังคมไทย ได้ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ..... ต้องยอมรับว่า พันตำรวจโท ดร. ทักษิณฯ ท่านสามารถจริง ๆ ..... ท่านทำให้กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้นครับ สุดท้ายของสุดท้ายจริง ๆ สำหรับ คำพิพากษาเรื่องนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อศาลปกครองสูงสุดครับ ผมเห็นว่า ศาลท่านมีธงคำตอบไว้ล่วงหน้า แล้วหาเหตุผลมารองรับ ทำให้เหตุผลมันแปร่ง ๆ ทะแม่ง ๆ ปราศจากหลักการพื้นฐานที่หนักแน่น มั่นคง จนไม่อาจจะถือเป็นหลักการแห่งกฎหมายที่ดีได้ครับ




ปล.๑) หากสนใจอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณี กฝผ. สามารถ คลิ๊ก เพื่ออ่านที่นี่ ครับ

ปล.๒) ผมเพิ่ง Up date เรื่องราว และภาพ การไปเที่ยวในหลาย ๆ รัฐ ในช่วงสปริงเบรกที่ผ่านมาครับ ขอเชิญเข้าดูได้ครับ เชิญ Click ที่นี่ได้เลยครับ

ปล. ๓) ท่านที่เข้ามาแล้วรำคาญใจ เพราะมันยาว น่าเบื่อ ก็ต้องขอโทษด้วยครับ ..... แต่ขอร้อง "อย่าบ่นว่ายาวเลย" ครับ ... ไม่อยากอ่าน ไม่ว่ากันครับ

ปล. ๔) หากท่านที่สนใจ การวิเคราะห์ คดี กฟผ. ของนักวิชาการท่านอื่น โปรด click นิติรัฐ ที่นี่ หรือ click ที่นี่ครับ





 

Create Date : 27 มีนาคม 2549    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:21:50 น.
Counter : 1267 Pageviews.  

ตู้เกมส์ ไม่ใช่เครื่องเล่นการพนัน จริงหรือ (?)

บทความเรื่อง "ตู้เกมส์กับการพนัน" นี้ ผม [1] ได้เขียนไว้นานแล้ว และได้โพสต์ลงในเวปไซต์ของผู้บังคับบัญชาผู้มีพระคุณอย่างสูงสุดของกระผม คือ พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อประมาณปีเศษ ที่ผ่านมา ผมเห็นว่า มันคงจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงขอนำมาโพสต์ไว้ที่นี่ อีกครั้งหนึ่งครับ


กระผมได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๗/๒๕๔๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๐๙๙/๒๕๔๔ ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวตู้เล่นเกมส์ไฟฟ้า ซึ่งมีกฎกระทรวงกำหนดไว้ให้ตู้เล่นเกมส์ดังกล่าว การพนันประเภทที่ระบุไว้ในบัญชี ข อันดับที่ 28 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน 2478 แล้ว รู้สึกแปลกใจในการวินิจฉัยและการตีความกฎหมายของศาลพอสมควร และไม่ทราบว่าขณะนี้ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวไปในแนวทางใดบ้าง

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาว่า
“พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เช่าซื้อเครื่องเล่นหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติมาตั้งไว้ที่หน้าห้างสรรพสินค้าซันนี ถนนคฑาธร อำเภอเมืองราชบุรี ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยที่ 1 ขณะกำลังเล่นเครื่องดังกล่าว เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางสามารถใช้เล่นได้โดยใช้ไฟฟ้าเป็นสื่อให้ระบบเครื่องทำงานโดยผู้เล่นต้องหยดเหรียญ 10 บาท 1 เหรียญ เข้าไปในช่องหยอดเหรียญ จากนั้นผู้เล่นจะทำการควบคุมโดยการกดปุ่มเพื่อให้เครื่องคนตุ๊กตาให้เข้ากัน แล้วผู้เล่นต้องจับคันโยกเพื่อหาตำแหน่งที่ต้องการ เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการจึงกดปุ่มเพื่อสั่งให้ตัวหยิบทำการหยิบจับตุ๊กตา หากหยิบได้จะได้ตุ๊กตาไป หากไม่ได้ก็จะได้คูปอง 1 ใบซึ่งนำไปแลกสิ่งของได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นการพนันที่ผู้เล่นจะต้องมีความผิดตามที่ระบุไว้ในบัญชี ข ลำดับที่ 28 ท้าย พรบ การพนัน 2478 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (2530) ออกตามความใน พรบ การพนัน 2478 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 23 (2530) ออกตามความใน พรบ การพนัน 2478 ไว้ว่า “เครื่องเล่นซึ่งใช้เครื่องกลไฟฟ้า พลังแสงสว่าง หรือพลังอื่นใดที่ใช้เล่นโดยวิธีสัมผัส เลื่อน กด ดีด ดึง ดัน ยิง โยน โยก หมุน หรือวิธีอื่นใดซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ไม่ว่าจะโดยมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใดๆ หรือไม่ก็ตาม”

ความหมายของเครื่องเล่นตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว กำหนดไว้ว่าเป็นเครื่องเล่นซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้นั้น บ่งบอกความหมายอยู่ในตัวว่าเป็นการแพ้ชนะกันระหว่างบุคคลซึ่งเป็นผู้เล่นด้วยกัน หรือบุคคลอื่นตั้งแต่สองฝ่ายด้วยกัน สำหรับเครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลาง

โจทก์นำสืบโดยมีพันตำรวจโทอนันต์ ทวีปัญญสกุล และร้อยตำรวจเอกเจษฎา ปิ่นชูทอง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเบิกความว่า ลักษณะเครื่องทำไว้สำหรับเล่นคนเดียว แต่สามารถเล่นหลายคนได้ โดยแต่ละคนช่วยกันกดปุ่มเครื่องเล่นได้ แต่ไม่สามารถเล่นเพื่อให้แพ้ชนะกันเองได้

จากข้อนำสืบของโจทก์แสดงให้เห็นว่า เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นเกมส์ที่มุ่งประสงค์จะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินและเพิ่มทักษะให้แก่ผู้เล่นเพียงอย่างเดียวมิได้มุ่งประสงค์ให้ใช้เป็นเครื่องเล่นการพนันแต่อย่างใด แม้ผู้เล่นจะต้องหยอดเหรียญชนิดราคา 10 บาท เข้าไปในเครื่องก่อนที่ผู้เล่นจะเริ่มเล่นเพื่อให้เครื่องทำงานตามที่โจทก์นำสืบก็ตาม แต่การหยอดเหรียญดังกล่าวก็ถือได้ว่าผู้เล่นได้จ่ายในจำนวนนั้นเป็นค่าตอบแทนการเล่นเท่านั้น เงินที่ว่าหาใช่เป็นสินพนันไม่ ส่วนในกรณีผู้เล่นสามารถหยิบตุ๊กตาได้ก็จะได้ตุ๊กตาดังกล่าวเป็นสิ่งตอบแทนนั้นก็ปรากฎข้อเท็จจริงว่าหากไม่ได้ตุ๊กตาจะได้คูปองแทน 1 ใบ เพื่อไปแลกสิ่งของต่างๆ ได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองนำสืบว่าสิ่งของดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10 บาท

ดังนั้นการที่ผู้เล่นจะได้ตุ๊กตาหรือไม่ก็ตามก็เป็นเพียงสิ่งที่ผู้คิดสร้างสรรค์เกมส์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อความเพลิดเพลินหรือฝึกซ้อมทักษะของผู้เล่น ไม่ทำให้เกิดผลแพ้ชนะกันได้ ทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เล่นเครื่องเล่นดังกล่าวนำผลของการได้หรือไม่ได้ตุ๊กตาไปเล่นการพนันเพื่อการแพ้ชนะกันระหว่างบุคคลซึ่งเป็นผู้เล่นด้วยกันหรือบุคคลอื่นตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป

เกมส์นั้นจึงมิใช่เกมส์การพนันแต่อย่างใด ดังนั้นเครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางจึงมิได้มีคุณสมบัติที่มีไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องเล่นการพนันตามที่ระบุไว้ในบัญชี ข ลำดับที่ 28 ท้าย พรบ การพนัน 2478 ซึ่งได้แก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (2530) ออกตามความใน พรบ การพนัน 2478 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

กระผมไม่อาจจะกล่าวได้ว่า คำพิพากษาดังกล่าวถูกหรือผิดหรือไม่ ประการใด แต่อย่างไรก็ตามกระผม ไม่เห็นพ้องด้วยเป็นอย่างยิ่งสำหรับคำพิพากษาข้างต้น และเห็นว่าพนักงานอัยการในฐานะผู้แทนแห่งรัฐหรือทนายแผ่นดินควรที่จะต้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษานี้ไปยังศาลฎีกาเพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป

คำถามที่จะต้องพิจารณา คือ คำพิพากษานี้ ขัดหรือแย้งต่อหลักการ The Principle of Legality หรือไม่ The Principle of legality เป็นมรดกทางความคิดที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยปฎิวัติทางความคิดอันรุ่งโรจน์ (Enlightenment) ของยุโรป ซึ่งมีหลักการพื้นฐานบนหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers)[2] ซึ่งหลักการนี้ จะยอมรับให้ศาลเป็นผู้บังคับใช้และตีความกฎหมายที่ออกมาโดยฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislatures) หรือ องค์กรที่ได้รับมอบอำนาจมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ (Administrative agency) การตีความกฎหมายของศาลจึงมีข้อจำกัดอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่กฎหมายเป็นการกำหนดนโยบายสาธารณะ (Public Policy) อันเป็นอำนาจหน้าที่ในฝ่ายบริหาร (Executive Function)แล้ว ศาลจะไม่แทรกแซงการใช้ดุลพินิจที่อยู่บนพื้นฐานของหลักความสมเหตุสมผลนั้น เว้นแต่กรณีดังกล่าวจะเกี่ยวพันกับการออกฎหมายและตีความกฎหมายซึ่งมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง (Clearly erroneous) จนกระทั่งขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ (Unconstitutional)หรือกรณีที่องค์กรฝ่ายปกครอง (Executive agency) ออกกฎหรือตีความกฎโดยอำเภอใจไม่แน่นอน (Arbitrarily interpretation) ไม่อยู่บนพื้นฐานของหลักเหตุผล (Unreasonable interpretation) ฉะนั้น หากไม่มีความผิดพลาดอย่างร้ายแรงข้างต้นแล้ว อำนาจของศาลที่จะเข้ามาตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าว (judicial review) ย่อมเป็นไปอย่างจำกัด หรือไม่เข้ามาแทรกแซงการดำเนินการดังกล่าวเลย

การกำหนดให้การกระทำใดถือเป็นการพนันนั้น ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารโดยตรง หาใช่อำนาจหน้าของศาลที่จะเข้ามาเป็นผู้กำหนดนโยบายไม่ เนื่องจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้พิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยอื่น ๆ ในการกำหนดและดำเนินรัฐประศาสโนบายให้ไปตามทิศทางที่ต้องการ

ด้วยเหตุนี้การกำหนดให้สิ่งใดเป็นการพนันหรือไม่ จึงเป็นความชอบธรรมของผู้แทนปวงชนอันแสดงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน(General Will) ว่าต้องการจำกัดการเล่นการพนันให้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และการเล่นประเภทใดที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายบ้าง ในกรณีนี้ ฝ่ายบริหารได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องจักรกลในลักษณะนี้ ก่อให้เกิดปัญหาสังคม ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของชาติ เพราะนักเรียนจะหลบหนีการเรียน และเข้าไปเล่นเกมส์ดังกล่าว จำนวนมาก จึงได้มีการออกกฎกระทรวงดังกล่าวมาบังคับใช้

สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น การตีความกฎหมายของที่เป็นการขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์กับฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรที่ได้รับมอบอำนาจมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ หากไม่มีการผิดพลาดอย่างร้ายแรงข้างต้นแล้ว ย่อมไม่อาจจกระทำได้ โดยศาลจะจำกัดขอบเขตการวินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ ไว้ เนื่องจากไม่มีความความเชี่ยวชาญหรือความชำนาญเฉพาะด้านอย่างเช่นที่ฝ่ายบริหารพึงจะกระทำ

ในคดีนี้ ศาลได้ตีความว่า การเล่นเครื่องกลไฟฟ้าดังกล่าว จะต้องเป็นการเล่นเพื่อแพ้ชนะระหว่างผู้เล่นด้วยกัน หาใช่ผู้เล่นกับเครื่องกลดังกล่าวไม่ [3] ซึ่งประเด็นปัญหาคือ ศาลควรที่จะตีความเช่นว่านั้นหรือไม่ ในประเทศสหรัฐนั้น หากบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีความชัดแจ้งในตัวเองแล้ว ศาลจะไม่แทรกแซงการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองเลย แต่หากบทบัญญัติของกฎหมายนั้น มีความไม่ชัดแจ้งในตัวของมันเองแล้ว ศาลจะเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ประการใด หากการตีความดังกล่าวไม่ขัดต่อหลักการแห่งเหตุผลแล้ว ศาลจะยอมรับและบังคับใช้ (Deference) การตีความกฎหมายของฝ่ายปกครองนั้น [4] โดยศาลจะไม่แทรกแซงการใช้ดุลพินิจดังกล่าวเลย

แต่หากว่าการใช้ดุลพินิจหรือตีความไม่สอดคล้องกับหลักเหตุผลแล้ว ศาลจะเข้ามาตรวจสอบการกระทำดังกล่าวโดยศาลจะศึกษาวิจัยว่าเหตุใดรัฐสภาหรือฝ่ายปกครองจึงออกกฎหมายดังกล่าว โดยจะพิจารณาถ้อยคำในตัวบทกฎหมาย รายงานการประชุมและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนั้น โดยศาลจะไม่ตีความตามความเห็นของตนเอง แม้ว่าศาลจะเห็นว่า แนวทางของตนเองน่าจะเหมาะสม หรือเป็นวิธีที่ชาญฉลาดกว่าที่ฝ่ายปกครองกำหนดไว้ก็ตาม

เหตุผลประการที่สองนั้น หากจะพิจาณาจากตัวอย่างของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้แล้ว ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างยอมรับว่า เครื่องเล่นประเภทดังกล่าว ซึ่งว่าเป็น Slot Machine โดยมีกลไกการทำงานในลักษณะเดียวกัน คือ การหยอดเหรียญ และเล่นเกมส์ตามวิธีการที่กำหนด (indicator) ของเครื่องจักรกลนั้น โดยมีวัตถุหรือสิ่งของที่จะได้รับเป็นสิ่งล่อใจให้ผู้เล่นเข้ามาเล่นเกมส์นั้น ประเทศต่าง ๆ ล้วนถือเป็นเครื่องมือสำหรับการเล่นการพนัน (Gambling Device) ทั้งสิ้น

หากฝ่ายบริหารกำหนดให้เครื่องมือดังกล่าว เป็นการพนันแล้ว ผู้เล่นย่อมมีความผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น แต่หากประเทศดังกล่าว กำหนดให้สิ่งดังกล่าวเป็นการพนันโดยถูกกฎหมาย ผู้เล่นเกมส์ดังกล่าว ย่อมไม่มีความผิดกฎหมายแต่ประการใด แล้วเหตุใด ศาลไทยจึงตีความที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของฝ่ายบริหารที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ต่อผู้เยาว์ที่ง่ายต่อการถูกยั่วยุจากสิ่งจูงใจของเครื่องกลไฟฟ้าในคดีพิพาทนี้ อันอาจจะนำไปสู่การกระทำผิดในลักษณะต่าง ๆ จนอาจจะก่ออาชญากรรมเพื่อให้ได้เงินมาเล่นเกมส์การพนันต่อไปได้

ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักได้แก่ การสร้างบ่อนการพนันที่ Las Vegas มลรัฐ Nevada ซึ่งล้วนแต่มีอุปกรณ์เครื่องจักรกลประเภทเดียวกับเครื่องจักรกลในคดีนี้ทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่เห็นมีผู้ใดจะเถียงได้ว่ามันไม่ใช่เครื่องจักรกลอันถือเป็น Gambling machine แต่ประการใด

เหตุผลประการที่สาม คือ ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าข้อเท็จจริงจะไม่ตรงกันกับคดีนี้นัก แต่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การกำหนดให้สิ่งใดเป็นการพนันหรือไม่ ศาลจะไม่พยายามตีความให้กฎหมายนั้นไร้ผล แต่จะพยายามตีความนั้นกฎหมายบังคับได้ ตามเจตนารมณ์ของฝ่ายบริหาร คดีนี้ เป็นคดีเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ระหว่าง State of Iowa v. Pete Ellis, 200 Iowa 1228, 206 N.W. 105 (1925)

คดีนี้ เจ้าของร้านอาหารได้ติดตั้งเครื่องจักรในการซื้อขายมิ้น[5] ในร้านอาหารของตน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายค้นมาตรวจยึดเครื่องจักรและฟ้องร้องเจ้าของร้านตามกฎหมายเกี่ยวกับการพนัน ศาลสูงสุดของ Iowa ได้พิจารณาพิพากษาโดยมีเนื้อความสรุปว่า

“คดีนี้ มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า เครื่องจักรกลที่ใช้ในการขายมิ้นท์นี้ เป็นเครื่องมือสำหรับการเล่นการพนัน(Gambling device) ตามกฎหมาย มาตรา ๑๓๒๐๒ และ ๑๓๒๐๓ ของประมวลกฎหมายปี ๑๙๒๔ หรือไม่

เครื่องจักรกลนี้ เป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Slot Machine ผู้เล่นจะหยอดเหรียญเข้าไปในเครื่องจักรกลนี้ จากนั้นผู้เล่นจะดึงอุปกรณ์ (Lever) หลังจากนั้น ผู้เล่นจะได้รับมินท์ หรือ ในบางครั้งผู้เล่นจะได้รับ chips ซึ่งมีมูลค่า ๕ เซ็นต์แทน ซึ่งเป็นเรื่องของการเสี่ยงโชค ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า เครื่องเล่นนี้ได้บ่งบอกถึงวิธีการเล่นและสิ่งที่จะได้รับเมื่อเล่นเกมส์นี้ ฉะนั้น จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า การเสี่ยง (Element of Chance) เพราะผู้เล่นทราบว่าดีตั้งแต่ก่อนหยอดเหรียญและโยกอุปกรณ์ว่าจะได้รับสิ่งของใด ด้วยเหตุนี้ เครื่องจักรกลนี้ จึงไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการเล่นการพนัน

อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากวิธีการเล่นที่จำเลยอ้างนั้น เป็นสิ่งที่เรียกว่าสิ่งจูงใจที่ผู้เล่นไม่ได้หวังที่จะได้รับเพียงแค่มิ้นท์ แต่หวังที่จะได้รับ Chips ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ในการเล่นแต่ละครั้ง เครื่องจักรกลนี้ จะไม่มีรางวัลดังกล่าวให้แต่ประการใด ฉะนั้น เครื่องเล่นนี้ จึงเป็นการดึงดูดผู้เล่นโดยโอกาสการเสี่ยงโชคจากการโยกอุปกรณ์ของผู้เล่นเป็นสำคัญ การมีสิ่งจูงใจเหล่านี้ จึงถือเป็น Gambling Machine

อนึ่ง เครื่องจักรกลในลักษณะนี้ ศาลสูงสุดในสหรัฐ ไม่น้อยกว่า ๒๒ มลรัฐ ได้พิจารณาและพิพากษาว่า เป็นเครื่องมือเล่นการพนัน หรือ Gambling Machine และไม่เคยปรากฎว่ามีศาลใดในสหรัฐพิพากษาเป็นอย่างอื่น”


กล่าวโดยสรุปแล้ว การตีความกฎหมายใด ๆ ของศาลยุติธรรม จะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตอันจำกัดพอสมควร ดังเช่น ในสหรัฐอเมริกานั้น ศาลสูงสุด (The United States Supreme Court) จะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ ในการวินิจฉัยและตีความกฎหมาย เช่น การตีความกฎหมายที่เกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นจะกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมากน้อยเพียงใด และในขณะเดียวกันการตีความกฎหมายนั้นจะกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ หากเป็นสิทธิที่กำหนดว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือ Fundamental rights ที่ปรากฎใน Bill of Rights ซึ่งได้แก่ รัฐธรรมนูญของสหรัฐที่ได้รับการแก้ไขภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญสหรัฐ (Amendment) มาตรา ๑ ถึง ๑๐ แล้ว ศาลจะตีความอย่างเคร่งครัดมาก และขณะเดียวกันการตีความดังกล่าวจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมากจนเกินไปด้วย

มีหลายตัวอย่างที่น่าสนใจ แต่กระผมขอยกตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง เช่น การอ้างสิทธิป้องกันตนเองของการประชาชนในการต่อสู้และขัดขวางการจับกุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในอดีตศาลสูงสหรัฐเคยตัดสินว่า ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้ขัดขวางการจับกุมโดยไม่มีหมายค้นและหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ตามหลักการเรื่อง Self-defense อันส่งผลให้ ผู้ต้องหาไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และต่อสู้ขัดขวางการจับกุม

แต่อย่างไรก็ตาม การตีความเช่นนี้ ก่อให้เกิดการยั่วยุก่อให้เกิดความรุนแรงและเสียหายต่อชีวิตร่างกายของทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก ในที่สุดศาลสูงสหรัฐ และใน Model Penal Code ก็ได้กำหนดออกมาเป็นแนวทางให้รัฐต่าง ๆ นำไปออกเป็นกฎหมายอาญาของแต่ละรัฐ ซึ่งกำหนดไว้สอดคล้องกันว่า ผู้ต้องหาไม่อาจจะอ้างการป้องกันตนเองได้อีกต่อไป แม้จะการจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุแห่งการจับและค้นโดยไม่มีหมายก็ตาม เพราะประชาชนมีหน้าที่ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร แต่หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารกระทำละเมิดต่อสิทธิของประชาชนแล้ว ประชาชนก็ชอบที่จะฟ้องร้องตามกฎหมายต่อไป

ที่ยกตัวอย่างมานั้น ก็ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า การวินิจฉัยกฎหมายใด ๆ อาจจะต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน และหากเห็นว่าการวินิจฉัยดังกล่าวจะเป็นผลร้ายและกระทบต่อสังคมแล้ว ศาลเองก็ชอบที่จะทบทวนและวินิจฉัยไปในทางอื่นได้เช่นกัน

ในสหรัฐอเมริกานั้น ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะคอยสอดส่องและออกมาตรการในการแก้ไขคำพิพากษาของศาลในสหรัฐอยู่ตลอดเวลา หากว่าฝ่ายนิติบัญญัติเห็นว่าศาลตีความกฎหมายหรือพิพากษาสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการบัญญัติกฎหมายนั้นแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติจะออกกฎหมายออกมาแก้ไขหรือลบล้างคำพิพากษานั้นโดยพลัน ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจึงมีการออกกฎหมายมาเกือบทุกวัน หากเป็นคำพิพากษาของศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา แล้ว คำพิพากษาของศาลสูงสุดนี้ ถือเป็นกฎหมายที่สูงกว่ากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่มีลำดับต่ำกว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐ หากฝ่ายนิติบัญญัติต้องการลบล้างคำพิพากษานั้น ก็จะต้องมีการออกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ที่เรียกว่า Amendment แต่ถ้าเป็นคำพิพากษาของศาลอื่น ๆ ของระดับมลรัฐแล้ว โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายอาญาทั่ว ๆ ไปแล้ว มลรัฐต่าง ๆ มีสิทธิกำหนดและออกกฎหมายอาญาของตนได้อย่างอิสระ[6] จึงสามารถบัญญัติแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ได้ และ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสามารถเสนอและพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว และหากเป็นเหตุการณ์ดังคำพิพากษาของไทยข้างต้นแล้ว น่าเชื่อว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

ประการที่สำคัญที่สุดของศาลสูงสุดของสหรัฐนั้น คือ การที่ผู้พิพากษาแต่ละท่านสามารถทำความเห็นแย้งคำพิพากษาของเสียงข้างมากได้ ทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากต้องระมัดระวังในการทำคำพิพากษาเป็นอย่างมาก คำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐ จึงละเอียดและอ้างทั้งคดีตัวอย่างและทฤษฎีต่าง ๆ ทั้งทฤษฎีทางกฎหมาย อาชญาวิทยา และสหวิทยาการ ซึ่งมีผลทำให้ความรู้ทางกฎหมายและข้อโต้แย้งทางกฎหมายนั้น ได้รับการพัฒนาและมีหลายครั้งที่ความเห็นแย้งในคำพิพากษาคดีก่อน ๆ กลายมาเป็นหลักกฎหมายและเป็นแนวทางใหม่ ๆ ในคดีหลัง แต่ในกฎหมายไทยนั้น ต้องห้ามมิให้ผู้พิพากษาทำความเห็นแย้งในชั้นคำพิพากษาศาลฎีกา ก็น่าคิดเหมือนกันว่า แนวทางใดจะมีผลดีต่อการพัฒนาหลักกฎหมายกว่ากัน ระหว่างให้ทำความเห็นแย้งได้ กับแนวทางของประเทศไทยเรา

กระผมขอจบบทความยาว ๆ ไว้เพียงเท่านี้ครับ โอกาสหน้า คงจะได้เขียนอะไรเกี่ยวกับกฎหมายในสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจต่อไปในโอกาสหรัฐฯ ในโอกาสหน้าครับ

----------------------------------------


Reference

[1] รป.บ.(ตร.), นบ.(เกียรตินิยม) มธ., น.บ.ท., นม.(กฎหมายมหาชน) มธ., รม.(บริหารรัฐกิจ) มธ., LL.M. (Indiana University-Bloomington), LL.M. ( University of Illinois at Urbana-Champaign), กำลังศึกษาปริญญาเอกทางกฎหมาย(JSD) ที่ Universty of Illinois At Urbana-Champaign ประเทศสหรัฐอเมริกา

[2] Richard J. Bonnie, et al., Criminal Law, 2nd ed., 85-88, New York: Foundation Press: 2004

[3] ศาลวินิจฉัยว่า “เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นการพนันที่ผู้เล่นจะต้องมีความผิดตามที่ระบุไว้ในบัญชี ข ลำดับที่ 28 ท้าย พรบ การพนัน 2478 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (2530) ออกตามความใน พรบ การพนัน 2478 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 23 (2530) ออกตามความใน พรบ การพนัน 2478 ไว้ว่า “เครื่องเล่นซึ่งใช้เครื่องกลไฟฟ้า พลังแสงสว่าง หรือพลังอื่นใดที่ใช้เล่นโดยวิธีสัมผัส เลื่อน กด ดีด ดึง ดัน ยิง โยน โยก หมุน หรือวิธีอื่นใดซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ไม่ว่าจะโดยมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใดๆ หรือไม่ก็ตาม” ความหมายของเครื่องเล่นตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว กำหนดไว้ว่าเป็นเครื่องเล่นซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้นั้น บ่งบอกความหมายอยู่ในตัวว่าเป็นการแพ้ชนะกันระหว่างบุคคลซึ่งเป็นผู้เล่นด้วยกัน หรือบุคคลอื่นตั้งแต่สองฝ่ายด้วยกัน”

[4] หลักการนี้ เป็นหลักการทั่วไปในการตีความกฎหมายของศาลสูงสหรัฐอเมริกา เช่นในคดี Haggar Apperel Co. v. The United States, 222 F. 3d 1337 (2000) โดยศาลได้วางหลักการที่เป็น Authoritative ว่า “Defendant’s statutory interpretation was reasonable and entitled to deference. Defendant’s application of its regulation to the permapressing operation conducted on plaintiff’s imported articles was not incorrect. Defendant’s determination that the pants did not qualify for a partial exception from duty had to be sustained.”

นอกจากนี้ ยังมีคดีบรรทัดฐาน ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้วางหลักการในการพิจารณาคดีของศาลไว้ว่าจะต้องยอมรับการตีความและการกำหนดกฎเกณฑ์ของฝ่ายปกครอง หากการตีความกฎหมายดังกล่าว มีเหตุผลอันสมควร ไม่เป็นไปตามอำเภอใจของฝ่ายปกครอง เช่น คดี Skidmore v. Swift & Co., 323 U.S. 134 (1944) และคดีที่สำคัญที่สุด คือ คดี Chevron, Inc. v. National Resources Defense Council, 467 U.S. 837 (1984) ซึ่งศาลในสหรัฐฯ จะต้องยึดถือปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมาย

[5] คดีนี้ สืบเนื่องจากข้อเท็จจริง ที่เจ้าของร้านอาหาร ได้ติดตั้งเครื่องขายมิ้นท์ซึ่งถูกกำหนดไว้ว่าเป็นเครื่องมือเล่นการพนัน ซึ่งได้มีการฟ้องร้องคดีกันจนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นของรัฐ Iowa ว่า เครื่องจักรกลดังกล่าวไม่ถือเป็น Gambling device ต่อมา State of Iowa ได้มีการฟ้องร้องและต่อสู้คดีกันจนในที่สุดศาลได้พิพากษากลับว่า เครื่องจักรกลดังกล่าวเป็น เครื่องมือในการเล่นการพนัน เจ้าของร้านจึงได้มีการต่อสู้คดีเป็นสองทาง คือ คดีแรก ต่อสู้คดีเพื่อที่จะได้รับนิรโทษกรรม (Defense) เพราะตนได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่คดีนี้ ศาลสูง Iowa ปฏิเสธที่จะให้นิรโทษกรรม โดยอ้างว่า คำพิพากษาของศาลอื่นที่ไม่ใช่ศาลสูงสุดไม่อาจยึดถือเป็นบรรทัดฐานเพื่ออ้างเหตุนิรโทษกรรมได้ สำหรับการต่อสู้คดี อีกคดีหนึ่ง เป็นการต่อสู้ว่า เครื่องจักรกลที่ขายมิ้นโดยให้ผู้เล่นหยอดเหรียญ แล้วโยกเพื่อที่จะได้รับมิ้นหรือมิ้นและชิบ(chips)นี้ ไม่ได้เป็นเครื่องมือเล่นการพนัน ซึ่งศาลในคดีนี้ก็พิพากษายืนยันว่า เครื่องจักรกลในการขายมิ้น เป็นเครื่องมือเล่นการพนันเช่นกัน

[6] ความผิดตาม ที่มีโทษทางอาญาของสหรัฐอเมริกานั้น โดยปกติแล้ว รัฐต่าง ๆ จะเป็นผู้กำหนดเอง โดยอิสระ และรัฐต่าง ๆ จะยอมรับเอา Model Penal Code ซึ่งได้รับการเสนอโดยกลุ่มนักกฎหมายอิสระ ตั้งแต่ประมาณระหว่างช่วงปี ค.ศ.๑๙๖๐ มาเป็นต้นแบบในการร่างกฎหมายของแต่ละรัฐ ซึ่งจะมีวิธีการตีความและหลักการวินิจฉัยที่แตกต่างจาก ระบบกฎหมาย Common Law ที่ได้รับมาจากประเทศอังกฤษ และปัจจุบัน มีประมาณ ๑๒ รัฐที่ยังยึดถือแนวทางการตีความกฎหมายแบบวิธีการ Common Law แบบอังกฤษ และ ในระดับ Federal Government หรือ รัฐบาลกลางของสหรัฐแล้ว ก็ยังยึดถือแนวทางตามระบบ Common Law รวมถึง การวินิจฉัยและการตีความของ Supreme Court ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ระบบกฎหมายอาญาของสหรัฐ จึงเป็นระบบที่สลับซับซ้อน และไม่ได้เป็นระบบ Common Law โดยแท้ ตามที่บุคคลทั่วไปเข้าใจ โดยเฉพาะการวินิจฉัยและการตีความของศาลยุติธรรม และนักวิชาการของไทยหลายท่าน เช่น ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ ท่านได้เขียนคำอธิบายกฎหมายอาญา โดยผสมผสานการตีความตามระบบ Common Law กับ Model Penal Code ไว้อย่างกลมกลืม และอธิบายประมวลกฎหมายของไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของ Defense และ Accuse ซึ่งแตกต่างจาก ดร. คณิต ณ นคร อย่างสิ้นเชิง เพราะท่านอธิบายตามแบบฉบับกฎหมายของประเทศเยอรมันนี ที่เรียกว่า Tripartite theory ซึ่งอธิบายโครงสร้างความรับผิดทางอาญาว่า จะต้องประกอบด้วย (๑) ต้องมีกำหนดให้เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา (definition of the offense) (๒) การกระทำนั้นเป็นความผิด ( the wrongfulness or unlawfulness) และ (๓) การกระทำนั้นต้องมีความชั่ว (culpability or blameworthiness) และหากการกระทำใดไม่มีความลักษณะที่เรียกว่าเป็นความชั่วแล้ว ผู้กระทำไม่ต้องรับผิด

โปรดอ่านรายละเอียดเรื่องความรับผิดทางอาญา ในบทความของท่านศาสตราจารย์ George P. Fletcher,Theoretical Inquiries in Law, 2 THEORILAW 265, 269-276 (2001)




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:21:33 น.
Counter : 1629 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 79 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.