*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

คิดเล่น ๆ กับ กรณีเขาพระวิหาร

เมื่อสองสามวันก่อน มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองฯ ที่ลือลั่นอีกครั้ง ซึ่งผมฟันธงเลยว่า ไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย ไม่เข้าใจว่า ศาลปกครอง เอาอำนาจที่ไหน มารับคดีนี้ไว้วินิจฉัย แต่เนื่องจากมีเวลาในการเขียน บล๊อก น้อยลงเรื่อย ๆ หลังจากมีงานเข้ามามากมายในมือ จนบางครั้ง ไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี

ผมเลยตัดสินใจ เอาบทความใน บล๊อกของเพื่อนผม คือ ว่าที่ ดร. นรินทร์ อิทธิสาร นศ. กม. จากเยอรมัน ที่เขียนไว้ใน สเปซของเขา มาเล่าสู่กันฟังครับ ท่านเขียนไว้เมื่อ 29 มิถุนายน 2551 ตามลิงก์ ที่อ้างอิงข้างล่าง
//alleinisteinsam.spaces.live.com/Blog/cns!98177E941F105286!1551.entry

ในหัวข้อที่ว่า ข้อสังเกตต่อคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551; กรณีเขาพระวิหาร


ข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ศาลปกครองได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในคดีที่มีผู้ฟ้องคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 เห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ที่ได้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย โดยมอบหมายให้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ และฟ้อง นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ลงนามในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2551 ในคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชากรณีขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย โดยฟ้องให้ศาลดำเนินการ

1) ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

2) เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ

3) ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551

4) มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การ ยูเนสโก

โดยในคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าวนอกจากคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนการพิพากษาแล้ว ศาลปกครองได้มีการวินิจฉัยให้รับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาโดยให้เหตุผลว่า กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการต่างประเทศ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและมีอำนาจบริหารราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552(ที่ถูกต้องคือ พ.ศ. 2542) เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าอ้างว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมต่อคณะรัฐมนตรี กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาพร้อมแผนที่โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎมหาย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบในการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรราหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งรับคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว

จากข้อเท็จจริงในคดีและจากคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีที่น่าพิจารณาในทางวิชาการว่ากรณีการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีในคำฟ้องดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้อำนาจการตรวจสอบของศาลปกครองหรือไม่ประการใดซึ่งในที่นี้จะพิจารณาได้ตามลำดับดังนี้

ประเด็นแรก ประเด็นพิพาทซึ่งเป็นวัตถุแห่งคดีนี้คืออะไร

ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอ 1)ศาลเพิกถอนการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 2) เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ 3) ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 4) มีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การ ยูเนสโก

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าอ้างว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมต่อคณะรัฐมนตรี กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาพร้อมแผนที่โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบในการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งรับคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว

หากพิจารณาคำฟ้องและคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า “การกระทำ”ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ที่ผู้ฟ้องนำมาฟ้องคดี และที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับไว้พิจารณาคดีไว้พิจารณานั้นเป็นลักษณะของ “ขั้นตอน” ในการดำเนินการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเท่านั้น(ทั้งนี้ประเด็นที่ว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่นั้นจะไม่ถูกพิจารณาในบทความนี้) ไม่ว่าจะเป็น การเสนอร่างคำแถลงการณ์ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในร่างคำแถลงการณ์ และการลงนามในคำแถลงการณ์ ตรงจุดนี้จะเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องให้ศาลยกเลิกเพิกถอนคำแถลงการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใดแม้ว่าในคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจะได้ยืนยันว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามนัยมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ตามที และศาลปกครองกลางก็ไม่ได้กำหนดให้คำแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นพิพาทซึ่งเป็นวัตถุแห่งคดีนี้แต่อย่างใด

หากวัตถุแห่งคดีนี้คือคำแถลงการณ์ร่วมซื่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วนั้น คำถามที่ตามมาคือวิธีการตรวจสอบควบคุมการดำเนินการทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 วรรคห้า ได้กำหนดไว้เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ทั้งนี้โดยอนุโลมตามมาตรา 154 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั่นเอง


ประเด็นที่สอง ศาลปกครองมีอำนาจรับคำฟ้องในคดีนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่


คำถามที่น่าพิจารณาประการต่อมาคือการที่ผู้ฟ้องคดีนำ”ขั้นตอนและการทำคำแถลงการณ์ร่วม”ที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นหนังสือสัญญาตามาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองกลางก็รับฟ้องโดยเห็นว่าไม่ว่าการเสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วมต่อคณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ดี และการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบในการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นั้นเป็นกรณีสอดคล้องกับเรื่องเขตอำนาจศาลปกครองหรือไม่

ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะตั้งข้อสังเกตในประเด็นของการนำ “ขั้นตอน” ใดขั้นตอนหนึ่งอันเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในกระบวนการพิจารณาทั้งหมดที่นำไปสู่การกระทำที่เป็นผลท้ายที่สุดของกระบวนการทั้งหมดมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้นโดยหลักแล้วจะกระทำไม่ได้เนื่องจาก “ผลสัมฤทธิ์” ท้ายที่สุดของกระบวนการพิจารณาดำเนินการดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นความแน่นอนของการกระทำของผู้กระทำยังไม่เกิดผลในทางกฎหมายและสร้างสิทธิหรือหน้าที่ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด อีกทั้งกรณีย่อมไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

ตัวอย่างเช่น การดำเนินการเพื่อออกคำสั่งทางปกครองคำสั่งหนึ่งก่อนที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองจะออกคำสั่งทางปกครองได้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นก่อน ผู้ที่เห็นว่าตนจะได้รับความเดือดร้อนจากการที่เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งดังกล่าวนำการรับฟังข้อเท็จจริงหรือความเห็นดังกล่าวซึ่งเป็น “ขั้นตอน” ก่อนการมีคำสั่งทางปกครองในท้ายที่สุดแยกมาฟ้องต่อศาลปกครองย่อมไม่ได้ เช่นเดียวกับการฟ้องคดีนี้ที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำแถลงการณ์ร่วม แต่ฟ้องให้ศาลปกครองเพิกถอนขั้นตอนและกระบวนการในการทำคำแถลงการณ์นั่นเอง

ประเด็นที่สำคัญในส่วนนี้คือในทางวิชาการแล้วศาลปกครองกลางมีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ ด้วยเหตุว่าหากจะพิจารณาจากลักษณะของการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเห็นได้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกระทำของรัฐบาล(Regierungsakt/acte du Gouvernent/act of state)ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบริหารโดยแท้ในฐานะองค์การสูงสุดของรัฐในฐานะรัฐบาล หาใช่การกระทำทางปกครอง(Verwaltungshandeln) ซึ่งกระทำในฐานะของฝ่ายปกครองที่อยู่ภายใต้อำนาจการตรวจสอบของศาลปกครอง

โดยดร.ฤทัย หงส์สิริ ได้กล่าวไว้ว่า ““การกระทำของรัฐบาล” เช่น การตราพระราชกฤษฎีกาเปิดหรือปิดสมัยประชุมของสภาผู้แทนราษฎร การตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา การลงนามในสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ การประกาศสงคราม เป็นต้น ซึ่งตามหลักกฎหมายปกครองของหลายประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลปกครองไม่ควรและไม่มีอำนาจลงไปควบคุมตรวจสอบการกระทำดังกล่าวโดยถือว่าเป็นเรื่องของการใช้อำนาจในฐานะที่เป็น “ฝ่ายบริหาร” ไม่ใช่ในฐานะที่เป็น “ฝ่ายปกครอง” จึงไม่ใช่การกระทำทางปกครองที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครอง”[1]

ดังนั้นเมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างประเทศซึ่งอาจเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งในคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีก็ระบุชัดว่าคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ การดำเนินการในขั้นตอนที่ผู้ฟ้องคดีนำมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำของรัฐบาลที่ศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาการแยกเอาแต่ละขั้นตอนของกระบวนการคำแถลงการณ์ดังกล่าวมาฟ้องก็ไม่ได้ทำให้ขั้นตอนนั้นๆเป็นการกระทำทางปกครอง และไม่ได้มีประโยชน์ในการฟ้องและการดำเนินคดีแต่อย่างใด

นอกจากนี้ศาลปกครองสูงสุดก็ได้เคยมีคำสั่งในคำสั่งที่ 178/2550 ในคดีที่มีความคล้ายคลึงกับคดีนี้ว่า ในกรณีคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในความสัมพันธ์กับรัฐสภาหรือการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ตาม คณะรัฐมนตรีหาได้กระทำในฐานะที่เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ไม่ แต่กระทำในฐานะที่เป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” และคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจทางบริหารของรัฐธรรมนูญกระทำการในความสัมพันธ์กับรัฐสภาหรือในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะรัฐมนตรีละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องใช้อำนาจทางบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการดังกล่าว หรือใช้อำนาจทางบริหารของรัฐตามรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่ากระบวนการดำเนินการเพื่อลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อได้พิจารณาคำฟ้องโดยตลอดแล้วเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์อันแท้จริงที่จะให้ศาลปกครองพิจารณาหรือมีคำสั่งว่า มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีและผู้แทนการเจรจารวมตลอดถึงคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นเป็นโมฆะ และให้ระงับการลงนามความตกลงดังกล่าว เพื่อจะให้เริ่มต้นกระบวนเกี่ยวกับความตกลงดังกล่าวใหม่เป็นสำคัญ กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ด้วยเหตุผลข้างต้นและด้วยความเคารพต่อคำสั่งของศาลปกครองกลางในกรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจในการที่จะรับคดีนี้ไว้พิจารณาแต่อย่างใด

ประเด็นที่สาม ศาลใดมีอำนาจในการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของรัฐบาลแล้วนั้นประเด็นปัญหาที่ตามมาคือศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการจะมีอำนาจในการตรวจสอบควบคุมการกระทำของรัฐบาลได้หรือไม่เพียงใดนั้น ในระบบกฎหมายเยอรมันก็มีความเห็นแตกต่างในเรื่องดังกล่าวว่าหากการกระทำที่กระทำโดยรัฐบาลและเป็นการกระทำของรัฐบาลที่ไม่ใช่การกระทำทางปกครองแล้วนั้นองค์กรตุลาการสามารถเข้าไปควบคุมตรวจสอบได้หรือไม่เพียงใด ฝ่ายที่เห็นว่าการกระทำของรัฐบาลไม่อาจถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้เลยนั้นเห็นว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการกระทำที่ปราศจากการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ(justizfreie Hohetsakte)เพราะว่าการเมืองย่อมนำกฎหมาย(Politik geht vor Recht) แต่หากพิจารณาความเห็นดังกล่าวประกอบกับหลักนิติรัฐที่บัญญัติรับรองไว้ในกฎหมายพื้นฐาน(Grundgesetz-GG) แล้วจะเห็นว่าความเห็นดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐเพราะว่ารัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารซึ่งผูกพันและตกอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งนี้ตามมาตรา 20 วรรคสาม และมาตรา 1 วรรคสาม GG ดังนั้นความเห็นที่ว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการกระทำที่ปราศจากการควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการจึงไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลโดยทางศาลตามมาตรา 19 วรรคสี่ GG

แต่การที่กล่าวว่าการกระทำของรัฐบาลไม่ใช่การกระทำที่ปราศจากการควบคุมโดยองค์กรตุลาการก็ไม่ได้หมายความโดยนัยว่าการกระทำของรัฐบาลตกอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาว่าในกรณีดังกล่าวนั้นเป็นข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย นอกจากนั้นคำฟ้องคดีที่มีการกระทำของรัฐบาลเป็นวัตถุแห่งคดีนั้นการที่จะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ตามมาตรา 42 วรรคสอง ของกฎหมายศาลปกครอง และวิธีพิจาณาคดีปกครอง(Verwaltungsgerichtsordnung-VwGO) ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอนุโลม ก็ไม่อาจเห็นได้ว่าผู้ฟ้องเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองเนื่องจากการกระทำของรัฐบาลโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นไม่ได้ไปมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลแต่อย่างใด[2]

ในคดีนี้หากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างประเทศซึ่งเป็นการกระทำของรัฐบาล และศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา และคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวอาจเป็นหนังสือสัญญาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยวรรคหกของมาตราดังกล่าวได้กำหนดว่าหากกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องได้แก่บุคคลที่กำหนดไว้ในมาตรา 145 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งได้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีปัญหากับคำแถลงการร่วมระหว่างไทยและกัมพูชาดังกล่าวซึ่งคำแถลงการณ์ดังกล่าวอาจเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลที่มีอำนาจในการตรวจสอบในคดีนี้คือศาลรัฐธรรมนูญ หาใช่ศาลปกครองไม่

สรุป

การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้เป็นการฟ้องโต้แย้งเกี่ยวกับ”กระบวนการหรือขั้นตอน”ในการทำคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย การฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลปกครองควบคุมตรวจสอบการกระทำหรือขั้นตอนที่เป็นส่วนของการกระทำในท้ายที่สุดคือคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ด้วยความเคารพต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง ด้วยเหตุที่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีของการกระทำของรัฐบาลในลักษณะที่อาจเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศซึ่งศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพราะมาตรา 190 วรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาดังกล่าว




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:24:39 น.
Counter : 644 Pageviews.  

คิดเล่น ๆ กรณี เพิกถอนหมายจับ สุนัย มโนมัยอุดม

ข่าวคราวการออกหมายจับ นายสุนัย มโนมัยอุดม เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และอดีตอธิบดีดีเอสไอ ในคดีที่นายสุนัยฯ ถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจะต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมจนถึงที่สุด พร้อมสู้ตาย ซึ่งต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำสั่งมายังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากทนายความของนายสุนัยได้ยื่นอุทธรณ์การไม่เพิกถอนหมายจับของศาลชั้นต้น ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัย และมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับนายสุนัยฯ โดยให้เหตุผลเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศ และไม่มีเหตุผลที่จะหลบหนีออกนอกประเทศ ด้วยเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น และวินิจฉัยให้เพิกถอนหมายจับของนายสุนัย




ปัญหาทางกฎหมาย จึงเกิดขึ้นในทันที เพราะการออกหมายจับนั้น ไม่ได้ออกโดยองค์กรตำรวจ มาตั้งแต่ภายหลัง ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา องค์กรศาล ที่กล่าวอ้างว่า มีสถานะเป็นกลางที่สุด เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาพยานหลักฐาน เป็นผู้วินิจฉัยและตัดสินคดีพิพาททั้งปวง องค์กรนี้ เป็นผู้มีสิทธิและมีอำนาจพิเศษสูงสุดในการออกหมายจับบุคคลใด ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญา

การพิจารณาว่าจะออกหมายจับหรือไม่ เป็นอำนาจดุลพินิจขององค์กรศาลโดยแท้ ผมเน้นว่า เป็นอำนาจของ "องค์กรศาล" ไม่ใช่กรณี ผู้พิพากษา ทำการในนามส่วนตนเฉพาะตัวเท่านั้น คำสั่ง ขององค์กรศาล นั้นจึงได้รับการยอมรับและถือว่า "ศักดิ์สิทธิ์" เฉพาะศาลท่านกระทำในพระปรมาภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่คิดว่าจะเพิกถอนกันเล่น ๆ เมื่อไหร่ก็ได้ ตามใจท่านเสียที่ไหน การออกหมายจับ ต้องมีเหตุผลและมีพยานหลักฐานพอสมควรที่จะยืนยืนว่าผู้ที่ถูกออกหมายจับเป็นผู้กระทำผิดจริง ทั้งนี้ เพราะการออกหมายจับ กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่ที่สำคัญไปยิ่งไปกว่านั้น การเพิกถอนหมายจับ จะกระทำได้ โดยมีเหตุที่จำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น ไม่ใช่นั้นแล้ว คำสั่งของศาลในพระปรมาภิไธยของในหลวงที่เรารักและเคารพ ก็จะถูกสั่นคลอนโดยองค์กรผู้พิทักษ์กฎหมายเอง คำสั่งศาลจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มั่นคงแน่นอน นิติฐานะ จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่พึงประสงค์เป็นแน่





หลักทฤษฎีในการจับกุมตัวบุคคลนั้น โดยหลักการแล้วจะกระทำไม่ได้ทุกกรณี แต่หากพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะมีข้อยกเว้นสองกรณีด้วยกัน กล่าวคือ การจับโดยมีเหตุผลอันสมควร (เช่น เหตุจำเป็นเร่งด่วน) กับ การจับโดยมีหมายจับขององค์กรที่เป็นกลาง ตามระบบกฎหมายของไทยในอดีต ตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับเอง แต่ภายหลังปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ ปี พ.ศ. 2540 แล้ว องค์กรศาลที่มีลักษณะพิเศษสูงสุด ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นกลางอย่างแท้จริง จะทำหน้าที่ออกหมายจับ

การออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับจะเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 - 68 กล่าวคือ จะต้องมีหลักฐานพอสมควรที่จะยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลที่ได้กระทำผิดซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าจะหลบหนี หรือ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุอันตรายประการอื่น ๆ

หากเข้าเงื่อนไขกรณีใด กรณีหนึ่ง ข้างต้นแล้ว บุคคลนั้น ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือ ไม่มาตามหมายเรียก หรือ ตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ก็ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็สามารถพิจารณาออกหมายจับได้

การเพิกถอนหมายจับ จะกระทำได้ ตาม มาตรา ๖๘ กล่าวคือ เมื่อจับตัวบุคคลนั้นได้ หรือ ถูกเพิกถอนโดยศาลซึ่งออกหมายนั้น ตามกฎหมาย ไม่ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์การพิจารณาเพิกถอนหมายจับไว้แต่ประการใด เพราะโดยเนื้อแท้ของการออกหมายนั้น เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นโดยแท้ ศาลชั้นต้นอยู่ในสถานะที่ดีกว่า ในการพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานแวดล้อมทั้งปวง ว่าหมายจับที่ได้รับการร้องขอนั้น สมควรจะถูกบังคับใช้ต่อไปหรือไม่

การเพิกถอนหมายจับ โดยปกติ จะกระทำโดยศาลชั้นที่ออกหมายนั้นเอง ในกรณีที่จับได้แล้ว หรือ ออกหมายผิดตัว เช่น ผู้ต้องหาเป็นหญิง แต่ออกจับชาย ชื่อสกุลใกล้เคียง หรือ เหมือนกัน หรือ มีเหตุผลอื่น ๆ ในการเพิกถอนหมายจับ เช่น ผู้ต้องหาถึงแก่ความตายไปแล้ว คดีอาญาก็ระงับ หมายจับจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

อีกประการหนึ่ง ในการพิจารณาคดีอุทธรณ์น้น โดยปกติ ศาลอุทธรณ์ จะต้องไม่แทรกแซงดุลพินิจของศาลชั้นต้น และไม่พิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวง ที่รู้จักกันในภาษากฎหมายว่า de novo ศาลชั้นอุทธรณ์ โดยหลักจะให้อิสระในการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นอย่างเต็มที่ หากไม่มีข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง จนเกินอภัย หรือ ที่เรียกว่า Clearly erroneous แล้ว ศาลชั้นอุทธรณ์ จึงเข้ามาแทรกแซงการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้น




กรณีจึงเป็นกรณีตัวอย่าง ที่ "องค์กรศาล" ด้วยกันเอง ได้สร้างขึ้นมา แต่ที่ไม่ทราบว่าจะเป็นบรรทัดฐานได้หรือไม่ หรือ จะพยานหลักฐาน หรือ เป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเองก็งั้น ๆ ไม่ได้น่าเชื่อถือ ไม่ศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย เพราะ คำสั่งศาลชั้นต้น พร้อมจะถูกกลับ ยก หรือ แก้ไขได้ตลอดเวลา

อีกหน่อย บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม จะไม่ต้องทำงานกัน โดยเฉพาะศาลเอง จะไม่มีเวลาทำอะไรเลย ไม่ต้องพิจารณาสำนวนคดีใด ๆ นอกจากการพิจารณาโต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเอง ในกระบวนการออกหมายจับ การออกหมายเรียก การออกหมายค้น การเรียกพยาน ฯลฯ การดำเนินกระบวนการยุติธรรมจะไม่ได้ผล และ ผู้เสียหาย ไม่ได้รับการเยียวยา ท่านผู้อ่าน และตัวผมเอง สักวัน ก็ต้องเป็นผู้เสียหาย หรือสักวัน ก็อาจจะตกเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง เราจคงควรคิดในภาพรวม และความสงบสุข ของประเทศโดยรวม อย่าคิดเอาแต่ประโยชน์ตนเอง เป็นที่ตั้ง




โดยหลักการแล้ว ในการบริหารกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วทางกฎหมาย ต่างถือตรงกันว่า ทุกประเทศมีข้อผูกพันจะต้องดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่พยายามให้สะอาด บริสุทธิ์ รวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม แต่ทุกประเทศก็ยอมรับว่า "ไม่มีอะไรที่ สมบูรณ์แบบได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์" ในทางข้อเท็จจริง ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม จึงอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าผิดพลาดแล้ว ไม่ได้มีผลกระทบหรือความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้ว โดยปกติ ศาลสูงจะไม่แทรกแซงการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้น

กระบวนการโต้แย้งคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้น ก็เช่นกัน หากท่านผู้อ่าน ได้ศึกษากฎหมายมา ก็คงจะพอทราบว่า การอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริง นั้นเป็นเรื่องต้องห้าม แม้ในคดีอาญา กฎหมายจะระบุว่า หากมีโทษทางอาญา จะไม่ถูกจำกัด หรือ ถูกต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่กรณีการไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น น่าจะเป็นกรณีที่เป็นคำพิพากษา ที่ก้าวล่วงลงไป เรื่อง "เนือหา" ของคดีแล้ว ไม่ใช่ "การโต้แย้งรูปแบบ" กระบวนการดำเนินการ

การอนุญาต ให้โต้แย้งหรืออุทธรณ์ ในกรณีนี้ จะเกิดผลกระทบกระเทือนต่อหลักกฎหมายอย่างกว้างขวาง นอกจากจะขัดหลักกฎหมายแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานยุติธรรมอย่างไม่อาจจะเยียวยาวได้ หรือ ไม่มีเหตุอันควรในการทุ่มเททรัพยากรของประเทศ กรณีนี้ ผมเห็นว่า ศาลฎีกา ควรจะต้องแสดงบทบาทเข้ามา สร้างบรรทัดฐาน เพื่อแก้ไขเยียวยาว ผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

ผมขอเน้นย้ำว่า กรณีนี้ เป็นการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายโดยแท้ อย่าได้เอาอคติส่วนตัวไปตัดสิน ต้องใช้สติ และ ปัญญาในการพิจารณาเหตุ และ ผล อย่างรอบด้านครับ



หมายเหตุ :  ท่านคงจำ กรณีการออกหมายจับ อดีตอธิบดี DSI โดยศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ คดีนี้ปรากฎว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้พิพากษาเพิกถอนหมายจับศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ ๓ มิ.ย.๒๕๕๑ ปรากฎว่า ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ยื่นฎีกาต่อพิพากษา / คำสั่งศาลอุทธรณ์ฯ

บัดนี้ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ ๔๗๙/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๓๑ ม.ค.๕๕ พิพากษาเป็นหลักการว่า "การออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนเป็นอำนาจของผ
ู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น เพื่อให้การสอบสวนผู้ต้องหาดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง เป็นธรรม โดยไม่มีปัญหาติดขัด ล่าช้าฯ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๓๔ ... เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๙๓ ..."



 



จึงเรียนมายังพนักงานสอบสวน และผู้สนใจทราบครับผม  สำหรับท่านที่เคยด่าผมไว้่ว่า เขียน Blog เพื่อเอาใจใครอย่างไร  ขอให้รู้ว่า คุณดูถูกคนอื่นอย่างไร้จรรยาบรรณอย่างมาก 




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2551    
Last Update : 8 สิงหาคม 2555 13:09:04 น.
Counter : 2100 Pageviews.  

แนวทางการดำเนินคดีเกี่ยวกับ ทรัพย์สินทางปัญญา ในปัจจุบันของไทย

การดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบันของไทย ยังมีปัญหาที่น่าพิจารณาจำนวนมาก โดยเฉพาะ การที่เจ้าของลิขสิทธิ์ ในต่างประเทศ มอบอำนาจให้ตัวแทนในเมืองไทย ดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาแทนตนในประเทศไทย จากนั้น ผู้ได้รับมอบอำนาจ ก็ไปสำรวจตลาดว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของตนอย่างไรบ้าง

หากพบว่ามีการกระทำผิด ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การเปิดเพลงของบริษัทต่าง ๆ ในร้านอาหาร ขณะรับประทานอาหารไปด้วย หากไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่เพลงที่มีลิขสิทธิ์นั้น ผู้ได้รับมอบอำนาจก็จะไปแจ้งตำรวจ เพื่อให้ลงประจำวัน แล้วก็นำกำลังไปตรวจจับร้านอาหารที่ให้บริการนั้น จากนั้น ก็มีการตกลงราคา เพื่อให้ยอมความกัน หากเจ้าของร้านอาหาร ไม่ยินยอมจ่ายเงินค่าเสียหาย ซึ่งไม่ได้มีการออกใบเสร็จอะไรถูกต้อง คดีก็ยอมความกันได้ จบกันไปในชั้นตำรวจ





วิธีการนี้ ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง ผู้ได้รับมอบอำนาจ กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติไม่ชอบบางนาย ในการจับกุม แล้วก็ให้มีการเจราจรต่อรอง เพื่อให้ถูกจับยอมความ จากนั้น ก็มีการแบ่งส่วนแบ่งกัน ทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยรวม ในที่สุด




อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน มีแนวทางที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับการดำเนินการที่ไม่ชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้รับมอบอำนาจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือที่ ๐๐๓๑.๒๒๑/๕๑๐๖ ลง ๓๐ พ.ค. ๕๑ เรื่อง แนวทางการพิจารณาวินิจฉัยคดีความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ความว่า

"ร้านอาหารประกอบกิจการขายอาหาร เป็นวัตถุประสงค์หลักของร้านดังกล่าว มิใช่กิจการให้บริการเปิดเพลงให้แก่ลูกค้าฟัง การเปิดเพลงไม่ได้ส่งผลให้ร้านค้าได้ประโยชน์ใด ๆ เป็นเพียงการเปิดเพลงปกติ"

ดังนี้ การกระทำของร้านค้า ไม่มีความผิดฐาน ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าหากำไร ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑, ๖๙ วรรคสอง , และ มาตรา ๗๐




หวังว่า ปัญหาการกระทำมิชอบของเจ้าหน้าที่ จะลดน้อยลงไป




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:23:59 น.
Counter : 934 Pageviews.  

อายัดทรัพย์ ทักษิณฯ & คตส. ไม่ต้องรับผิดใด ๆ จริงหรือ

วันนี้ ตามข่าวการเมืองไทย แล้วก็เป็นไปตามคาด เรื่องการอายัดทรัพย์ อดีต นายกฯ ทักษิณฯ ผมได้คุยกับเพื่อน ๆ ไว้หลังจาก ที่ สภานิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ขยายอายุ และให้ความคุ้มกันทางกฎหมายแก่ คตส. องค์กรลูกกะโปกขวาของ คมช. เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เดี๋ยวจะต้องมีคำสั่งอายัดทรัพย์ หรือ อะไร พิเรนทร์ ๆ ออกมาแน่ ๆ




เร็วดังคาด ทันที่ที่กฎหมายนี้มีผล และ ทันทีที่ ศาลเถื่อนตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมกับ องค์กรกะโปกซ้าย คือ กกต. ไม่ให้ยอมให้จดทะเบียน ชื่อพรรคไทยรักไทย ใหม่ ปปช. และ คตส. ก็ลงดาบสองซ้ำทันที รับกันเป็นปี่ เป็นขลุ่ย น่าเป็นห่วงยิ่งนัก




ที่ว่า น่าเป็นห่วงนั้น ไม่ใช่เพราะ ใครจะถูกยึด หรือ พรรคใครจะถูกยุบ ฯลฯ แต่เป็นห่วงหลักนิติรัฐ ที่ถูกย่ำยี โดยองค์การและการกระทำ ขององค์กร ลูกกะโปกของ คมช. ซึ่งล้วนแต่เป็นการใช้อำนาจในทางที่บิดผัน จากเจตนารมณ์แห่งหลักนิติรัฐ อย่างน่าเกลียดน่ากลัว




หลักเรื่องกฎหมายยกเว้นความรับผิดนี่ ในทางหลักกฎหมายนิติกรรมสัญญา หากคู่สัญญา กำหนดว่า ตนเองไม่ต้องรับผิดใด ๆ เลย โดยกำหนดข้อสัญญาไว้ล่วงหน้าเช่นนี้ นิติกรรมสัญญา ย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี และไม่มีผลบังคับใช้

ในส่วนของความรับผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น เป็นไปตามหลักกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครอง หลักการทั่วไป คือ เจ้าหน้าที่กระทำการเพื่อประโยชน์มหาชน หรือประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) ด้วยเหตุนี้ หากเจ้าหน้าที่กระทำการโดยสุจริต และเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่นั้น ย่อมไม่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะ แต่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศชาติ โดยกระทรวงการคลัง จะไม่ต้องรับผิดชอบในผลเสียหายนั้นด้วย หลักการนี้ เรียกว่า "ความรับผิดของรัฐ แม้ไม่มีความผิด" ที่ว่าไม่มีความผิด เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยสุจริต ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร แต่รัฐ ก็มีหน้าที่ต้องคุ้มครองผู้เสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของตนเองด้วย ไม่ใช่ เสียหายเท่าไหร่ กูไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องของกู ถ้ารัฐทำอย่างนั้น ก็โกลาหล เป็นแน่

หลักกฎหมายในเรื่อง ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในประเทศไทย เพิ่งปรากฎเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรชัดเจน เมื่อ ปี ๒๕๓๙ เป็นไปตามหลักการที่กล่าวข้างต้นทุกประการ รวมทั้งขยายความรับผิดชอบของรัฐ แม้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่ความผิดส่วนหนึ่งเกิดจากการที่รัฐ หรือ องค์กรของรัฐ มีส่วนที่จะต้องรับผิดด้วย หลักการนี้ เป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่งฯ เรื่องความผิดชอบตามส่วนแห่งความรับผิด ดุจเดียวกัน

ที่จริงแล้ว .. กฎหมายที่คุ้มครอง คตส. ที่ว่า ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ เลย ไม่ว่าทางแพ่ง และทางอาญานี่ ก็เช่นกัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาแม้แต่น้อย เพราะ เจ้าหน้าที่ คตส. ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตาม พรบ. ความรับผิดทางละเมิดฯ ๒๕๓๙ ด้วย ทุกประการ แต่จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข "หลักสุจริต ไม่กลั่นแกล้ง และ ไม่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง"

ในทางตรงกันข้าม แม้จะบัญญัติว่า "ไม่ต้องรับผิดใด ๆ เลยทั้งทางแพ่งและอาญา (แม้จะกระทำการโดยสุจริต หรือ มุ่งกลั่นแกล้ง หรือ ใช้อำนาจโดยไม่ชอบใด ๆ )" ในความเห็นส่วนตัวผม เห็นว่ากฎหมายนี้ ไม่มีผลใช้บังคับ เพราะขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง




รัฐเกิดขึ้น ภายใต้หลักการสละอำนาจอธิปไตยของปัจเจกชน และความไว้วางใจในการใช้อำนาจของรัฐฯ การออกกฎหมายใด ๆ จะต้องคำนึงถึงหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และ ความเท่าเทียมกัน การออกกฎหมายใด ๆ โดยหลักการ จึงจะต้องออกใช้บังคับ เป็นการทั่วไป ไม่มีการใช้เฉพาะบุคคล และไม่มีการใช้บังคับย้อนหลัง ไปให้เกิดผลร้ายต่อปัจเจกชน หรือบุคคลโดยทั่วไป (ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ)

การออกกฎหมาย จึงหาใช่ว่า รัฐจะใช้อำนาจพร่ำเพรื่อ ออกกฎหมาย "ไม่รู้สี่ รู้แปด" ตามอำเภอใจไปได้ .. หากเป็นเช่นนั้น ในอนาคต เราคงได้เห็นกฎหมาย บังคับให้ "คนใช้หัว เดินแทนตีน" เป็นแน่ ๆ ในอนาคต ผมหวังว่า ศาลยุติธรรม คงจะได้แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญา และการใช้หลักการแห่งกฎหมายที่ถูกต้องมั่นคงในอนาคต เพราะกฎหมายนี้ คงจะต้องถูกโต้แย้ง ถึงความชอบธรรม อย่างแน่นอน




สุดท้าย ขอฝากข้อสังเกตบางประการ สำหรับการสั่งอายัดทรัพย์ของอดีตนายกฯ ทักษิณฯ โดยไม่ขอกล่าวถึง ความไม่ชอบธรรมของกำเนิดองค์กร คตส. แต่ขอให้ข้อสังเกต จากคำสัมภาษณ์ของคุณแก้วสรรฯ เอง

น่าสงสัยถึงมูลเหตุและเจตนาที่สั่งอายัดทรัพย์ฯ ว่าเกิดจากอะไร เพราะคดีทั้งหมด อยู่ระหว่างการไต่สวนของ คตส. บางเรื่องก็ได้ส่งเรื่องไปให้พนักงานอัยการดำเนินการแล้ว เช่น การซื้อขายที่ดินฯ เป็นต้น บางเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวน ที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายระหว่าง และ หลักกฎหมายวิธีพิจารณความอาญา หลายประการ เป็นต้นว่า ไม่ให้สิทธิการมีทนายความแก่ผู้ถูกกล่าวหา ระหว่างการไต่สวน ฯลฯ

จากการให้สัมภาษณ์ฯ และแหล่งข่าวต่าง ๆ (เช่น บริษัทญี่ปุ่น ไม่ให้ข้อมูลใด ๆ เพราะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายญี่ปุ่น) ที่น่าเชื่อว่า คตส. ถึงทางตัน ไม่อาจจะหาพยานหลักฐานใด ๆ สนับสนุนการมีสิทธิ์พิเศษ และรับเงินเดือน เดือนละเรือนแสนบาท ต่อไปได้ จึงได้สั่งอายัดทรัพย์ฯ

ด้วยเหตุนี้ จึงน่าเชื่อว่า มูลเหตุจากการสั่งอายัดจะมาจากความพยายามหาหลักฐาน จากตัวผู้ถูกกล่าวหา โดยออกคำสั่ง และมีกระบวนการในการบังคับให้ผู้ถูกกล่าวหา ให้การ หรือให้ข้อมูลแต่ คตส. ซึ่งถือได้ว่า เป็นกลลวง ให้ผู้ถูกกล่าวหา มาแก้ข้อกล่าวหา ใน ๖๐ วัน

กระบวนการล้วงข้อมูล ซึ่งถือว่า เป็นการกระทำที่ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ The U.N. Universal Declaration of Human Right (UDHR) และ International Covenant on Civil and Political Right (ICCPR) ซึ่งประเทศไทย สมัครใจเข้าเป็นภาคีสมาชิก มีข้อผูกพันต้องปฎิบัติตาม มาตั้งแต่ ปี ๑๙๙๖

สนธิสัญญานี้ กำหนดหลักการว่า รัฐจะต้องแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของถูกกล่าวหาหรือจำเลยเอง ไม่ใช่ บีบบังคับข้อมูลจากปากผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น หลักเรื่อง Right of Silence และ Privilege against self-incrimination รวมถึง Right to counsel หรือสิทธิในการมีทนาย จึงถือเป็นหลักการใหญ่ ที่รัฐทุกรัฐ ต้องเคารพและปฏิบัติตาม

ประเทศไทย ได้ยอมรับหลักการดังกล่าว และประกาศชัดเจนใน รัฐธรรมนูญ ปี ๔๐ ที่ถูกคณะขบถได้ฉีกทิ้งไป แต่หลักการดังกล่าว ได้ถูกบรรจุไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ประกาศใช้ในฉบับปัจจุบัน อย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา คตส. จึงกระทำผิดอย่างชัดแจ้ง ที่ไม่ให้ ทนายความ ไปนั่งฟัง การไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหา และ การอายัดทรัพย์ครั้งนี้ จึงน่าเชื่อว่า มีมูลเหตุจูงใจที่จะบังคับให้จำเลย หรือผู้ถูกกล่าวหา ได้ให้ข้อมูล หรือ เปิดปากพูด แก่ คตส. จึงเห็นว่า กระทำผิดชัดแจ้งในคราวนี้อีกเช่นกัน เพราะไม่มีมูลเหตุอื่น ที่จำเป็นในการใช้อำนาจอายัดทรัพย์ดังกล่าว เนื่องจาก การเคลื่อนไหว เงินทุน ต่าง ๆ ออกนอกประเทศ จะต้องรายงานและได้รับอนุมัติจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว

หากเป็นเช่นนี้จริง พยานหลักฐานทั้งหมด ที่ใช้ในกระบวนการไต่สวน เรื่องอายัดทรัพย์นี้ หากถูกนำไปใช้ ในกระบวนการฟ้องร้องทางคดีอาญาแล้วละก็ ... พยานหลักฐานเหล่านี้ จะต้องถูกตัดทิ้ง ตามกฎ Exclusionary Rule ไปทั้งหมด ด้วย ไม่เช่นนั้น จะถือเป็นการดำเนินคดีอาญา ที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะ ผู้ถูกกล่าวหา นอกจากจะต้องไปแก้ข้อกล่าวหา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ยังถูกนำพยานหลักฐานที่หลุดจากปากตนเอง เพราะถูกบังคับ ไม่เช่นนั้น จะถูกยึด ไปใช้ทำร้ายตนเองด้วย ... การแสวงหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการนี้ จึงไม่เป็นที่ยอมรับ ในประเทศที่เจริญแล้วทางกฎหมาย ทั้งหมด




สมาชิกส่วนใหญ่ของ คตส. เอง ก็เป็นนักกฎหมาย ย่อมรู้กฎเกณฑ์ ในการใช้อำนาจตามกฎหมายเป็นอย่างดี จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ฟังไม่ขึ้นเป็นแน่ โดยเฉพาะ คุณแก้วสรรฯ ก็เคยเป็นอาจารย์ สอนวิชากฎหมายปกครอง ที่ธรรมศาสตร์ ย่อมรู้ดีถึง ขอบเขตการใช้อำนาจดุลพินิจในทางปกครองเป็นอย่างดี ว่า มาตรการใด ที่จะใช้ จะต้องสอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วน หลักความจำเป็น และหลักประสิทธิภาพ ภายใต้หลักการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอย่างไร ...

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากทิ้งคติเตือนใจไปยัง คตส. ผู้มีอำนาจล้นฟ้า ภายใต้อุ้งเท้า คมช. รวมถึง ผู้มีอำนาจในปัจจุบันว่า เวรกรรมมีจริงครับ ... ขอให้โชคดีครับ

ธรณีนี่นี้.........................เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์.............หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร..............เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมาล้าง...ดาบนั้นคืนสนอง





สุดท้าย ผมขออนุญาตแสดงความเห็นส่วนตัวว่า คุณไม่พ้นความรับผิดทางอาญา และทางแพ่ง หรอกครับ หากคุณใช้อำนาจ กลั่นแกล้งผู้อื่น แม้กฎหมายที่คุ้มกะลาหัวของคุณ จะเขียนชัดเจนว่า ไม่ต้องรับผิดใด ๆ แต่กฎหมาย จะขัดหลักรัฐธรรมนูญ และหลักสุจริตของการใช้อำนาจ ไม่ได้หรอกครับ ....




สุดท้าย ของสุดท้าย คือ ผมได้นำคำแถลงการณ์ของ คตส. โดย คุณแก้วสรร และคุณสักฯ ผลิตผลจากสำนักท่าพระจันทร์ฯ อีกเช่นเคยครับ มาไว้ในคอมเม้นท์แล้ว สนใจ ก็ลองอ่านรายละเอียดครับ .... ผมภาวนาว่า ขอให้มันไม่ลุกลามใหญ่โต เพราะองค์กรลูกกะโปก คณะขบถ พวกนี้เถิด ..





 

Create Date : 12 มิถุนายน 2550    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:23:34 น.
Counter : 511 Pageviews.  

Freedom of Speech!

"นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปิดเว็บไซต์ของกลุ่ม"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ" ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว หลังพบว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อีกทั้งยังเชื่อมต่อไปยังเว็บบอร์ดที่แสดงรายชื่อผู้ร่วมถอดถอน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากประธานองคมนตรี"




According to the aboved statements, Thailand has adopted the new policy concerning about the internet and cyberspace issues. Besides the legal issue regarding the contents insulting our King, the Ministry of ICT indicated that the content contained in Youtube, including the provided Link, severely criticized the "important persons(?)," in Thailand.

This MV, undoubtedly, is indefinitely extreme for Thai society, as least for some groups, because the criticized persons are: the member of the King's privy counsel; the leaders of military coup, and other leading and "influent" persons in this sanctimonious country.

The major issue is whether the current Thai's government under the coup's auspice can legally impose this stricted policy. If the current "illegal" entity is capable of demanding this regulation, what basis will be used to justify this rule?

Under the United Nation Standard, which Thailand is the party of several human right conventions, Freedom of speech is the major one of human being. For instance, according to the UN. Declaration of Human Right, freedom of speech is the concept of the inherent human right to voice one's opinion publicly without fear of censorship or punishment. This right is preserved in all United Nation Universal treaties that our country ratified almost a decade ago. It is also widely recognized by the law of most nations.

When considered with the domestic law, under the present temporary constitution, it provides the right and freedom of speech, which is similar to the First Amendment to the U.S. constitution. In the United States, this kind of law to regulate the freedom of speech is extremely stricted; the state cannot assert only the necessity to enact any policy without cautious consideration and weighing the public interests with the other totality of circumstances. The states must prove that: the necessity to protect the interest of state is much stronger than the right and freedom of speech; and the rule is proportionate. In addition, there must not be any alternative to reach such state's goal. If the state cannot make a clear proof of those pre-requisites, any law or rule will be declared unconstitutional.

In Thailand, several web sites have been blocked by the administrative orders of the ICT Minister. Most of them is legal in the U.S., but it is not in a hypocritical assertive country. I concur that the integrity of state is extremely crucial, but there should be better alternatives rather than blocking them. Upon doing that, the "undesirable contents" are still effective! Thailand is only the loser and the loser...and only Thais will not have an opportunity to know other's perspective toward Thailand! Is it the best way to deal with this problem?




All things considered deliberately, this action obviously violated the international treaties, which Thailand has the legal obligation to act in good faith to comply with those treaties. It is also utterly useless to act in this way. What is wrong in Thailand right away in term of adoptive resolution? What is the key factor for this failure to implement this policy? The coup, or the other factors?

Is there any better method to deal with this problem which does not violate the individual's freedom of speech and the right to access the world-wide information and simultaneously protect our nation security more effectively? Is the legal process much more appropriate? Can the Thai government file the lawsuit againt Google Thailand and request the Google Thailand to take more aggressive action regarding this problem?




P.S. Maybe, the most controversial and prominent case which occured in France regarding to yahoo.com site and cyberlaw might be the best lessen for Thailand to learn and I hope that Thailand can find out the better resolution to cope with this problem! I indeed expect that the Thai goverment legal consultant should have known this famous case! [As a result, I will not explain it! ]




 

Create Date : 07 เมษายน 2550    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:23:09 น.
Counter : 457 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.