*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

นักวิชาการ นักกิจกรรม ประชาชน จี้กรรมการสิทธิ ตรวจสอบพันธมิตร

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นักวิชาการ ฯลฯ ได้เรียกร้องให้ คณะกรรมการสิทธิชุดนี้ ตรวจสอบการกระทำของพันธมิตรด้วย เพื่อความเป็นธรรมในสังคม และ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็แถลงการณ์กรณี ตำรวจสลายม๊อบ เมื่อวันที่ ๗ ต.ค. ๕๑ ว่า ตำรวจทำผิดกฎหมาย ด้วยเช่นกัน

ถามว่า ผมแปลกใจไหม ก็ต้องตอบว่าไม่แปลกใจหรอกครับ เพราะกรรมการสิทธิมนุษยชน ชุดนี้ ก็มีทัศนคติแปลก ๆ มาโดยตลอด ตั้งแต่ หลังรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ท่าน ศ.เสน่ห์ จามริก ก็ออกมาแก้ตัวยิก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ว่า การรัฐประหาร ไม่ได้เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ หรอก ด้วยเหตุผลแปลก ๆ มากมายของท่าน และ เมื่อมีการชุมนุมประท้วง โดย นปก. และมีการตีกัน โดยตำรวจ เข้าสลายม๊อบ เมื่อวันที่ ๒๒ ก.ค. ๒๕๕๐ ก็มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิฯ ชุดนี้

ต่อมา ท่าน คณะกรรมการสิทธิฯ ได้ส่งคำแนะนำการสลายม๊อบ (ตีม๊อบ) มายัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามหนังสือที สม ๐๐๐๓/๑๓๑๖ ลง ๒๓ มิ.ย. ๕๑ โดยไม่กล่าวว่า ตำรวจกระทำผิดแต่ประการใด ไม่มีการขอให้เยียวยา ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่กรณี นปก. นั้น การชุมนุม ยังอยู่บนถนน และไม่มีวี่แววจะกดดันที่จะบุกรุกเข้าไปในสถานที่ใด ๆ เลย ต่างจาก กรณีของ พันธมิตร โดยสิ้นเชิง แต่กรณีดังกล่าว มีธงคำตอบ แตกต่างกันมาก ๆ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ... เรียกว่า มึนกันถ้วนหน้าครับ ..

ผมว่า สิ่งที่นักวิชาการ ฯลฯ เรียกร้องครั้งนี้ ก็คงจะมีแนวโน้ม ไม่แตกต่างกันไปจากที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้คิดไว้ ซึ่งจะต้องคอยติดตามดูกันต่อไป ลองมาดูข่าวที่ผมกล่าวไว้กันซะหน่อยครับ




นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม นักสิทธิมนุษยชนรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษาและประชาชนภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ายื่นจดหมายต่อประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ จี้ให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิ ความดังนี้

17 ตุลาคม 2551

เรียน ศ.เสน่ห์ จามริก
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เรื่อง: ข้อเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา โดยมี นายสุรสีห์ โกศลนาวิน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กสม.

กลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการของนักกิจกรรม นักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนที่ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ดังกล่าว และขอแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังนี้:

1. คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การละเมิดสิทธิฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการกระทำของกลุ่ม พธม. ด้วย โดยอาศัยหลักการของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ที่รัฐบาลไทยได้ให้การภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและมีความเอนเอียงทางการเมือง เนื่องจากได้มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกัน เช่น:

* กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายถูกผู้ชุมนุมกลุ่มพธม.ใช้ด้ามธงแทงเข้าจนทะลุปอด ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
* กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส
* กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกผู้ชุมนุมขับรถชนหลายนาย
* กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถูกผู้ชุมนุมรุมทำร้ายทุบตีร่างกายและศีรษะจนสมองบวม
เป็นต้น

2. คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพธม.ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ด้วย ทั้งนี้ อาจจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือขยายบทบาทหน้าที่ (mandate) ของคณะอนุกรรมการฯ นี้ก็ได้ โดยจะต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย:

* การปะทะกันที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่ม พธม. และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 2 กันยายน 2551 โดยเฉพาะการเสียชีวิตของ ณรงศักดิ์ กรอบไธสงและการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในกรณีนี้ ควรตรวจสอบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่ม พธม. หรือกลุ่ม นปช. หรือทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ว่าเป็นการละเมิดสิทธิภายใต้มาตรา 6 ของ ICCPR ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตมาแต่กำเนิด...บุคคลจะต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตโดยอำเภอใจ” หรือไม่

* การที่ พธม. กล่าวปราศรัย และใช้พื้นที่สื่อในเครือผู้จัดการบิดเบือนข้อมูล โจมตีทำลายชื่อเสียง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อนักกิจกรรม นักวิชาการ และนักสหภาพแรงงาน ที่มีความคิดเห็นและ/หรือข้อเสนอทางการเมืองต่างจากของกลุ่ม พธม. (อาทิ กรณี รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ รศ.ดร.โคทม อารียา ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล โชติศักดิ์ อ่อนสูง จิตรา คชเดช สมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นต้น) อันเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ ในบางกรณีได้มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นอีกด้วย ถือเป็นการขัดต่อข้อ 19 ของ ICCPR ที่ว่า การใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกมีข้อจำกัด ในการเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น และ ข้อ 20 ข้อย่อย 2 ที่ว่า การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือ ...ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นฏิปักษ์หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย”

* การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์ NBT การปิดล้อมรัฐสภา ตลอดจนการชุมนุมโดยมีอาวุธในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นมีด หนังสติ๊ก ท่อเหล็ก ปืน หลายๆ กรณี ของ พธม. รวมทั้งวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เนื่องจากตามมาตรา 21 ของ ICCPR ที่ว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับความคุ้มครอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจาก ... เพื่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นไม่สามารถทำได้ ถ้าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

ทางกลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชน ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ปรากฏในหลักการปารีส (Paris Principles)

ที่สำคัญ กลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคอยเฝ้าระวังและตรวจสอบการกระทำของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

ขอแสดงความนับถือ

กลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทย
บารมี ชัยรัตน์ อนุกรรมการสิทธิในการจัดการที่ดินและป่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ อนุกรรมการสิทธิแรงงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ศราวุฒิ ประทุมราช นักสิทธิมนุษยชน
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักสิทธิมนุษยชน
อรชพร นิมิตรกุล นักสิทธิมนุษยชน
ปณิธิดา ผ่องแผ้ว นักสิทธิมนุษยชน
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล
ธงชัย วินิจจะกูล University of Wisconsin-Madison
ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ มหาวิทยาลัยฮาวายอิ
เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นภาพร อติวานิชยพงศ์ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิภา ดาวมณี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิคม รัตนจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/ University of Michigan - Ann Arbor
วสันต์ ลิมป์เฉลิม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
ธนสาร นันทบรม วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา
จักเรศ อิฐรัตน์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ชัยณรงค์ งอมสงัด ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อาเต๊ฟ โซ๊ะโกะ เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
อดิศร เกิดมงคล มูลนิธิสันติวิถี
กานต์ ทัศนภักดิ์ API Fellowship Program
อุบลพรรณ กระจ่างโพธิ์ กลุ่มประกายไฟ
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ กลุ่มพรีดอน วิทยุออนไลน์ไร้ขีดจำกัด
ชาญชัย ชัยสุขโกศล ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
เจษฎา โชติกิภิวาทย์ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
ศิววงศ์ สุขทวี มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
จรรยา ยิ้มประเสริฐ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา FTA-Watch
วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ กลุ่มเรารักประชาธิปไตย
วิราว์ วัฒนกิจ กลุ่มศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน จ.ตรัง
สมเกียรติ ปานดี ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ธนกร มาณะวิท นิสิตปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เอกพล เธียรถาวร นิสิตปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นัฐพงษ์ เป็งใจยะ นักศึกษาปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ภาวิณี ไชยภาค นักศึกษาปริญญาโทสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คมลักษณ์ ไชยยะ นักศึกษาปริญญาโท คณะมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
ภาคภูมิ ลบถม นักศึกษาปริญญาโท คณะมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบัณบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สมาภรณ์ แก้วเกลี้ยง นักศึกษาปริญญาโท โครงการสิทธิมนุษยชนเพื่อการพัฒนา มหาวิทยามหิดล
อานนท์ ชวาลาวัลย์ นักศึกษาปริญญาโท JNU ประเทศอินเดีย
ชยานนท์ จุลโลบล นักศึกษาประกาศณียบัตรบัณฑิตกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปรัชญา สุรกำจรโรจน์ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ฯลฯ


ที่มา : //www.prachatouch.com/content.php?id=11059




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:27:56 น.
Counter : 416 Pageviews.  

เหตุการณ์วันที่ ๗ ต.ค.๕๑ ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน ... ทำไม๊ ทำไม ไม่ใช้น้ำฉีด .....สลายม๊อบ

ผมเป็นทีมงานตอบปัญหาทางกฎหมายให้แก่ประชาชน ของ พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด ที่ปรึกษากฎหมาย ตร. ซึ่งมีประชาชนตั้งคำถาม? มาในเว๊ปไซต์ของท่าน ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันที่ ๗ ต.ค. ๒๕๕๑ ประกอบกับ ผมได้รับคำถามบ่อย ๆ ๆ ๆ ว่า ทำไม๊ ทำไม ตำรวจไทย ไม่ใช้น้ำฉีดสลายม๊อบละครับ ผมจึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมเลยนำมาตอบไว้ที่นี้ด้วย




คำถาม : "แก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำ ผลทดสอบออกมาเห็นกันชัดๆ จนต้องเรียกเก็บหมด อยากรู้ว่าตำรวจจะรับผิดชอบกับเรื่องนี้อย่างไร ยิ่งคำกล่าวของผู้บังคับบัญชาคุณก่อนสอบสวนเหตุการณ์ก็ออกสื่อโทรทัศน์ผู้เสียชีวิต และสญเสียอวัยวะว่าเกิดจากการทำระเบิดหล่นใส่ตัวเอง น้องโบว์หนีบระเบิดมา(คิดไปได้) รถจี๊บระเบิดยังไม่ทันสอบสวนก็บอกว่าทำคาร์บอมระเบิดใส่ตัวเอง(อีก) ออกสื่อโจมตีว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง มีน้ำมันเตรียมจะเผาบ้านเผาเมือง แล้วมีอย่างที่กล่าวมั้ยครับ ระเบิดซักลูกมีสือถ่ายให้เห็นผู้ชุมนุมปาใส่ระเบิดมั้ยครับ อย่ามาพูดจาปลุกระดมใส่ร้ายป้ายสีกันแบบนี้เลย 6ตุลา14ตุลา นักศึกษาประชาชนต้องตายก็เพราะการใส่ร้ายของพวกนักการเมือง ทหารตำรวจ ออกสื่อโทรทัศน์แบบนี้ การกระทำเช่นนี้มันมีแต่ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับหมู่ประชาชนขึ้นไปอีก ผมก็เข้าใจว่าต้นทุนตำรวจปกติก็"ต่ำ"ในสายตาประชาชนอยู่แล้ว ยิ่งทำตัวออกความเห็นไม่เป็นกลางอีก ผู้ชุมนุมมีอาวุธคนหนึ่งก็ไม่ใช่ว่าผู้ชุมนุมทุกคนจะพกอาวุธมา คุณมีหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมันคือ"งาน"ของคุณ ไม่ใช่มาฆ่าประชาชน เพื่อนักการเมืองคดโกงกลุ่มหนึ่ง เพื่อเหลี่ยมคนเดียวนี่ถึงกับจะยอมลบล้างสถาบันกันเลยหรือ จาก ผ่านมา 14/10/2551"




ผมได้ตอบคำถามไปดังนี้ :

เรียน คุณผ่านมา เพื่อโปรดทราบ

ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า ผู้ที่เสียชีวิตนั้น เสียชีวิตด้วยเหตุใด เพราะผมเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และ ที่สำคัญ แพทย์นิติเวชที่ทำการตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการตาย ก็ยังไม่ได้แถลงการณ์ออกมาว่า ผู้สูญเสียชีวิตนั้น เสียชีวิตด้วยเหตุใด

แม้จะมีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่า แก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำ และอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่ถูกแก๊สน้ำตาได้ หากถูกตัวหรือร่างกายผู้นั้นโดยตรง แต่ก็ยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยุติว่า ผู้ตาย ได้ถูกแก๊สตา จนตาย ที่ผมกล่าวไปเช่นนี้ ไม่ใช่ว่า จะไม่มีคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ แต่ผมขอกราบเรียนข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเสียก่อน

ผมขอเรียนให้ท่านลองไตร่ตรองสิ่งที่ท่านเรียกร้องนะครับ กรณีรถจี๊บระเบิด ท่านบอกว่า ตำรวจก็สรุป โดยไม่ทำการสอบสวน หากใช้มาตรฐานเดียวกับท่านต้องการ ก็จะมีลักษณะเดียวกัน คือ คดีผู้เสียชีวิตนี้ ก็ยังไม่ได้ทำการสอบสวน จนได้ข้อยุติให้เห็นแน่ชัดเช่นกันครับ จึงขอกราบเรียนให้ท่านใจเย็น ๆ

สำหรับการปราบปรามการก่อการจลาจลนั้น โดยปกติ จะมี Rule of Engagement ที่แน่ชัด ตามหลักสากล โดยสรุป ก็คือ

๑) การปราบปรามจลาจล ต้องใช้วิธีการที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยได้อย่างจริงจัง

๒) การเลือกใช้วิธีการในการปราบปรามจลาจล จะต้องไม่ร้ายแรงเกินควรแก่กรณี

๓) เป็นวิธีการที่ได้สัดส่วน ตามหลักการได้สัดส่วนระหว่าง ความร้ายแรงการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม เปรียบเทียบกับ วิธีการปราบปราม

ในการปราบปรามการจลาจล ก็จะต้องใช้วิธีการแจ้งเตือนให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัว หากไม่สลายตัว จึงจะใช้วิธีการและมาตรการตามหลักการที่กล่าวไปแล้วได้ต่อไป

มีคนถามผมมากมายว่า ทำไม ไม่ใช้น้ำฉีด .... แบบที่เมืองนอกเขาใช้กัน ผมก็ขอเรียนว่า เหตุที่เมืองนอกใช้น้ำฉีด ก็เพราะ เมืองนอกอากาศหนาว เมื่อฉีดน้ำเข้าฝูงชน เขาก็หนาวเหน็บทรมาน แล้วจึงพากันกลับบ้านไป แต่กรณีของไทย อากาศร้อน ฉีดน้ำ ก็ทำให้ผู้ชุมนุมสดชื่น เย็นสบาย มันคนละเรื่องกันเลย ถ้าใช้น้ำฉีดในเมืองไทย ก็คงเหมือนสงกรานต์ละครับพี่น้องครับ ... ดังนั้น ผมจึงอยากเรียนให้ทราบถึงเหตุผล ความเป็นมา ณ ที่นี้เสียเลย ถึงสาเหตุที่ไม่ควรจะใช้น้ำฉีดใส่ผู้ชุมนุม

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะกราบเรียน ผมอยากขอให้ท่านพิจารณา ไม่ใช่ฆ่าตัดตอน เฉพาะว่า มีคนตายแล้ว สรุปว่า ตำรวจทำผิดทั้งหมด ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า ควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ว่า ก่อนเกิดการปราบปรามการจลาจลนั้น เกิดเรื่องอะไรขึ้น

๑) ก่อนเกิดเหตุ มีเหตุการณ์ชุมนุม โดยผิดกฎหมายเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ทำให้ตำรวจมีอำนาจสลายการชุมนุมในครั้งนี้ และ อาจมีการสลายการชุมนุมอีกในอนาคต (โปรดอ่านรายละเอียดใน คำพิพากษาศาลปกครอง หมายเลขดำที่ ๑๖๐๕/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ หน้า ๙ )

๒) ตำรวจมีอำนาจสลายการชุมนุมที่ไม่สงบ และไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนั้นได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามหลักสากล ในเรื่องการใช้กำลังสลายการชุมนุม

๓) การใช้อำนาจของตำรวจ หากรุนแรงเกินสมควร รัฐก็อาจจะต้องเข้ามารับผิดชอบ ตามกฎหมายว่าด้วย ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไป ไม่ใช่ว่า เมื่อใช้อำนาจตามกฎหมายแล้ว จะไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ

๔) หลักความรับผิดชอบนั้นจะต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายประการ ตามหลักกฎหมายมหาชน ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาว่า รัฐจะต้องรับผิดชอบในความเสียหาย แม้รัฐไม่มีความผิดด้วยก็ได้

ผมขอเรียนว่า หากเราคิดและพิจารณาตามขั้นตอน ด้วยสติสัมปชัญญะ แล้ว เราก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง ใครผิดก็ว่าตามผิด ใครถูกก็ว่าตามถูก หากทุกคนมีส่วนผิด ก็ต้องจะต้องพิจารณาเป็นส่วน ๆ กันไป ผมว่า ตำรวจไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ตำรวจต้องทำตามหน้าที่ ซึ่งประชาสังคมส่วนใหญ่ของประเทศมอบหมายให้ ก็คือ การรักษาความสงบเรียบร้อย การชุมนุมเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ยอมรับในระดับสากลก็จริง แต่หาใช่ว่า จะใช้สิทธิไปกระทบสิทธิของบุคคลอื่นที่เห็นไม่ตรงกันได้ไม่ ตำรวจก็ต้องเข้ามาเป็นตัวกลางในการจัดการปัญหา

ไม่มีตำรวจคนใด อยากโดนฟ้อง โดนร้อง โดนด่า โดนประณามหรอกนะครับ ถ้าเป็นไปได้ เขาลาออกกันหมดแล้ว หรือไม่งั้น ก็ลาไปพักผ่อนชายทะเล เย็นสบาย สุขใจ ไม่ต้องโดนด่า โดนคนขับรถพุ่งชน โดนคนเอาธงที่มีปลายแหลมแทงใส่จนบาดเจ็บสาหัสปางตายหรอกนะครับ

ผมว่าถ้าเราใจเย็น ๆ แล้วหันหน้ามาคุยกัน ใครผิด ใครถูก ก็ยอมรับ แล้วหาทางเยียวยา กันไป ก็น่าจะดี เพราะท้ายที่สุด เราก็ต้องอยู่กันไปในพื้นแผ่นดินนี้ แยกหนีจากกันไม่ได้ การเอาใจเขาใส่ใจเรา การหันหน้ามาพูดคุย ไม่ยอมเป็นเครื่องมือของใคร ต่างคนต่างทำหน้าที่ ที่มีหลักเกณฑ์ และกฎหมายกำหนดแล้ว บ้านเมืองก็จะเดินหน้าไปได้ อย่างประเทศญี่ปุ่น เราจะเห็น คนเคารพกฎเกณฑ์ มีวินัย เคร่งครัดหน้าที่ของแต่ละคน ประเทศเขาก็เจริญก้าวหน้าไปได้เหนือกว่าประเทศใดในโลก

การเคารพกฎหมาย คือ การเคารพศักดิ์ศรีและเกียรติยศในความเป็นคนของตนเองครับ .... จาก พ.ต.ท.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ 15/10/2551"




ผมเรียนก่อนนะครับ ว่าไม่เข้าข้างฝ่ายใด ผมจะพิจารณาตามหลักกฎหมาย และ ข้อเท็จจริง โดยมาตรฐานของวิญญูชน ในขณะที่เกิดเหตุนั้น ๆ เป็นสำคัญ ผมจะไม่ทำตัวเองแบบว่า วิจารณ์หวย หลังกองสลากประกาศผลแล้ว ว่าทำไม ไม่เล่นอย่างนั้น ทำไม ไม่เล่นอย่างนี้ ฯลฯ แต่เราจะต้องทำเหมือนกับที่เราอยู่ในเหตุการณ์นั้น ถูกกดดันแบบนั้น เราจะทำอย่างไร มาประกอบกับหลักกฎหมายที่สากลเขาเรียนรู้กัน




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:27:40 น.
Counter : 344 Pageviews.  

ความรัก v. ความหลง -- ปัญญา v. ความรู้

หลายครั้งหลายหนที่ผมได้เจอะเจอเรื่องราว ประกอบกับได้ศึกษาประวัติศาสตร์และอารยธรรมตะวันตก กับ อารยะธรรมตะวันออก ตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน และ อารยธรรมจีน ตั้งแต่สมัยสามก๊ก รวมถึง ประวัติศาสตร์อันยาวนานของอารยะธรรมญี่ปุ่น และของเกาหลี ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ความจริง ชีวิตของคนเรา วนเวียนกับสิ่งต่าง ๆ ไม่มากนัก ได้แก่ ความรัก ซึ่งจะมาพร้อมกับความหลง นอกจากลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งมาพร้อมกับนินทา แล้วก็ยังมี่เรื่อง ความรู้ ซึ่งอาจจะมีปัญญากำกับ หรือ ไร้ปัญญากำกับ ตามหลักพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ เราก็จะเห็นคนที่อกหัก แล้วคิดฆ่าตัวตาย ทั้ง ๆ ที่ร่ำเรียน มีความรู้สูง จนถึงขั้น ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นปัญหาของเรา ก็คิดได้ง่าย ๆ ว่า เรื่องโง่ ๆ พรรค์นั้น จะทำให้เราฆ่าตัวตายได้อย่างไร ...

คนบางคนมีความรักต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง องค์กรใด องค์กรหนึ่ง ก็จะต้องบังคับให้คนอื่นเขารักด้วย และยัดเยียดความรักทื่มาพร้อมกับความหลงในคน ๆ นั้น สิ่ง ๆ นั้น โดยไม่สนใจว่า สิ่งนั้นมันดีหรือไม่ เรียกได้ว่า ปิดพื้นที่ในเสรีภาพของความรัก ให้หมดไป ซึ่งเป็นเรื่องแปลกว่า ถ้าเรารัก และ รักอย่างมีสติปัญญากำกับ ซึ่งจะต้องมีความพร้อมแยกแยะว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด แล้วก็เห็นว่า คนที่เรารัก สิ่งที่เรารัก ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอยู่ เราก็เลยคิดว่า จะต้องหาทางแก้ไข เพื่อรักษาคนที่เรารัก สิ่งที่เรารักให้คงอยู่ต่อไป เราก็ต้องไม่ส่งเสริมในสิ่ง ๆ นั้น กระทำการในสิ่งที่จะทำลายตัวเองลงไปอีก เป็นต้น การอ้างกล่าวถึง แล้วทำให้สิ่งนั้น ๆ คน ๆ นั้น เสียหายมากยิ่งขึ้น ในสายตาของคนที่รักอย่างถูกทาง ก็ยิ่งจะเป็นการไม่เหมาะสม และยังมีผลเป็นการทำลายสิ่งที่เรารักมากยิ่งขึ้นด้วย ดังนี้ ผมว่าเรารักคน ๆ นั้น สิ่ง ๆ นั้น อย่างไม่จริงใจ เพราะเรารัก แล้วเราอ้างเพราะเข้าทางเราเท่านั้น โดยเราไม่สนใจว่า จะเป็นการทำลายสิ่งที่เรารักในระยะยาวหรือไม่

ส่วนอีกเรื่อง คือ ปัญญา v. ความรู้ เราจะเห็นปรากฎการณ์ของคนที่มีความรู้มากมาย พูดจาอะไรไร้เหตุผล หลงไหลในสิ่งบางสิ่งอย่างเหลือเชื่อ โดยไม่คิดแยกแยะ และไม่เคารพในหลักการ เหตุผล ที่ควรจะเป็น เช่น เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็ไม่คิดถึงต้นตอ กับ แนวทางแก้ไขปัญหาที่มีเหตุมีผล ที่ก่อให้เกิดความมั่นคงถาวรในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว แล้วเราก็จะได้ยินสโลแกนว่า ... เราจะใช้วิธีการอะไร เลวร้ายเพียงใด ก็ได้ โดยไม่สนใจหลักการ กฎหมาย หรือ สิ่งที่ควรจะเป็น แต่ขอให้บรรลุผลก็พอ ...

สโลแกนนี้ เป็นตัวปัญหา เพราะทำให้คนเราไม่เคารพหลักการ แล้วก็ ทำให้เราเข้าสู่ยุคหินเก่า ที่ใครมีอำนาจเหนือกว่า ก็ใช้กำลังอำนาจไปยึด ไปตี แย่งเอาทรัพย์สิน ผู้คนของเขามาเป็นของตัวเอง ในยุคโรมัน ก็เป็นเช่นนั้น โรมัน ก็ไปยึดดินแดนในยุโรปปัจจุบันเกือบทั้งหมด ด้วยกำลังอำนาจที่เหนือกว่า ไม่มีอาชีพหลักในการทำมาหากิน เพราะคิดว่า แค่ทำอย่างไรก็ได้ ในการยึดอำนาจของอาณาจักรอื่น ๆ แล้วบังคับให้มาเป็นพวกก็พอ .. ในสมัยราชวงศ์ของสกุลเล่า ก่อนการเกิดความขัดแย้งยุคสามก๊ก ก็เช่นเดียวกัน ... สมัยนั้น คนที่มีความรู้ ก็ใช้ความคิดที่ว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้บรรลุผลสำเร็จ โดยไม่คำนึงถึงหลักการ วิธี เหตุผล ฯลฯ ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง นานถึงเกือบ ๑๐๐ ปี ในเวลาต่อมา กว่าแผ่นดินจีนจะสงบสุข เช่น เดียวกับที่เราเคยรังเกียจคำว่า ทุจริตเท่าไหร่ก็ไม่ว่า ขอให้ทำงาน เพราะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด แต่ตอนนี้ เราหลี่ตา หลับตา แล้วเราก็บอกว่า ทำอย่างไรก็ได้ ให้คนที่เราเกลียดมันพ้นออกไป ...โดยไม่สนใจหลักการ อะไรทำนองนั้น ..

ลองหันกลับไปมองญี่ปุ่น จะเห็นว่า คนในชาติ เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งก็มีความรักอย่างเต็มเปี่ยม และศรัทธา อย่างเต็มเปี่ยมในสายเลือดของตนเอง ว่ามาจากลูกพระอาทิตย์ ทำให้เกิดความหลงอย่างรุนแรง โดยไม่ใช้สติปัญญา นำไปสู่แนวคิดการขยายแนวคิดสายเลือดอันบริสุทธิ์ พร้อมกับแนวคิดที่ว่า "ทำอย่างไรก็ได้ให้ญี่ปุ่นยิ่งใหญ่" ความชิบหายก็มาเยือนต่อประชาชนชาวญี่ปุ่น อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สิ่งที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่เหมือนคนอื่น ก็คือ ความมีวินัย และ ยึดมั่นใจระบบ ... ทำให้ประเทศญี่ปุ่น ฟื้นตัวในระยะเวลาอันสั้น ... แล้ว ก็ยึดมั่นในหน้าที่ของตนเองที่มีต่อสังคม อย่างแน่วแน่ ตามลัทธิขงจื๊อ ไม่เสื่อมคลาย ทำให้ประเทศญีปุ่น เจริญรุ่งเรือง พร้อมปรับตัวเองให้เข้าสถานการณ์ความเลวร้าย อย่างไม่สะทกสะท้าน

สรุปเอาเป็นว่า ความรัก ความหลง และ ความรู้ เป็นเรื่องอันตราย ถ้าไม่มีปัญญากำกับสิ่งเหล่านั้น ... รักใครก็รักให้ถูกทาง อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการทำลาย เพราะทำเช่นนั้นแล้ว ถือว่ารักไม่จริง ... และจะต้องเปิดพื้นที่แห่งความรักให้คนอื่นเลือกได้ด้วย ไม่เช่นนั้น ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ทำไม มึงไม่รักสิ่งนั้นเหมือนกู เมื่อมึงไม่รักเหมือนกู มึงเป็นศัตรู แล้วก็ชิบหายละครับ .... คนเรารักไม่เหมือนกันก็อยู่ร่วมกันได้ คนคิดไม่เหมือนกัน ก็อยู่ร่วมกันได้ ถ้าเรามีสติ และ ปัญญา กับ ความใจกว้าง ที่รู้ว่า คนเราไม่เหมือนกัน ....




ที่ผมเขียนไปทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับการกระทำของคนใดคนหนึ่ง เพียงแต่นึกถึงประวัติศาสตร์ และวิธีการที่ใช้ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในสมัยสามก๊ก ยุทธวิธีที่โจโฉใช้ในการดึงกำลังพล กำลังเงิน เข้าไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมของการระดมพลยึดอำนาจจากคนอื่น มีการใช้ยุทธศาสตร์ ที่อาศัยความรัก และ ความหลง รวมถึงศรัทธา เป็นกลไกในการขับเคลื่อน ด้วยเหตุนี้ ปัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญ ว่าเราจะยอมเป็นเพียงปลาซิว ปลาสร้อย หรือ หญ้าแพรกที่แหลกราน หลังจากพญาช้างสาร เข้าชนกัน โดยมีไพร่พล ที่รักและหลง ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าเป็นพวก ...

เหลียวมองประวัติศาสตร์กันสักนิด ... เราก็จะพบว่าผู้นำหรือผู้ที่ชาญฉลาดที่มีสมองเหนือกว่า สามารถดึงคนและกำลังทรัพย์เข้ามาไว้ที่ตนได้ ไม่เคยตาย จะมีแต่ความร่ำรวยและยิ่งใหญ่ จะมีก็แต่ประชาชนและไพร่พลที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเหล่านั้นที่แหลกลาน และที่สำคัญ ชาติบ้านเมือง ก็จะเหลือไว้เพียงแต่ชัยชนะบนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งที่จริง ก็คือ ความพ่ายแพ้ของชาติโดยรวม มีแต่ซากปรักหักพัง บนชิวิต และเลือดเนื้อของประชาชนที่มาด้วยใจศรัทธากับความรัก ที่จมหายตายจากไป เท่านั้นเอง .... ด้วยเหตุนี้ สติปัญญา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในการที่ตัดสินใจว่า จะกระทำการอะไร หรือไม่กระทำการ อะไร .... ... สิ่งสำคัญที่เป็นนิจนิรันดร ก็คือ สุดท้ายแล้ว บ้านเมืองที่เจริญ คือ การที่คนได้เคารพหลักการของการอยู่ร่วมกัน ไม่กระทำการอะไรตามอำเภอใจ ... เพราะ คนในสังคมนั้น ตระหนักว่า การเคารพกฎเกณฑ์ การเคารพกฎหมาย ก็คือ การเคารพในเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตนเอง ..... และ นำไปสู่ความสงบสุขที่ทุกคนปรารถนา .... ก่อนลงมือกระทำการอะไร ก็ลองพิจารณาสักนิดว่า ตัวเราเองจะยอมเป็นเพียงหญ้าแพรก หรือกลไกของเกมส์อำนาจที่เขาแย่งชิงแข่งขันกันอยู่หรือไม่ ... หรือ เราต้องการจะเป็นประธานของสิทธิ์ตามกฎหมาย ... ก็คงจะต้องใช้ปัญญาไตร่ตรอง ให้ดี.... เพราะไม่มีใครจะมาเปลี่ยนความเชื่อ ความรัก ความศรัทธา ของคนอื่นได้ง่าย ๆ จะมีเพียงสติ และ ปัญญา ที่กุมบังเหียนชะตาชีวิตของเราได้เอง ก็เท่านั้น







 

Create Date : 14 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:27:24 น.
Counter : 305 Pageviews.  

เหตุการณ์ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

ก่อนอื่น ต้องขอบอกเลยว่า วันนี้ ต้องขอออกมาแสดงความเห็น และ เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตำรวจทุกคน แม้จะรู้ว่าตำรวจมีต้นทุนทางสังคมต่ำกว่าใคร ต่ำกว่าท่านพันธมิตร ที่บุกยึดสถานที่ราชการ ทำลายทรัพย์ของแผ่นดิน และ สร้างความเสียหายซ้ำเติมแก่ระบบเศรษฐกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจของโลกอย่างมาก

อีกอย่างที่จะต้องกล่าว คือ ขอแสดงความเสียหายใจกับผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทุกคน ทั้งฝ่ายประชาชน และ ผู้รักษาและบังคับใช้กฎหมาย คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ร่วมวิชาชีพของผมที่ผมภาคภูมิใจในวิชาชีพตำรวจอย่างมาก แม้วันนี้ จะมีนักวิชาการ พรรคการเมืองที่ฉวยโอกาส และ แพทย์ที่ไร้จรรยาบรรณ รวมถึงสื่อมวลที่ไร้ความเป็นกลางในการเสนอข่าวสาร เสนอข่าวด้านเดียว โดยไม่สนใจความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และกฎเกณฑ์ของสังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกัน





วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรง แต่เช้าตรู่ โดยตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ยิงเข้าใส่ฝูงชน "มือเปล่า" และ "บริสุทธิ์" ทำให้เกิดความสูญเสียจำนวน ทั้งชีวิต และร่างกาย รวมทั้งทรัพย์สินของประชาชนเหล่านั้น ... (ที่ผมใช้เครื่องหมาย " ..... " ก็เพราะว่า มันไม่จริง หรือ ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงอย่างมาก )

ถ้าใครเห็นภาพ และ อ่านข้อความแค่นี้ ก็จะรู้สึกว่า ตำรวจทำรุนแรงเสียเหลือเกิน ..... แต่ถ้าลองสืบสาวเรื่องราวดูให้ดี ก็จะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่แค่ดูภาพ แล้วก็สรุป ว่าตำรวจทำไม่ถูกต้อง ......


ประการแรก ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิทธิในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นเรื่องที่ได้การคุ้มครองตลอดมาในประเทศประชาธิปไตย แต่ต้องมีเงื่อนไข คือ สงบ และ ปราศจากอาวุธ โดยจะต้องไม่บุกรุกสถานที่ราชการ หรือ กระทำการอันกระทบสิทธิของคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมดังกล่าวด้วย

ประการที่สอง การดำเนินการชุมนุม ต้องกระทำการโดยเรียกร้อง แสดงความเห็น โดยสุจริต ไม่ใช่ การบุกยึดสถานที่ราชการ การทำให้ประชาชนอื่นเดือดร้อน ฯลฯ อย่างที่พันธมิตรของไทย กำลังดำเนินการ การเรียกร้อง มีหลายช่องทาง และ ทางที่ดีที่สุด ก็คือ จะต้องกระทำตามระบบที่มันควรจะเป็น ไม่ใช่ เอาหลักกูเป็นใหญ่ แล้วไม่สนใจคนอื่นว่าคิดอย่างไร ... ถ้าไม่ทำตามกู ก็จะยึดสถานที่ราชการ ยึดเอาคนเป็นตัวประกัน ....

ประการที่สาม การกระทำที่เรียกว่า อารยะขัดขืน คือ การกระทำที่จงใจหรือเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งหรือฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะเห็นว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม โดยจะต้องยอมให้ตำรวจจับกุม ไม่ใช่เอาผู้หญิงและเด็กเป็นโล่ห์กำบังตัวเอง เหมือนกับหน้าตัวเมีย .... ทั้งนี้ เพื่อจะไปต่อสู้คดีในศาลว่ากฎหมายนั้นไม่ชอบธรรมอย่างไร แต่ถ้าไม่ยอมให้ตำรวจจับกุม จะมาอ้าง อารยะขัดขืน อย่างนี้ ผิดหลักการอย่างมาก อย่างนี้ ไม่ใช่อารยะขัดขืน เป็นแต่เพียงข้อแก้ตัวประเภท อาสวะขัดขืน เท่านั้น

ประการที่สี่ ต้องเลือกว่า เราต้องการปกครองโดยระบอบอะไร ระบอบเลือกตั้ง หรือ ระบอบแต่งตั้ง ฯลฯ เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนยุคกรีก และโรมันว่า ผลดี ผลเสีย การแต่งตั้ง และเลือกตั้ง มีอะไรบ้าง โดยเฉพาะประสบการณ์ของประเทศไทย ที่ผ่านระบบแต่งตั้ง ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาโดยคณะรัฐประหาร หรือ คณะขบถ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ..... เคยมีคณะตัวแทนผู้ได้รับการแต่งตั้ง ทำความดีเพื่อแผ่นดินในระยะยาว ๆ หรือไม่ ... ต้องไตร่ตรองให้ดี

หากเราต้องเลือกระหว่างสองระบอบที่ว่ามา แล้วเราเลือกประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้ง เราก็จะต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งมีความเสี่ยง ที่จะได้คนเลว ฯลฯ แต่นั่นคือ ปีศาจที่จำเป็น ของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง เราก็ต้องยอมรับหลักการที่ว่า ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายแค้น จะต้องทำให้เสียงข้างน้อยของตน นำไปสู่ การเป็นเสียงข้างมากให้ได้ ... ไม่ใช่ ขี้แพ้ชวนตี แล้วก็อ้างว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว ... แต่ถ้าแต่งตั้งอย่างเดียว หรือแต่งตั้งเป็นหลัก หรือ ยึดอำนาจแย่งที่กระทำนี้ ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยเช่นกัน ... ไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยว ที่จะถือเป็นประชาธิปไตยได้ แล้วจะเอาอย่างนั้นหรือ ที่จะยอมให้กฎหมู่ อยู่เหนือกฎหมาย .... คนไม่เคารพกฎเกณฑ์ ต่างคนต่างใช้อารมณ์และกฎเกณฑ์ของตัวเองเท่านั้น

ประชาธิปไตย คือ ความอดทน และการยอมรับ ความเห็นที่แตกต่าง ถ้าไม่ยอมรับหลักการ แล้วจะคิดว่า เอาแบบกูอย่างเดียว .... อย่างที่พันธมิตรว่า โดยไม่ยอมเจรจา ประนีประนอม และพร้อมที่จะขัดขวางรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งทุกรูปแบบแล้วละก็ ความชิบหาย ก็จะมาเยือน ...... เพราะเราจะไม่มีระบบอะไรที่ถูกใจคนทุกคน หากไม่ยอมรับกติกา บ้านเมืองก็บรรลัยละครับพี่น้องครับ .... ก็ต้องเลือกกันเองว่าจะเอาอย่างไร ตัดสินใจด้วยเหตุผล และสมอง ... แล้วก็คิดว่า ไม่มีระบบใดที่ดีที่สุด มีแต่ระบบที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ...






ด้วยเหตุนี้ การที่พันธมิตร นำกำลังปิดล้อม รัฐสภา โดยมีทั้งหอกแหลม อาวุธครบมือ และระเบิดที่ซ่อนตามกระเป๋ากางเกง วางระเบิดรถยนต์ที่จอดหน้าพรรคชาติไทย ฯลฯ รัฐบาล โดยตำรวจ ก็ไม่มีทางอื่นใด นอกจากจะต้องป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ว่า เราจะยอมรับหลักการที่ว่า การบุกยึดทำเนียบ หรือ การยึดรัฐสภา เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่ยอมรับให้ใครก็ตามกระทำเช่นนั้น ตำรวจก็ต้องใช้สรรพกำลังทั้งหลาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เท่าที่จำเป็น และไม่รุนแรงเกินกว่าเหตุที่จำเป็น ...

หลักการป้องกันเหตุร้าย ก็คือ การใช้กำลังตามสมควร เท่าที่จำเป็นและไม่ร้ายแรงเกินเหตุ ดังนี้ การใช้แก๊สน้ำตา จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสม ตามหลักสากลของอานารยะประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า แก๊สน้ำตา ไม่มีแรงทำลาย จะทำให้แขนขาขาดได้ เหตุใด จึงมีเหตุการณ์ แขนขาขาดได้ ..... ก็ต้องสืบสวนกันไปว่า คนที่เข้ามาชุมนุม ได้นำเอาระเบิดมาซุกซ่อนไว้ตามกระเป๋าฯลฯ นั้นหรือไม่ หากไม่มี ก็ไม่น่าจะระเบิดแขนขาใด ๆ ได้ .... แต่ก็ต้องรอให้ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน

การที่ประชาชน อ้างว่า ปราศจากอาวุธ แต่เอาธงที่มีปลายแหลม ไล่แทงคนที่ไม่เห็นด้วย ไล่แทงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีแต่โล่เปล่า ไม่มีกระบอง เป็นเรื่องที่เข้ากับคำกล่าวอ้างว่า ไม่มีอาวุธ และ สงบ จริงหรือไม่ ..... การที่มีระเบิดเหตุการณ์หน้าพรรคชาติไทย ..... โดยเป็นรถของสมาชิกพันธมิตร และผู้วางระเบิด เป็นอดีตนายตำรวจ และเป็นผู้ประสานงานกับพันธมิตร ซึ่งความใกล้ชิดกับ แกนนำของพันธมิตร ชื่อ ก. นามสกุล ส. นั้น ... ก็จะต้องพิจารณากันว่า การกระทำดังกล่าว มีความมุ่งหมาย หรือ หมายความว่าอย่างไร .... การที่พันธมิตร ขับรถบดขยี้ ตำรวจจนขาแหลกละเอียด ไล่ตีตำรวจที่มีเพียงโล่ ไม่มีแม้แต่กระบอง ฯลฯ เป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ เป็นการชุมนุม โดยสงบหรือไม่ ฯลฯ และ มีหลายอย่างที่ไม่อาจกล่าวได้ในที่นี้ .... ซึ่งผู้อ่านต้องตอบคำถามด้วยตนเอง


สุดท้าย เราก็ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาให้ดีว่า สาเหตุคืออะไร ... อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นเท่านั้น ต้องศึกษาให้ดีว่า แล้วอะไร มันเป็นอะไร เราต้องเลือกอะไร คือ สิ่งที่ถูกต้อง และเหมาะสม ..... ลองพิจารณา ภาพอีกด้านหนึ่งของเหรียญให้ดี ก่อนจะมีอารมณ์โกรธ จนหลง ไปกับสิ่งที่เขาพูด .... คลิ๊กดูหน่อยว่า อะไรเกิดขึ้น กับคนที่ต้องทำตามหน้าที่ .. อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ //www.prachatai.com/webboard/wbtopic.php?id=727042





สุดท้าย ผมไม่ได้ปกป้องตำรวจที่กระทำการรุนแรงเกินสมควรแก่เหตุ แต่ผมจะต้องใช้มาตรฐานสากลที่โลกยอมรับ เช่นเดียวกับ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่เวลาพิจารณาอะไร จะต้องคิดเสมือนว่า ถ้าตนเองอยู่ในภาวะเช่นนั้น ตนเองจะทำอย่างไร ไม่ใช่ว่า คิดเหมือนคนดูมวย แล้วก็พูดไปเรื่อยเปื่อยว่า ตำรวจทำรุนแรงกว่าเหตุ ฯลฯ ลองใช้วิจารณญาณนิดเดียวก็พอจะเข้าใจว่า จะมีตรวจที่ไหน อยากจะโดนฟ้อง โดนร้อง ฯลฯ เขาก็มีชีวิต มีครอบครัว และที่สำคัญ มีหน้าที่ในการรักษากฎหมาย ถ้าพวกเขาทำได้ คงลาพักร้อนกันหมดทั้งเมืองแล้ว ..... สู้ไปพัทยา บางแสน ชะอำ สบาย ๆ ไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรก็ตาม ถ้าศาล หรือ ผู้วิจารณ์ ลองคิดว่าตัวเองอยู่ในภาวะเช่นนั้น เช่น ถูกกดดันกว่า ๑๐๐ วัน ถูกด่า ถูกตำหนิ ฯลฯ ถูกเอาธงไม้ ปลายแหลม ไล่แทง จะมีคนมายึดที่ทำงานของตนเอง ฯลฯ ..... ถูกเอารถวิ่งไล่บดขยี้ ฯลฯ ท่านจะทำอย่างไร .... คิดง่าย ๆ แบบนั้น แล้วค่อยตำหนิคนอื่น ก็พอ

อีกประการหนึ่ง ผมว่าเราต้องเลือกข้างกันแล้วครับ ข้างที่ว่า ไม่ใช่ข้างพันธมิตร หรือ ข้างรัฐบาล แต่เป็นข้างแห่งความถูกต้อง และ การเคารพหลักนิติรัฐ ที่ไม่มีอะไรที่จะอยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์ กฎหมาย และวิธีการที่เหมาะสมไปได้ ใครทำผิด ก็เข้ามอบตัวต่อสู้คดีกันไป ใครทำลาย ทำร้ายประเทศอยู่ ก็หยุด แล้วหันหน้ามาเจรจากันเสียที รักประเทศไทยกันบ้างสักนิดก็พอครับ




แถลงการณ์ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

แถลงการณ์
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาผู้ห่วงใยในประชาธิปไตย



เนื่องจากสถานการณ์การปะทะกันเมื่อเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นที่น่าเป็นห่วงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

การชุมนุมเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามกระบวนการของกฎหมายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย หากแต่ทว่าต้องอยู่ในขอบเขตของการแสดงออกทางความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ซึ่งกรณีการปิดล้อมรัฐสภาที่กำลังจะทำหน้าที่ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ได้ดำเนินไปได้โดยปกตินั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าขอบเขตของการชุมนุม และเป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นความรุนแรงจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้สถานการณ์มีความคลี่คลายในระดับหนึ่ง การใช้แก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมจึงมีความจำเป็นไม่เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเย้ยหยันอำนาจรัฐและละเมิดกฎหมาย โดยการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องปฏิบัติ อันได้แก่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และยังบุกรุกสถานที่ราชการอย่างอุกอาจเสมอมา แต่ทั้งนี้การกระทำของรัฐต้องตราบที่ไม่เป็นการใช้มากเกินกว่าเหตุโดยจงใจให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิต

ซึ่งกรณีของการมีการใช้ระเบิดซึ่งมีเศษแก้วยังเป็นที่คลุมเครือไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ใช้กันแน่ จึงเป็นการสมควรที่ทางการและผู้เกี่ยวข้องจะต้องออกมาตรวจสอบโดยเร็วที่สุด การที่มีตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกเสาปลายธงแทงก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงได้ถูกใช้อย่างไร้สติแล้วในที่สุด

เพื่อการคลี่คลายสถานการณ์ให้เป็นไปได้โดยดีต่อทั้งระบอบประชาธิปไตยและความปลอดภัยต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เราขอเรียกร้องดังนี้

1. ขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ใช้สติทบทวนตนเองและแนวทางที่ตนเองทำ และยุติการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อให้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงมีความคลี่คลายลงมาในระดับที่เหมาะสม

2. ขอให้รัฐบาลมีการตรวจสอบการใช้กำลังทั้งของกลุ่มพันธมิตรฯ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ให้ละเอียดแน่ชัด โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรกลาง เพื่อความชัดเจนและการหาคนผิดมาลงโทษได้โดยกระบวนการยุติธรรม

3. ทั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงการเคารพกฎหมายบ้านเมืองขอเรียกร้องให้แกนนำการชุมนุมที่ผ่านมาทุกฝ่าย เข้ามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามหลักการอารยะขัดขืนที่ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย

4. ขอให้มีการเจรจากันจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรัฐบาล เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

5. ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการแอบอ้างเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยมาใช้ เราขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว เนื่องจากประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯ คือการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เป็นการเรียกร้องภายในหลักการของกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่โดยใช้กำลังหักหาญช่วงชิงอย่างดื้อรั้น และเป็นการอยู่ภายใต้การเคารพเสียงของคนส่วนใหญ่อย่างยิ่ง ซึ่งผิดกับสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังทำอยู่

6. ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โปรดใช้สติสัมปชัญญะไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในการที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ว่าแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ โดยเฉพาะบรรดานิสิต นักศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ได้

7. เพื่อพิสูจน์ความเคารพในเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยจริง เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งพรรคการเมือง ลงหาเสียงและให้การศึกษาแก่ประชาชนตามวิธีการประชาธิปไตย และลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าแนวทางพันธมิตรถูกต้องแน่ชัดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการกระทำที่น่าชื่นชมว่ามีความเคารพในเสียงประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

8. ขอคัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบ เช่น การรัฐประหาร หรือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ว่าจะด้วยโดยอำนาจของผู้ใด เพราะขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่อาจหาความชอบธรรมได้ไม่ว่าในมุมใดๆ

เรามีความคาดหวังว่าสถานการณ์จะมีการคลี่คลายไปได้โดยดี โดยที่ทุกคนจะสามารถใช้สติสัมปชัญญะ ความคิดกันอย่างมีเหตุผล คำนึงและเคารพในเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ และการพัฒนาตามรูปแบบประชาธิปไตยให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมและกรอบของกฏหมาย



ด้วยความสมานฉันท์และความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทย

7 ตุลาคม 2551


ทั้งนี้โดยรายนามดังต่อไปนี้

เสียงส่วนหนึ่งในองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชมรมนักสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กปก.)
กลุ่มราษฎรเดินนำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:27:07 น.
Counter : 424 Pageviews.  

ปัญหาการไม่รับสำนวนของพนักงานอัยการ ...

ปัญหาการไม่รับสำนวนการสอบสวนของพนักงานอัยการ
ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ


บทนำ

บทความนี้ ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะกล่าวถึงปัญหาการไม่รับสำนวนของพนักงานอัยการโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๑ และ มาตรา ๑๔๒ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่เป็นกรณีที่พนักงานอัยการไม่รับสำนวนการสอบสวนเพราะเหตุที่พนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว ซึ่งตามมาตรา ๑๔๗ ห้ามมิให้ดำเนินการสอบสวนความผิดในเรื่องเดียวกันอีก ซึ่งข้อผิดพลาดนี้ สามารถดำเนินการป้องกันได้ หากทำความเข้าใจข้อกฎหมายให้สอดคล้องต้องกัน จึงขอนำข้อเท็จจริง และข้อพิจารณาต่าง ๆ มาเสนอ ณ ที่นี้

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

ก่อนเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้สมัครเข้าทำงานที่บริษัทผู้กล่าวหา ในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกล ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 แนะนำให้ผู้กล่าวหาจัดหาเครื่องจักรกลเข้ามาใช้แทนแรงงาน ผู้กล่าวหาเห็นด้วย จึงสั่งให้ผู้ต้องหาที่ 1 ทำแผนงานขึ้นมาเสนอ หลังจากนั้นผู้ต้องหาที่ 1 ได้พาผู้ต้องหาที่ 2 และ ที่ 3 กรรมการของบริษัท ธ. จำกัด ที่ผลิตเครื่องจักรกลดังกล่าวไปให้ผู้กล่าวหารู้จัก ต่อมาผู้กล่าวหาได้ตกลงสั่งซื้อเครื่องจักรฯ จากผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 โดยผู้กล่าวหาได้ให้ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นคนจัดการให้ได้สินค้าดังกล่าวตรงตามมาตรฐาน ที่ผู้กล่าวหาต้องการ ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การยืนยันกับผู้กล่าวหาว่าได้ทำการตรวจสอบดังกล่าวแล้วมีมาตรฐานตรงตามที่ผู้กล่าวหาต้องการ ผู้กล่าวหาจึงได้ชำระเงินให้ผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 ไปเป็นจำนวน 227,200 บาท (80 เปอร์เซ็นต์ ของราคาซื้อขาย)

หลังจากนั้น เมื่อผู้กล่าวหาไปตรวจดูสินค้าที่โรงงานดังกล่าว ปรากฏว่าสินค้ามีมาตรฐานไม่ตรงตามที่ผู้กล่าวหากำหนดไว้ จึงได้เรียกผู้ต้องหาที่ 1 ไปสอบถาม ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การยอมรับว่าเหตุที่ตนไปบอกกับผู้กล่าวหาว่า สินค้าที่ผู้ต้องหาที่ 2, ที่ 3 นำไปส่งนั้นตรงตามมาตรฐานนั้น เนื่องจากผู้ต้องหาที่ 2 และ ที่ 3 ได้เสนอเงินให้ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นเงิน 3,000 บาท หลังจากมีการซื้อขายและผู้กล่าวหาได้ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากการกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 เป็นเหตุให้ผู้กล่าวหาได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้รับสินค้าไม่ตรงตามมาตรฐานที่ตนเองต้องการ จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1-3 ฐานร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาพนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง จึงเสนอความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และ พนักงานอัยการได้สั่งไม่ฟ้อง พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนมายัง ตร. เพื่อพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 145

นิติกร กองคดีอาญา พิจารณาว่า พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ชอบแล้วแต่การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานร่วมกันขายของโดยการหลอกลวง ด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ตาม ป.อาญา มาตรา 271, 83 จึงเสนอไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องตามความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และ เสนอ ตร. สั่งการให้ บช.น. รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับกับผู้ต้องหาที่ 1-3 ในความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271,83 เมื่อ บช.น.ได้ดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง พนักงานอัยการแล้ว ปรากฏว่า พนักงานอัยการ ไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากคดีนี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีนี้ไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้มีการสอบสวนเรื่องเดียวกัน เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานใหม่ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147

ข้อกฎหมาย และ ประเด็นที่ควรพิจารณาในการดำเนินการแก้ไขปัญหาในอนาคต

เรื่องมีประเด็นพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 147 และ มาตรา 134 ประกอบหลักกฎหมายอาญาทั่วไปที่ว่า ผู้กระทำผิดไม่ควรจะต้องถูกดำเนินคดีหลายครั้งในเรื่องเดียวกัน ที่รู้จักกันในหลักการสากลเรียกว่า Ne bis in idem หลักการนี้ กำหนดว่า ฝ่ายรัฐ ไม่อาจจะเสนอพยานหลักฐานต่อศาล หรือดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ซ้ำแล้วซ้ำอีกในเรื่องเดียวกัน เพราะผู้ต้องหา จะเสียเปรียบ และได้รับความทุกข์ทรมานเกินสมควร อันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้กระทำผิด ที่จะนำแสวงหาหรือนำเสนอพยานหลักฐานใหม่ตลอดเวลาที่รัฐต้องการเสนอคดีต่อศาล ซึ่งปรากฎตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147 ในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา ๕ ซึ่งห้ามการสอบสวนและฟ้องร้องซ้ำในเรื่องเดียวกัน (Double jeopardy) เป็นต้น ฉะนั้น กรณีที่พนักงานอัยการไม่รับสำนวนคดีที่มีการแจ้งข้อหาใหม่ กับผู้ต้องหากลุ่มเดียวกัน จึงชอบแล้ว

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อาจจะสืบเนื่องจาก การที่พนักงานสอบสวน เข้าใจยังไม่ชัดเจนว่า ความผิดฐานฉ้อโกง และ ความผิดฐานขายของโดยการหลอกลวง เป็นความผิดที่ใกล้เคียงกัน และมีจุดแบ่งแยกระหว่างสองฐานความผิดข้างต้น กล่าวคือ หากการกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงแล้ว ก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่า เป็นความผิดฐานร่วมกันขายของโดยการหลอกลวงหรือไม่ กล่าวอีกในนัยหนึ่ง ถ้าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อาญา มาตรา 341 แล้ว ก็ไม่ต้องพิจารณาความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271 อีก แต่ในทางตรงกันข้าม หากไม่เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 341 แล้ว ก็จะต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271 หรือไม่

ในขั้นตอนการสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวน ชอบที่จะแจ้งพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ตามหลักการฟังความสองฝ่าย เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากพนักงานสอบสวน มีความเข้าใจในตัวบทกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาเบาบางความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวมได้ ตามกฎหมายปัจจุบัน เกี่ยวด้วยการแจ้งข้อหานั้น เมื่อพนักงานสอบสวนการแจ้งพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งการกระทำความผิดให้แก่ผู้ต้องหาทราบแล้วก็ชอบที่จะปรับบทกฎหมายที่ตรงกับพฤติการณ์การกระทำผิดที่ถูกกล่าวหาต่อไปได้ หากพิจารณาว่า ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง แต่อาจจะเป็นความผิดฐานลวงขาย ก็อาจจะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ได้ เนื่องจากความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271 นั้น ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ พนักสอบสวนย่อมสามารถปรับบทกฎหมายและดำเนินคดีได้แทนรัฐ เนื่องจากเป็นคดีอันเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน

ความผิดพลาด อาจจะได้รับการแก้ไขปัญหาลงได้อีกทางหนึ่งโดยพนักงานอัยการ เนื่องจากซึ่งได้มีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 จนกระทั่งปัจจุบันว่า พนักงานอัยการ สามารถปรับบทความผิดที่ถูกต้องได้ หากพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาหลัก หรือ ได้แจ้งพฤติการณ์อันสำคัญแก่คดีแล้ว กรณีนี้ พนักงานอัยการ จึงชอบที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ไม่ใช่สั่งฟ้องตามความเห็นของพนักงานสอบสวน เนื่องจากพนักงานอัยการเป็นผู้มีความรู้และมีเวลาในการพิจารณาคดีมากกว่าพนักงานสอบสวน จึงอาจจะพิจารณาสั่งคดีได้ละเอียดรอบคอบ ในขณะที่พนักงานสอบสวนจะต้องเผชิญและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่มีข้อเท็จจริงและการร้องทุกข์เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โอกาสในการคิดและตัดสินใจ รวมถึงการทบทวนปัญหาเดิมที่ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้ว จึงอาจจะมีน้อยลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานอัยการได้สั่งไม่ฟ้อง และส่งสำนวนการสอบสวนมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะป้องกันแก้ไขปัญหาความผิดพลาดนี้ได้ โดยการใช้วิธีการประสานงานไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจร้องขอให้อัยการสูงสุดสั่งให้พนักงานอัยการปรับบทกฎหมายที่ถูกต้อง แทนการเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้อง ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 145 เนื่องจาก จะเข้าเงื่อนไขตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147 ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจจะดำเนินการสอบสวนใหม่อีก เพราะไม่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ แม้ผู้ต้องหาที่ 1-3 จะรับสารภาพ แต่ถ้าไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ก็หาใช่พยานหลักฐานใหม่ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147 ไม่ เพราะพยานหลักฐานใหม่ จะต้องมีคุณค่าทางพยานหลักฐาน ถึงขนาดที่ศาลจะลงโทษผู้ต้องหาได้ด้วย

ประการสุดท้าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะพิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและและแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วย โดยการวางแผนพัฒนาบุคลากร โดยกำหนดนำความคิดพื้นฐานของสำนักงาน ก.พ.ร. ที่ได้พิจารณาว่า หน่วยงานราชการ ซึ่งรวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสบปัญหาการขาดแคลนนิติกร ทั้งในแง่ปัญหาสมองไหลไปยังองค์กรอื่น ๆ ที่ได้สิทธิประโยชน์ที่สูงกว่าการเป็นนิติกรในภาครัฐ และ การประสบปัญหาการปฏิบัติงานของนิติกรภาครัฐในด้านคุณภาพของงาน เนื่องจากนิติกรภาครัฐ มีวัตถุประสงค์ในการเตรียมสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการยิ่งกว่าการตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากการขาดขวัญกำลังใจและแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีการกำหนดเงินประจำตำแหน่งและระบบจูงใจเพื่อรักษาบุคลากรไว้ในองค์กรในด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังขาดวิสัยทัศน์และนโยบายระยะยาว ในการพัฒนาและบำรุงรักษานิติกร กองคดีอาญา ในระยะยาว ดังจะเห็นได้ว่า ในระยะ ๕ ปี ที่ผ่านมา กองคดีอาญา ได้สูญเสียบุคลากรไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงาน กกต. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มากกว่า ๒๔ คน

จากข้อเท็จจริงข้างต้น จึงสอดคล้องกับความเห็นทั่วไปซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าการขาดฝึกอบรม และ การทบทวนความรู้ให้แก่ นิติกร อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณภาพของงานลดลง อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงน่าจะได้พิจารณาถึงมาตรการในการจูงใจและดำรงรักษาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านนิติกร และงานกฎหมาย อย่างจริงจัง เนื่องจากในอนาคต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะถูกท้าทายจากนักกฎหมายเอกชน นักสิทธิมนุษยชน และ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่โลกในปัจจุบันประสบกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก การขาดแคลนทรัพยากร และภาวะของอำนาจของรัฐอ่อนแอ การเรียกร้องของประชาชนที่มีความรุนแรงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมาย ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาการบริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงสำคัญอย่างยิ่ง การกำหนดวิสัยทัศน์ การสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่นิติกร กองคดีอาญา ซึ่งทำหน้าที่ในการถ่วงดุลย์ในการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงพนักงานสอบสวนทุกระดับ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน




1. ผู้เขียน สำเร็จ ปริญญาเอกทางกฎหมาย (J.S.D.) จาก University of Illinois at Urbana-Champaign (UIUC), LL.M.(UIUC), LL.M. (Indiana University – Bloomington), นม.(กม.มหาชน) (มธ.), รม.(บริหารรัฐกิจ) (มธ.), น.บ.ท., นบ.(เกียรตินิยม) (มธ.), รป.บ.(ตร.) (รร.นายร้อยตำรวจ), E-mail: Siriphon.ku@alumni.illinois.edu

2. ประเด็นการไม่รับสำนวนของพนักงานอัยการนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ส่งเรืองเสร็จที่ 434/2544 ตามหนังสือ ที่ นร 0601/0885 ลงวันที่ 19 ก.ย.2544 ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และต่อมา มีหนังสือที่ 0601/0886 ลงวันที่ 19 ก.ย.2544 มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีสาระสำคัญว่า กรณีสำนวนการสอบสวนที่ยังเรียกหรือจับตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 พนักงานสอบสวนชอบที่จะดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นพร้อมมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการจะต้องรับสำนวนการสอบสวนนั้น ส่วนกรณีสำนวนการสอบสวนที่มีการแจ้งข้อกล่าวหายังผู้กระทำผิดแล้ว เป็นสำนวนมีตัวผู้กระทำผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 การส่งสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ จะต้องส่งพร้อมตัวผู้ต้องหา รวมถึงกรณี ผู้ต้องหาหลบหนีประกัน พนักงานอัยการจึงชอบที่ไม่รับสำนวนการสอบสวนไว้ หากยังเรียกหรือจับกุมตัวผู้ต้องหามาไม่ได้ ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการตีความที่ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายและไม่เป็นผลดีในการอำนวยความยุติธรรม เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นการกำหนดวิธีการปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ฉะนั้น หากพนักงานอัยการ ได้มีโอกาสพิจารณาสำนวนการสอบสวนเร็วมากเท่าใด การพิจารณาข้อกฎหมาย หรือ การสั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก็จะทำได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนอาจจะนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและลงโทษได้ สอดคล้องกับนโยบายในการบริหารกระบวนการยุติธรรมและการลงโทษผู้กระทำผิด กระตุ้นให้สังคมเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายได้ผลดียิ่งขึ้น

3. รายละเอียดมาตรา 147 ป.วิ.อาญา โปรดดู สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับอ้างอิง, 2549, หน้า 233

4. รายละเอียดเกี่ยวกับหลักกฎหมายสหรัฐฯ ในประเด็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินการซ้ำ โปรดดู Allen Stuntz, et al, Comprehensive Criminal Procedure, 2001, pp.73, 1353 โดยกำหนดว่า “Nor shall any person be subject for the same offence to be twice put in jeopardy of life or limb.” โปรดดู คดีดังต่อไปนี้ Green v. United States, 355 U.S. 184 (1957), Burks v. United States, 437 U.S. 1, 11 (1978), Arizona v. Washington, 434 U.S. 497, 503 (1978), North Carolina v. Pearce, 395 U.S. 711, 717 (1969)

5. การปรับฐานความผิดที่ถูกต้อง พนักงานอัยการสามารถกระทำได้ หากพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาหลัก หรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เป็นต้นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 1074/2525, 2345/2521, 1549/2525 แต่พนักงานอัยการไม่อาจจะแก้ฟ้องเพิ่มเติมในภายหลังได้ หากได้ฟ้องไปแล้ว เพราะจะไม่ยุติธรรมกับจำเลย เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2873/2531 โปรดดู เพิ่มเติมใน เริงธรรม ลัดพลี, สัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, 2534, หน้า 155-156 และ คนึง ฦาไชย, กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เล่ม 1, 2541, หน้า 313-316

6. เรื่องประสิทธิภาพของนิติกรภาครัฐ และ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรกฎหมายในภาครัฐ โปรดดู รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 ของสำนักงาน ก.พ. ในประชุมสัมมนาเชิงปฎิบัติการ เรื่องการกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุผลพิเศษ ตำแหน่งนักกฎหมายภาครัฐ

7. ข้อมูลการโอนย้ายของนิติกร กองคดีอาญา โปรดติดต่อ งานอำนวยการ กองคดีอาญา, 31 กรกฎาคม 2551

8. ทฤษฎีการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาประสิทธิภาพของงาน โปรดดู Herzberg, Frederick, 1966, Work and the Nature of man, New York: World Publishers. และ โปรดดู ทฤษฎี แนวคิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐได้ คือ แนวคิดของ Lean Government หรือแนวคิดที่จะปรับปรุงและพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยลดความสูญเสีย ทั้งในส่วนของภาครัฐและประชาชน เพื่อให้เหลือแต่เนื้อแท้ในการทำงาน แนวคิดของ Lean Government นั้น จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ซึ่งจะต้องมีน้ำหนักเท่า ๆ กัน จึงจะถือว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่ง 3 องค์ประกอบที่สำคัญนั้น ได้แก่ (1) ประชาชน ได้รับประโยชน์สุข (2) กระบวนงาน มีการลดความสูญเสียในการทำงาน และ (3) ผู้ปฏิบัติงานไม่เป็นการสร้างภาระให้กับองค์กร โดยจะต้องเคารพในความเป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งอ้างไว้ในเวปไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. ที่ //opdc.go.th/oldweb/thai/E_Newsletter/june48/Lean.htm 5 สิงหาคม 2551




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:26:45 น.
Counter : 1680 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 75 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.