*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

หยุดให้ท้าย...... พาลทะมาร....



ให้ท้าย- คณะอาจารย์ทางด้านแพทย์จาก5 มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ รวบรวมรายชื่อประชาช นจำนวน20,000รายชื่อ ยื่นต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง (ภาพข่าว:มติชน)

โดย คำ ผกา
ที่มา มติชนสุดสัปดาห์
7-13 พฤศจิกายน 2551

[ credit: //thaienews.blogspot.com/2008/11/blog-post_544.html ]


หากคุณหมอมีวุฒิภาะวะจริงย่อมตระหนักว่า คนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นมักจะไม่ตัดสิน ผิด ถูก ดี เลว กันอย่างหยาบๆ ดังเช่นที่คุณหมอเขียนมา แม้แต่นักโทษที่อยู่ในคุกเรายังไม่อาจไปชี้หน้าว่าพวกเขาเป็นคนเลว เพราะคนเราย่อมกระทำการขัดต่อกฎหมายด้วยเหตุผลหลายร้อยหลายพันประการ ทั้งน่าเห็นใจและไม่น่าเห็นใจ และอาจเป็นด้วยการพิพากษาอย่างหยาบนี้เอง ที่ทำให้คุณหมอเชื่อว่า อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงจากรัฐนั้น ถือเป็นความเลว แต่อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงอันมาจากฝูงชน ที่อ้างว่าทำในนามของประชาชน) ถือเป็นความดี เป็นการต่อสู้เพื่อพิทักษ์บ้านเมืองไปเสียหมด


1

ปฏิกิริยาของแพทย์หลายสถาบันที่มีไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมมิใช่การตอบโต้ด้วยอารมณ์เป็นแน่ เพราะแพทย์เหล่านี้มีวุฒิภาวะมากกว่านักการเมืองที่มากล่าวหามากมายนัก.... เวลาที่เด็กกระทำผิด ผู้ใหญ่อาจดุเด็กว่า "เดี๋ยวตีให้ตายเลย" แต่ก็ไม่เคยมีใครตีเด็กจนตายดังที่พูดสักราย เพราะผู้ใหญ่เพียงมีเจตนาสั่งสอนให้เด็กรู้ว่าตนกระทำผิดและให้มีความสำนึก เพื่อจะได้ไม่ทำผิดอีก...

เจตนารมณ์ที่สำคัญของหลายวิชาชีพในสังคม รวมทั้งแพทย์ คือ การลงโทษทางสังคม เพื่อเป็นการปรกาศว่าไม่เห็นด้วยและต้องการประณามการกระทำที่ป่าเถื่อน และเป็นอนารยะของบุคคลเหล่านั้น มิได้มี "เจตนาฆ่า" อย่างที่บางคนพยายามยัดเยียดข้อหาให้...แพทย์เหล่านั้น ย่อมตระหนักในหน้าที่และมีคุณธรรมพอที่จะแยกแยะถูกผิด คงมิได้มองว่า "ตำรวจและนักการเมืองเลว" บางคน มีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าที่จะให้การรักษาช่วยชีวิต เมื่อมีความจำเป็น แม้ว่าในทางกลับกัน ฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชนจะคิดกับประชาชนเช่นนั้นก็ตาม...

ว่าการประกาศไม่รักษาตำรวจและนักการเมืองเลย เป็นเพียง "สัญลักษณ์" ของการ "รังเกียจ" และ "ขยะแขยง" ต่อการใช้ความรุนแรง...

พวกเขาไม่ยอมรับรู้การซื้อเสียง ติดสินบนกลไกการเลือกตั้งและกระบวนการยุติธรรม อันทำให้ได้รับเสียงข้างมากตามระบอบ "ธนาธิปไตย" พวกเขาท่องได้เพียงวาจาอมตะว่า "พวกเขามาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย"


"ถ้าเราชะลอระบบเศรษฐกิจลง ชะลองบประมาณ 3 ปี ข้างหน้า ไม่มีงบซื้อที่ดิน สิ่งก่อสร้าง มีแต่งบเงินเดือน ค่าใช้สอย งบไม่ต้องขาดดุล และเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องกลัวคนรวย เศรษฐีหยุดเอากำไรเพียง 3 ปี อีกอย่างก็ยึดทรัพย์ และประหารชีวิตนักการเมือง 4-5 คน ยึดทรัพย์นักการเมืองสักล้านล้านบาท เพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่าย เมื่ออาชญากรการเมืองถูกประหาร จะได้รู้หมู่รู้จ่า" ศ.ดร. ชัยอนันต์กล่าว ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2551 (ขีดเส้นใต้โดยผู้เขียน - คำผกา)

ก่อนจะแสดงปฏิกิริยาต่อบางตอนของบทความ และบทพูดที่ยกมาข้างต้น ฉันจะย้อนกลับไปที่ความรู้สึกหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม


2

ถามว่ารู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ฉันพยายามที่จะไม่ตอบคำถามนี้ทันที หลังจากเกิดเหตุการณ์ เพราะมันง่ายมากที่จะด่วนประกาศออกไปว่า "รัฐบาลทรราชฆ่าประชาชน" ดังที่กลายเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์บางฉบับ และคำว่า "รัฐบาลทรราช" นั้นก็อยู่คู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาโดยตลอด จนกระทั่งเราขึ้นป้ายให้รัฐกลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาล ส่วนประชาชนนั้นคือเหยื่อ คือผู้อ่อนแอที่มักจะถูกข่มเหงโดยรัฐ อย่างไม่ชอบธรรมเสมอมา (แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปทุกกรณี)

เหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ ความขัดแย้งอันแหลมคมที่เกิดขึ้น ณ สยามประเทศเวลานี้ มันเกิดจากเหตุที่มองด้วยตาเปล่าของสามัญชนอย่างเราไม่เห็น เว้นแต่ใครจะมีกล้องจุลทรรศน์ จึงจะเข้าไปส่องวินิจฉัยจนเห็นเหตุการณ์นั้นได้ (และดูเหมือนนักข่าวต่างประเทศ จะมีกล้องจุลทรรศน์ที่ว่า เราจึงพอได้อาศัยอ่านข่าวและบทความจากหนังสือพิมพ์อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น อเมริกา ซึ่งให้ทั้งข้อมูลและความคิดเห็นที่กระจะกระจ่างกว่าข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยหลายขุม)

กลับมาที่ความรู้สึก แน่นอนว่าทุกคนตระหนกต่อการสูญเสียชีวิต ร่างกาย แขนขา ดวงตาของคนที่คิดว่าได้ออกไปกู้ชาติ หรือขจัดการเมืองชั่วๆ ออกไปจากการเมืองไทย เห็นใจตำรวจที่ออกไปทำหน้าที่ของตนเอง และหลายคนบาดเจ็บและเสียชีวิต

ข่าวที่บอกว่าตำรวจคนหนึ่งถูกแทงด้วยด้ามธงจนทะลุกลางหลัง ยังตามหลอกหลอน (อย่าลืมว่าฉันเป็นผู้หญิงขวัญอ่อน) อยู่จนถึงวันนี้ และหลอนยิ่งขึ้น เมื่อยังมีคนพยายามจะบอกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรเป็นกลุ่มคน ที่มาชุมนุมอย่างสันติและปราศจากอาวุธ

เราจำเป็นต้องมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าท่ามกลางการเรียกร้องให้ใช้ "สันติวิธี" (ที่ตอนนี้เกือบจะมีความหมาย-หรือไม่มีคงามหมาย-พอๆ กับคำว่า "รักนะ จุ๊บ จุ๊บ" ที่วัยรุ่นชอบพูดกัน)

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนนั้น เครื่องมือสำคัญที่ใช้กันอยู่ตลอดเวลา คือ ความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงของถ้อยคำที่ใช้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในการพูดบนเวทีพันธมิตรฯ นั้น คำที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือคำประเภท ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ (ล่าสุดพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการถึงกับใช้คำว่า สัตว์นรก)


3

ไม่เพียงแต่ความรุนแรงอันเกิดจากการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ยังมีความรุนแรงอันเกิดจากการใส่ร้ายป้ายสีคนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ โดยเฉพาะนักวิชาการที่วางตัวเป็นกลาง และออกมาวิจารณ์พันะมิตร ต่างก็โดนแกนนำพันธมิตรฯ กระซวกด้วยคำพูดที่รุนแรง หยาบคาย อาจารย์ภูวดล ทรงประเสริฐ นั้นออกมาด่าเพื่อนร่วมอาชีพเสียๆ หายๆ ราวกับหมาบ้า ที่สำคัญเรื่องที่ออกมาด่าล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใส่ไคล้ จนถึงขั้นโกหก หลอกลวงทีเดียว

เชื่อว่าต่อไปนี้ใครก็ตามที่ออกมาวิจารณ์พันธมิตร นอกจากจะโดนกล่าวหาว่าเป็นสาวกทักษิณ รับเงินทักษิณแล้ว รายการต่อไปคือโดน "ซ้อเจ็ด" ผู้อ้างว่าสถิตอยู่ ณ ใต้เตียงของทุกคนในประเทศไทย ออกมาเขียนถึงพฤติกรรมทางเพศ ความสำส่อน การผิดผัวผิดเมีย และอีกสารพัดความลามกอุจาดเท่าที่คนอย่างซ้อเจ็ด จะจินตนาการขึ้นได้ ขอเพียงเพื่อจะดิสเครดิตศัตรูทางการเมือง

หากว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน จิตใจ ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนต่างต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเราต่างพากัน "ให้ท้ายพันธมิตร" ด้วยการ "เงียบ" แม้ไม่เห็นด้วยก็ไม่ยอมที่จะพูดดังๆ เพราะกลัวจะเปลืองตัว และกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นฝ่ายของทักษิณ หรือเป็นพวกด้อยการศึกษาถูกหลอกล่อ โดยนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยเก่า กลัวจะถูกมองว่าเป็นพวกหน่อมแน้มไร้เดียงสาไม่รู้เท่าทันนักการเมือง

น่าสลดใจยิ่งกว่านั้น คนที่ตาย คนที่บาดเจ็บในเหตุการณ์ ล้วนแต่เป็นคนเล็กๆ ที่เป็นเหยื่อของอุดมการณ์ที่บรรดาแกนนำปลุกปั่นขึ้นมา และถึงบัดนี้ ทั้งสนธิ จำลอง สมศักดิ์ สมเกียรติ สุริยะใส ก็มีความสุขดีท่ามกลางกองเลือดสาวกของพวกตน และไม่มีทีท่าจะสำนึกผิดแม้แต่น้อยต่อการสร้างสถานการณ์พาคนไปตาย เพียงเพื่ออยากปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร

ร้ายไปกว่านั้นยังพยายามที่จะป่าวประกาศว่า รัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมเพราะตั้งอยู่บนกองเลือดของประชาชน หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก็บอกว่า จะไม่ฝ่ากองเลือดไปประชุมสภาฯ เป็นอันว่า ต่างฝ่ายต่างใช้เลือดคนตาย เป็นบันไดป่ายปีนไปหาผลประโยชน์ของตนอย่างเมามัน

ไม่เพียงแต่อ้างเอา "เลือด" ฝ่ายพันธมิตรฯ ยังอ้างคำว่า "ประชาชน" ซึ่งสำหรับคนรู้เรื่องประชาธิปไตยชั้นแค่ประถม (อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว) อย่างฉันเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า คนที่มีความชอบธรรมจะอ้างคำว่าประชาชนได้ มีแต่ตัวประชาชนเองเท่านั้น และช่องทางที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ คือ เรายืนยันเสียงของเราผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการจัดตั้งเครือข่ายกลุ่มผลประโยชน์เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภา เพื่อคานอำนาจของคนที่ได้รับเสียงของเราไปแล้วกลับใช้เสียงนั้นไปในทางที่มิชอบ

คนที่ยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย ทั้งหันหลังให้กับรัฐประหาร ไม่ว่าจะทางตรงหรืออ้อมของเราทุกวันนี้ ไม่ได้โง่ถึงขนาดจะไม่ระแวดระวังต่อสิ่งที่เรียกว่า ทรราชเสียงข้างมาก หรือ the tyranny of the majority อันเป็นคำอธิบายอันโด่งดังของ Alexis de Tocqueville (1805-59) - ระบุชื่อและช่วงชีวิตของเจ้าของคำพูด เพื่อระลึกว่าโลกเขาตระหนักถึงจุดอ่อนประชาธิปไตยเสียงข้างมากมานานนักหนา ไม่ต้องรอให้แกนนำพันธมิตรมาชี้หน้าด่าคนไทยว่าไม่เข้าใจ "แก่น" ประชาธิปไตยและงมงายกับการเลือกตั้ง และเพราะเราตระหนักในปัญหานั้น สิบกว่าปีที่ผ่านมาหลังจากที่เรามีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เราจึงพยายามสร้างกลไกของระบบการตรวจสอบการทำงานของรัฐ เราจึงยอมรับการเมืองที่เคลื่อนไหวนอกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน, เครือข่ายสลัม, เครือข่ายป่าชุมชน, เครือข่ายผู้ติดเชื้อ ฯลฯ (แต่ไม่ใช่ม็อบที่เต็มไปด้วยการปลุกระดม ด้วยคำพูดโกหกหลอกลวงแถมพ่วงไสยศาสตร์ ทั้งยังกระหายเลือดอย่างการชุมนุมของพันธมิตรแน่ๆ)

แม้จะเตาะแตะต้วมเตี้ยม แต่พวกเราก็กำลังเรียนรู้

บทความ "เมื่อหมอไม่รักษาคนเลว" ของ น.พ. เกษม ตันติผลาชี่วะ ที่พยายามจะแก้ต่างให้กับการออกแถลงการณ์ของแพทย์บางสถาบันที่ประกาศไม่รับรักษาตำรวจ ว่าเพื่อเป็นการลงโทษทางสังคมและเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ เหมือนที่แม่ดุลูกว่า "จะตีให้ตาย" แต่ไม่หมายความว่าจะตีลูกจนตายจริงๆ

คุณหมอขา...หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ...เอ๊ย คุณหมอคะ คำพูดอย่าง "จะตีให้ตาย" นั้นเป็นคำอุปมาอุปไมย เป็นโวหาร อย่างเดียวกับคำพูดที่ว่า "รักคุณเท่าฟ้า" คงไม่มีคนบ้าที่ไหนเชื่อว่า การบินไทยรักคุณเท่ากับพื้นที่ของผืนฟ้าจริงๆ เช่นเดียวกับคำพูดที่ว่า "อิ่มจนท้องจะแตก" และโวหารที่ทุกคนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันสามารถถอดรหัสได้ตรงกันหมดนี้ คงไม่อาจเอาไปเทียบได้กับแถลงการณ์ที่หมอบอกว่า จะบอยคอตตำรวจด้วยการไม่รับรักษา เพราะมิเช่นนั้นแถลงการณ์ หรือการแถลงจุดยืนใดๆ ก็ตามในสังคมนี้ ก็คงมีไว้เพื่อขำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์อย่างนั้นหรือ กลุ่มพิทักษ์สิทธิ์สัตว์บอยคอตคนใส่เฟอร์นั้น ก็ทำไปขำๆเอง ใครเขาบอยคอตกันจริงเล่าอย่างนั้นหรือ?


4

ความจริงใจประการเดียวที่ฉันหาได้จากบทความของ น.พ. เกษมคือ ชื่อบทความที่บอกว่า "เมื่อแพทย์ไม่รักษาคนเลว" และอีกหลายข้อความที่ฉันขีดเส้นใต้ไว้อันสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติอันไม่ปกติของคุณหม
อ เช่น การอวดอ้างว่า แพทย์ย่อมมีวุฒิภาวะมากกว่านักการเมือง หรือความพยายามในการยัดถ้อยคำอย่าง "ตำรวจและนักการเมืองเลว" ลงไปในบทความ

หากคุณหมอมีวุฒิภาะวะจริงย่อมตระหนักว่า คนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นมักจะไม่ตัดสิน ผิด ถูก ดี เลว กันอย่างหยาบๆ ดังเช่นที่คุณหมอเขียนมา แม้แต่นักโทษที่อยู่ในคุกเรายังไม่อาจไปชี้หน้าว่าพวกเขาเป็นคนเลว เพราะคนเราย่อมกระทำการขัดต่อกฎหมายด้วยเหตุผลหลายร้อยหลายพันประการ ทั้งน่าเห็นใจและไม่น่าเห็นใจ และอาจเป็นด้วยการพิพากษาอย่างหยาบนี้เอง ที่ทำให้คุณหมอเชื่อว่า อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงจากรัฐนั้น ถือเป็นความเลว แต่อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงอันมาจากฝูงชน (ที่อ้างว่าทำในนามของประชาชน) ถือเป็นความดี เป็นการต่อสู้เพื่อพิทักษ์บ้านเมืองไปเสียหมด

หากทักษิณจะมีความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ ฉันคิดว่าความผิดนั้นคือ เขาทำให้คนกลุ่มหนึ่งเกลียดชังเขาเสียจนสามารถทิ้งหลักการ เหตุผล ปัญญา และใช้แต่อารมณ์แห่งความเกลียดชังนั้นผลักดันให้พูด และทำให้สิ่งที่ไม่น่าจะพูดและไม่น่าจะทำ

บนฐานของมรดกทางอุดมการณ์ที่ชนชั้นนำฝ่ายขวาไทย ที่พยายามสร้างภาพประชาธิปไตยไร้สมรรถภาพ (สงสัยต้องเอาไวอะกร้าช่วย) บวกภาพนักการเมืองฉ้อฉล ต่ำช้า สุดท้าย มรดกที่เราต่างดื่มกินกันอยู่ทุกวันนี้ คือ ความไม่ไว้ใจระบอบการเลือกตั้งและลึกๆ แล้วโหยหาการปกครองที่เข้มแข็งเด็ดขาดพร้อมอาญาสิทธิ์ของผู้ปกครอง ที่มาในมาดของผู้มีบุญและปลอด ซึ่งผลประโยชน์ทั้งปวง

แต่คำถามหนึ่งถามว่า ในโลกใบนี้มีคนที่มีชีวิตอยู่โดยปราศจากซึ่งผลประโยชน์ใดๆ จริงหรือ ขอโทษ แม้แต่ผีที่ศาลพระภูมิยังเห็นแก่อาหารเซ่นไหว้และของแก้บน นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ขี้ก็เหม็นเหมือนกันทุกคน จะปลอดจากมลทินและผลประโยชน์


5

และเพื่อจะไม่เป็นการ "ให้ท้ายพันธมิตรฯ" ด้วยการนิ่งเฉย ฉันได้ยกคำพูดของชัยอนันต์ สมุทรวณิช นักวิชาการที่เคยน่านับถือ แต่ก็ต้องสูญสิ้นความนับถือ (อย่างน้อยจากคนที่ไม่มีความหมายคนหนึ่งอย่างฉัน) เพราะไปยืนข้างพันธมิตรราวกับเป็นนักรัฐศาสตร์ที่ไม่รู้จัก กอไก่ ขอไข่ (แต่ฉันเชื่อว่า ชัยอนันต์รู้ว่าตนเองทำอะไร และรู้ด้วยว่าอุดมการณ์ที่ตนเองไปสนับสนุนอยู่นั้นฉ้อฉลต่อคนส่วนมากของประเทศแค่ไหน และนั่นทำให้เรายิ่งสูญความนับถือต่อเขา)

ฉันไม่อยากจะเชื่อว่านักรัฐศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทย สามารถพูดจาชี้ทางสว่างให้กับปัญหาของการเมืองไทยว่าแก้ได้ง่ายๆ เพียงจับนักการเมืองเลวไปประหารชีวิต! มีแต่เด็กที่ยังดูดหัวแม่โป้งตัวเองอยู่เท่านั้น ที่เชื่อในนิทานธรรมะปราบอธรรม เราเป็นฮีโร่มาช่วยโลกด้วยการจับสัตว์ประหลาดมาฆ่าทิ้งให้หมด แล้วทุกอย่างจะดีเอง มีแต่เผด็จการล้าหลังเท่านั้นที่เชื่อเรื่อง "หนักแผ่นดิน" และเชื่อว่า แผ่นดินจะสูงขึ้น เบาลง หากจับคน (ที่เราคิดว่า) ชั่ว ไปฆ่าทิ้งเสีย อาจารย์ชัยอนันต์คงอยากให้ฮิตเลอร์คืนชีพกระมัง จะได้มาช่วยสร้างค่ายกักกันนักการเมืองเลว

ถามว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ คำตอบ คือ รู้สึกว่า จะต้องกล้ามากขึ้นที่จะหยุดให้ท้ายพันธมิตรอย่างเปิดเผย และกล้าที่พูดถึงคนที่ถูกสังคมเชิดชูเสียจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง ไม่ว่าจะเป็นราษฎรอาวุโส ที่นับวันจะเลอะเลือนเลื่อนเปื้อน หรือนักรัฐศาสตร์ชั้นนำที่นำความผิดหวังมาสู่เรา

หวังว่าจะไม่มีใครออกไปตายสังเวยกลุ่มที่ใช้ชื่อเพื่อประชาธิปไตย แต่เรียกร้องให้โยนระบบการเลือกตั้งทิ้ง (เราเรียกการเมือง 30-70 ว่าระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ? ) และกำลัง exploit คำว่า ประชาชนอย่างไร้ความละอาย.




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:19:31 น.
Counter : 363 Pageviews.  

คลิปวีดีโอ การชุมนุมวันที่ 1 พ.ย. 2551 We shall overcome ?

ข้อมูล และ วิดิโอ ต่อไปนี้ เอามาจากประชาไท ครับ เห็นว่า น่าสนใจ เลยนำมาแสดงไว้ใน บล๊อกตนเองด้วยครับ คราวหน้า จะเอาเรื่องที่สนใจ ตรงกันข้ามกับ "ตำรวจฆ่าประชาชน" ที่แจกเป็นซีดีของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง มาเสนอครับ อันนี้ เขาใช้คำว่า "พันธมิตรฆ่าประชาชน" ไม่ทราบว่าใครจัดทำ เหมือนกัน ....













แน่นอนว่า มวลชนจำนวนมาก ย่อมถูกตั้งคำถามเรื่องการจัดตั้ง และยิ่งเป็นมวลชนที่สวมเสื้อสีแดงด้วยแล้ว คำถามเรื่องความบริสุทธิ์ผุดผ่องของมวลชนในหน้าสื่อ กลับดังเสียยิ่งกว่าเสียงของมวลชน แต่การตั้งคำถามขณะที่ละเลยหรือจงใจละเลยที่จะบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นต่างหากที่ควรจะเป็นคำถามที่ใหญ่กว่า



ไม่ว่าจะรักหรือชังหรือสังกัดกลุ่มการเมืองใดๆ ก็ปฏิเสธได้ยากเหลือเกินว่า มวลชนจำนวนมากที่รวมกันอยู่ ณ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมานั้นมหาศาล โปรดยอมรับเถิดว่า มวลชนที่มากนั้นมีอยู่จริง



‘ประชาไท’ บันทึกภาพในสนามวันนั้น ด้วยความทึ่งและสะเทือนใจไม่ต่างจากที่เราเคยบันทึกการชุมนุมของ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ช่วงแรก ก่อนการเรียกร้องนายกพระราชทาน และเนื้อหาการอภิปรายยังคงรัดกุมมุ่งหมายซักฟอกรัฐบาลที่ทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน



วันนี้ สถานการณ์ผลิกผัน และมวลชนหมู่มากออกมาร่วมชุมนุมกับฝ่ายของรัฐบาลที่ถูกขับไล่ไปโดยการรัฐประหารและยังถูกรุกไล่อยู่โดยต่อเนื่องจากกฎหมายและองค์กรตามกฎหมายอันมีที่มาจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และกลับผลักให้ฝ่ายที่เคยถูกกล่าวหากลายมาเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยไปโดยปริยาย



เราบันทึกความยิ่งใหญ่ของมวลชนในวันที่ 1 พ.ย. 2551 เอาไว้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ชื่มชมภาพของประชาชนรวมตัวกันอย่างสงบ สันติ และงดงาม



และยิ่งไปกว่านั้น เราหวังว่าสักวันหนึ่งประชาชนจะเป็นเจ้าของชัยชนะอย่างแท้จริง ไม่ถูกเอาไปบิดเบือน และอ้างเป็นฐานความชอบธรรมอย่างไม่จำกัดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย





 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:19:47 น.
Counter : 356 Pageviews.  

แนวโน้มการแก้ไขกฎหมายที่มีโทษทางอาญาของไทย (ต่อ)

คราวที่แล้ว เล่าให้ฟังเรื่อง แนวโน้มการแก้ไขกฎหมายที่มีโทษทางอาญาของไทย ไปบางส่วนแล้ว ความจริง ยังมีการประชุมแก้ไขกฎหมายอีกจำนวนมาก แต่ไม่อาจจะเล่ารายละเอียดได้มากนัก โดยเฉพาะแนวโน้มการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์

การแก้ไขกฎหมายอาญาที่สำคัญ และ น่าสนใจ ก็คือ การแก้ไขเกี่ยวกับการพิจารณาเกี่ยวกับความผิดในฐานรบกวนรังควาน และ คุกคามทางเพศ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ที่ประชุมพิจารณาอย่างกว้างขวาง ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่ามีการรบกวนรังควานบุคคลอื่น ซึ่งถือว่าเป็นโรคจิตอย่างหนึ่ง จึงควรมีกระบวนการที่จะยับยั้ง และนำตัวผู้กระทำผิดไปลงโทษหรือรักษาบำบัดได้ นอกจากนี้ ปัญหาการกระทำผิดระหว่างผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจเหนือต่อผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ถูกปกครอง ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย จึงควรกำหนดโทษให้หนักขึ้น และครอบคลุมสถานการณ์ เพื่อป้องกันเหตุ ดีกว่าการแก้ไขที่ปลายเหตุ หลังจากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีกรรมการบางท่าน มีข้อกังวลว่า สภาพสังคมไทย จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ความใกล้ชิด สนิทสนม ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชา กับผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานจะสูญหายไป เพราะ ถ้อยคำ ตามมาตรา ๓๙๗ ที่ว่า “รบกวน รบเร้า” อันถือว่าเป็นความผิดนั้น มีความหมายกว้างขวางมาก ไม่ว่าจะทำอะไร ก็อาจจะถือเป็นความผิดตามมาตรานี้ได้ อีกทั้ง กฎหมายที่กำหนดโทษกรณีนายจ้างกับลูกจ้าง หรือผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ที่รบกวน รบเร้า หรือ คุกคามทางเพศ นั้น อาจจะไม่ผลในทางปฎิบัติได้ในทางเป็นจริง เพราะโทษน้อย และ ลูกจ้างอาจจะมีพลังต่อรองน้อย ต้องยินยอมความในที่สุด




ในความคิดเห็นส่วนตัว ความผิดฐาน sexual Harrasement เช่น การโทรศัพท์ ไปติดตามรังควาน การส่งข้อความไปรบกวนคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ และ น่ารำคาญมาก ๆ สมควรที่จะได้รับโทษทางอาญา เนื่องจาก คนที่กระทำความผิดประเภทนี้ ไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น ต้องได้รับโทษที่รุนแรงขนาด จะยังยั้งพฤติกรรมดังกล่าวได้ ใครที่กระทำผิดในลักษณะนี้ ก็โปรดทราบไว้เลยว่า สิ่งที่ท่านกระทำนอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมแล้ว คนที่กระทำ ก็ต้องรับโทษทางอาญา เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยนี้ สามารถสืบสวนสอบสวนการกระทำผิดเหล่านี้ได้ง่าย

ผมสมมุติเหตุการณ์ เช่นว่า ถ้าเราถูกเบอร์โทรศัพท์เลขหนึง หรือ หลายเลข ติดตาม รังควาน เช่น ส่งข้อความที่ไม่พึงปรารถนามาหลายครั้ง ก็ให้เราเก็บข้อความเหล่านั้นไว้ทั้งหมด เพื่อสืบสวนดำเนินคดีต่อไป กรณีนี้ เราสามารถประสานแจ้งความกับตำรวจให้สืบสวนสอบสวน พนักงานสืบสวน จะประสานงานกับองค์การโทรศัพท์ จนสืบทราบได้ว่า ผู้ใช้เบอร์ศัพท์ สมมุติว่าเป็นเบอร์ 085 192 6669 เป็นต้น ถ้ามีการส่งข้อความให้เราบ่อย ๆ เราก็สืบสวนจนได้ความ เบอร์นี้ ถุกใช้จาก อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นประจำ มีบางครั้งบางคราว ถูกใช้จากเขตกรุงเทพมหานคร บริเวณ ร.พ. บำรุงราษฎร์ ขณะ ซื้อเบอร์โทรศัพท์นั้น ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ฯลฯ เบอร์นี้ ใช้โทรหาใครบ้าง ในระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา ฯลฯ ดังนี้ การสืบสวนสอบสวน สำหรับบุคคลที่กระทำการส่งข้อความไปรบกวนคนอื่น ยังสืบสาวราวเรื่องไปถึง การกระทำผิดอื่น ๆ เช่น การกระทำผิดทางเพศ ฯลฯ เป็นต้น ก็สามารถดำเนินคดีได้อย่างเต็มที่เช่นกัน

ใครที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งค์บุคคลที่ไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล และ สิทธิในความเป็นอยู่อย่างสงบสุขอยู่ ก็อย่าได้หวาดกลัวครับ เก็บข้อความเหล่านั้นไว้ให้หมด เพื่อเป็นพยานหลักฐาน ในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไปครับ






 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:28:52 น.
Counter : 494 Pageviews.  

แนวโน้มการแก้ไข กม.อาญา ของไทย

ในช่วง ๕ เดือนกว่า ๆ ที่ผ่าน ที่ผมได้เข้ามาทำงานในเมืองไทย ได้รับการมอบหมายให้ไปประชุมแทน สำนักงานตำรวจ หลายครั้ง โดยเข้าประชุมกับ คณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานวิปรัฐบาล ฯลฯ ให้ความเห็นในการแก้ไขกฎหมาย ป.อาญา และ กฎหมายอื่น ๆ ที่มีโทษทางอาญา หลายฉบับ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

๑) แนวโน้มการแก้ไขเรื่อง อายุความ การดำเนินคดีอาญา และ การลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ ซึ่งจะแก้ไขให้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการกำหนดอายุความในการดำเนินคดีอาญา และ ไม่มีอายุความในการลงโทษ โดยให้ อายุความ ที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาฟ้อง หรือ ลงโทษ จากเดิมยี่สิบปี เป็น สามปี ให้สะดุดหยุดลง นับแต่ผู้ต้องหา หรือ จำเลย ได้หลบหนีไป ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดีอย่างมาก เพราะ เรามีบทเรียน ผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหา หรือ จำเลย ที่กระทำผิดตามกฎหมายของไทย ก็ได้หลบหนีไปอยู่ประเทศต่าง ๆ จนขาดอายุความ ยี่สิบปี หรือ สั้นกว่านั้นแล้วแต่อัตราโทษที่กระทำผิด เมื่อคดีขาดอายุความก็เดินทางกลับมาประเทศไทย อย่างลอยนวล อันนี้ ก็จะกลายเป็น ไม่มีอายุความไปเลย หนีไป สิบปี ร้อยปี ฯลฯ ก็ไม่มีความหมาย เพราะ ไม่นับอายุความเลย

๒) แนวโน้ม เรื่องการแก้ไขความผิด ที่กระทำโดยเจ้าพนักงาน ให้แก้ไขให้หมายรวมถึง เจ้าพนักงานที่ขอรัฐบาลต่างประเทศด้วย เพราะในอดีต แนวคิดทางกฎหมาย และ ศาลฎีกา วินิจฉัยไว้ว่า ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น ครอบคลุม เฉพาะความผิดที่ได้กระทำลงโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และข้าราชการของไทย เท่านั้น ไม่รวมเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ

๓) แนวโน้ม เรื่องการแก้ไข เรื่องการฟ้องอาญา ตาม มาตรา ๑๕๗ เอากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่กระทำการโดยไม่ชอบ ฯ หรือ โดยทุจริต ให้พนักงานอัยการเท่านั้น ที่จะฟ้องคดีได้ ประชาชน ไม่สามารถฟ้องคดีได้โดยตรง ซึ่งประเด็นนี้ ได้รับการคัดค้าน อย่างมาก เพราะเป็นการตัดสิทธิประชาชน ที่จะใช้สิทธิทางศาล แม้ว่าในประเทศต่าง ๆ จะให้อัยการเท่านั้น ที่จะดำเนินคดีอาญาประเภทนี้ได้ แต่อาจจะมีบริบทที่แตกต่างกับของไทย เพราะเหตุหลายอย่าง ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้

๔) แนวโน้ม เรื่องการแก้ไข การกระทำผิดเกี่ยวกับเพศ ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการ ไม่ให้ผู้กระทำผิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชน ขอให้ศาลอนุญาตทำการสมรส เพื่อพ้นความรับผิดทางอาญาได้ โดยแก้ไขให้ผู้ที่จะขอให้ศาลสั่งอนุญาตได้ จะมีแต่ผู้กระทำผิดที่อายุไม่เกิน ๑๘ ปี เท่านั้น ซึ่งผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้ความผิดทางอาญาประเภทนี้ หากได้กระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน ๑๓ ปี ให้เป็นความรับผิดเด็ดขาด ที่ห้ามผู้กระทำผิด อ้างสำคัญผิด เพราะเด็กมันอวบอั๋น จนเข้าใจผิดว่า อายุเกิน ๑๕ หรือ ๑๘ ปี มาอ้าง ให้พ้นความรับผิดทางอาญาได้ ประเด็นนี้ น่าสนใจ เพราะ การกำหนดโทษให้รับผิดโดยเคร่งครัดนั้น มีอยู่ทั่วไป ในเกือบทุกประเทศในโลก เพราะ เด็ก ๆ ยังอ่อนต่อโลก อาจจะถูกยั่วยุ จนเกิดความใคร่ ไม่ปฏิเสธการล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ใหญ่ จึงต้องคุ้มครองเด็กเป็นพิเศษ แม้จะยินยอม ผู้ใหญ่ที่ล่อลวง หลอกล่อ ก็ต้องรับผิดอยู่ดี

๕) แนวโน้มการแก้ไข ความรับผิดลหุโทษ ให้มีโทษทางอาญาสูงขึ้น ค่อนข้างมาก ซึ่งปัจจุบัน ลหุโทษ มีโทษปรับแค่ ๑ พัน บาท จำคุก ไม่เกิน ๑ เดือน กลายเป็นปรับหลายหมื่นก็มี

๖) แนวโน้มการแก้ไข ความรับผิดทางอาญา หากกระทำผิดต่อศพ ที่มุ่งคุ้มครองเกียรติยศ ของผู้ตาย ไม่ให้มีการล่วงละเมิดทางเพศ หรือ กระทำการใด ๆ อันเป็นการหยามเกียรติยศ ของผู้ตาย หรือ สุสาน ฯลฯ

๗) แนวโน้มการแก้ไข ความรับผิดทางอาญา สำหรับผู้กระทำผิดในอากาศยาน ให้ต้องรับผิดที่มีโทษทางอาญาสูงขึ้นมาก จนถึงขั้นประหารชีวิต สำหรับความรับผิดร้ายแรง เช่น การก่อการร้าย และ การกระทำต่ออากาศยาน จนเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย การเพิ่มโทษให้รุนแรง สำหรับการกระทำต่อพนักงานบนอากาศยาน การลามกอนาจาร ฯลฯ

๘) นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ กฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป หากมีโอกาสอันเหมาะอันควร เพราะ กฎหมายพวกนี้ กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างมาก ปัจจุบัน แนวคิดในการคุ้มครองปัจเจกชน โดยเฉพาะผู้กระทำผิด นับว่าก้าวหน้าอย่างมาก ก้าวหน้าจนเกินขอบเขตที่ไม่มีประเทศใดในโลก กระทำในลักษณะเดียวกับไทย เพราะฐานคติที่เห็นว่า ตำรวจไม่ดี ตำรวจไม่น่าเชื่อถือ ทำให้มีกกฎหมายออกมาตัดแขนตัดขา ตัดมือ ตัดไม้ เจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างมาก จนความเสียหาย จะเกิดแก่สังคมโดยรวมนั่นเอง เพราะ กระบวนการยุติธรรม ในการแสวงหาพยานหลักฐาน มาสืบให้ศาลเชื่อโดยปราศจากสงสัย ไม่อาจกระทำได้ ซึ่งศาลเอง ก็ไม่อาจจะลงโทษได้ เว้นแต่ ศาลจะเปลี่ยนหลักการทางกฎหมาย ดังเช่น ในคดีดังที่ศาลฎีกา เพิ่งตัดสินไปสด ๆ ร้อน ๆ ว่า ในคดีอาญานั้น จำเลยต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยเอง .. ดังนี้ กฎหมายไทยในปัจจุบัน ก็พอจะประคับประคองให้กระบวนยุติธรรมของไทย ดำเนินต่อไปได้ คุ้มครองประโยชน์ของเหยื่ออาชญากรรมและสังคมไดเ

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในคดีดัง ที่เราทราบ ๆ กันอยู่นี้ จะถูกนำไปใช้ในคดีอาญาทั่วไปด้วย เพราะมันขัดต่อหลักการตามกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และ หลักความยุติธรรม อย่างที่ไม่มีใครในโลกนี้จะยอมรับได้ ครับ




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:28:32 น.
Counter : 552 Pageviews.  

การตัดสินทักษิณวันนี้เป็นไปตามคาดหมาย แต่ศาลยังอธิบายไม่ได้หลายประเด็น

เมื่อวาน (๒๑ ต.ค.๒๕๕๑) เป็นวันที่ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณพจมานฯ เป็นผู้ต้องหา ในคดีที่ คตส. ได้ส่งคดีมาฟ้องที่ศาลฎีกา ว่ากระทำผิดตาม กฎหมาย ปปช. มาตรา ๑๐๐ ในเรื่องหลักการมีส่วนได้เสียของผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest

บังเอิญ ผมมีงานประชุม เกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไม่ใช่กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณฯ หรอกนะครับ แต่เป็นกรณี นาย Viktor Bout ผู้ต้องหา สัญชาติรัสเซีย ที่จะเข้ามาซื้ออาวุธ ในเมืองไทย นำไปใช้ก่อการร้าย ที่เป็นความผิดสากล แต่ต่อมาจับกุมตัวได้ แล้วอเมริกา ก็ขอตัวไปดำเนินคดีในอเมริกา ปัญหาคือ เราจะต้องส่งตัวนาย Viktor Bout ไปยังอเมริกาหรือไม่ แม้เราจะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทย กับอเมริกา มาตั้งแต่ ช่วงประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็ตาม

กลับมาที่ทำงานอีกที ก็ได้ฟังการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา แล้วก็ต้องตกใจเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล ที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณฯ ในฐานะจำเลย ไม่นำหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ของตัวเอง .... ฟังแล้วแทบตกเก้าอี้ ... ศาลฎีกา เปลี่ยนหลักการสำคัญ แล้วหรือว่า รัฐต้องพิสูจน์ว่า จำเลยกระทำผิดอย่างไร

ไม่ว่าผลคดีจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญหรอกครับ เพราะคำพิพากษาจะมีผลบังคับในสายตาของคนทั่วไปหรือไม่ ก็ด้วยเหตุผลในคำพิพากษาเอง จากผลงานวิจัยในสหรัฐฯ เอง ก็ชี้ให้เห็นว่า คนทั่วไป จะเคารพกฎหมาย จะเชื่อถือศาลหรือไม่ เคารพศาลหรือไม่ พร้อมจะปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่ คงไม่ใช่เพราะว่า มีกฎหมายคุ้มครองศาล ไม่ให้มีการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่า คำพิพากษาศาลนั้น มีเหตุผล น่าเชื่อถือเพียงใดเท่านั้นเอง ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น ๆ

ผมได้สำรวจความคิดเห็นของหลายฝ่าย แต่ลองเอาให้มาอ่านเล่น ๆ ในยามนี้ก่อน ไม่เป็นวิชาการมากมาย แต่ก็มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ลองอ่านเล่น ๆ ก็แล้วกัน





--------------------------------------------------------------------------------



การตัดสินคดีเป็นไปตามคาดหมายที่รับรู้กันมานานแล้วว่าเป็นการตั้งธง เพื่ออะไรบางอย่าง ความจริงคดีนี้เป็นคดีที่ไม่น่าจะมีความผิดมากที่สุด แต่เมื่อถูกตัดสินแบบนี้ คงไม่ต้องไปคิดถึงคดีอื่นๆว่าจะออกมาอย่างไร..

...ถึงศาลจะตัดสินคดีออกมาอย่างไรก็ตาม ศาลก็ไม่มีคำอธิบายบางประเด็นบางข้อได้อย่างกระจ่างคือ..

1. ศาลไม่เอ่ย ไม่พูด พิจารณา อธิบายให้กระจ่างชัดเจน ว่ารัฐสูญเสีย เสียหายจากการประมูลที่ดินรัชดาครั้งนี้ด้านไหน อะไร อย่างไร ในเมื่อมีการประมูลในครั้งแรกแล้วไม่มีผู้ประมูล จึงมีการประมูลครั้งที่ 2 และการประมูลก็มีคณะกรรมการดำเนินงานอย่างถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย ซึ่งมีผู้ประมูล 3 ราย และผู้ชนะการประมูล ได้เสนอราคาสูงสุด ซึ่งเป็นการทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้นเสียอีก และก็เป็นไปตามระบบ ระเบียบของการประมูลที่ผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นผู้ชนะ

2. ศาลไม่ได้อธิบาย ว่าได้มีการตรวจสอบ สอบสวน อะไร อย่างไร มีหลักฐาน พยาน ทั้งเอกสาร บุคคล หรืออื่นๆใด อะไร อย่างไร ที่บ่งว่าคุณทักษิณได้ใช้อำนาจ หน้าที่ ตำแหน่งนายกฯ ได้เข้าไปก้าวก่าย ล่วงล้ำ บังคับ ขู่เข็ญ สั่งการ ฯลฯ ให้คณะกรรมการที่มีอำนาจ หน้าที่ประมูลที่ดินรัชดา ปฎิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง และภรรยาอะไร อย่างไร

3. ในการดำเนินการประมูล ตามขั้นตอนต่างๆ นั้นไม่ได้มีพยาน หลักฐานทั้งเอกสาร บุคคล หรืออื่นๆใดบ่งบอกว่าคุณทักษิณเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรด้านใดเลย จนการประมูลสิ้นสุดลง โดยที่คุณพจมานชนะการประมูล และดำเนินมาถึงขั้นสุดท้ายคือการทำนิติกรรมระหว่าง ปรส. และคุณหญิงพจมาน ซึ่งในขั้นตอนนี้ ตามกฎหมายสามีหรือภรรยา จะทำนิติกรรม สัญญาอะไรก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากคู่สมรส ดังนั้นคุณหญิงพจมานจึงต้องได้รับการยินยอมจากคุณทักษิณ โดยการเซ็นต์ลายเซ็นต์ ลงนามในหนังสือ และต้องมีเอกสารหลักฐานที่ราชการออกให้ ประกอบ ซึ่งก็คือสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรอื่นๆที่ราชการออกให้

...ซึ่งการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายนี้นี้กลับเป็นสิ่งที่ศาลเอาไปอ้างว่าคุณทักษิณมีส่วนร่วมในการประมูล มันแปลว่าอะไร???
4. ศาล ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับระบบ ระเบียบ กฎหมายเกี่ยวการทำนิติกรรมต่างๆ เลยหรือว่า คู่สามี ภรรยาจะทำนิติกรรมต่างๆนั้นต้องมีหนังสือรับรองยินยอมจากคู่สมรสก่อนทุกครั้ง และต้องมีการนำหลักฐานประกอบคือสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรอื่นๆที่ราชการออกให้ ศาลจึงใช้ประเด็นการลงนามยินยอมตามกฎหมายนิติกรรมนี้มาอ้าง ตามที่ คตส. ( คณะกรรมการตรวจสอบเฉพาะทักษิณ) ชงเรื่องขึ้นมา

...ประเทศไทยปกครองด้วยนิติรัฐ และการพิจารณาตัดสินคดีของศาลยุติธรรม ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา นั้นจะยึดถือพิจารณาตัดสินคดี ผิด ถูก ที่พยาน หลักฐาน ทั้งบุคคล เอกสาร และอื่นๆเป็นสำคัญ ..แต่ในการตัดสินคดีคุณทักษิณครั้งนี้ไม่ได้ยึดถือ ให้ความสำคัญ ที่พยานหลักฐาน ที่จะสนับสนุน ชี้มูล ความผิดตามข้อกล่าวหา ..แต่กลับอ้างความผิดเป็นนามธรรม อ้างศีลธรรม จริยธรรม ตำแหน่ง หน้าที่ ฯลฯ แล้วเชื่อมโยงมาเป็นความผิดในกฎหมายมาตราต่างๆ

..ผมฟังๆแล้ว จะผิด จะถูกมันไม่ได้อยู่ที่พยาน หลักฐาน ทั้งบุคคล เอกสาร หรืออื่นๆใด ที่จะชี้มูลความผิด ตามข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจนอะไร อย่างไรกันแล้ว ..แต่เป็นไปตามการตีความหมาย เชื่อมโยงไปถึงความผิดในข้อกฎหมายมาตราต่างๆของตุลาการมากกว่า...

จากคุณ : คนชุดขาว - [ 22 ต.ค. 51 00:42:43 A:222.123.20.41 X: ]


: ด้ายเงิน, wongpro, dada23, สงสัยจัง, Natelo, ผมเป็นพ่อคนแล้วนะ


--------------------------------------------------------------------------------


อ่านความเห็นเพิ่มเติม ในคอมเม้นท์ และ ในลิงก์ข้างล่างนี้

//www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7126469/P7126469.html




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:28:14 น.
Counter : 386 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.