*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

บันทึกการเดินทาง San Franciso - Oregon - Seattle - Vancouver - Victoria - Seattle - LA


ช่วงปิดเทอม กลางเดือนมีนาคม หรือ Spring Break ของ U of Illinois (UIUC) ที่ผมเรียนอยู่ เพื่อน ๆ กับผม และน้องจากเมืองไทย ตกลงใจที่จะหนีหนาวไปพึ่งอุ่นที่เมืองแถบฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ กับแคนนาดา จุดหมายที่เราตกลงกัน คือ ไป San Francisco แล้วขับรถเรื่อยไป จนกว่าจะพบจุดหมายปลายทางที่ Vancouver และ Victoria ใน British Columbia ของแคนนาดา แล้วย้อนกลับมาเที่ยวที่ Seattle เป็นจุดหมายปลายทาง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนา หรือ กลับบ้านเก่า เอ้ย ไม่ใช่ละครับ ก่อนจะแยกย้ายไปเรียนหรือกลับไปทำงานกันต่อไปครับ

สมาชิกจาก UIUC ขับรถยนต์ออกจาก Urbana ตั้งแต่ประมาณตีสามครึ่ง ถึงสนามบิน O’Hare ที่ Chicago ประมาณ ๖ โมงเช้า ของวันเสาร์เช้าที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ผมเพิ่งได้ความรู้ใหม่ว่าในการเดินทางเฉพาะในประเทศด้วยกัน ถ้าเราเดินทางด้วยสายการบินไหน ที่มีระบบ Self Check-in จากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์แล้ว สามารถเอากระเป๋าไป มอบยังเจ้าหน้าที่ที่เตรียมให้แล้ว ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องต่อคิวแถวยาว ๆ ที่มีพนักงานเพียงคนหรือสองคนให้บริการอยู่ ผมเคยประสบปัญหาการต่อคิวยาว ๆ ในหน้าเทศกาลใกล้ปีใหม่ ในปี ๒๐๐๕ โดยใช้บริการสายการบิน United ต้องต่อคิวกว่า ๓ ชั่วโมง ผู้โดยสารบางคน พลาดเที่ยวบิน ซ้ำซากไปเลยสองสามครั้งในวันเดียวกัน เพราะไม่ได้ Check-in มาล่วงหน้าจากบ้าน อีกอย่างหนึ่ง ผมได้อานิสงส์ จากเพื่อนคนไทยที่บินกับการบินไทย จนได้บัตรทอง เนื่องจากการบินไทย เป็นพันธมิตร ในเครือ Star Alliance ทำให้ได้ใช้บริการห้องพักรับรองที่มีอาหารว่างไว้บริการอย่างสมบูรณ์ ของ United ระหว่างการรอขึ้นเครื่องบิน

ไปถึง San Francisco ประมาณเที่ยง ๆ อย่างแรกที่ทำ คือ ไปนั่งพักห้องรับรองของ United เหมือนเดิม จากนั้น ต้องรีบไปฉกฉวยเอกสารและข้อมูลการนั่งรถไฟ แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ มาก่อน ระบบรถไฟใน San Francisco เรียกว่า BART ครับ ถ้าผมไม่ได้มา คงจะงง แล้วก็คงจะหาแต่คำว่า “Train” หรือ “Subway” เป็นแน่ อันนี้ เหมือนตอนไปอังกฤษครับ เขาเรียกรถไฟว่า “Tube” และเรียกสถานีรถไฟว่า “Underground” ถ้าไม่อ่านหนังสือไปก่อน คงจะงงและสับสนไปนานแสนนาน แถมค่ารถไฟ ก็แพงแสนจะแพง เที่ยวละ ๔ ปอนด์ (เว้นแต่จะซื้อรายวัน หรือ รายสัปดาห์ จะถูกลงมาอย่างมากมาย)

คณะของผมนั่งรถไฟที่เรียกว่า BART จากสนามบินเข้าไปที่พักใน Down Town ของ San Francisco ที่ตั้งอยู่บนถนน Market ที่มีชื่อว่า Whitcomb Home ที่ตั้งใกล้กับที่ทำการเมือง (Civic Center) ของ San Francisco ท่านเติ้ล รูมเมท ของกระผม ท่านควานหาโรงแรมหรือที่พัก จากเวปไซต์ พวก Priceline.com แล้วเสนอราคาแข่งขันเข้าไปให้โรงแรมต่าง ๆ ในราคาที่ค่อนข้างถูกมากๆ ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาโรงแรมปกติ เพื่อดูว่าโรงแรมไหน จะยอมรับข้อเสนอราคาต่ำ ๆ ที่เราเสนอไปหรือไม่ ซึ่งโดยปกติ หากไม่ใช่น่าเทศกาลแล้ว นักท่องเที่ยวที่เสนอราคาให้โรงแรมต่าง ๆ ในราคาต่ำ ๆ ถึงขนาดว่า โรงแรมระดับสี่ดาว ในเมืองใหญ่ ก็อาจจะได้ในราคา ๕๐ เหรียญ ซึ่งปกติ จะราคาเกือบ ๒๐๐ เหรียญ เป็นต้น

ถนน Market Street ใน San Francisco เป็นถนนหลัก และเชื่อมต่อกับถนนที่มีห้างสรรพสินค้าหรูหรา ตั้งอยู่เรียงรายกันไป เช่น มีห้างดัง ๆ อย่างหลุยส์ ติ๊งต๊อง .... เดี๋ยวมีเวลามาเขียนต่อครับ




 

Create Date : 29 มีนาคม 2551    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 7:45:32 น.
Counter : 1252 Pageviews.  

เที่ยว Spring Break อีกแล้วครับพี่น้อง

สวัสดีครับพี่น้อง ....

วันพรุ่งนี้ จะไปเที่ยวระยะเวลายาวนานพอสมควรระหว่าง Spring Break ของ University of Illinois at Urbana-Champaign (UIUC) ในระหว่าง วันที่ ๑๕ ถึง ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑ นี้แหละครับ แต่ผมแถมไปอีก อาทิตย์นึง พักเพิ่มไปอีก ๗ หรือ ๘ วัน ครับ ก่อนจะกลับทำเรื่อง Deposit วิทยานิพนธ์ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบขั้นสุดท้ายของคณะกรรมการที่ College of Law (ซึ่งจะต้องไปผ่านความเห็นชอบอีกขั้นตอนหนึ่งจาก Graduate College อีก ซึ่งจะใช้เวลาพอสมควร) ให้เสร็จสิ้นไป แล้วจะได้กลับเมืองไทยเสียที






แผนการท่องเที่ยว ไม่มีอะไรมากหรอก ผมกับ รูมเมท และ สมาชิกเพิ่มเติมอีก ๒ ท่าน จาก UIUC และ จากเมืองไทยอีก ๑ ท่าน จะไปเที่ยวแบบ Road trip กัน แถวชายฝั่งตะวันตกของสหรับฯ แผนการคร่าว ๆ ก็คือ นั่งเครื่องไปลงที่ San Francisco - National Park ใน California - แล้วขับรถเช่าขึ้นไป Oregon พักระหว่างทางสักคืน แล้วขึ้นไป Seattle เพื่อข้ามพ้นพรมแดนสหรัฐฯ เข้าไปหมู่เกาะ Victoria ใน Canada สู่จุดหมายใน Vancouver / Canada ตั้งใจจะอยู่ที่ Canada สองสามวัน แล้วก็จะกลับมาอเมริกา เพื่อไปพักผ่อนบ้านเพื่อน ๆ ที่ LA เมืองนางฟ้า ใน California ครับ





พูดถึง การขอวีซ่า เข้า Canada สักนิดครับ ที่จริง เหมือนจะดูไม่ค่อยยากเลย สำหรับคนที่่อยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้ว หากมี Visa ที่ยังมีระยะเวลายาวนานพอสมควร ในอเมริกาสามารถขอวีซ่าทางไปรษณีย์ ที่สถานกงสุลของแคนนาดาใน Detroit และที่ ด่านพรมแดนสหรัฐ ใน Seattle ประมาณว่า ถ้ายื่นด้วยตัวเอง มีหลักฐานพร้อม ก็ใช้เวลาพิจารณาไม่นานนัก คือ ประมาณยื่นเช้า บ่ายได้ เช่นเดียวกับการขอวีซ่า เข้าอังกฤษ และ ฝรั่งเศส ที่ยื่นเช้า บ่ายรอรับได้

หลักฐานที่เตรียมไป ก็มีประมาณว่า ๑) Bank Statement ๒) Certified Check สำหรับ ค่าธรรมเนียม ๗๔ เหรียญ (สำหรับ การเข้าประเทศเขาครั้งเดียว และ ๑๕๐ เหรียญ สำหรับกรณีประสงค์จะเข้าออกประเทศแคนนาดาหลายครั้ง) ๓)หนังสือเชิญจากเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแคนนาดา หรือ หลักฐาน การจองโรงแรม และ หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ ๔) หนังสือเดินทางที่ชอบด้วยกฎหมาย ๕) แบบฟอร์มใบสมัคร Visa ๖)ซองจดหมาย จ่าหน้าซองถึงตัวเอง

การขอวีซ่าทางไปรษณีย์ ต้องใช้เวลาในการพิจารณานานพอสมควร ประมาณว่า ๓ อาทิตย์ เป็นอย่างน้อยครับ ดังนั้นจะต้องเผื่อเวลาให้ดี ว่าจะได้หนังสือเดินทางกลับมาก่อนออกเดินทาง ในกรณีที่เป็นนักเรียนในสหรัฐฯ ก็จะต้องส่ง I-20 ที่ให้เจ้าหน้าที่ของ International Office ของตนเอง ลงชื่อรับรองว่าจะเข้ามาเรียนต่อไป พร้อมกับ หลักฐานอื่น ๆ ที่จำเป็น เป็นต้นว่า ๑) หนังสือรับรองการลงทะเบียนเป็นนักเรียนอย่างถูกต้อง จาก College ที่สังกัดอยู่ และ ๒) Official Transcript ในปัจจุบัน กรณีของผม ยุ่งยากหน่อย เพราะวีซ่า ผมกำลังจะหมดลงในเวลาไม่กี่เดือน ทำให้ ทางสถานกงสุล เรียกร้องเอกสารเพิ่มเติมมากมาย ไม่ได้รับวีซ่าพร้อมเพื่อน ๆ ที่ส่งไปพร้อม ๆ กัน






สุดท้าย ขอขอบคุณ น้องโจ๊ค @ Microsoft ประจำ Vancouver ที่ช่วยเหลือ ออกหนังสือเชิญ และ เอื้อเฟื้อเสนอที่พักให้ระหว่างอยู่ในแคนนาดาครับ แล้วจะเอาภาพมาฝากนะครับ พี่น้องครับ




 

Create Date : 15 มีนาคม 2551    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 7:46:04 น.
Counter : 504 Pageviews.  

ไปเที่ยวเมือง เซ้นต์ หลุยส์ กันครับ



ทางเข้ามหาวิทยาลัย วอชิงตัน ณ เซ้นต์ หลุยส์


ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา อู้อีกแล้ว ผมไปฉลองที่เมือง Saint Louis เมืองใกล้ ๆ ขับรถไปประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่งนิด ๆ จาก Urbana-Champaign ก็เช่ารถกันไป แล้วก็หาร ๆ กัน ตกแล้ว คนละไม่กี่ตังค์ ครับ เที่ยวแบบนี้ ประหยัดดี แต่ต้องไปกลุ่มที่พูดกันเข้าใจ ไม่เรื่องมาก กินง่าย นอนง่าย มีวินัยและรู้จักบริหารเวลาให้ดี จึงไปกันรอดครับ ไม่งั้น ไม่ได้ไปไหนกันเลย รอกันไปรอกันมาอย่างนั้น



อาคารด้านหน้าของมหาวิทยาลัย วอชิงตัน


ก็ไปดูสวนแสดงต้นไม้ และพืชพันธุ์ต่าง ๆ ราคาเข้าชม ประมาณ ๔ เหรียญ สำหรับ Resident ของรัฐมิซซูรี่ จากนั้น ก็ไปเมือง เซ็นต์ ชาร์ล ห่างจากเซ็นต์หลุยส์ ประมาณ ๒๐ นาที เพื่อไปกินบุฟเฟ่ ที่เสนอราคาไม่ถูกไม่แพงเกินไป คือ ประมาณ ๒๐ เหรียญ สำหรับการกิน เทอมละครั้ง หรือ สองครั้งของผม กินบ่อย ๆ นอกจากจะจนแล้วยังอ้วนอีก ... โควต้า ผมหมดแล้วครับ ปีที่ผ่านมา กินอาหารแบบนี้ สองครั้งพอ ต่อปี ....



บริเวณ ศาลเก่า และประตูสู่ตะวันตก The Arch : Gate Way


ที่ไปกัน ก็ไปเดินเที่ยวบริเวณ Down Town ของ St. Louis แล้วก็ขึ้น Arch ที่สูงประมาณ ๖๐๐ กว่าฟิต มองลงมาก็เห็นอาคารศาลเก่า และอาคารรอบ ๆ ตัวโครงสร้าง The Arch ที่คล้าย ๆ กับ แมคโดนัล (ครึ่งอัน) สวยดีครับ



ภาพถ่าย Arch ยามตะวันตกดิน


ตอนเย็นของอีกวัน ไปกินข้าวที่อาหารอิตาเลี่ยน มีหลายรายการ ที่ผมไม่รู้จัก และไม่ชอบกิน เพราะมีแต่ นมเนย เลยเลือกกินไก่ทอดแทน ง่ายดี ที่กลุ่มผม เสียค่าโง่ไปนิดหนึ่ง ซื้อ น้ำปั่น ๑ แก้ว ขนาดประมาณ ขวดเหล้า "บักจอห์น เยี๊องย่าง" ขนาด ๑.๒๕ ลิตร ราคา ๑๕ เหรียญ ...โอ้ แพงบรรลัยครับ ..... ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงกินมันอย่างแทบจะกินตัวแก้วเข้าไปด้วย ..... แล้วพูดตรงกันว่า ไม่น่าเลยกู ......



นี่ ก็บริเวณ อาคารศาลเก่า ซ้อนกับ Arch ด้านหลัง


กลางคืนไปดูพลุ ที่จุดไม่นานนัก ประมาณ ๑๕ นาที เสียหาย กล้องผมจับภาพพลุไม่ได้ คุณภาพห่วยไปหน่อย ส่วนวันรุ่นขึ้น ก็ไปไหว้พระที่วัดไทยในเซ็นต์หลุยส์ ที่อยู่ห่างจากที่พัก เพียง ๑๐ นาที โดยการขับรถ ไปเจอพี่น้อง ไทยลาว น่ารักมาก ๆ อวยพรกันระงมเลย คงเห็นว่า นาน ๆ ที จะมีเด็ก ๆ ไปวัดกัน เพราะเท่าที่สังเกตนี่ ผมไปวัดที่ไร ไม่ว่าวัดไทยในชิคาโก้ แอตแลนต้า ดี.ซี. หรือ ลอสแอลเจลลิส ก็มีแต่คนแก่ ๆ กับเด็ก ๆ เท่านั้นที่ไปวัดครับ



น้ำแก้วนี้ ที่ฉันจะไม่สั่งมันมากินอีกจนกว่าชีวิตจะหาไม่





ปล. ผมเคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับ Arch ประตูสู่ตะวันตก และการซื้อดินแดนหลุยส์ เซียน่าไปแล้ว เมื่อปีก่อนครับ กล่าวสรุปว่า ประธานาธิบดี เจฟเฟอร์สัน ได้ซื้อดินแดน หลุยส์เซียน่า จากนโปเลียน เพื่อหาทางออกสู่ทะเล ฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ แล้วจ้างให้ Lewis & Clark ไปสำรวจ อยู่นาน ๔ ปี กว่าจะกลับมา ซึ่งตอนแรก ๆ การซื้อดินแดนจากนโปเลียน ถูกต่อต้านมาก เพราะเป็นดินแดนที่ไม่มีคนรู้จัก อีกเกือบกว่าครึ่งศตวรรษ จึงได้มีการสร้าง Arch เป็นที่ระลึก ให้แก่ ประธานาธิดี เจฟเฟอร์สัน และมีพิพิธภัณฑ์ อยู่ใต้ Arch บรรยายประวัติศาสตร์อเมริกา และการบุกเบิกดินแดนสู่ตะวันตก อย่างน่าสนใจครับ




 

Create Date : 03 มกราคม 2550    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 7:46:31 น.
Counter : 1159 Pageviews.  

ไปชิคาโก้มาอีกแล้ว

TA DAI MA: ผมกลับมาแล้วครับ ..... Kengji Deska? : ทุกคน คงสบายดีนะครับ..... คราวนี้ ก็ไม่มีอะไรมากครับ นอกจากการพักผ่อนสมองจากการอ่านหนังสือยาวนาน มาหลายเดือนติดต่อ ช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ ใกล้สิ้นปี นี้ ผมเลยถือโอกาส ติดรถน้อง ๆ ที่เขาจะไปเที่ยวชิคาโก้กัน ไปถ่ายภาพชิคาโก้ในยามค่ำคืนด้วย



มุมเดิมทั้งปี ทั้งชาติครับ: ฝักถั่วนี้ ไม่เคยจาง



ก็ไปถ่ายภาพกันที่บริเวณสวนสาธารณะที่ มิลลิเนี่ยมปาร์ค ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๐๐๔ สวยไม่เคยจืดจางครับ แม้จะไปหน้าหนาว ซึ่งปีนี้ อากาศแปรปรวนมาก ไม่ค่อยหนาวอย่างที่เคยเป็น อุณหภูมิยังอยู่ที่ประมาณ ๔๐ องศาฟาเรนไฮน์ บวกลบเล็กน้อยครับ




ภาพถ่ายเมืองชิคาโก้ยามค่ำคืน จากตึกจอห์น แฮนด์ ฮอร์ค


จากนั้น ก็ไปขึ้นตึกจอห์นฯ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนมิชิแกน สูง ๙๔ ชั้น รองลงมาจากตึกเซียร์ ที่เคยสูงที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง แต่จริง ๆ ขึ้นตึกจอห์น ได้ภาพที่สวยงามกว่าตึกเซียร์มาก ค่าเข้าก็พอ ๆ กัน ที่ว่าสวยกว่า เพราะตึกจอห์น ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบมิชิแกน มากกว่านั่นเอง ทำให้มองเห็นทะเลสาบ และถนนเรียบทะเลสาบได้ยาวไกล เห็นสถานที่ตั้งกองทัพเรือสหรัฐฯ ในอดีต หรือ Navy Peer ได้อย่างชัดเจน



ภาพถ่ายจากตึกจอห์น บริเวณริมทะเลสาบมิชิแกน


ว่าจริง ๆ เที่ยวนี้ ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่เดินชมเมือง ทางการก็นำไฟติดตามถนน ที่ผมว่าสวยสู้เมืองไทยไม่ค่อยได้ ในช่วงวันเฉลิมฯ แต่บรรยากาศที่นี่อาจจะแตกต่าง คือ ตึกสูงระฟ้าเต็มไปหมด มีร้านหรู ๆ ให้ได้จับจ่ายใช้สอยบนถนนที่มีค่าเช่าแพงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ผมชอบ ชิคาโก้ ช่วงหน้าร้อน มากกว่า ได้มีโอกาสชมเมือง โดยการนั่งเรือ ฟังคำบรรยาย ประวัติศาสตร์ของตึกสมัยต่าง ๆ นั่งไป ฟังไป เพลินเลย แต่ค่าโรงแรมช่วงหน้าร้อนจะแพงมาก ๆ ต่างจากในช่วงนี้ ซึ่งสามารถหาโรงแรมอยู่ในตัวเมืองชิคาโก้ได้ ไม่เกิน ๕๐ เหรียญ ด้วยซ้ำไป



ตบท้ายด้วยมุมเดิมอีกแล้ว: มิลลิเนี่ยม พาร์ค ครับ



ผมก็จบทริบสั้น ๆ เพียงแค่นี้แหละครับ คงจะต้องเริ่มอ่านหนังสือกันอย่างยาวนานอีกสักระยะ ก่อนจะมีการชาร์ตแบตตารี่ กันใหม่ อีกสักรอบ บางที ก็เบื่อจริง ๆ โดยเฉพาะตอนที่ เห็นนักเรียนคนอื่น ๆ เขากลับบ้าน หรือไปเที่ยว ไปพักผ่อน ตามรัฐต่าง ๆ แล้วก็พาลเลยคิดว่า ทำไมหนอ เราต้องตื่นแต่เช้า แล้วเดินไปห้องทำงานของเราเหมือนทุกวัน ชีวิตมันช่างเบื่อจริง ๆ .....


kyo mo ganbate kudasai : ผมจะขอสู้อีกสักวัน ครับ

Okarada ni kiotsukete kudasai : รักษาสุขภาพด้วยครับทุกท่าน





 

Create Date : 27 ธันวาคม 2549    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 7:46:42 น.
Counter : 765 Pageviews.  

เมืองที่ปฏิเสธความเจริญทางวิทยาการ : Amish ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา



รถม้าของชาว Amish ที่ Arcola, Central Illinois


วันศุกร์ที่ผ่านมา (๒๑ เม.ย. ๔๙) หลังเลิกเรียน เพื่อนชาวเบลเยี่ยม ไต้หวัน และญี่ปุ่น จำนวน ๓ คน ได้มาชวนผมไปเที่ยวเมือง Arcola (คลิ๊ก) เพื่อนผมมันอยากเห็น แหล่งที่อยู่ของชาว Amish ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา .... ตามเวปไซต์ของรัฐอิลลินอยส์ ได้โพสต์ข้อความไว้ดังนี้




รถม้า (Buggy) ที่ใช้เป็นยานพาหนะ
ในการเดินทางของชาว Amish ในปัจจุบัน



"Amazing Arcola's countryside is the home to Illinois' largest Old Order Amish settlement. The rural area is lined with Amish homes, businesses, and schools, plus horse drawn buggies and Rockome Gardens Theme Park."




อาชีพหลักของพวก Amish คือ เกษตรกรรม



ตอนนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะงง ว่าพวก Amish นี้ เขาเป็นใครกันละ สำคัญอย่างไร ทำไม ต้องพูดถึงด้วย .... ความจริง ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ สิ่งที่ทำให้โลกสนใจ Amish ได้ ก็เพราะพวกเขาใช้ชีวิต ไม่เหมือนคนปกติอย่างเรา ๆ ครับ





ชาว Amish เขาไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้รถยนต์ ไม่รับความเจริญใด ๆ เข้าไป ไม่เข้าโรงเรียนตามปกติ แต่งตัวก็แตกต่าง เสื้อผ้าตัดเย็บเองแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ ฝ่ายหญิงก็มีผ้าคลุมศรีษะ ฝ่ายชายไว้หนวไว้เคราตามธรรมชาติ พวกเขาใช้ภาษาก็แตกต่างจากพวกอเมริกันทั่วไป เพราะเขาใช้ภาษาเยอรมันท้องถิ่น ชาว Amish แต่เดิมเขามีถิ่นฐานอยู่ในยุโรป ตั้งแต่ต้นคริศตวรรษที่ ๑๕๐๐ โดยส่วนหนึ่งเป็นชาวเยอรมัน แต่เนื่องจากรู้สึกผิดหวังในศาสนาและพวกเขาได้ถูกตามรังควานจากลัทธิทางศาสนาของยุโรป จึงอพยพมาอยู่สหรัฐฯ แดนแห่งเสรีภาพ ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๗๔๐ เป็นต้นมา



ผ้าห่ม ทอด้วยมือ ราคาแพงมาก ประมาณ ๕๐๐ เหรียญ


ชีวิตของเด็ก ๆ ที่เกิดมา ก็เพื่อทำงานให้กับครอบครัว การเรียนหนังสือ จึงเรียนเพื่อให้อ่านออก เขียนได้ ในภาษาเยอรมันท้องถิ่น ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่จะมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษหลังจากเรียนภาษาของตนเองเข้าใจอย่างดีแล้ว เด็ก ๆ ต้องเรียนและฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ พอประมาณ เพื่อจำเป็นในการแลกเปลี่ยนและค้าขาย สำหรับวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องไม่จำเป็นสำหรับพวกเขา เด็กจึงมีความจำเป็นที่จะเรียนในโรงเรียนเฉพาะของพวกเขา ในหลักสูตรสั้น ๆ เท่านั้น จากนั้น ก็ทำงานในไร่ข้าวโพด ผลิตสินค้าพื้นเมือง และทอผ้าเพื่อความจำเป็นในชีวิตของพวกเขา


เมืองไทย ชาวนาเราใช้ควาย แต่ Amish เขาใช้ม้าเพื่อการพรวนดิน


เมือง ที่ผมไปดูนี่ ห่างออกไปจาก Champaign ประมาณ ๔๕ นาทีครับ เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีชาว Amish ตั้งถิ่นฐานอยู่ จึงไม่แปลกใจว่า พวกเขา ก็แอบรับเอาวัฒนธรรมการค้าขาย และอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ในการอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องตัดหญ้า ฯลฯ เข้าไปใช้เหมือนกัน เพื่อน ๆ ผม ก็แซวกันใหญ่ ไหนว่า ไม่ยอมรับความเจริญไง ... มันต้องมีบ้างดิ



ร้านขายสินค้าชาว Amish สังเกตการแต่งกายของชาว Amish


พวกเขาก็จำเป็นต้องใช้เงินตราเหมือนกัน หลัง ๆ จึงมีการเปิดรับวัฒนธรรมเข้าไป มีแหล่งซื้อขายสินค้าของพวกเขา เช่น ผ้าห่ม เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ แต่ที่น่าแปลกใจ เขาไม่มีร้านขายล้อรถม้าเป็นของตนเองเท่าไหร่ครับ ต้องซื้อจากคนในเมืองที่มีแหล่ง Business District ตามปกติของชาวอเมริกันทั่วไป คิดไปคิดมา เหมือนชาวนาไทย ขายข้าว แล้วซื้อเครื่องจักรไปใช้งาน ไม่มีผิดเพี้ยนเลย ครับ ชาว Amish มีลูกมาก เพราะแต่งงานกันค่อนข้างเร็ว คือประมาณ ๑๙ - ๒๐ ปี ก็แต่งงานแล้ว แต่ละบ้านที่ขับรถผ่านไปนี่ ผมเห็นมีเสื้อผ้า แขวน พึ่งแดด เหมือนบ้านเราเป๊ะ เลยครับ ผมสงสัยอย่างเดียวแหละ หน้าหนาวจะไปแขวนกันที่ไหนหนอ ... ... หิมะตกตั้งหลายเดือน ... หรือว่า เขาไม่ซักเสื้อผ้ากันในช่วงหน้าหนาว .... ก็เป็นไปได้ นอกจากนี้ ระหว่างทางยังมีป้าย ระวังรถม้า เป็นระยะ ๆ ด้วย เด็ก ๆ Amish จะหัดขี่ม้า ตั้งแต่ก่อนอายุ ๑๒ ขวบ เพื่อควบม้าไปโรงเรียนของพวกเขาด้วยครับ




การแต่งกายของผู้ชายชาว Amish ซึ่งจะไม่โกนหนวดฯ



ปัญหาในปัจจุบันของชาว Amish คือ การมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาไม่รู้จักหรือไม่ปฏิบัติการควบคุมกำหนดหรือวางแผนประชากร ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และไม่ใช่การวิธีการควบคุมกำเนิดโดยวิธีการนับช่วงเวลาการตกของไข่ ( no barrier methods such as condoms, or even rhythm.) แต่ละครับครัวจึงมีบุตรโดยเฉลี่ย ๗ คนขึ้นไป ด้วยเหตุนี้ ทีดินจำนวนจำกัดจึงไม่เพียงพอต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว ชาว Amish จึงมีการอพยพไปขยายชุมชนใหม่ ๆ ในสหรัฐฯ โดยมีชุมชนของ Amish เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย ๔๗ ชุมชุนในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา [ ข้อมูลจาก //en.wikipedia.org/wiki/Amish]


เพื่อนอาจสงสัยว่า แล้วกฎหมาย เกี่ยวกับการศึกษาพื้นฐานของสหรัฐฯ ไม่บังคับบุคคลเหล่านี้หรือ ถูกต้องครับ ไม่บังคับใช้กับกลุ่มคนพวกนี้ รวมถึงพวกอินเดียนแดง เพราะพวกนี้เขาต่อสู้คดีทางรัฐธรรมนูญ ต่อศาลสูงสุดอเมริกัน โดยอ้างเสรีภาพในทางศาสนา และ Freedom of Speech โดยพ่อแม่ของเขา ได้ต่อสู้คดีว่า พวกเขามีสิทธิ์อบรมเลี้ยงดูของเขาเอง สั่งสอนวัฒนธรรมของเขาเอง ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ มาทำลายหลักการและความเชื่อของเขา




การแต่งกายของผู้หญิงชาว Amish



รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ต่อสู้คดีอย่างจริงจังนัก และปล่อยให้พวก Amish และ อินเดียนแดง ชนะคดีไปอย่างง่ายดาย ผมเดาเอาเองว่า มันคงเข้าทางอเมริกันเขานั่นแหละ เพราะการศึกษามันฟรีไปหมด ในเมื่อไม่อยากจะเรียน รัฐต่าง ๆ ก็ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง มาทุ่มเท ให้คนพวกนี้ ในเมื่อไม่รักดี ไม่อยากเรียนรู้อะไรที่มันทันสมัย ก็ดี ไม่เปลืองตังค์ .... สุดท้าย ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลยบอกว่า เขามีสิทธิ์เลือกจะส่งลูกเข้าเรียน Public School หรือไม่ก็ได้ .... ว่าง่าย ๆ จะให้ลูกโง่ แล้วทำไร่ อย่างเดียว ก็ตามใจ ว่างั้นเหอะ ทางรัฐบาลอเมริกัน เขาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่ที่เขามีอิสระจะทำ ก็คงเป็นแค่เรื่องนี้แหละ เรื่องอื่น ๆ เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายในด้านที่ไม่ใช่เสรีภาพโดยบริบูรณ์ เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนานี้ เขาต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่อาจจะมาอ้าง "อารยะขัดขืน" อะไรได้หรอกครับ ไม่งั้นบ้านเมืองวุ่นวายตายเลย




เพื่อน ๆ ว่า ถ้าเพื่อน ๆ ต้องไปอยู่ในสภาวะแบบนี้ เพื่อนจะหนีออกมา หรือ จะอยู่แบบนั้นต่อไป





หมายเหตุ: สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ดูภาพเพิ่มเติม คลิ๊กที่ Website นี้ ได้เลยครับ .... ภาพส่วนใหญ่ ผมก็นำมาจากเวปไซต์นี้แหละครับ ...ขอบคุณเจ้าของเวปไซต์ด้วยครับ

หากจะว่ากันจริง ๆ แล้ว รถม้าของพวก Amish กับรถม้า ลำปาง ก็คล้าย ๆ กันครับ รวมถึงรถม้าในเมืองใหญ่ หลายเมือง เช่น ที่ชิคาโก้ ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่ที่ชิคาโก้ มีภาชนะรองรับมูลของมันไม่ให้เปื้อนถนน ดีกว่าที่เมืองไทย และที่หมู่บ้าน Amish ครับ




 

Create Date : 23 เมษายน 2549    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 7:47:18 น.
Counter : 3173 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.