*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

วิสามัญฆาตกรรมและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ป.อาญา มาตรา ๑๑๒



วันก่อน ได้เล่าให้ฟังเรื่อง วิสามัญฆาตกรรม หรือการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายโดยใช้กำลังป้องกันตน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือ Deadly Force โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตำรวจ) ไปแล้วว่า แต่ละปี จะมีการเหตุดังกล่าวประมาณ ๘๐ ถึง ๑๒๐ ราย ซึ่งเป็นปริมาณที่ค่อนข้างสูงพอสมควร ซึ่งกระผมเห็นว่า หากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถพัฒนาระบบและเครื่องมือที่สามารถยับยั้งไม่ให้คนร้ายใช้กำลังต่อเจ้าหน้าที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปืนไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ทำให้สามารถความสูญเสียได้ ก็น่าจะเป็นการดี อีกทั้ง ยังสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ ที่จะไม่ใช้ความรุนแรง หากไม่จำเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ
...
ผมสอนลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจเสมอว่า เราเป็นตำรวจ เราต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราต้องทำให้ผู้กระทำผิดพ่ายแพ้ต่อเราด้วยพยานหลักฐาน ต้องยึดเสมอว่า เราจะไม่ทำลายทำร้ายชีวิตใคร เพราะความตายมันง่าย แต่ต้องทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างผู้แพ้เพราะความสามารถตำรวจที่รวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เขาอยู่อย่างผู้แพ้ อย่างชอบธรรม หากเราไม่กลั่นแกล้งเขา เขาจะไม่โกรธเรา เพราะเขารู้ว่า เราทำตามหน้าที่ ตามบทบาทของตัวเรา ความสุจริตจะคุ้มครองเรา
...
วันนี้ ขอเล่าเรื่อง สถิติคดีอาญาที่สำคัญ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นับแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน มีการกล่าวหาผู้กระทำผิดตาม ป.อาญา มาตรา ๑๑๒ แล้ว จำนวน ๗๔๐ คดี แต่ละปี จะมีคดีเกิดขึ้น ตามลำดับ จากปี พ.ศ.๒๕๕๐ ถึง ๒๕๖๐ ดังนี้ ๓๖, ๕๕, ๑๐๔, ๖๕, ๓๗, ๒๕, ๕๗, ๙๙ ๑๑๖, ๑๐๑ และ ในปี ๒๕๖๐ นับถึงกันยายน มีจำนวน ๔๕ คดี มีคดีที่สั่งฟ้องจำนวน ๒๕๔ คดี สั่งไม่ฟ้อง ๑๓๗ คดี และงดการสอบสวน ๑๑๐ คดี มีกรณีที่อยู่ในในการดำเนินการของสำนักงานอัยการสูงสุด ๖๒ คดี และ อยู่ในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน ๒๓ คดี
...
ในช่วงชีวิตที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับคดีมาตรา ๑๑๒ พบว่า ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างความจงรักภักดีในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานระดับรัฐบาลเพื่่อพิจารณาการดำเนินคดีประเภทนี้ ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ มีการตั้งคณะทำงานขึ้นตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายสำหรับคดีประเภทนี้ โดยมีการบล๊อกเว็บไซต์และ URL ต่าง ๆ ที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างสะดวกรวดเร็ว สำหรับยุครัฐบาล คสช. ก็ให้ความสำคัญกับคดีตาม ป.อาญา มาตรา ๑๑๒ เช่นกัน โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานทหาร Cyber ขึ้นมาเป็นพิเศษ และมีนายทหาร คอยเฝ้าระวังการโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค ไลน์ หรืออื่น ๆ แล้วแจ้งความร้องทุกขฺ์ในทันที
...
ในส่วนขององค์กรตำรวจ ก็เช่นกัน มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยมีกองคดีอาญา เป็นฝ่ายเลขานุการ ในการพิจารณาว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ และควรมีความเห็นทางคดีอย่างไร เมื่อทำความเห็นเสร็จ ผ่านคณะกรรมการ ก็จะเสนอยังผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาสั่งคดีในท้ายที่สุด เพราะถือเป็นคดีความมั่นคงต่อรัฐ ที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคตัญ
....
ในส่วนของผม เคยทำงานในด้านนี้ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ และ เคยทำหน้าที่เลขาฯ ในปัจจุบัน ด้วยความรักและเคารพต่่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสสอนในปี พ.ศ.๒๕๔๘ ว่า การดำเนินคดีตาม มาตรา ๑๑๒ ทำให้พระองค์และสถาบันพระรมหากษัตรยิ์เดือดร้อน ผมเคารพพระองค์ท่าน จึงดำเนินการตรวจสอบและให้ดำเนินการเชิงป้องกัน เช่น การแจ้ง ICT ในการบล๊อกเวบไซต็ที่เลวร้ายเหล่านั้น ส่วนในคดีอาญา ผมก็ยึดมาตรา ๒ ป.อาญา คือ การตีความเคร่งครัด และยึดถือพยานหลักฐานที่ชัดเจนตามหลักการพิจารณาคดีอาญา ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และหลักจริยธรรมนักกฎหมายตลอดมา และพยายามจะรักษาให้ตรงมั่นต่อไป
.....
คราวหน้าจะเล่าเรื่อง จำนวนข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องซื่อสัตย์
แล้วประสบปัญหาถูกฟ้องร้อง ในแต่ละปี มีจำนวนเท่าใด การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่นั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญ ในการส่งเสริมกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ให้มีขวัญในการปฏิบัติงานให้ประชาชนสืบเนื่องต่อไปได้




 

Create Date : 29 กันยายน 2560    
Last Update : 29 กันยายน 2560 20:37:49 น.
Counter : 88 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ถึงเวลามีสหภาพแรงงานข้าราชการหรือยัง ?



ต่อเนื่องจากกระทู้ที่แล้ว ผมเห็นว่า ข้าราชการ มีเสรีภาพในการแสดงคิดเห็นและสามารถรวมตัวเป็นองค์กรแรงงานได้ ซึ่งตาม รธน. ๒๕๕๐ ก็ได้รับรองจน สำนักงาน ก.พ. ได้ออกกฎรับรองไว้ เป็นตัวแล้ว
......................
ผมขออนุญาตเล่าอย่างภาคภูมิใจนะครับว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาจากข้อเสนอของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งเป็นอาจารย์นิติฯ สาขาแรงงาน ใน มธ. ในสมัยนั้น ได้หยิบยกข้อเสนอในสารนิพนธ์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต ของพันตำรวจตรี ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ ที่เสนอต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปเสนอและได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
......................
ในสารนิพนธ์ดังกล่าว ผมได้ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการการจัดตั้งสหภาพแรงงานของข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจของประเทศต่าง ๆ เช่น ในสหรัฐอเมริกา เยอรมันนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ เพื่อเสนอให้เห็นว่า ประเทศต่าง ๆ ยินยอมให้ข้าราชการจัดตั้งสหภาพแรงงานของตนเอง เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่ควรจะเป็น ตลอดจนการต่อรองเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างและสภาพการทำงานของข้าราชการได้
......................
สำหรับเหตุผลของประเทศไทยที่สมควรจะมีสหภาพแรงงานข้าราชการ ในสมัยที่ผมเสนอนั้น มาจากสภาพปัญหา คือ ก่อนหน้านั้น ศาลจะไม่เข้าไปตรวจสอบดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาในการออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย กล่าวคือ ยังไม่มีการการคุ้มครองข้าราชการ ที่ถูกแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม หรือถูกคำสั่งทางปกครองอย่างไม่เป็นธรรมที่เพียงพอ รวมถึงระบบการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการบริหารงานบุคคลภายในองค์กรเอง ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะคณะกรรมการดังกล่าวมีองค์ประกอบที่ไม่เอื้อให้สามารถคัดง้างคำสั่งทางบริหารได้ นอกจากนี้ ยังมีการให้เหตุผลที่ไม่คุ้มครองว่า ข้าราชการคือ ข้าราชการ ย้ายไปไหน เงินเดือนก็เท่าเดิม ไม่ได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่าง ฯลฯ
......................
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงสมควรที่จะมีระบบสหภาพแรงงาน และมีกฎหมายคุ้มครองข้าราชการโดยตรงสำหรับการรวมตัวเป็นองค์กรแรงงาน หลายประการ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในปี พ.ศ.๒๕๔๖ ของผมอาจจะไม่ทันสมัยแล้วในปัจจุบัน แต่เชื่อว่า การมีสหภาพแรงงานข้าราชการ จะเอื้อให้เกิดการพัฒนาระบบราชการ และการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของข้าราชการหลายประการเช่นกัน เช่น หากมี กม.รองรับแล้ว เมื่อมีการกระทำที่ไม่เป็นธรรม องค์กรแรงงานที่เป็นนิติบุคคล ย่อมเข้ามาใช้สิทธิทางศาลแทนสมาชิกองค์กรในทันที ทำให้การใช้ดุลพินิจมีความระมัดระวังยิ่งขึ้น
.......................
ผมเชื่อว่า หากข้าราชการนั้นมีความสุข ได้รับความคุ้มครอง และได้รับความเป็นธรรมแล้ว เขาจะทำงานเพื่อประชาชนอย่างมีความสุขเช่นกัน และประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดในที่สุด




 

Create Date : 06 เมษายน 2560    
Last Update : 6 เมษายน 2560 18:23:26 น.
Counter : 257 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ข้าราชการก็มีหัวใจ : เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นพึงได้รับความคุ้มครอง





หลังจากที่ พ.ต.ท.เอกราชฯ สว.ธุรการ ได้เสนอความคิดเห็น "ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง" ต่อกฎหมายที่ห้ามรถยนต์กะบะบรรทุกผู้โดยสารแล้ว ถูกผู้ว่าราชการฯ สั่งให้ผู้การจังหวัดฯ ดำเนินการทางวินัย ตั้งกรรมการสอบสวน ผมได้พยายามเขียนประเด็นต่าง ๆ ให้เห็นไปแล้ว เช่น
...................
๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจที่จะมาสั่งการดังกล่าวหรือไม่ คำตอบ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีอำนาจดังกล่าวเลย เพราะผู้ว่าฯ กำกับดูแลราชการส่วนภูมิภาคเท่านั้น ซึ่งตำรวจ เป็นราชการส่วนกลาง
๒) ข้าราชการมีสิทธิในการเสนอความคิดเห็นหรือไม่ คำตอบคือ มีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ในการแสดงความคิดเห็นและการรวมตัวเป็นองค์กรแรงงานเพื่อต่อรองสิทธิประโยชน์และสภาพเงื่อนไขการจ้าง เช่น สวัสดิการและเงินเดือน ซึ่งกรณีนี้ ได้รับการรับรองโดย รธน. ๒๕๕๐ และ กฎ ก.พ. ที่เกี่ยวข้องกับการรวมตัวเป็นองค์กรหรือสหภาพแรงงาน
๓) นอกจากนี้ ผมยังได้ยกมติคณะรัฐมนตรี ปี พ.ศ.๒๔๙๙ ที่ต้องการส่งเสริมประชาธิปไตย ให้ข้าราชการร่วมกิจกรรมทางการเมือง และเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่จะต้องไม่แต่งเครื่องแบบบราชการหรือเครื่องแบบพรรคการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับในหน้าที่การงานหรือช่วยเหลือกัน
๔) อีกทั้ง ยังได้นำกฎเกณฑ์ของทหารสหรัฐฯ ในการเข้ามีส่วนร่วมกิจกรรมาทางการเมืองต่าง ๆ มาให้ดูอีกส่วนหนึ่งด้วย
.................
ที่ยกมานั้น ก็ต้องแสดงว่า โลกที่เจริญแล้ว เขาไปถึงขั้นไหนกันแล้ว ทำไม องค์กรราชการไทย จึงยังติดยึดว่าข้าราชการพูดอะไรไม่ได้เลย
..................
ผมเห็นว่า กรณี พ.ต.ท.เอกราชฯ แม้จะไม่ได้ประกาศชัดแจ้งว่า จะพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ก็ตาม พ.ต.ท.เอกราชฯ จะพูดว่า พูดในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย ฯลฯ เพื่ออธิบาย ถึงข้อดีข้อเสีย และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนตรากฎหมาย ก็ไม่ได้ผิดอะไรแม้แต่นิดเดียว
..................
ข้าราชการ มีเสรีภาพเช่นเดียวกับประชาชน แม้จะถูกครอบด้วยวินัย หรือ สมรรถนะในการเป็นราชการก็ตาม แต่การกระทำใด ๆ ที่จะถูกจำกัดนั้น ต้องมีเหตุผลที่ยิ่งใหญ่มาก คือ ความเสื่อมทรามหรือภัยต่อความอยู่รอดของรัฐเท่านั้น หากไม่มีภัยที่ชัดแจ้งจากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญฯ กติกาสากลที่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ( Free Speech ) และเสรีภาพในการรวมตัวเป็นองค์กรแรงงานตาม ICCPR ที่ไทยยอมรับผูกพัน ย่อมคุ้มครองข้าราชการทุกคนที่จะแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้
..................
การที่จะมีการตั้งคณะกรรรมการสอบสวนทางวินัย โดยทราบอยู่แล้วว่า พ.ต.ท.เอกราชฯ ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ หรือ กติกาสากลที่ไทยยอมรับผูกพัน และไม่มีข้อวินัยที่ชัดแจ้งในการห้ามมิให้ข้าราชการพูด ย่อมจะนำวินัยเล็กน้อย ๆ ที่เป็นบทกวาดหรือเหมารวม สำหรับตำรวจ คือ ข้อหาว่า "ประพฤติตนไม่สมควร" มาใช้เป็นโทษต่อ พ.ต.ท.เอกราชฯ ย่อมไม่ถูกต้อง
...................
การตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย พ.ต.ท.เอกราชฯ จึงอาจจะถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งให้เขาเสียหาย อันถือเป็นเจตนาพิเศษ ตาม ป.อาญา มาตรา ๑๕๗ ได้อีกด้วย
..................
จากสิ่งที่ พ.ต.ท.เอกราชฯ กล่าวไว้ จึงอยู่ในข่าวที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญทุกประการ อีกทั้ง พ.ต.ท.เอกราชฯ ซึ่งเป็นข้าราชการ ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตยเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การเสนอความคิดเห็นติชมโดยสุจริตในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย จึงได้รับการคุ้มกันทุกประการ หากจะห้ามข้าราชการไม่ให้พูดใด ๆ ( หรือให้พูดเฉพาะป้อยอ) ย่อมเป็นการลดทอนความเป็น "มนุษย์" ของข้าราชการนั้น อันถือว่าเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของข้าราชการโดยชัดแจ้ง ซึ่งถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตรง
...................
ในขณะที่ประเทศไทย ต้องการพัฒนาไปสู่ ไทยแลนด์ ๔.๐ ซึ่งต้องส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ กล้าหาญที่จะเสนอความคิด และนวัตกรรมสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อความเจริญงอกงามของประเทศ ซึ่งไม่เพียงประชาชนทั่วไปเท่านั้นที่จะรวมสร้างสรรค์ ราชการนี่แหละที่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาและมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว แต่ถ้าระบบราชการ กลับเลือกที่จะกดข้าราชการมิให้พูดเรื่องใด ๆ กรณีนี้ ย่อมถือเป็นการขัดต่อนโยบายรัฐบาลโดยตรงด้วย




 

Create Date : 06 เมษายน 2560    
Last Update : 6 เมษายน 2560 20:51:48 น.
Counter : 350 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ข้าราชการตำรวจ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายไม่ได้จริง ๆ หรือ



ตามที่มีข่าว พ.ต.ท.นายหนึ่ง วิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงเสนอแนะให้การตรากฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์กะบะ ที่ห้ามผู้โดยสารนั่งที่กะบะท้ายในเชิงข้อเสนอแนะว่า การตรากฎหมายจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นเสียก่อน

ปรากฎว่ามีการตั้งกรรมการสอบวินัย โดยกล่าวหาว่ากระทำการไม่เหมาะสม ขัดต่อนโยบายรัฐบาล รวมถึงต่อต้านไม่เคารพกฎหมาย ฯลฯ อะไรมากมาย

ผมเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวของผู้บังคับบัญชานั้น ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย รวมถึงขัดต่อหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้ง หากข้าราชการไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ หรือวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐได้เลย ก็จะเป็นการลดทอนความเป็นคนของข้าราชการนั้นเอง ทำให้ข้าราชการ กลายเป็นหุ่นยนต์ หรือเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่มีศักดิศรีความเป็นคนหลงเหลืออยู่เลย


ความจริงแล้ว ข้าราชการ ก็ถือเป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่เสียภาษีให้กับรัฐ และมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป แต่จะมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะการทำให้เสื่อมทรามทางวินัยอันกระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างร้ายแรง แต่ถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นทั่วไป ข้าราชการก็จะได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะนับแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นต้นมา ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของข้าราชการในการแสดงความคิดเห็นและการรวมตัวเป็นองค์กรแรงงาน เช่นเดียวกับ สหภาพแรงงานด้วย แม้จะมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิไม่เท่ากับแรงงานในภาคเอกชนก็ตาม

นอกจากนี้ ข้าราชการ ยังมีสิทธิในการเข้ากลุ่มและทำกิจกรรมกับพรรคการเมืองได้ โดยรัฐบาลไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2499 เป็นต้นมา ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพในการเข้าทำกิจกรรมทางการเมืองได้ด้วย ภายใต้ข้อจำกัดบางปรการ ที่เบาบางมาก เช่น

ระเบียบสำนักคณะรัฐมนตรีว่าด้วยยมารยาททางการเมืองของ ข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2499

ระเบียบดังกล่าว กำหนดไว้ว่า ข้าราชการพลเรือนจะนิยมหรือเป็นสมาชิก ในพรรคการเมืองใดๆ ที่ต้งัโดยชอบดว้ยกฎหมาย และจะไปในการประชุมของพรรคการเมืองน้นั เป็นการ ส่วนตวัก็ได้แต่ในทางที่เกี่ยวกบั ประชาชนและในหน้าที่ราชการจะตอ้งกระท าตัวเป็ นกลาง ปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐบาลโดยไม่ค านึงถึงพรรคการเมือง และต้องไม่กระทา การอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม ดังต่อไปน้ี

(1) ไม่ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองใดๆ เว้นแต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภท 2 หรือ ข้าราชการการเมือง
(2) ไม่ใช้สถานที่ราชการในกิจการทางการเมือง
(3) ไม่วิพากษ์จิารณ์การกระทำ ของรัฐบาลให้ปรากฏแก่ประชาชน
(4) ไม่แต่งเครื่องแบบราชการไปร่วมประชุมพรรคการเมือง หรือไปร่วมประชุมในที่ สาธารณสถานใดๆ อันเป็ นการประชุมที่มีลักษณะทางการเมือง
(5) ไม่ประดับเครื่องหมายพรรคการเมืองในเวลาสวมเครื่องแบบราชการหรือในเวลาราชการหรือ ในสถานที่ราชการ
(6) ไม่แต่งเครื่องแบบของพรรคการเมืองเข้าไปในสถานที่ราชการ
(7) ไม่บังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือประชาชนเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใดและไม่กระทา การ ในทางให้คุณให้โทษ เพราะเหตุที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนนิยมหรือเป็นสมาชิกใน พรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นโดยชอบดว้ยกฎหมาย
(8) ไม่ทำการขอร้องให้บุคคลใดอุทิศเงินหรือทรัพยส์ินเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง 1 มาตรา 82 (9) “ต้องวางตัวเป็ นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นที่ เกี่ยวขอ้ งกับประชาชน กับจะตอ้ งปฏิบตัิตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของ ข้าราชการด้วย”
(9) ไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมือง ใดๆ ให้เป็ นการเปิดเผยในที่ประชุมพรรคการเมือง และในที่ที่ปรากฏแก่ประชาชน หรือเขียน จดหมายหรือบทความไปลงหนงัสือพิมพ์หรือพิมพห์ นงัสือหรือใบปลิวซ่ึงจะจา หน่ายแจกจ่าย ไปยังประชาชน อันเป็ นข้อความที่มีลักษณะของการเมือง
(10) ไม่ปฏิบัติหน้าที่แทรกแซงในทางการเมือง หรือใช้การเมืองเป็นเครื่องมือเพื่อกระทา กิจการ ต่างๆ อาทิเช่น วิ่งเต้น ติดต่อกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมืองเพื่อให้น าร่าง พระราชบญั ญตัิหรือญตัติเสนอสภาฯ หรือต้งักระทูถ้ามรัฐบาล
(11) ในระยะเวลาที่มีการสมคัรรับเลือกต้้งสมาชิกสภาผแู้ทนราษฎร ไม่แสดงออกโดยตรงหรือโดย ปริ ยาย ที่จะเป็นการช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกต้ัง และในทางกลับกัน ไม่กีดกนั ตา หนิติเตียน ทับถม หรือให้ร้ายผู้สมัครรับเลือกต้ง

เมื่อวิเคราะห์การกระทำของ พ.ต.ท. รายดังกล่าวแล้ว ด้วยเหตุผลทางวิชาการ กฎหมาย กติกาสากล และเหตุผลที่ต้องการให้มีส่วนร่วมทางการเมืองในการสร้างกติกาประชาธิปไตย การที่ข้าราชการ เป็นประชาชนที่เสียภาษี และการเสนอแนะทางกฎหมายโดยการเสนอแนะให้มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนก่อนตรากฎหมายใด ๆ จึงเห็นว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของ พ.ต.ท. รายนี้ ไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดวินัย แต่ประการใด และแม้จะมีวินัยห้ามวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ก็จะต้องถือว่า วินัยนั้น ขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญ และระเบียบสำนักคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น

ผมจึงเห็นว่า การสั่งการให้ตั้งกรรมการวินัยสำหรับ พ.ต.ท. รายนี้ ไม่น่าจะถูกต้องตามกฎหมายใด ๆ




 

Create Date : 05 เมษายน 2560    
Last Update : 5 เมษายน 2560 20:49:54 น.
Counter : 797 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ข้าราชการตำรวจ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายไม่ได้จริง ๆ หรือ



ตามที่มีข่าว พ.ต.ท.นายหนึ่ง วิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงเสนอแนะให้การตรากฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์กะบะ ที่ห้ามผู้โดยสารนั่งที่กะบะท้ายในเชิงข้อเสนอแนะว่า การตรากฎหมายจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นเสียก่อน

ปรากฎว่ามีการตั้งกรรมการสอบวินัย โดยกล่าวหาว่ากระทำการไม่เหมาะสม ขัดต่อนโยบายรัฐบาล รวมถึงต่อต้านไม่เคารพกฎหมาย ฯลฯ อะไรมากมาย

ผมเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวของผู้บังคับบัญชานั้น ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย รวมถึงขัดต่อหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้ง หากข้าราชการไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ หรือวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐได้เลย ก็จะเป็นการลดทอนความเป็นคนของข้าราชการนั้นเอง ทำให้ข้าราชการ กลายเป็นหุ่นยนต์ หรือเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่มีศักดิศรีความเป็นคนหลงเหลืออยู่เลย


ความจริงแล้ว ข้าราชการ ก็ถือเป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่เสียภาษีให้กับรัฐ และมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป แต่จะมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะการทำให้เสื่อมทรามทางวินัยอันกระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างร้ายแรง แต่ถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นทั่วไป ข้าราชการก็จะได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะนับแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นต้นมา ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของข้าราชการในการแสดงความคิดเห็นและการรวมตัวเป็นองค์กรแรงงาน เช่นเดียวกับ สหภาพแรงงานด้วย แม้จะมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิไม่เท่ากับแรงงานในภาคเอกชนก็ตาม

นอกจากนี้ ข้าราชการ ยังมีสิทธิในการเข้ากลุ่มและทำกิจกรรมกับพรรคการเมืองได้ โดยรัฐบาลไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2499 เป็นต้นมา ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพในการเข้าทำกิจกรรมทางการเมืองได้ด้วย ภายใต้ข้อจำกัดบางปรการ ที่เบาบางมาก เช่น

ระเบียบสำนักคณะรัฐมนตรีว่าด้วยยมารยาททางการเมืองของ ข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2499

ระเบียบดังกล่าว กำหนดไว้ว่า ข้าราชการพลเรือนจะนิยมหรือเป็นสมาชิก ในพรรคการเมืองใดๆ ที่ต้งัโดยชอบดว้ยกฎหมาย และจะไปในการประชุมของพรรคการเมืองน้นั เป็นการ ส่วนตวัก็ได้แต่ในทางที่เกี่ยวกบั ประชาชนและในหน้าที่ราชการจะตอ้งกระท าตัวเป็ นกลาง ปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐบาลโดยไม่ค านึงถึงพรรคการเมือง และต้องไม่กระทา การอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม ดังต่อไปน้ี

(1) ไม่ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองใดๆ เว้นแต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภท 2 หรือ ข้าราชการการเมือง
(2) ไม่ใช้สถานที่ราชการในกิจการทางการเมือง
(3) ไม่วิพากษ์จิารณ์การกระทำ ของรัฐบาลให้ปรากฏแก่ประชาชน
(4) ไม่แต่งเครื่องแบบราชการไปร่วมประชุมพรรคการเมือง หรือไปร่วมประชุมในที่ สาธารณสถานใดๆ อันเป็ นการประชุมที่มีลักษณะทางการเมือง
(5) ไม่ประดับเครื่องหมายพรรคการเมืองในเวลาสวมเครื่องแบบราชการหรือในเวลาราชการหรือ ในสถานที่ราชการ
(6) ไม่แต่งเครื่องแบบของพรรคการเมืองเข้าไปในสถานที่ราชการ
(7) ไม่บังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือประชาชนเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใดและไม่กระทา การ ในทางให้คุณให้โทษ เพราะเหตุที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนนิยมหรือเป็นสมาชิกใน พรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นโดยชอบดว้ยกฎหมาย
(8) ไม่ทำการขอร้องให้บุคคลใดอุทิศเงินหรือทรัพยส์ินเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง 1 มาตรา 82 (9) “ต้องวางตัวเป็ นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นที่ เกี่ยวขอ้ งกับประชาชน กับจะตอ้ งปฏิบตัิตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของ ข้าราชการด้วย”
(9) ไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมือง ใดๆ ให้เป็ นการเปิดเผยในที่ประชุมพรรคการเมือง และในที่ที่ปรากฏแก่ประชาชน หรือเขียน จดหมายหรือบทความไปลงหนงัสือพิมพ์หรือพิมพห์ นงัสือหรือใบปลิวซ่ึงจะจา หน่ายแจกจ่าย ไปยังประชาชน อันเป็ นข้อความที่มีลักษณะของการเมือง
(10) ไม่ปฏิบัติหน้าที่แทรกแซงในทางการเมือง หรือใช้การเมืองเป็นเครื่องมือเพื่อกระทา กิจการ ต่างๆ อาทิเช่น วิ่งเต้น ติดต่อกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมืองเพื่อให้น าร่าง พระราชบญั ญตัิหรือญตัติเสนอสภาฯ หรือต้งักระทูถ้ามรัฐบาล
(11) ในระยะเวลาที่มีการสมคัรรับเลือกต้้งสมาชิกสภาผแู้ทนราษฎร ไม่แสดงออกโดยตรงหรือโดย ปริ ยาย ที่จะเป็นการช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกต้ัง และในทางกลับกัน ไม่กีดกนั ตา หนิติเตียน ทับถม หรือให้ร้ายผู้สมัครรับเลือกต้ง

เมื่อวิเคราะห์การกระทำของ พ.ต.ท. รายดังกล่าวแล้ว ด้วยเหตุผลทางวิชาการ กฎหมาย กติกาสากล และเหตุผลที่ต้องการให้มีส่วนร่วมทางการเมืองในการสร้างกติกาประชาธิปไตย การที่ข้าราชการ เป็นประชาชนที่เสียภาษี และการเสนอแนะทางกฎหมายโดยการเสนอแนะให้มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนก่อนตรากฎหมายใด ๆ จึงเห็นว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของ พ.ต.ท. รายนี้ ไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดวินัย แต่ประการใด และแม้จะมีวินัยห้ามวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ก็จะต้องถือว่า วินัยนั้น ขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญ และระเบียบสำนักคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น

ผมจึงเห็นว่า การสั่งการให้ตั้งกรรมการวินัยสำหรับ พ.ต.ท. รายนี้ ไม่น่าจะถูกต้องตามกฎหมายใด ๆ




 

Create Date : 05 เมษายน 2560    
Last Update : 5 เมษายน 2560 20:49:49 น.
Counter : 45 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

BlogGang Popular Award#13


 
POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 73 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.