*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

TOEFL, iPod และ ความอยาก

ช่วงนี้ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ................ อิทธิพลเหนือรูมเมทครับ คือ น้องเติ้ล ผู้ที่ผมให้สัญญานามว่า "เป็นคนของประชาชน" ประมาณว่า บุรุษผู้มีลักษณะนิสัยที่น่าเคารพ กราบไหว้ บูชา มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ฯลฯ จนเกินจะพรรณนาได้




ที่ว่าทำตัวเป็นเหมือนผู้เผด็จการ เหนือเพื่อนร่วมห้องพัก ก็เรื่อง การทบทวนตำรา เตรียมสอบ TOEFL นั่นแหละครับ ซึ่งผมนำตัวอย่างที่ ผมบังเอิญ ผ่านไปพบเห็นเพื่อนคนนึงมาจากเมืองไทย แล้วมาอยู่ที่ชิคาโก้ เรียนภาษาอังกฤษ เอาจริงเอาจังมาก เพื่อนแชมป์นี่ เป็นเพื่อนร่วมรุ่น สมัยเรียน โท นิติฯ ธรรมศาสตร์ เขาซื้อ iPod มา แล้วโหลดโปรแกรม iTunes จาก //www.apple.com

หลังจากลงโปรแกรมนี้เสร็จแล้ว จะพบว่ามีหัวข้อรายการที่เรียกว่า Podcasts ซึ่งหัวข้อ Podcasts นี้ จะรายการย่อย ๆ เป็นต้นว่า Art, Business, Education, etc. และสิ่งที่น่าสนใจในรายการ Education คือ จะมีการเรียนการสอนออนไลน์ เป็นภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ รวมถึง English as Second Language (ESL) ด้วย

ผู้ที่เตรียมสอบ TOEFL ก็สามารถดาวน์โหลดเอาเทปบันทึกบทสนทนาต่าง ๆ ที่ทางเวปไซต์ จัดให้ฟรีเลยเนี่ย มาฟังได้ ซึ่งเพื่อนแชมป์ของผม ท่านก็จะดาวน์โหลด รายงานต่าง ๆ ที่เขาได้สมัครเป็นสมาชิกเอาไว้ ลงใน iPod แล้ว ฟังในระหว่างนั่งรถเมล์ รอรถเมล์ ฯลฯ ทำให้เขาพัฒนาภาษาอังกฤษได้รวดเร็วมาก ๆ

ผมได้ทดลองฟังแล้ว ในความเห็นของผมนั้น ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ในการฝึกการฟังภาษาอังกฤษ เนื่องจาก พูดชัดเจน และในอัตราที่ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป ได้ความรู้หลากหลายมาก ๆ โดยรายการบทสนทนาประมาณ ๑๐๐ กว่าบทสนทนา จะพูดถึงเรื่องต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การจัดโต๊ะอาหาร สิ่งที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ และบทสนทนา ส่วนใหญ่ จะมีการอธิบายเพิ่มเติมพิเศษด้วย เป็นต้นโดยรอบแรก จะพูดช้า ๆ พร้อมอธิบายคำศัพท์ Two-word verb, idoms, etc ด้วย แล้วจึงพูดในอัตราปกติ ที่ใช้ในการสนทนากันจริง ๆ (ซึ่งรวมถึง อัตราความเร็วที่ใช้ในการสอบจริง ๆ )

ผมเลย แนะนำ (ที่จริงบังคับ) ให้ รูมเมท ผมซื้อมาใช้ เพื่อฝึกทักษะการฟังให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากสิ่งที่นายต้น (รูมเมทอีกคน) และ ผมช่วยกันแนะนำ คือ การอ่าน Passages ภาษาอังกฤษ วันละ ๒ ชั่วโมง โดยประมาณด้วยกัน จากประมาณ ๕ ทุ่มถึง ตีหนึ่งทุกคืน ซึ่งมุ่งหมายจะยัดเยียดคำศัพท์ และ โครงสร้างประโยค รวมถึง ความรู้ทางไวยกรณ์ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ให้แก่เติ้ลมากที่สุด

เติ้ลเอง นอกจากจะเป็นคนของประชาชนแล้ว เติ้ลเอง เป็นคนที่มีความพยายามครับ แนะนำให้จัดตารางอ่านหนังสือ ฝึกเขียน ฝึกทำแบบฝึกหัด วันละ ๕ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย นอกจากการเรียนภาษา IEI ในห้องเรียนปกติ ตอนนี้ ก็เห็นตารางแล้ว และเขาลงมือทำแล้ว แนะนำให้เขาซือ iPod เอามาโหลดไปฟัง ตอนนี้ น้องเขาจัดการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็น iPod รุ่น Classic มีหน่วยความจำขนาดใหญ่ถึง ๘๐ หน่วย สีขาวสะอาด สวยงาม สามารถโหลดบทสนทนา บทบรรยาย ข่าวสาร ฯลฯ ไปฟังได้อย่างไม่จำกัด ในราคา เฉียด ๓๐๐ เหรียญ

ผมในฐานะคนแนะนำ และ ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ ได้รับมาจาก รร. สอนภาษาของ อ.สงวน วงศ์สุชาติ ที่เสาชิงช้า (ซึ่งผมว่า เป็น รร. สอนภาษาที่ดีที่สุด ) ก็หวังว่า ในเวลาอีกไม่เกิน ๓ เดือน หากเติ้ล "เดินสายกลาง ในการประพฤติปฎิบัติตนในการเป็นคนของประชาชน" และ หากว่าเพื่อน ๆ ที่เคยใช้สอย ไหว้วาน นายเติ้ล ได้แสดงความเห็นใจ รู้ว่า นายเติ้ล จะต้องเตรียมรับศึกหนักในการสอบ TOEFL ที่ใกล้เข้ามาถึงในอีก สองสามเดือนข้างหน้า (แล้วไม่ใช้สอยเขาอีก) อีกทั้ง หากว่า นายเติ้ล มีวินัยในตัวเองพอ ปฎิบัติได้ตามตาราง อ่านหนังสือ คงเส้นคงวา ฯลฯ ประกอบกันแล้ว รับรองว่า สิ่งที่เขารอคอยมานาน กว่า ๑ ปี ย่อมอยู่ไม่ไกลเป็นแน่




ตอนนี้ เมื่อเห็น iPod ของไอ้เติ้ลแล้ว ....มันก็เกิดปัญหาสำหรับผมอะดิครับ ................. ผมอยากได้ iPod มั่งอะดิครับ ...... เฮ้อ ทำไงดี จะรอไว้ตอนใกล้ ๆ จะกลับ กลางปีหน้า เพื่อดูว่ามันลดราคา และพัฒนารุ่นใหม่อีกหรือไม่ หรือว่า จะซื้อแล้วใช้มันซะตอนนี้เลย ... แต่คิดไปคิดมา ก็ติดที่มันแพงนี่แหละครับ ทำให้ตัดสินใจยาก .... กล้องถ่ายภาพของผม ใช้เวลาเกือบ ๒ ปี ในการพิจารณาตัดสินใจ ไอ้เจ้า iPod นี้ ไม่รู้จะใช้เวลาเท่าไหร่ ....




หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่บังเอิญผ่านมา แล้วมีเพื่อนจะเตรียมสอบ TOEFL และเพื่อนคนนั้นที่มีตังค์น้อย ก็ไม่ต้องซื้อหรอกนะครับ iPod ที่ว่า แค่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ดาวน์โหลด iTunes มาแล้ว ก็เข้าฟังได้ฟรี เช่นเดียวกันครับ




น่าเสียดายที่สมัยผมเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองไทย ไม่มีได้มีเวลาเตรียมตัวอะไรมากมาย โดยเฉพาะการฟังนี่ เป็นภาคที่ผมได้คะแนนห่วยที่สุด (เพราะตั้งแต่เด็กไม่ได้มีโอกาสหัดฟังภาษาอังกฤษมาก่อนเลย ไม่มีเคเบิ้ลให้ได้เห็น ฯลฯ ) ตอนเรียนเพื่อสอบ TOEFL นี่ ต้องเดินทางไปถึง รร. อ.สงวนฯ ก่อน ๐๖.๐๐ น. เรียนจนถึง ๐๘.๐๐ น. เดินทางไปทำงานต่อที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เย็นกลับมาเรียนจนถึงเกือบเที่ยงคืน อยู่เยี่ยงนี้ สองเดือนกว่า ๆ เกือบทุกวัน โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์นี้ เช้าจรด ค่ำ เรื่อยไป กว่าจะได้เรื่องได้ราว ....

สุดท้าย ... เอาเป็นว่า เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เตรียมสอบ TOEFL ครับ ผมเข้าใจดีว่า คนได้คะแนนห่วย ๆ ไม่ถึง ๕๐๐ คะแนน แล้วต้องทำให้ ๕๕๐ หรือ เกือบ ๖๐๐ ในระยะเวลาสั้น ๆ นั้นมันยากเย็นขนาดไหน แต่ถ้าผมทำได้ รับรองเพื่อน ๆ น้อง ๆ ก็ทำได้ครับ ขอให้ขยัน อดทน ก็พอครับ




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 13:13:23 น.
Counter : 728 Pageviews.  

เรียนภาษาอังกฤษที่เมืองนอก เพื่อเตรียมตัวเรียนต่อดีไหม ....

ช่วงนี้ เป็นช่วงที่ ผมลอง ๆ ทำตัวเป็นอาจารย์ติว TOEFL ให้เพื่อนคนไทย ที่มาเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกามาประมาณ ๑ ปีแล้ว ประกอบกับ มีน้อง ๆ คนไทย ที่เข้ามาอ่าน blog ผม ส่งจดหมายอิเลกทรอนิกส์ มาถามว่า หากภาษาอังกฤษไม่ดี จะมาเรียนภาษาอังกฤษ ในอเมริกา สัก ๓ เดือน แล้วเรียนต่อปริญญาโท ในสหรัฐฯ เลยจะดีไหม




โดยประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่า หากพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีในระดับหนึ่ง แล้วมาหวังว่า การเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกา เพื่อเตรียมตัวเรียนต่อปริญญาโท ฯลฯ เลย โดยคิดว่าจะทำให้ภาษาอังกฤษดีขึ้น นั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง และน่าจะเป็นการสูญเปล่าเลยด้วยซ้ำ

มีเหตุผลหลายประการที่ผม ได้ข้อสรุปเช่นนั้น ประการแรก คือ การเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย นั้นค่าใช้จ่ายต่ำกว่า การเรียนในต่างประเทศอย่างมาก เป็นต้นว่า หากเรียน คอร์สคำศัพท์ หรือ คอร์สโทเฟิ่ล ในเมืองไทย แพงที่สุด ก็อาจจะสองหมื่นบาท ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะให้เวลาเรียน พร้อมเวลาในการใช้ห้องสมุด ฯลฯ รวม ๆ ก็สัก ๖ เดือน หากตีเป็นเงินสหรัฐ ก็ประมาณ ๕๐๐ เหรียญ เศษ ๆ แต่หากมาเรียนในอเมริกา ค่าเรียน ๓ เดือน ก็สัก ๔,๐๐๐ เหรียญ โดยประมาณ (ซึ่งแตกต่างกันไปตามระดับของโรงเรียน ซึ่ง รร. ของเอกชน ก็อาจจะแพงกว่า รร. ของรัฐบาล) ทั้งนี้ ยังไม่รวมค่ากินอยู่ในอเมริกา ที่ตก ๆ เดือนละ ประมาณ ๑,๐๐๐ เหรียญ (หากกินอยู่อย่างประหยัด)

ประการที่สอง การเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะ การสะสมคำศัพท์ (ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ) และ การเรียนไวยกรณ์ รวมถึง การอ่าน เรียนเป็นภาษาไทย จะมีความเข้าใจได้ดีกว่า (อย่างน้อยสำหรับตัวผมเอง) และ โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่ในความเห็นส่วนตัวของผม ที่ว่าดีมาก ๆ สำหรับการอ่านตำราเรียนชั้นสูง ก็คือ รร. ของ อ.สงวน ฯ นั้น จะให้คำศัพท์ที่มากมายมหาศาล จนแม้แต่ฝรั่งระดับทั่วไป ไม่เคยเจอคำศัพท์ เหล่านั้นด้วยซ้ำไป และคำศัพท์ กับสำนวนต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ในการเรียนการสอน ที่เราต้องเน้นการอ่าน เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาบทเรียน ก่อนไปเข้าห้องเรียนจริง อย่างมาก

ผมยกตัวอย่าง โรงเรียนกฎหมายที่ผมเรียนเองนั้น นักศึกษา จะต้องเตรียมตัวอ่านตำราไปก่อน ต่อวิชา ประมาณ ๓๐ ถึง ๕๐ หน้า (แล้วแต่ความโหดของอาจารย์ที่สอน) ผมเรียนรอดมาได้ ก็เพราะ ได้เรียนรู้ความหมายของ คำศัพท์ที่ผมได้มาตอนอยู่เมืองไทย ในขณะที่เรียนกับ อ. สงวนฯ ประมาณ ๓ เดือนเศษ ๆ ทั้งนั้น มาเรียนรู้คำศัพท์ เพิ่มเติม ก็เพียงวิชาเฉพาะ ที่มีคำศัพท์ที่ ไม่พบในภาษาอังกฤษทั่วไป เท่านั้น ในขณะที่ผมสังเกตเห็น คนที่มาเรียนภาษาในอเมริกา ไม่ได้รู้คำศัพท์มากมายอะไรเลย

ผมไม่แปลกใจว่า ทำไม คนที่พื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะดีมาก่อน แล้วมาเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกา ไม่ค่อยจะได้อะไรมาก การเรียนภาษาอังกฤษ มันต้องใช้เวลาสะสม อ่านมากมาย ขยันหมั่นเพียรสม่ำเสมอ ต้องอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด ท่องศัพท์ ฯลฯ วัน ๆ หนึ่ง ต้องไม่ต่ำกว่า ๕ ชั่วโมง ซึ่งอาจจะมีช่วงพักแค่ สัก ๒๐ นาที โดยจะต้องฝึกฝนต่อเนื่องตลอดไป ไม่ใช่แค่ มาเรียนสามเดือน สี่เดือน แล้วจะเข้าใจได้หมด ในโรงเรียนสอนภาษาของฝรั่ง จึงเป็นการสอนตามรูปแบบที่ มีการสอนนิดหน่อย แล้วกระตุ้นให้เด็กคิด และแสวงหาเองเอง ไม่มีการยัดเยียด หรือ ป้อนคำศัพท์จำนวนมหาศาล อย่างที่สอนในเมืองไทย ที่เรามักจะพบเจอมา ระยะเวลาที่มาเรียนสั้น ๆ เพียงไม่กี่เดือน หรือ แม้จะเป็นปีแล้ว ก็อาจจะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง

บางท่านอาจจะมีข้อถกเถียงว่า มาเรียนในอเมริกา ย่อมจะดีกว่า เพราะมีบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อม กลิ่นอายแห่งวิถีชีวิตของเขาจริง ๆ สำเนียงภาษา ย่อมดีกว่าของอาจารย์สอนที่เป็นคนไทยเป็นแน่ อันนี้ ย่อมเป็นเรื่องจริง ที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ว่ามันจะเหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานภาษาดีแล้วเท่านั้น เพราะคนที่มีพื้นฐานภาษาดี ต้องการเพียงการดึงความรู้ความชำนาญในด้านคำศัพท์ ฯลฯ มาใช้ในการพูด ที่ต้องการฝึกฝนด้วย แต่หากไม่มีพื้นฐานทางคำศัพท์ และ พื้นฐานทางไวยกรณ์ ที่ดีแล้ว อย่าได้หวังเลยว่าจะสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ วิชาการต่าง ๆ ในห้องเรียน ที่ต้องมีการอ่านอย่างรวดเร็ว จำนวนมาก เป็นสำคัญ เพราะการเรียนในห้องเรียนจริง ๆ ก็ไม่ค่อยจะมีการอธิบายอะไรกันมาก อยู่ดี ต้องอาศัยการอ่านเอง เป็นจำนวนมากอีกเช่นกัน

ขณะนี้ ผมก็มีหลักฐานสนับสนุน จำนวนมาก เพราะเห็นน้อง ๆ ที่มาเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกา ที่ตั้งใจร่ำเรียน ฯลฯ ก็ไม่ได้รู้คำศัพท์ที่สำคัญ และใช้ในการอ่านบทความ หรือ ตำราเรียน อะไร เห็นแต่พูดได้ในระดับที่ใช้ในชีวิตประจำได้ เท่านั้น




ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตอบคำถาม นักเรียนที่ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ มาถามผมว่าจะเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกา เพื่อเตรียมตัวเรียนต่อดีไหม อย่างไม่ลังเลว่า หากมีพื้นฐานภาษาดี สอบ TOEFL ได้คะแนนระดับดีพอสมควรแล้ว ก็ควรจะมา แต่หากยังไม่เห็นแสงริบหรี่ที่ปลายถ้ำเลย ก็เรียนที่เมืองไทย แล้วฝึกฝนให้หนักเถิด อย่าได้มาเสียตังค์ฟรี ๆ เลย ถ้าล้มเหลวในที่สุดแล้ว จะยิ่งทำใจไม่ได้




หมายเหตุ: เมื่อกลางปีที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ริเริ่มโครงการให้เด็กที่ได้ทุนมาเรียนภาษาที่ โรงเรียนสอนภาษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในรัฐเล็ก ๆ ทางภาคตะวันออกของอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า "ดี" ในแง่ทำให้เด็กที่ได้รับทุน รู้จักกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่า เด็กที่ได้ทุนเหล่านั้น ได้อะไรจากโรงเรียนสอนภาษาที่เขามาเรียนอย่างไรบ้าง แต่สำหรับผม ถ้าเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ผมจะส่งเสริมให้พวกเขาเรียนหลักสูตร คำศัพท์ ฯลฯ ในเมืองไทย ด้วยกันแทนที่จะส่งมาอยู่ในอเมริกายาวนาน ก่อนจะเริ่มจริง มากกว่า

ผมเชื่อว่า รร. อ. สงวนฯ น่าจะให้ประโยชน์ ได้ดีกว่า การมาเรียนภาษาอังกฤษในอเมริกา หากมีเครื่องมือที่วัดได้จริงแล้ว หากความเชื่อของผมผิดแล้ว ผมยินดีจะให้ตัดทุนเล่าเรียนของผม โดยไม่มีเงื่อนไข เริ่มตั้งแต่ ก.ค. ๒๕๕๑ เป็นต้นไปได้เลยครับ










 

Create Date : 22 ตุลาคม 2550    
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 13:12:31 น.
Counter : 642 Pageviews.  

TOEFL EXAMINATION

This article is dedicated to anyone who needs to take a TOEFL examination, as my roommate. Mr. Kitticoon is one of my best friends in my life. He needs to take TOEFL exam as I had to do in the last four years. I know how tensional prior to taking this exam because I had ever subjected to at that time. Here is my old experience about this exam and I thought it might be useful for anyone if interested. I hope you, including my roommate, can do as I did in the past as well.




Whenever I heard "What does the man imply?" in TOEFL examination question, I have to confess to myself that I indeed hate hearing it. I did take TOEFL exam in 2002 and 2003 around three times. I had never felt even in a single moment that it was only a banana. It was very difficult for me to infer what the man did convey to the other in the listening part of TOEFL.

My English skill was extremely poor, especially for listening. As a result, my score in the first part of TOEFL test was mediocre (I should have indicated that it was rather poor.) However, I am lucky enough to get fairly good score because I could do it better in other parts, particularly, in writing part.

It was very tensional for any person who subjects to this unfamiliar examination. TOEFL sucks - all unskilled English students like me might be in the same boat. When I was a child, my family could not afford even any cable TV; as a result, I have never thought that I will have any chance to study in the United States. English is not my interest. I would read any English article whenever necessary. Whenever I was able to avoid reading English, I had never missed. However, after I had got a scholarship, I had to take this fucking examination. My score was so poor and it was under 500 for paper base test (but it could be incremental more than 600 eventually.)

In 2002, after learning that I had many shortcomings in English skills, I need to enhance it as soon as possible. I attended many English School, for example, Kaplan, Aims, and SLS or อ.สงวน วงศ์สุขาติ. I read many books facilitating me to better my English skills. What I have learnt was that practice and accumulation of English skills is indispensable. Particularly, vocabulary is the most important for every part of TOEFL exam.

According to Kaplan Institute's research, ordinary students can speed up their scores but they need to practice around 6-8 hours daily. Typically, they can obtain 60 points higher in six months. Under my own perspective, reading, and writing parting might be easier to improve than listening one. For instance, I took from three to five hours a day for listening practice around three months prior to taking the test, but I got the lowest score every time I took this suck examination.

I am personally positive that any person is capable of increasing his score in any part if s/he accumulates many and enough necessary English terms. Writing is the exemplar for this standing. Besides the facts that it needs the well-organized ideas, including supporting details, the various vocabularies are very crucial. For this reason, s/he needs to learn how to gain new vocabularies as well as their functions - adj, adv, etc. Consequently, reading more and more, including recording any new word, might be the best method to achieve this end.

I am impressive with this statement "To be caught in the action of reading." It encourages anyone to keep reading to gain his/her knowledges. This commission -- to be caught in the action of reading -- is helpful in gaining higher score in other parts of TOEFL. Many books recommend that student (should) read various kinds of articles, ranging from science to arts. Most suggest that "Don't write without reading." This caution is exactly precise. The more you read, the better expertises you will be able to establish your own ideas in writing part and reading part. Reading is also beneficial to you when you need to do your research in grad school. For this reason, reading is highly recommended to do even after you pass the exam.

Most books also suggest that you need to routinely keep practicing in doing TOEFL exam as if you must do in the real test. In other words, and most importantly, to complete TOEFL exam easily, you need to do any practice likewise you have to do in the real exam. For instance, you need to sit at your own study desk at least three hours without going to any place even going to bathroom. I share the same idea as those suggestions. To be successful in obtaining higher score, I cannot agree with those recommendations more that "Discipline and positive thought are the most important for you to keep fighting." After you have practiced regularly, you have to review and analyze as SWAT methods so that you can realize what you have to do to achieve the end.




Therefore, I would like to encourage you, Mr. Kitticoon, or any person who is interested in taking this suck exam, to keep fighting. Practicing everyday is much more necessary. No shortcut for gaining English skill. I know you guys can do it. Good luck for the looming examination on this Oct 26, 2007. For Mr. Kitticoon, we, Ton and I, are looking forward to hearing your good news and we will celebrate by Wine in our kitchen.




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2550    
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 13:12:11 น.
Counter : 391 Pageviews.  

Ego! Ego! Ego!

แต่เดิม บล๊อกนี้ เขียนเป็นภาษาอังกฤษ (เนื่องจากคอมพิวเตอร์ของผมพังอยู่) เพื่อสะท้อน "อัตตา" ที่พบมาสด ๆ ร้อน ๆ แต่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันและสื่อสารได้อย่างไม่ผิดพลาด ผมจึงได้ยืมเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อนมาใช้ เพื่อเขียนเล่าเรื่องเป็นภาษาไทยอีกที




เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อวันสองวันก่อนนี้เอง โดยมีคนถามในห้อง "ไกลบ้าน" ว่า จะเรียน ป.เอก กับ เรียนกฎหมาย ในสหรัฐฯ ในหลักสูตร Juris Doctor ไปพร้อม ๆ กันจะดีไหม ก็มีความเห็นหลากหลายกันไป ที่เข้ามาตอบกันในหัวข้อนี้

โดยปกติ ผมมักจะเข้าไปตอบคำถาม ที่พอจะตอบได้ในห้องไกลบ้าน โดยเฉพาะเมื่อมีคำถามเกี่ยวกับการเรียนกฎหมายในสหรัฐฯ เท่าที่ที่รู้เสมอ ๆ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะผมกำลังเรียนในโรงเรียนกฎหมายของสหรัฐฯ อยู่ในขณะนี้นั่นเอง (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมต้องรู้ทุกเรื่องหรอกนะครับ)

สำหรับแล้ว การเรียน ป.เอก กับ กฎหมาย ไปพร้อม ๆ กัน นับว่าเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะเรียนกฎหมาย ก็ต้องอ่านหนังสือเยอะ ในระดับที่คนธรรมดาจะทำได้ คือ ประมาณ ๓๐ ถึง ๔๐ หน้า ต่อวิชา ถ้าเรียนหลายวิชา ใน ๑ วัน ก็อ่านเพิ่มขึ้นไปหน่อย เป็น ๖๐ ถึง ๘๐ หน้า ซึ่งสำหรับผมแล้ว ก็หนักหนาสาหัสสากรรจ์เลย เพราะภาษากฎหมาย ค่อนข้างยากกว่าภาษาอังกฤษทั่วไปอยู่ค่อนข้างมาก ยิ่งเป็นการให้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหาโดยทฤษฎีกฎหมาย ยิ่งเข้าใจยากยิ่งนัก ...

ในกระทู้ดังกล่าว ก็มีหลายท่าน ที่เรียนในโรงเรียนกฎหมาย จากประเทศอังกฤษ บอกว่าเขาต้องอ่านหนังสือหนักกว่า นักเรียนในสหรัฐมากฯ คือ ประมาณ วันละ ๑๐๐ หน้าบ้าง หรือ ๒๕๐ หน้าบ้าง .... อืม ผมคิดดูแล้ว ... เออ มันช่างดูยิ่งใหญ่เสียจริง ๆ ฟังดูแล้ว เท่ห์ไม่น้อย ที่จะบอกใคร ๆ ว่า ตัวเอง ต้องอ่านหนังสือ วันละ ๑๐๐ หน้า หรือ ๒๕๐ หน้า ต่อ ๑ คืน

โอ้ ..... มันยอดมากเลยเจ้านาย .... แต่ผมทำไม่ได้หรอกครับ ขอรับสารภาพตรง ๆ ว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง ผมคงฆ่าตัวตายแน่ ๆ ผมได้สำรวจความสามารถในการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษของเด็กไทยทั่วไป อย่างเก่ง ๆ ก็แค่ ไม่เกิน ๑๕ หน้า ต่อชั่วโมง สำหรับการอ่านกฎหมายนะครับ ไม่ใช่แค่ การดูรูปภาพ หรือ กราฟ เท่านั้น สำหรับมือใหม่ หัดขับนี่ ๖ ถึง ๘ หน้า ต่อชั่วโมง อ่านแล้วเข้าใจดี ก็หรูมาก ๆ

สำหรับผมในปีที่สามในการเรียนในสหรัฐฯ ความเร็วในการอ่านของผม ก็ยังไม่มากนัก ยังอยู่ที่ ๑๐ ถึง ๑๒ หน้า ต่อชั่วโมง (คือแบบเข้าใจพอสมควรนะครับ ) แล้วแต่ความยากหรือง่ายของเนื้อหาในวิชาการนั้น ๆ เพื่อน ๆ บางคนที่เรียนภาษาอังกฤษมาแต่เล็กแต่น้อย ก็อาจจะอ่านได้เร็วกว่าผม

หากเป็นกรณีของผมแล้ว ถ้าต้องอ่านจำนวน ๒๕๐ หน้า ต่อ คืน เอา ๒๕๐ เป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วย ๑๐ หน้าต่อชั่วโมง ก็ ๒๐ ชั่วโมง ...โอ้โห ..... ผมจะเอาเวลาที่ไป กิน ไปนอนกันละนั่น

หากจะคิดว่า เด็กไทยคนนั้น อ่านหนังสือได้เร็วมาก แบบยกให้อ่านเร็วแบบเด็กเจ้าของภาษา คือ ประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ หน้าต่อชั่วโมง ก็ต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ ชั่วโมง อย่างเร็วที่สุด ..... ผมก็ว่า อย่างนี้ ก็ยังหาเวลากิน ขี้ ปี้ นอน ได้ลำบาก เรียกได้ว่า แทบไม่ต้องพักผ่อนกันเลยนะนั่น

อืม ผมปลงครับ เพราะผมคงไม่สามารถไปเรียนที่อังกฤษได้หรอก .... เพราะต้องอ่านหนังสือ วันละ ๒๐ กว่าชั่วโมง ไปเรียนในห้องเรียน ในแต่ละวัน ไหนเลย ผมจะต้องเดินทางอีก ซักผ้าอีก กินข้าอีก ฯลฯ ไม่กล้าไปเหยียบถิ่นผู้ดีอังกฤษกะเขาหรอกครับ ถ้ามีใครให้ผมไปเรียนอังกฤษ ผมฆ่าตัวตายเลยดีกว่า




ที่จริงเรื่องนี้ ที่อยากจะกล่าว ก็คือ เรื่อง "อัตตา" นี่แหละ ผมว่าจะคุยอะไรให้ตัวเองดูดี ดูเท่ห์ นั้น ก็ต้องดูเหตุดูผล ให้สอดคล้องกันหน่อย อยากจะให้คนอ่านรู้สึกว่าตัวเองนั้น "เจ๋ง" ฯลฯ ก็ต้อง คิดคำนวณให้รอบคอบกันสักนิดครับ

ปล. ผมไม่ได้คุยเรื่องความสามารถของตัวผมหรอกครับ .... ที่สำคัญ ผมก็ไม่คิดว่า ผมจะทำได้หรอก ให้เอาไปฆ่าให้ตาย ผมก็ยืนยันว่า ผมทำไม่ได้ ถ้าต้องอ่านหนังสือ วันละ ๒๕๐ หน้า เป็นภาษาอังกฤษนะครับ ... แม้จะต่อให้ผมอ่านเป็นภาษาไทย ก็คงไม่มีความอดทนขนาดนั้น ... ใครทำได้ ผมก็อนุโมทนา สาธุ ด้วยครับ (ต่อไปนี้ คือ ความเดิม ที่เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษครับ)




I believe that everyone know what really an "Ego" means. This story will be relating to it and my opinion which I have posted my opinion about studying in Juris Doctor (JD) program and Ph.D. in Klaiban web board. [See details please click this link.]

I always opin something I know from my life whenever there is some question about law school in the United States. In my understanding, one Ph.D. student would like to study in JD program while simultaneously studying in Ph.D. program. I think it is too tough, especially for me, to study in such both program at the same time.

I also explain about the way of life that JD. students will survive in this professional school. For example, I have enumerated that law students have to prepare themselves through reading the assignment around 30-40 pages for ever class they attend. That means they might have to read around 60-80 pages per days if they study only 2 classes in a day.

Some students, who are either studying or graduating from England, demonstrate that learning in American law school is much easier than studying in the school of law in England. They boast that they have to read around 100 pages per nights to prepare for next class. Some students illustrated that they had to read around 1,000 pages per week.

Oh! I am very thankful to my Lord Buddha in that I don't have to go to study in the very difficult school like those located in England. According to those opinions, law students in England have to read around 1,000 pages per week; that is 4,000 pages per month and it is totally at least 16,000 pages per semester. If they have to study five classes, they have to read more than 20,000 pages in such short period of time.

It is vey lucky to me enogh in that I have a good opportunity to study in the very easy institutes American law schools. In my point of view, it, however, is very practicle to assign the students to read the books before class not more than 40 pages per class. To me, I don't occupy very high potential to read and catch up all material I read if I have to read as much as 100 pages a night.

Even though I have to read in Thai language around 100 pages a night, I have no capability to grasp all materials from what I read. Particularly, when I have to read the law book writen in English, which I don't want to boast myself how fast I can do, to me it is much more perplexing to understand than those writen in Thai.

In fact, the English legal terms are highly different from the regular English language. Even those JD students who are american always complain about its difficulity. I am very positive to say that even any person who can get the 660 score in TOEFL test, it is not easy for them to understand those books. Why can I do it without any problem? Yep, I do have many problems especially in the specific area of law I am not familiar with.

I would like to ask you guys, my friends in bloggangs, whether you can read such colosal assignment like 100 pages per night? Supposedly, it is writen in Thai language. How much can you catch up and grasp those material facts or rule of law from what you read?

I try to eliminate my "Ego." Frankly, I cannot do something very difficult like those guys who study in England. However, I am very doubtful about some facts that I have ever heard. Why do many students who graduated from law school in England always complain when they come to study in the second LL.M. program in the United States?

Some day, I might have to go to proove it by myself. I might have to do something else. Go to study law in England ! Maybe I will be able to obtain such an enlightenment !!!!!!!!

P.S. My computer is broken for a while; then, I cannot write anthing in Thai. Please forgive me a huge apology!




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 13:11:50 น.
Counter : 426 Pageviews.  

LAW SCHOOL RANKING

Presently, USNew.com is very highly influent to all American students as well as international students. One of several reasons to explain why they care much about ranking of the school, which they would like to attend, is to assure that they will be able to find a job after they graduate from universities. Law school ranking released by USNews.com is widely accepted, but exponentially criticized, by employers who are seeking the advocacy or in house lawyer or even a law professor in professional school.

Several criteria applied to measure the law school performance are doubtful in term of its proprieties and trustfulness. Many distinguished scholars in the legal professional career call for this ranking company to reconsider its criteria. For instance, the first criterion is peer review and attorney's confidence in law professors of each law school. USNew.com will ask all law professors to evaluate the potential of other law school professors. It also requests the judges to estimate those ones to judge which law school should be better than others. In addition, this ranking company also asks the attorney, but most of them around 30% work in big law firms located in New York, to rank quality or the esteem of law school professors in the United States to classify which one is better than others. How can they know the performance of other law schools all over the United States? Do they have to guess or do they consider based on which law school they graduated from? Does it make sense to measure a law school performance?

The other suspicious criteria, such as the financial support employed in law school to their law students, the employment rate for graduates in past 6 months and past 9 months of each law school, the bar examination passage rate of the recent graduates, are humongously manipulable by each law school. No organization will examine if the school report about those one is perfectly true. While those factors are suspicious but employed by this ranking company, other tangible criteria, which should have been applied as the main factors to evaluate the law school performance, are spurned by this commercial ranking company. For example, the valuable articles written by a law professor are not the factor to weigh the law school performance, as well as the capacities of law school library are treaded on disdainfully by this commercial company as well. How can we trust this commercial ranking company? Do these factors based on the monetary status of law school?

However, it looks like nobody concerns about those ridiculous factors; most employers and law schools as well as law students have no alternative. As a result, students have to use such preposterous measurement when they seek some school to attend; the employer will consider which law school that the employee candidate graduated from. Importantly, without any choice, all of law schools have to adapt themselves to touch the "high" standard of USNews suspicious ranking.

For example, my law school launched by my Dean commenced several things to enhance my law school ranking last year. Dean Hurd pursuaded law school alumni to rais fund so that this law school can decrease the number of first year law student to gain the higher LSAT score and higher grade of the applicants. She sucessfully accomplished this campaign by decreasing around 50 persons from first year group and simultaneously she relentlessly hires new highly distinguished academic professors from other law schools moving to my law school. LSAT score, and grade as well as the number of professor per students are worthy to be used as ranking measurement, but those are not crucial factors used by USNews.com as what I said in the first paragraph although they should have been the vital factors.

It sounds like my Dean's attempt is excellent enough to lift up my law school to higher ranking. Evaluating from her endeavor, that is, LSAT of first year student is higher than top 15 of the nation; the rate of professor per student is higher than top 17 of the nation, etc, my law school ranking will be at least in top 20 of the United States. Unfortunately, in accordance with new law school ranking of the USNew.com, a new ranking of 2006 is the same as that in 2005 because this ranking company does not measure the law school performance in this year. Here is the 2006 law school ranking, which is actually the one of 2005 ranking: click it. The question is that my law school should eliminate an opportunity to study in JD program of those 50 students because of this preposterous ranking measurement!

Good luck for those of you who want to seek some law school in the U.S. to attend for this year. Please use this ridiculous ranking for your good future because it is worldly accepted even though it is absolutely nuts, and it does not matter to me at all! To me, I am positive that if you are sedulous enough, you are able to otain the legal knowledge much higher than one who does not take any attention in the higher ranking law school. Some law school will hire the distinguished scholars to be used merely as a ranking measurement, rather than a valuable person to teach its students, especially the international students. Additionally, there still are numerous reasons why I don't think that any student who attends higher ranking law school will be far more intelligent than one who attend lower ranking one. Consequently, do it your best, and do what you think!




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 8:22:55 น.
Counter : 448 Pageviews.  

1  2  3  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 79 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.