*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

English is Funny !!

ภาษาอังกฤษวันนี้ เสนอคำว่า Sanctimonious ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ ขยายลักษณะคุณสมบัติของบุคคล ครับ

วันนี้ อ่านข่าว ศ.ดร. ผู้เคร่งครัดทางศีลธรรมจรรยา ประกาศห้ามรณรงค์เกี่ยวกับการประชามติรัฐธรรมนูญด้วยการใช้ไลน์ คลิป หรือข้อความ แล้ว ทำให้นึกถึงคำภาษาอังกฤษคำหนึ่ง คือ Sanctimonious อ่านว่า แซงค์ ติ โม้ เนียส
คำว่า Sanctimonious ตามคำศัพท์แปลว่า เสแสร้าง แกล้งทำ แสดงตนเป็นคนดีมีศีลธรรมจรรยาสูงสุด ว่าตนเองถูกต้องเหนือใคร (hypocritical show of religious devotion, piety, righteousness, etc.) ถ้าจะใช้คำศัพท์ให้ง่ายลง ก็อาจจะใช้คำว่า Hypocrite ซึ่งอ่านว่า ฮิบโป คริท เหมือน ฮิปโป ที่ดูมันเชื่องช้า น่ารัก แต่ความจริง แม่งโหดมากครับ ฮิปโป ตัวผู้ จะฆ่าลูกตัวเองเสมอ ๆ ครับ
คำนี้ ในความหมายดั้งเดิม ที่ใช้ในอดีต ปัจจุบันไม่ใช่้แล้ว (obsolete) แปลว่า ศักดิ์สิทธิ์ น่าเคารพ หรือ holy, sacred แต่ปัจจุบัน ถือว่าล้าสมัย ไม่ใช้ในความหมายนั้นอีกต่อไปแล้ว
รากศัพท์ คำนี้ คำว่า Sanct แผลงมาจาก Saint ที่แปลว่า พระเจ้า หรือ เทพ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของบุคคลที่ได้รับการยกย่องในศาสนาคริสต์ ว่าเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนา และการดำรงชีวิต (any of certain persons of exceptional holiness of life) หรือ บุคคลที่มีศีลธรรมสูงส่งหรือทำคุณาประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างมาก (virtue or benevolence) อย่างไรก็ตาม คนที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็น Saint นั้น ปกติจะได้รับการเชิดชูเมื่อได้สิ้นชีวิตไปแล้ว
คำว่า Saint จะมีคำย่อ (abbreviation) ว่า St. ซึ่งจะหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำว่า St. จึงนำไปใช้คำว่า Statute ซึ่งหมายถึงบทบัญญัติกฎหมาย หรือรัฐบัญญัติที่มีความศักดิ์สิทธิด้วย รวมหมายถึงคำว่า state หรือ รัฐ ที่มีความเป็นปึกแผ่นของบูรณาการทางดินแดน (territory) ประชากร (population) และอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) กับการมีองค์กรที่ใช้อำนาจบริหาร คือ รัฐบาง(government) ด้วย
คำว่า Sanctimonious จึงแตกต่าง และตรงข้ามกับคำว่า Regretful (adj) ที่แปลว่า รู้สึกเสียใจ, Remorseful (adj), repentant (adj), repent (v), repentance (n) ซึ่งแปลว่า รู้สึกสำนึกผิดแบบจริงจังจริงใจ รวมถึง คำง่าย ๆ ที่เรารู้สึก คือ ว่า Sorry (adj) , sorrow (n) เป็นต้น เนื่องจาก Sanctimonious แปลง่าย ๆ คือ ตอแหล ในภาษาไทยเรานั่นเอง
นอกจากนี้ การรู้สึกสำนึกผิดจริงจังจริงใจ ยังมีคำว่า penitence (n) compunction (n) compunctious (n) ส่วนคำใกล้เคียงกัน ก็คือ compassion (เห็นอกเห็นใจ) หรือ compassionate (adj) - sympathetic, merciful เป็นต้น
ลองกลับมาทบทวน คำว่า compunction ครับ คำนี้ มาจาก Punct ที่แปลว่า ทิ่มแทง หรือ แปลว่า Bang, Dig, pierce, puncture, penetrate ซึ่งหมายถึง การมีเพศสัมพันธ์ ในภาษาแสลง แต่คำว่า Punct หรือ ทิ่มแทงนั้น ถ้านำมาใช้กับ Com เป็น compunction จึงแปลว่า เข็มที่ทิ่มแทงหัวใจร่วมกัน จนรู้สึกผิดเจ็บปวดรวดร้าว กลายเป็นสำนึกผิดขึ้นมาครับ
สำหรับภาษาอังกฤษวันนี้ เมื่อเรียนรู้แล้ว ก็อย่าทำตัว Hypocrite (n) หรือ เป็นคนที่ Sanctimonious (adj) หรือ ง่าย ๆ คือ อย่าทำตัวตอแหลครับ !!
ปล. อย่าลืมนะครับ การทำตัวตอแหล (Sanctimonious) เป็นเรื่องที่เลวร้ายน่าตำหนิ (Blameworthiness) ก็จะมีคนอื่นตำหนิมากมาย ซึ่งคำว่า ตำหนิจะมีคำที่ใช้ หลายคำ เช่น reprimand, reprove, reproach, reprehend, condemn, criticize เป็นต้น
ปล.๒ ขอบคุณ อ.สงวน วงศ์สุชาติ รร.เสริมหลักสูตร ที่สั่งสอนให้ความรู้ภาษาอังกฤษผมมาจนสามารถ จบ ป.เอก ได้ กราบเท้า ณ ที่นี้
-----------------------------------
ภาษาอังกฤษวันละคำ
สืบเนื่องจากข่าว มีการประกาศห้ามใช้คำว่า รากหญ้า หรือ grass·roots แต่ให้ใช้คำว่า คนมีรายได้น้อย (under privilege - the poor) แทนคำว่า "รากหญ้า" ผมจึงขอนำคำว่า รากหญ้า หรือ grass roots มากล่าวในรายการ ภาษาอังกฤษ วันละคำ ครับ
คำว่า grass roots นั้น เป็นคำนาม หมายถึง ประชาชนทั่ว ๆ ไป ซึ่งไม่มีบทบาทเป็นชั้นผู้นำในพรรคการเมือง สังคม หรือองค์กรใด ๆ (leadership หรือ elite of a political party, social organization) และยังอาจจะรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฎิบัติที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใด ๆ ( the rank and file)
นอกจากนี้ ยังอาจจะหมายถึง ชุมชนในชนบท ซึ่งส่วนใหญ่ทำการเกษตร อีกทั้ง คำนี้ จะมีความสำคัญในฐานะที่พื้นฐานอันสำคัญของสังคม หรือพื้นฐานของแนวคิด กฎเกณฑ์ หรือสิ่งใด ๆ ที่สำคัญ
คำว่า grass-roots ถ้าเขียนแบบนี้ จะทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ มีความหมายว่า เกี่ยวข้องกับสามัญชนคนธรรมดาที่แยกได้จากกลุ่มชนชั้นผู้นำทางการเมืองการปกครอง ครับ
ในทางการเมืองโดยทั่วไป คนในระดับรากหญ้า จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของประเทศที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ที่นโยบายพรรคการเมืองจะต้องหยั่งเมล็ดลงรากหญ้า ดังเช่น ประโยคจากเว็บไซต์dictionary.com จะเขียนว่า To really influence the grass roots, young democrats will need to start laying their seeds for change. ซึ่งก็หมายความว่า เผื่อที่จะเอาชนะใจของคนรากหญ้า นักการเมืองคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว จำเป็นจะต้องเริ่มจากการหว่านเมล็ดพืชพันธุ์ทางความคิดไปยังรากหญ้าเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม คำว่า grass roots ไม่ได้มีความหมายสะท้อนถึง "คนที่มีรายได้น้อย" แต่อย่างใด หากจะเปรียบเทียบ grass roots ก็จะหมายถึง fundamental level หรือ ระดับพื้นฐานของสังคม ที่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการประเทศหรือองค์กรเท่านั้น ไม่ใช่เพราะเขายากจนแต่ประการใด
หากจะดูความหมายจากแหล่งอ้างอิงอื่น ๆ เช่น Urbandictionary.com แล้ว จะพบว่า grassroots หมายถึง คนในระดับท้องถิ่น หรือปัจเจกชนทั่วไป ซึ่งใช้กับการเคลื่อนไหวของคนระดับพื้นฐานของทุกองค์กร ตั้งแต่การเมือง การศึกษา ศิลปะ หรือการเคลื่อนไหวของคนระดับทั่วไปในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสามัญชนคนธรรมดา ตัวอย่างเช่น My friends and I started a grassroots campaign to oust the oligarchal university board of trustees. ซึ่งแปลว่า ผมกับเพื่อน ๆ ได้รณรงค์ในกลุ่ม นศ. ทั่วไป เพื่อขับไล่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เผด็จการอำนาจนิยม เป็นต้น
คำว่า grass roots ยังหมายถึง รากฐานของปัญหา (the essential foundation or source) เช่น ว่า The problem was attacked at the grass roots. แปลว่า ปัญหานี้ ได้ถูกค้นพบถึงต้นตอหรือสาเหตุที่แท้จริงแล้ว
โดยสรุปแล้ว คำว่า grass roots หมายถึง common people, folk(s), citizens ที่เป็นพื้นฐานของสังคม หรือองค์กรใดองครหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือความร่ำรวย หรือยากจนแต่ประการใด
เมื่อกล่าวถึงคำว่า root แล้ว ก็ควรจะรู้เพิ่มเติมอีกนิดเกี่ยวกับคำนี้ เพราะตัวมันเองแปลว่า รากหญ้า หรือรากของต้นไม้ แต่ถ้าคำนี้ ถูกใช้ในสำนวน root up หรือ root out จะมี่ความหมายใหม่ คือ การถอนรากถอนโคน หรือ extirpate, exterminate, remove completely, eradicate, eliminate, wipe out, หรือ obliterate ซึ่งแปลว่า การทำลายล้าง รวมถึงการใช้เป็นสำนวน เช่น root and branch จะหมายถึง ทำลายล้างทั้งหมดทั้งปวง อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น to destroy something root and branch. แต่ถ้าใช้ take root จะหมายถึง การติดตั้ง การปลูก หรือ การซ่อมแซมครับ
ในทางตรงกันข้าม หากใช้นี้ กับ in เช่น root in จะแปลว่า การปลูกฝัง หรือ implant, establish deeply : ซึ่งจะใช้กับการศึกษา หรือการปลูกฝังทางวัฒนธรรม หรือกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม (Socialization)
เอาละครับ ที่นี้รู้แล้วนะครับ จะใช้คำว่า root อย่างไร ไม่เกี่ยวข้องกับ ความรวย ความจนหรอกนะครับ เห็นไหมครับ ภาษาอังกฤษ ง่ายนิดเดียว เรียนรู้สักนิด ต้อนรับ AEC ครับ
------------------------------
ช่วงนี้ ต้องเตรียมเอกสารเพื่อจัดการประชุม คณะกรรมการร่วมไทย-สหรัฐฯ หรือ Joint Committee ที่กำกับดูแลสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศ ILEA-Bangkok จึงต้องมีการแต่งประโยค (Sentence) ในภาษาอังกฤษ เพื่อเสนอให้ผู้บังคับบัญชาฝ่ายไทย ใช้ประกอบการประชุม ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๘ นี้
ภาษาอังกฤษวันนี้ อีก ๑ คน ผมจึงนำคำว่า Sentence มากล่าว คำว่า Sentence ใช้ในภาษาอังกฤษ ก็คือ ประโยคที่ต้องมีโครงสร้าง ประธาน กริยา กรรม / ส่วนขยายโดยสมบูรณ์ หากมีองค์ประกอบไม่ครบ ก็จะเป็น Phrase หรือ Fragment เท่านั้น
แต่ในภาษากฎหมาย Sentence หรือ Sentencing นั้น หมายถึง บทกำหนดโทษทางอาญา (Penalty / Punishment / sanction) ครับ หรือจะใช้เป็นคำกริยาก็ได้ ซึ่งก็จะเหมือนกับคำว่า penalize, punish or sentence เช่น The defendant was sentenced by death. คือ ถูกตัดสินประหารชีวิต หรือ จะเขียนว่า The defendant was subjected to death sentence.ก็จะมีความหมายอย่างเดียวกัน
สำหรับคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ Sentence ในทางกฎหมายก็จะมีหลายคำ เช่น คำว่า Verdict หรือ Judgment หรือ court decision. ซึ่งแปลว่า พิพากษา หรือคำพิพากษา ซึ่งก่อนจะมี Verdict ก็จะต้องมีการฟ้องร้องกล่าวหา หรือคำฟ้องเสียก่อน ฟ้องร้อง หรือ คำฟ้องร้อง เรียกว่า Alleged หรือ Indictment หรือ charge หรือ Action ก็เรียก โดยคำฟ้องที่ดำเนินคดีเป็นกลุ่ม จะเรียกว่า Class action แต่คำฟ้องรวม ๆ อย่างเป็นทางการ อาจจะเรียกว่า Prosecution ก็ได้ครับ
เมื่อมีการฟ้องร้อง ก็ต้องมี คู่ความ สำหรับโจทก์ เรียกว่า Plaintiff, ส่วนจำเลยเรียก Defendant เมื่อทั้งคู่ต้องมาต่อสู้คดีกัน ก็จะเรียกว่า การพิจารณาคดี (Trial) แต่ละฝ่ายจะต้องเสนอพยานหลักฐาน ( adduce evidence to the court) ให้ศาลพิจารณา และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หากเป็นคดีแพ่ง ก็จะเรียกมาตรฐานการชั่งน้ำหนักว่า Preponderance standard แต่ถ้าเป็นคดีอาญา เรียกว่า Prove beyond reasonable doubt. หรือพิสูจน์จนปราศจากสงสัยตามสมควร
กลับมาที่คำว่า Sentence ในทางกฎหมายนะครับ ซึ่งจะมีประเภทของ Sentence หลายประการ เช่น Imprisonment (จำคุก) fine (ปรับ) หรือมาตรการอื่น ๆ ทั้งนี้ การกำหนดโทษทางอาญา จะมีทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เช่น ทฤษฎีแก้แค้ทดแทน (retribution) ทฤษฎีการป้องกัน (deterrence) ทฤษฎีว่าด้วยการตัดความสามารถในการกระทำผิด (incapacitation) และทฤษฎีว่าด้วยการฟื้นฟูพฤติกรรม (rehabilitation) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กระบวนการลงโทษแบบประเพณีนิยมดั้งเดิม จะไม่คำนึงถึงสิทธิของเหยื่อ หรือ Victims' rights เลย กระบวนการข้างต้น จะเป็นกรณีที่ศาลกำหนดโทษตามพยานหลักฐานและดุลพินิจ (discretion) ของศาล ตามมาตรฐานการลงโทษ หรือ ยี่ต๊อก ที่กำหนดไว้ (Sentencing guideline) แต่เสียงของเหยื่อไม่เคยได้รับฟังเท่าไหร่เลย
เอาละครับ ต่อไปอ่านภาษาอังกฤษ เจอคำว่า Sentence ก็ต้องดูบริบทให้ดีว่า มันจะแปลว่าอะไรแน่ระหว่าง ประโยค กับ การลงโทษ หรือลงโทษครับ
-----------------------------------
ภาษาอังกฤษวันนี้ สืบเนื่องจากเมื่อคืนเจอด่านลอยตำรวจ สภ.บางบัวทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามยื่นมือเข้ามาในรถผู้เขียน แต่ผู้เขียนไม่ยอมเปิดกระจกให้เกิน 1 นิ้ว มืออ้วนๆ ของตำรวจพุลพลุ้ยๆ จึงเข้ามาในรถผู้เขียนไม่ได้ วันนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอคำว่า ด่านตรวจ หรือ check-point หรือ checkpoint ครับ
คำว่า checkpoint เหมือนการตั้งด่านของตำรวจ ในไทย ตำรวจไทยจะอ้างอำนาจในการตั้งด่านอยู่ 2-3 ประการ เช่น เพื่อตรวจค้นจับกุมปราบปรามยาเสพติด(drugs suppression) ตรวจจับอาวุธ ตรวจจับการเมาสุรา (DUI - Driving under influence) รวมทั้งตั้งด่านตามกฎหมายจราจร หรือแม้กระทั่งการรักษาความสงบเรียบร้อย (public order) ทั่วไป
การตั้ง checkpoint ของตำรวจไทย หากดูตามระเบียบ จะต้องมีป้ายเตือนล่วงหน้า (warning sign) ที่จะบอกระยะทางเพื่อให้ผู้ขับขี่ระวังลดความเร็ว มีนายตำรวจสัญญาบัตรควบคุม และมีเทคนิควิธีที่ทำให้ จนท. ปลอดภัยและไม่ละเมิดประชาชนเกินควร การยื่นมือเข้ามาในรถคนอื่นจึงต้องห้ามด้วยเหตุผลทั้งปวง
การตั้งด่านตรวจ หรือ checkpoint ถือว่าเป็นการกระทำการตรวจตรา (surveillance) ที่เกินกว่าการตรวจท้องที่ (patrol) ปกติ ที่ถือเป็นการค้น (search) ซึ่งเกิดขึ้นในสาธารณสถาน (public place) แม้เจ้าหน้าที่จะมีอำนาจมากกว่าการค้นในที่รโหฐาน แต่ก็ต้องมีข้อสงสัยตามสมควร (reasonable suspicion) โดยอาจจะพิจารณาจากข้อมูลอาชญากรรมในท้องที่ ข้อมูลจากสายลับ (informant) ไม่ใช่มะโนคิดเอง สงสัยเรื่อยเปื่อยไร้ข้อมูลสนับสนุน
ในอเมริกามีหลักปฏิบัติการตั้งด่านค้นว่า จะต้องเข้าเงื่อนไขตาม มาตรา 4 รธน. ที่แก้ไขเพิ่มเติม(The Fourth Amendment) คือมีข้อมูลและเหตุน่าสงสัยเท่านั้น ตั้งด่านลอยๆ เป็นการกระทำที่ขัดต่อ รธน. (Unconstitutional) พยานหลักฐานทั้งปวง ถือว่าได้มาโดยไม่ชอบ (illegally obtained evidence) จะต้องถูกตัดอิกจากการเป็นพยานหลักฐานตามหลักการตัดพยาย (exclusionary rule) ทุกอย่างที่ได้มาต่อเนื่องก็ถือเป็นผลไม้พิษ(fruit of poisonous tree) รับฟังไม่ได้ (inadmissibilty)
ตำรวจไทยละ เหมือนเดิม หลักการข้างต้นยังไม่ฝังลึกแม้จะมีคำพิพากษาฎีกาวางหลักไว้ข้างต้นแบบอ้มริกาก็ตาม เช่น ฏีกาที่ 8722/2555 วางหลักว่าตำรวจจะอ้างสงสัยลอยๆเพื่อขอค้นไม่ได้ ถือขัดกฎหมาย ป. วิ.อาญา ม. 93 และมีฎีกาก่อนหน้านี้อีกกรณี. แต่การตั้งด่านเถื่อนๆ ยังคงมีต่อไป
ศรพ. ขอสรุป เราต้อง. Stronger together (เมื่อคืนนอนคิดทั้งคืน อะไรแข็งๆ ดีนะ จนได้คำ้นี้ ผมคิดเองนะครัช 555 (ประชดนะครับ) ) ในการป้องกันสิทธิเราเอง. ผมหวังว่า เทิดสยาม บุญยะเสนา ซึ่งให้ข้อมูลผมบ่อยๆ รวมทั้งฎีกานี้ จะช่วยผมทำให้ตำรวจไทยเข้าใจและเคารพกฎหมายตามหลักนิติรัฐ/นิติธรรม (due process of law/ rule of law) มากขึ้น. และประชาชนชาวไทย หลงรักตำรวจไทยนั่นแหละครับ
รักตำรวจขนาดไหนนะเหรอ : เอาแค่ ประชาชนรักตำรวจมากถึงขนาดจะขู่ลูกๆ "อย่าร้องไห้นะ เดี๋ยวโตไปจะไม่ได้เป็นตำรวจ"
---------------------------
ภาษาอังกฤษวันนี้ เสนอคำว่า An inauguration อ่านว่า อิน น๊อก กุเร้ชั่น แปลว่าการเริ่มต้น ครับ
คำว่า Inauguration นั้น ใช้กับพิธีอย่างเป็นทางการ เช่น พิธีสาบานตนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ภายหลังการได้รับการเลือกตั้ง โดยสาบานตนด้วยการพูดต่อสาธารณะ (publicly takes his or her oath of office in front of a large crowd of spectators ) นอกจากนี้ ยังอาจจะกล่าวเพิ่มเติมถึงความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ คือ "inaugural address" หรือ "inaugural speech" เพื่อแสดงถึงความตั้งใจในการปฏิบัติงานของท่านประธานาธิบดี
ในอดีต คำนี้จะในราชพิธีตั้งแต่สมัยโรมัน ใช้กรณีที่ กษัตริย์ตรัสต่อสภาฯ ในคราวที่ขึ้นเถลิงราชสมบัติ ( A monarchical inauguration ) เรียกพิธีนี้ว่า a coronation or enthronement. คือ การสวมมงกุฎ (Coronation) หรือ การขึ้นนั่งบนบัลลังก์ (Throne) เป็นต้น ส่วนในศาสนาคริสต์ การทำพิธีรับตำแหน่งพระสันตะปาปา ก็ใช้คำว่า Papal Inauguration เช่นกัน
ปัจจุบัน นอกจากจะใช้กับพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีเพียง ๓๕ คำอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า "I do solemnly swear" หรือ ผมขอสาบานตนด้วยความตั้งใจอย่างสูงส่งว่า .... และจบลงด้วยการจูบคัมภีร์ไบเบิ้ล คำนี้ ก็อาจจะใช้กับการเริ่มแตำแหน่งหน้าที่การงานใหม่ ๆ อย่างเป็นทางการครับ
มาลองดูคำที่มีความหมายคล้าย ๆ กับการเริ่มต้นใหม่ คำสวย ๆ และใช้ในภาษาเขียนมากกว่าการพูดทั่วไป เช่น Commencement, inception, launching, initiation, investiture, installation, induction, originate หรือคำง่าย ๆ เช่น start หรือ opening ซึ่งไม่ได้แปลว่า กำลังเปิดอ้าซ่า แต่แปลว่า การเริ่มต้น ครับ
ในการเขียนเพื่อสอบ Writing จะต้องมีการโชว์ว่าเรารู้คำศัพท์ระดับสูงเยอะพอสมควร นอกจากแกรมม่าจะดีมากแล้ว คำศัพท์ก็ยังสำคัญมาก ๆ คำนี้ จึงอาจจะเขียนผสมกับคำอื่น เช่น Auspicious inauguration และถ้าแปลเป็นไทย ก็จะเรียกว่า ปฐมฤกษ์ ในพิธีต่าง ๆ ครับ
ที่นี้ ลองมาดูที่มากันหน่อยนะครับ สำหรับคำว่า ปฐมฤกษ์ หรือ auspicious นั้น แปลว่า ฤกษ์งามยามดี หรือ favorable, prosperous หรือ indicative of success นั้น มีที่มาจากประวัติศาสตร์โรมันโบราณ (Ancient Rome) ซึ่งทำนายจากการบินของนก ที่ผู้ทำพิธีจะปล่อยสู่ฟ้า หากนกบินได้ดี สง่างาม ปลอดภัย ฯลฯ ก็จะเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้าคุ้มครอง ถ้านกเกิดบินไม่ไหว ตกสู่พื้น ก็แสดงว่าโชคร้ายกำลังบังเกิด คำนี้ จึงเป็นที่มาของ นักทำนายหรือหมอดดู เรียกว่า “auspex”-es ซึ่งแปลตรงๆ ว่า “bird observer.” ซึ่งก็มาจากรากศัพท์ละติน avis (bird) กับคำว่า specere (to see) ซึ่งแปลทั้งโชคดีและโชคร้าย แต่สำหรับคำนี้ ในภาษาอังกฤษ จะใช้แปลว่า ผลลัพทธ์ที่ดี (favorable outcomes) เท่านั้น
คำว่า Bird ใช้กับการเริ่มต้น ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่นกจะตื่นแต่เช้าไปหาอาหาร แล้วร้องเพลง ปลุกมนุษย์ให้ตื่นขึ้นมาด้วย Bird ยังเปรียบเทียบกับคน เช่น Birds of a feather flock together เป็นสำนวน แปลว่า คนแบบเดียวกันก็ต้องอยู่ด้วยกัน หรือ Birds and the Bees แปลว่า การร่วมเพศสืบพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งใช้ในสำนวนเช่นกัน นอกจากนี้ ยังใช้ในคำสแลงหมายถึง ผู้หญิง หรือ การติดคุก เหมือนนกน้อยในกรงทอง ครับ
เอาละครับ ต่อไป ถ้าจะเขียนคำสุนทรพจน์ (speech /address) ก็ใช้คำว่า In an auspicious inauguration, on the behalf of ..... นะครับ
ปล. ขอบพระคุณ อ.สงวน วงศ์สุชาติ รร.เสริมหลักสูตร แห่งเสาชิงช้า ที่ให้ความรู้ดี ๆ กับกระผมในช่วงที่ได้รับทุนรัฐบาล ก.พ. ไปเรียนที่สหรัฐฯ จบ ป.เอก มาได้ เพราะอาจารย์สงวนสอนคำศัพท์เหล่านี้แท้ ๆ ครับ
-----------------------------------
ภาษาอังกฤษวันนี้ เสอนคำว่า Insomnia
คำว่า Insomnia ออกเสียงว่า อินซั้มเหนี่ย แปลว่า อาการนอนไม่หลับ หรือ sleeplessness ที่ร้ายแรง ถึงขั้นไม่สามารถจะนอนหลับได้เป็นปกติ ( a sleep disorder )
คนที่มีอาการ Insomnia นอกจากจะทำลายความสามารถในการทำงานในขณะที่ตื่นอยู่ (Functional impairment while awake) แล้วยังตามมาด้วยอาการโรคร้ายต่าง ๆ รวมถึงโรคหัวใจ อาการโรคนอนไม่หลับ อาจจะเกิดขึ้นในทุกช่วงอายุ และอาจจะเกิดขึ้นสั้น ๆ หรือระยะยาว (short term or long term ) ท้ายสุดอาจจะนำซึ่งปัญหาต่อความทรงจำ (memory problems) ความรู้สึกเศร้าหมอง หดหู่ ( depression ),ขี้หงุดหงิด (irritability) จนท้ายที่สุด นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ( heart disease) เป็นต้น
คำศัพท์ที่เกี่ยวกับ กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่นอน ก็มีอีกคำที่น่าสนใจ คือ Nocturnal ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ หรือ ADJ ที่จะต้องใช้เป็นคำขยายคำนาม หรือตามหลัง Verb to be แปลว่า ที่เกี่ยวกับเวลากลางคืน เช่น สัตว์ที่หากินเวลากลางคืน หรือหากินเวลาเวลากลางคืน เช่น a nocturnal predator คือ สัตว์ผู้ล่ายามราตรี nocturnal creatures สิ่งมีชีวิตที่หากินเวลากลางคืน a nocturnal journey การเดินผจญภัยในเวลางคืน เป็นต้น ส่วนคำที่ตรงข้ามกับคำว่า nocturnal คือ Diurnal อ่านว่า ได เออร์ นอล
เมื่อพูดถึงเวลาแล้ว เราก็อาจจะเคยเห็นคำที่ยากขึ้นไปอีกนิด คือ Equinox หรือ อิควิน๊อกซ์ ซึ่งเป็นคำศัพท์ทางดาราศาสตร์ หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี ซึ่งจะเกิดปีละ ๒ ครั้ง ซึ่งในวันนั้น จะทำให้มีเวลากลางวันเท่ากับเวลากลางคืน โดยปกติจะเกิดราววันที่ ๒๑ มีนาคม กับ วันที่ ๒๒ กันยายน ของทุกปี
หากดูรากศัพท์แล้ว Equinox มาจาก Equal + nox (night) ถ้ารู้อย่างนี้ จะทำให้เราจำคำว่า equinox ไม่ยากนัก โดยเฉพาะหากเราคุ้นเคยกับคำว่า สมดุลย์ เช่น คำว่า equation, equilibrium ที่แปลว่าสมดุลย์ เท่า ๆ กัน ด้วย
เอาละครับ ท้ายสุดครับ เดี๋ยวจะหาว่า ไม่ใช่ ศรพ. ตัวจริง เสียงจริง คำว่า Nocturnal ยังใช้กับคำทะลึ่ง ๆ ด้วยครับ แต่จะต้องใช้คู่กับคำอื่น เช่น emission ซึ่งแปลว่า discharge หรือ พุ่งออกไป ปล่อยออกไป เช่น คำว่า nocturnal emission จะหมายถึง การปล่อยให้พุ่งมาในเวลากลางคืน นั่นก็คือ ejaculation ( และมีคำที่เกี่ยวข้อง เช่น jerk หรือ jackoff ที่แปลว่าสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ) แต่ ejaculation คือ อาการหลั่งน้ำอสุจิ ซึ่งหากใช้คำว่า nocturnal emission จึงหมายถึงหลั่งน้ำอสุจิในเวลากลางคืน ซึ่งโดยปกติจะไม่รู้ตัว นั่นก็คือ "การฝันเปียก" นั่่นเอง
ส่วนการล่มปากอ่าว ก็คือ Premature ejaculation ซึ่งผมได้เคยเขียนในคำศัพท์ที่ผ่านมาแล้วเกี่ยวกับคำว่า ล่มปากอ่าว ไปบ้างแล้ว ลองย้อนอ่านดูครับ
--------------------------
ภาษาอังกฤษวันละคำ วันนี้ เสนอคำว่า Modus Operndi ครับ
เหตุผลที่นำคำยาก ๆ มากล่าวก่อน ก็เพราะว่า เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ขณะที่ผู้มีเหตุจะต้องไป ม.รามคำแหง ็ูุุ้ิัิิิ่้็ จึงบังเอิญได้ยินได้ฟัง ท่านผู้พิพากษาผู้ใหญ่ท่านนึง ึ่็ูุุ้ิ่ั ได้กล่าวถึงการปฏิบัติงานที่เป็นการไม่เคารพสิทธิประชาชน คือ การจัดทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่านเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษย์ และไม่เป็นประโยชน์ในทางเชิงพยานหลักฐานใด ๆ ผมจึงนึกถึงคำว่า Modus Operendi ขึ้นมาได้ แต่ก่อนจะกล่าวถึงคำนี้ ผู้เขียนจำเป็นต้องกล่าวหลักการพื้นฐานอื่น ๆ ซึ่งจะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษทางกฎหมายมากมายประกอบด้วย
คำว่า รับสารภาพ คือ Confession เป็นพยานที่ให้การด้วยปาก (Testimony) ซึ่งจะมีคุณค่ารับฟังได้ (Probative value) และน่าเชื่อถือ (Reliability) ก็ต่อเมื่อ คำรับสารภาพนั้นได้มาโดยสมัครใจ (Voluntary) ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ หรือทรมาน (torture) หรือปฏิบัติการที่รุนแรงเกินสมควร (Over oppressive) และในยุคปัจจุบัน การสอบสวนจะต้องปฏิบัติตามหลักการแห่งนิติรัฐและนิติธรรม (Due process of law) ที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนและหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหาเอาไว้ เช่น จะต้องมีทนายความ (Right to counsel) ต้องแจ้งเตือนให้ทราบถึงสิทธิที่จะไม่พูด (Right to remain silent) ฯลฯ ตำรวจจะต้องดำเนินการทั้งสองอย่างประกอบกัน คำรับสารภาพจึงรับฟังได้
ที่นี้ มาถึงแผนประกอบคำรับสารภาพ ต่อประเด็นที่ว่า มันไม่มีประโยชน์และไม่น่าเชื่อถือ รวมถึงละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา จริงหรือไม่ โดยหลักการที่ศึกษามานับพันปีนั้น ผู้เขียนขอยืนยันว่า คำรับสารภาพ คือ Voice of conscience หรือเสียงสั่งจากจิตใต้สำนึก หากได้กระทำการใดในการระบายออก จิตวิญญาณย่อมเป็นสุข ด้วยเหตุนี้ การจัดทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และการขอขมา จึงเป็นการเปล่งเสียงของจิตวิญญาณของผู้กระทำผิด ที่สำนึกในการกระทำผิด ในทางจิตวิทยาจึงน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง หากกระทำด้วยความสมัครใจ แต่การกระทำต่อหน้าสื่อมวลชน หรือแจ้งให้ประชาชนทราบก่อน เพื่อหวังผลเป็นการประจานนั้น เห็นว่าแม้จะไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของ คำรับสารภาพและเสียงสั่งแห่งจิตวิญญาณนั้นด้อยค่าลงไป หากจะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิด ก็จะต้องดำเนินการอีกส่วนหนึ่งต่างหาก
ในทางตรงกันข้าม มีพยานหลักฐาน (witness & evidence) ที่ถือว่ามีสิ่งนี้มีคุณค่าน่าเชื่อถือ และมีคำพิพากษาจำนวนมากยอมรับคุณค่าดังกล่าว หากได้ศึกษาในเชิงลึกลงไป การจัดทำแผนประทุษกรรม รวมถึงแผนประกอบคำรับสารภาพ มีมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยอิยิปต์โบราณ ในภาษาละตินเรียกว่า Modus Operndi หรือ MO. นับพัน ๆ ปีเลยทีเดียว
Modus operandi นั้น อธิบายได้ว่า เป็นภาษาละติน หมายถึง วิธีการกระทำการ ("method of operation") ซึ่งจะใช้ในการอธิบายถึงวิธีการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของธุรกิจ และวิธีการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา รวมถึงการจัดทำทะเบียนประวัติอาชญากร (criminal profiling) ซึ่งจะใช้ในเชิงจิตวิทยาที่อธิบายว่า ผู้กระทำผิดได้รู้วิธีการกระทำผิดเป็นอย่างดี จึงอาจเชื่อว่า จะมีการกระทำผิดโดยอาชญากรดังกล่าว เป็นต้น
หากจะลองพลิก ป.วิ.อาญา มาตรา ๒๒๖/๑ - ๒๒๖/๕ ดู จะพบว่ามีการอธิบายถึงแผนประทุษกรรม และการเชื่อมโยงถึงตัวกระทำผิด โดยเชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญ หรือเชี่ยวชาญในการกระทำผิดนั้น ดังนั้น หากจะสรุปโต้ง ๆ ว่า แผนประทุษกรรม หรือ แผนประกอบคำรับสารภาพนั้น ไม่มีคุณค่าเลย จึงเป็นเรื่องที่ผิดครับ บางทีบางเรื่อง เราอาจจะไม่คาดคิดว่า มีการศึกษาในเชิงวิชาการอย่างลึกซึ้ง โดยที่เราคิดไม่ถึงเลยนะครับ
------------------
ภาษาอังกฤษวันนี้ เสนอคำว่า กล้วย หรือ Banana ครับ
---------------
คำว่า กล้วย หรือ Banana ปกติใช้เรียกผลไม้ ผลสีเหลือง ยาว ๆ ใหญ่เล็กขึ้นกับพันธุ์กล้วยที่มีหลายร้อนพันธุ์ รสชาติแตกต่างกัน ซึ่งปกติจะมี คาร์โบไฮเดรต และโปแตสเซี่ยมในปริมาณสูง กล้วยจึงถูกยัดใส่ปากเด็กให้อิ่มท้อง และโตเร็ว โดยเฉพาะกินกับน้ำข้าวด้วยแล้ว ยิ่งซาบซึ้งยิ่งนัก เนื่องจาก โตมาจากกล้วยแท้ ๆ
แต่คำว่า Banana ยังใช้ในหลายความหมาย เช่น ๑. แปลว่า ง่าย ๆ เช่น การบ้านนี้ มันง่าย ก็จะพูดว่า It is just a banana. หรือ It is only a piece of cake. ในกรณีนี้ จึงมีมุขเล่น ๆ ต่อมาเป็นปัญหาเชาว์ว่า ทำไม เด็ก ๆ จึงกินการบ้าน หรือ Why do the children eat thier homework? คำตอบ ก็คือ เพราะมันเป็นแค่กล้วย หรือแค๊ก .. because it is only a cake or banana.
๒. คำว่า Banana ยังใช้ ในภาษาสแลงในหลายความหมาย เช่น - ฺBanana หมายถึง ชาวผิวเหลือง ซึ่งเป็นคำเหยียดผิว ตามทฤษฎีตีตรา (Stereotpyical) ซึ่งจะใช้ในทางไม่ดี สู้ชาวผิวขาวไม่ได้ (White) บางที ก็อาจจะเรียกตรง ๆ เช่น Yellow Monkey หรือ ลิงเหลือง เป็นต้น - Banana หมายถึง เรื่อง หรือ คนงี่เง่า เช่น That shit is banana. ไอ้หมอนั่นมันงี่เง่า ซึ่งคำประเภทนี้ อาจจะใช้คำว่า unbelievable, ridiculous, crazy ก็ได้ - Banana ยังอาจจะแปลว่า คุ้มคลั่ง หรือโกรธ เช่น That man becomes bananas. ๓. ฺBanana หากใช้กับ บ้านเมืองที่ล้มเหลว หรือ Failed state ก็จะมีคำว่า Banana republic หมายถึง บ้านเมืองที่ไม่มีกฎเกณฑ์ หรือล้าหลัง ไม่มีกฎเกณฑ์ หรือไร้ความเจริญรุ่งเรือง เป็นต้น
๔. สุดท้ายครับ เช่นเคยครับ Banana ยังใช้ในความหมายว่า อวัยวะเพศชาย หรือ Penis, dick, prick เป็นต้น
ขอให้สนุกสนานกับภาษาอังกฤษครับ
-----------------------------------------------------------
ภาษาอังกฤษวันละคำ วันนี้ เสนอคำว่า ไก่ หรือ Chicken ครับ
ปกติ คำว่า chicken เราจะนึกถืงสัตว์ที่เป็นอาหารของเรา ในสำนวนไทย ๆ "ลากไก่ไปกินในน้ำ" หรือ "ตัวกินไก่" เราจะหมายถึงตัวเหี้ย หรือมังกรทอง ที่ขโมยแอบเอาไก่เราไปกิน โดยตัวเหี้ยหรือมังกรทองจะมีความสามารถในการปีนกำแพง หรือดำน้ำนาน ๆ หลายชั่วโมง หรือ สำนวน "ไก่รองบ่อน" ก็มี เป็นต้น
ในภาษาอังกฤษ ก็ใช้คำว่า "Chicken" ในความหมายที่ไม่ดี เช่น คนที่ล่มปากอ่าว เช่น He spent only a few minutes with me like a chicken; such a prick!
Chicken ยังใช้ในฐานะที่เป็นเหยื่อ หรือเป็นที่สงสัยของตำรวจ หรือ กลุ่มอิทธิพล เช่น He is crossing the road; catch it for investigating him. รวมถึง เรายังใช้คำว่า chicken ในความหมายของสิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติด ฯลฯ แล้วแต่บริบทที่คุยกันเฉพาะกลุ่มก็ได้ เช่น เราได้ยาเสพติดมาเสพเล่น ๆ ก็ใช้ได้ เป็นต้นว่า I got some chicken last night; it is holy-shit fucking great. หรือ หมายถึง โสเภณีเด็ก ซึ่งอาจจะยืนขายตามถนนหรือมุมตึก เรียกว่า Chicken trade เป็นต้น
Chicken ยังใช้ในความหมายที่ไม่มีความหมายอะไร ในการตอบคำถามที่เราไม่สนใจจะตอบ แล้วเราก็ตอบว่า ไก่ไง เช่น What you got from the school? เราตอบว่า Chicken คือ ตอบไปงั้น ๆ แบบกวน ๆ
อย่างไรก็ตาม คำว่า Chicken จะใช้มาก ๆ ในความหมายว่า "ขี้ขลาด" หรือ "ขี้กลัว" หรือ Afraid, Scared ที่ถูกใช้เป็นคุณศัพท์ (adj.) เช่น You are Chicken. ถ้าใช้ในฐานะคำนาม คนขี้ขลาด (a coward) เป็นต้น
ปล. รู้อย่างนี้แล้ว อย่าเผลอเรียกใครว่า Chicken หรือ Prick นะครับ จะโดนจัดหนักเอาได้
---------------------------------------
ภาษาอังกฤษวันละคำ วันนี้ เสนอคำว่า พริก หรือ PRICK -------------------- คำนี้ ผมอดขำเพื่อน ๆ คนไทยที่ไปซื้อขงใน Supermarket ที่อเมริกาไม่ได้ เพราะเจอพริก เธอก็ดีใจ ตะโกนคำว่า "พริก พริก พริก" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เล่นเอาฝรั่งตกใจมาก เพราะได้ยินเป็นคำว่า "Prick" นี่แหละ -------------------- ผมเรียน คำว่า Prick มาจาก อ.สงวน วงศ์สุชาติ จึงทราบว่า คำนี้ แปลตรง ๆ ว่าทิ่มแทง เช่นเดียวกับคำว่า Puncture หรือ Pierce หรือ Stab ---------------------
อย่างไรก็ตาม คำว่า Prick ไม่นิยมใช้ในความหมายที่ดี แต่จะใช้ในความหมายที่ไม่ดีมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ จะแปลคำนี้ว่า อวัยวะเพศชาย (Penis หรือ Cock หรือ Dick) ซึ่งจะะมีหลายคำที่เกี่ยวข้องกับ prick เช่น asshole, dick, cock, penis, cunt, jerk, douche, douchebag, idiot, dickhead เป็นต้น --------------------
ส่วนอีกความหมายหนึ่ง จะใช้ Prick เป็นคำด่าทอ ถึงบุคคลที่ไร้ค่า เลวทราม น่ารังเกียจ ( A detestable person)
ตัวอย่างเช่น That prick stole my girlfriend. You are such a prick. ซึ่งคำว่า prick ในที่นี้ อาจจะแทนที่ด้วยคำว่า asshole, jerk, jackoff, idiot, bitch หรือ worthless ก็ได้ ----------------------- รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไปตลาดเจอผักและผลไม้ ในประเทศใช้ภาษาอังกฤษ ก็อย่าไปตะโกน พริก พริก เพราะฝรั่งจะตกใจได้ว่า กำลังด่าเขาอยู่ ให้พูดว่า ชิลี่ ชิลี่ แทนนะครับ
--------------------------------
นั่งดูช่อง BANG Channel ของ G-MM Grammy เลยอยากพูดถึงภาษาอังกฤษเล็กน้อย
ภาษาอังกฤษวันละคำ วันนี้ เสนอคำว่า BANG ครับ
คำว่า Bang อ่านว่า แบงก์ หมายถึงเสียงปิน ปั้งๆ บ้านเราครับ
อย่างไรก็ตาม คำว่า BANG ถูกใช้เป็นคำกริยาในภาษาสแลง หรือคำศัพท์เฉพาะกลุ่ม แปลว่า กริยาหรือการกระทำในการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น to bang someone. ครับ
ปล.
1.น่าสงสัยว่า แกรมมี่ตั้งใจหรือเปล่า ??? 2. คราวหน้าจะพูดถึงคำว่า Bangkok ครับ
-----------------------------------
สืบเนื่องจากข่าว การวางระเบิดในกรุงเทพมหานคร หากอ่านข่าวนี้ จะเห็นว่ามีคำศัพท์หลายคำที่ น่าสนใจ เช่น Thailand capital คือ เมืองหลวงของไทย คำว่า Capital มีหลายความหมายมาก ๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
Capital แปลว่าสำคัญมาก ๆ เช่น Capital city แปลว่าเมืองหลวง เช่น Bangkok ซึ่งอ่านว่า แบงก์ ค๊อก ซึ่งถ้าออกเสียงไม่ดี จะเป็น Bang - Cock ซึ่งมีความหมายไม่ดี โดย Bang คือ การทิ่มแทงหรือร่วมเพศ ส่วน Cock คือ อวัยวะเพศชาย
Capital punishment คือ การลงโทษที่สำคัญ และเอาคืนไม่ได้ ได้แก่ การประหารชีวิตนั่นเอง ซึ่งจะมีหลายคำที่ใช้แทนกันได้ เช่น Dead penalty, dead sentence. เป็นต้น โดยคำว่า capital จะหมายถึงสิ่งใดที่สำคัญ ๆ เช่น capital case คือ คดีสำคัญ เป็นต้น
Capitalism คือ ทุนนิยม ซึ่งถ้าเป็นศัพท์ในทางการเงิน capital ก็จะใช้ในฐานะเป็นคำนาม เช่น liquid capital แปลว่า สังหาริมาทรัพย์ (movable property) , share capital แปลว่า ทุนเรือนหุ้น capital budget คือ งบประมาณการลงทุน ส่วนดอกผลกำไร ก็อาจจะใช้คำว่า capital gain ซึ่งอาจจะเกิดจากการขายหุ้นแล้วได้กำไร เป็นต้น
เอาละครับ จะเห็นได้ว่า คำภาษาอังกฤษ ๑ คำ อาจจะมีความหมายหลายอย่าง ต้องดูบริบทให้ดีว่า ตรงนั้น คำนั้น ควรจะเข้าในความหมายบริบทไหน ครับ สู้ ๆ ครับ ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว (แต่ยากพอใช้)
ส่วนข่าวนั้น ผมขอแสดงความเสียใจด้วยอย่างสุดซึ้งต่อเหยื่อและครอบครัวทุกท่านครับ I would like to share my whole-heartedly sincere condolence to all victims and their families.




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2558    
Last Update : 28 สิงหาคม 2558 11:46:52 น.
Counter : 1254 Pageviews.  

For my best memory to my beloved and late friend: Susan Thompson

In loving memory of
Susan Wynne Thompson
October 1, 1960-October 25, 2012
Susan Wynne Thompson, aged 52, died peacefully on October
25, 2012, with loving family by her side, after a brief but
courageous battle with breast cancer.

Susan was born October 1, 1960 in Calgary, Alberta. Susan
was the youngest daughter of Murray and Joan Thompson.
Susan graduated from William Aberhart High School in
Calgary, Alberta in 1978. In 1982, after completing college in
Vermillion, Northern Alberta, Susan moved to Whitehorse,
Yukon where she began her career as a fisheries technician
and biologist for the Department of Fisheries and Oceans and
the Department of Environment.

 In 1984 Susan travelled to
Kenya as a volunteer with Canadian Crossroads International,
a journey that formed the foundation for work and friendships
that drew her back to Kenya many times. Her passion for fisheries
and community development culminated in “Fish4Kenya”, a project she
developed that assisted rural fish farmers.

Susan will be remembered as an eternal optimist and a very gifted person to whom nothing seemed impossible,
she just went out there and did it. She was an experienced outdoorswoman, an athlete, a world traveler, a
voracious reader, a passionate animal-lover and a committed community volunteer. She enriched us all with
her sense of fairness, justice, joy and friendship.


Susan took early retirement from Yukon Government two years ago. Unfortunately, her diagnosis changed the
future she had hoped for. Despite the profound disappointment, Susan displayed courage and
dignity throughout.
Susan is survived by her parents, Murray and Joan Thompson of Calgary, her brother Richard (Diane) of Calgary,
her sister Cheryl of Dawson City; nieces Karly and Emily. She also leaves behind numerous loving relatives and
many friends from around the world.

A memorial service will be held honoring Susan at the United Church at 601 Main Street, Whitehorse, Yukon
at 2:00pm on November 18th, 2012. Reception will follow at the Church.
In lieu of flowers, donations may be made to “Fish4Kenya” at the Scotia Bank in Whitehorse, Yukon to continue
the work that Susan has established.
The family would like to thank everyone for their support and kindness in our time of need. Special thanks to
Dr. Zimmerman and Dr. Kanachowski and the nursing staff at WGH.




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2555 2:09:30 น.
Counter : 7273 Pageviews.  

นักกฎหมายที่แก่แล้ว ก็ปล่อยวางให้เด็กรุ่นใหม่เขาขึ้นไปแทนเถอะครับ

วันนี้ (๑๓ มิ.ย.๕๕) ผมได้รับมอบหมายให้ไปร่วมประชุมการเสนอร่าง พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่กฤษฎีกา จึงขอเล่าเหตุการณ์สนุก ๆ นิดนึง เก็บตกจากการประชุมยกร่างกฎหมายกับ คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๕ วันนี้





ประเด็น คือ กระทรวงสาธารณะสุข ได้เสนอร่าง กม. สถานประกอบกการเพื่อสุขภาพ ควบคุมและส่งเสริมใ้ห้ธุรกิจสปา มีคุณภาพ ฯลฯ สธ. ก็พยายามชี้แจงถึง ช่องโหว่ระหว่าง กม.การแพทย์ กับ กม.สถานบริการ จึงจำเป็นต้องบูรณาการให้มี กม. นี้ ฯลฯ

ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะ ๕ แกก็พูดคำเดียวซ้ำซ้อน การออกใบอนุญาตควบคุมมาตรฐานนวดแผนไทย หรือ แผนโบราณ เป็นการจัดกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ กระทำไม่ได้ ...

ผมฟังอยู่ประมาณ ๒๐ นาที เลยขออนุญาตพูดบ้าง : ผมเลยกราบเรียนท่านไป ด้วยถ้อยคำแรง ๆ เช่น วัตถุประสงค์ของ กม. มันไม่ซ้ำซ้อนแต่อย่างใด มันดีอย่างไร ฯลฯ ส่วนในประเด็นที่ประธานว่า การออกมาตรฐาน Certification การนวดแผนโบราณ เป็นการกระทำที่ขัด รัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าประธานคิดอย่างนั้น จะต้องยุบ เนติบัณฑิต, สภาทนาย, แม้กระทั่ง ก.พ. เพราะองค์กร พวกนี้ จำกัดสิทธิคนอื่นทั้งนั้น ฯลฯ

ผมได้พูดอะไรอีกหลายอย่างเพื่อสนับสนุน กม.นี้ ประธาน ก็พูดอยู่ำคำเดียว ซ้ำซ้อน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็ยังมีกรรมการกฤษฎีกา คนอื่นพูดอีกว่า จะขัดต่อ Free Trade ตามข้อตกลง AEC ของอาเซี่ยนเรา

ตัวแทนกรมเจรจาการค้า ฯ ได้ชี้แจงหลายอย่าง จนสรุปว่า กม. นี้ไม่ได้ขัดอะไรเลย อีกทั้ง ทุกประเทศ ก็กำหนดกฎหมายลักกษณะเดียวกัน เป็นไปตามสนธิสัญญาร่วมกัน

การประชุมผ่านไป ๒ ชั่วโมงกว่า พร้อมกับท่าทีของประธาน จะไม่เอากฎหมายเขาอย่างเดียว และจะไปแก้ไข กม.สถานบริการ ให้ มท. ไปควบคุมสุขภาพ ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการให้ได้ .... ฯลฯ

มีการอัดไปหลายรอบ จนประมาณเที่ยง ประธาน เลยเสียงอ่อย บอกว่า คราวหน้าจะพิจารณาเรียงมาตรา และจะเชิญเฉพาะ สธ. เท่านั้น .....

ระหว่างการประชุม ผมเรียนตรง ๆ รำคาญมากครับ คนแก่พวกนี้ ไม่รู้เป็นกรรมการกฤษฎีกาได้อย่างไร เรื่องพื้นฐานง่าย ๆ ก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ผมเลยเปรยไปดัง ๆ ว่า ท่านเป็นกรรมการกฤษฎีกากันได้อย่างไร จึงไ่ม่รู้ไม่เข้าใจหลักกฎหมาย แม้กระทั่ง การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ความเสมอภาค ฯลฯ เช่นนี้ .......






หากปลดคนแก่ ๆ เหล่านี้ออกไปได้ ผมว่าวงการกฎหมายไทย อาจจะดีกว่านี้มาก กฎหมายดี ๆ ก็ไม่ต้องไปอยู่ภายใต้เงื้อมมือขององค์กรคร่ำครึแห่งนี้...




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2555    
Last Update : 13 มิถุนายน 2555 21:20:04 น.
Counter : 1767 Pageviews.  

สัมมนาเครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาล กับการสัมผัสวิถีชาวบ้านในการลูบคลำและเก็บหอย



เครดิตภาพจาก เวปไซต์ ที่เที่ยวไทย //www.teeteawthai.com


เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้มีหนังถือมาถึงหน่วยงานของผม ขอเชิญนักเรียนทุนรัฐบาลเข้าร่วมกิจกรรม สร้างเครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาล โดยจัดกันขึ้นที่ สมุทรสงคราม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ นร.ทุนรัฐบาล ได้เข้าใจและสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดในระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้ได้ เอ้ย ... เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และทำให้สามารถปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพได้สูงสุด สมกับเอาเงินภาษีประชาชนไปเรียนมาเป็นล้าน ๆ หรือ เป็นสิบล้านบาทนั่นเอง




หลังจากสัมมนากันและทำกิจกรรมกลุ่ม แบบวอล์ค แรลลี่ ก็ฟังอบรมตอนกลางคืนต่อ ก็มีนักเรียนทุนที่เพิ่งรับราชการใหม่ ๆ สักปีสองปี พูดระบายอารมณ์กับระบบราชการที่ตนเองประสบมา พร้อมกับเสนอทางออก ซึ่งก็เหมือนทุกครั้งแหละครับ สัมมนาเสร็จ ก็เก็บพับใส่กระเป๋า แล้วเริ่มสัมมนาเรื่องเดียวกันใหม่อีกครั้ง ทุก ๆ ปี ต่อไป




ประเด็นที่ผมจะเล่า คือ เรื่องชาวบ้านที่ คลองโคน อ.เมือง จว.สมุทรสงคราม เรื่องวิถีชีวิตของพวกเขาที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติที่หล่อหลอมชีวิตของพวกเขาอยู่ ได้แก่ ป่าชายเลน กับ หอย ครับ




สำนักงาน ก.พ. ได้พาพวกเราไป ที่ตำบล คลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อร่วมปลูกป่าชายเลน ซึ่งจะมีต้นไม้สองประเภท ได้แก่ ต้อนลำพู และ ต้นโกงกาง โดยเมื่อไปถึง ทุกคนก็ซื้อถุงเท้าเพื่อเตรียมใส่ตอนเดินไปตามดินโคลนในการปลูกป่า (ผมเดาว่า บางคนตีนไม่เคยเหยียบพื้นดิน ถ้าเดินโคลนโดยตรง มันก็อาจจะเกิดบาดแผลได้ ก็เลยให้ใส่ถุงเท้ากัน)

พวกเราไปรอกันที่ท่าเรือ จากนั้นว่าจ้างเรือหางยาว เรืออีแปะ แล้วแต่กรณี ขับพาไปตามคลอง จนกระทั่งออกไปยังบริเวณชายเลนที่เขาเตรียมไว้ ซึ่งเป็นคลองแคบ ๆ เรียกว่า มีเรื่อเป็นสิบลำ จอดอยู่ก่อน แล้วทุกคนก็ลุยกันเข้าไปปลูกป่า ซึ่งง่าย ก็คือ เอาต้นโกงกางไป ๓ ต้น แกะถุงพลาสติกไว้ในเรือ เพื่อมิให้เป็นขยะ ทำลายสิ่งแวดล้อม ( ในอดีตมีบางคน โง่ขนาด แบบว่า ปลูกแม่งทั้งทั้งถุงพลาสติกไปเลยก็มี ) แทนที่จะสร้างประโยชน์ให้บริเวณดังกล่าว ค่าเรือ เขาก็คิดเป็นรายหัว หรือ รายเหมา จาก ๗๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ บาท แล้วแต่จำนวนคนไป




ปลูกเสร็จ ก็ไปเล่นสกีน้ำ ใกล้ ๆ กับที่ปลูกป่าชายเลน ซึ่งเป็นบริเวณพื้นน้ำกว้างมาก สุดลูกหูลูกตานั่นแหละ แต่น้ำตื้นมากเช่นกัน แค่อกเท่านั้น นักเรียนทุน ก.พ. ส่วนใหญ่ ไม่ได้ลงไปเล่นน้ำหรอก แต่ก็มีบางคนไปเล่น โดยชาวบ้านประยุกต์เอาไม้กระดานเรียบ ๆ ขนาดกว้างประมาณ ๑ ฟุต ยาวประมาณเกือบ ๒ เมตร แล้วก็ดัดให้บริเวณหัวไม้มันเชิด ๆ เหมือนกระดาษโต้คลื่นตามชายหาดนั่นแหละ ถ้าจะพูดกันง่าย ๆ ก็คือ ชาวบ้านเอาไอ้ไม้ที่ใช้ในการเก็บหอย มาดัดแปลงให้พวกเราเล่นสกี โดยมีเรือที่พาพวกเราไปเที่ยวหรือปลูกป่า ลูกไปตามพื้นน้ำที่กว้างนั้นเอง


พื้นน้ำที่กว้างขวาง สุดลูกหูลูกตา จึงถูกใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านการเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาปลูกป่า และใช้เล่นสกี รวมถึง การลูบคลำและเก็บหอย


ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า พื้นน้ำที่กว้างขวางดังกล่าว มันก็มีน้ำแป๊บเดียวครับ เดี๋ยวน้ำมันก็ลด "พอน้ำลด ตอก็ผุด" คือ ตอไม้ที่เขาเลี้ยงหอยแมลงภู่ ผุดขึ้นมา เก็บเอาไปขายได้ ตัวใหญ่ ๆ น่ากิน น่าลิ้มลองทั้งนั้น นอกจากน้ำลุด ตอผุดแล้ว ตามพื้นดิน ยังถูกละเลงไปด้วยโคลน สมชื่อ คลองโคลนนั่นแหละครับ แต่เละ ๆ แฉะ ๆ นี่แหละ เหมาะสมกับการคลำหอยเป็นยิ่งนัก

ตามดินโคลนเละ ๆ แฉะ ๆ ดังกล่าวจะมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีหอยไม่น้อยกว่า ๕ ชนิดให้เลือกคลำ เลือกจับ แล้วเก็บเอาไปขาย โดยชาวบ้านก็ใช้ไอ้ไม้กระดานโต้คลื่นอันเมื่อกี้นั่นแหละ นั่งไปบนไม้กระดาษ เอาตีนข้างหนึ่งถีบไปตามดินเละ ๆ เหล่านั้น เพื่อมิให้ตัวจมไปกับเลนเละ ๆ ดังกล่าว

วันหนึ่ง ชาวบ้านบอกว่า (เอาแบบขี้ ๆ เหี้ย เลยนะครับ ) จะได้ประมาณ ๕๐๐ บาท ถ้าโชคดีหน่อย ก็อาจจะถึง ๙๐๐ บาท โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ นอกจาก ออกกำลังถีบตัวเองไปตามพื้นเลน นอกจากนี้ หอยที่คลำมาได้ เก็บมาได้ บางที ก็ไม่เหมาะสมกับการขาย เพราะหอยเล็กเกินไป ยังใช้การไม่ได้ จึงต้องเลี้ยงต้อย ... เอ้ย เอาหอยตัวเล็ก ๆ ที่เก็บมาได้ เลี้ยงในกระชัง ริมคลอง ใกล้บ้านของตนเองไปก่อน รอจนกว่าจะใช้งานได้ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเอาไว้ประกอบกอาชีพในครัวเรือนมากกว่า




เห็นวิถีชาวบ้านแล้ว ผมว่าเขาดำรงชีวิตอย่างชาญฉลาดมาก ไม่ต้องซื้ออะไรเลยก็ว่าได้ นอกจากสารเคมี พวกสบู่ ยาสีฟัน หรือ เสื้อผ้า ส่วนผักปลาและหอย ก็ปลูกหรือจับเอาเอง เงินทองเหลือเฟือเหลือใช้สำหรับพวกเขาเลย ผมไม่เรียกว่าวิถีชีวิตแบบพอเพียงนะครับ แต่ผมเรียกว่า วิถีที่สอดคล้องกับธรรมชาติรอบล้อมชีวิตของพวกเขา เพราะถ้าเขามีวิถีชีวิตเป็นป่าเขา หรือ ป่าคอนกรีต เขาก็คงจะเก็บหอย งมหอย คลำหอย ไม่ได้หรอกครับ






ทุกวันนี้ สังคมเราเดือดร้อนจากปัญญาภัยธรรมชาติ เพราะเราทำลายมัน จนมันหันกลับมาทำร้ายเรา พื้นที่บริเวณคลองโคลนก็เช่นกันครับ ที่นี่ เคยน้ำเน่า ชาวบ้านเก็บหอยไม่ได้เลย เพราะมีคนเห็นแก่ตัวเอากุ้งมาเลี้ยง ซึ่งต้องใช้อาหารและยา ทำให้น้ำเน่า หอยตายหมด คนเห็นแก่ตัวเหล่านั้น ยังทำลายป่าชายเลน จนดินพังหมด และอาหารตามธรรมชาติของหอย ก็หายไปหมดเช่นกัน เรียกว่าชาวบ้านเดือดร้อนอยู่หลายปีเลยทีเดียว


ข้อมูลจากชาวบ้าน ตรงกับที่เวปไซต์ ที่เที่ยวไทย ได้กล่าวไว้ กล่าวคือ สมัยก่อนพื้นที่ป่าชายเลนบ้านคลองโคนถูกบุกรุกทำลาย เพื่อนำมาทำนากุ้งและทำประโยชน์อื่นๆ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลใกล้ชายฝั่งได้สูญเสียไป จนไม่สามารถทำการประมงชายฝั่งได้ ทำให้ประชากรในพื้นที่แยกย้ายไปประกอบอาชีพที่อื่น

ต่อมาในปี พ.ศ.2534 ชาวบ้านในพื้นที่โดยการนำของผู้ใหญ่ไพบูลย์ รัตนพงศ์ธระ (ชงค์) ได้ช่วยกันฟื้นฟูสภาพของป่าชายเลน เพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน ในช่วง 3 ปีแรกไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาหน่วยงานรัฐเริ่มเห็นความสำคัญโดยเฉพาะเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกป่าชายเลนที่นี่ จึงได้เสด็จมาทรงปลูกป่าชายเลนที่นี่ด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2540, 2541, 2542, 2545 และ 2547

จนปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนของบ้านคลองโคนกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เกิดมีสัตว์น้ำชายฝั่งมากมาย สามารถทำการประมงเลี้ยงชีพได้อย่างพอเพียง ชาวบ้านบางส่วนได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพตามความถนัด เช่น กลุ่มชาวเรือ กลุ่มทำอาหาร กลุ่มกระเตง (กระท่อมของชาวประมงที่ปลูกกลางทะเลเพื่อใช้เฝ้าฟาร์มหอยแครง) และเกิดเป็นการเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้นมา





สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าคนได้เรียนรู้วิถีธรรมชาติแล้ว เราคงเห็นคุณค่าของมันและไม่ทำลายมัน แต่ตราบใดที่เราไม่ได้รับทุกข์ทรมานจากภัยธรรมชาติด้วยตนเอง โดยเฉพาะคนร่ำรวย หรือ คนแสวงประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่ชอบธรรมต่อชุมชนเลย เขาก็ไม่รู้สึกว่า สิ่งที่เขาทำไปมันผิดและเลวร้ายขนาดไหน ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่า เป็นหน้าที่และสิทธิอันชอบธรรมของชาวบ้านและชุมชน ที่จะต้องต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ของชาวชุมชนเอง ในทุก ๆ โครงการของรัฐที่อาจกระทบต่อชีวิตของพวกเขา รัฐมีหน้าที่จะต้องทำความเข้าใจ โดยโปร่งใส ตรวจสอบได้ ถึงผลดีผลเสีย หากจะดำเนินการโครงการใด ๆ ที่กระทบสิ่งแวดล้อม






เพื่อน ๆ หากมีเวลา ลองไปดูวิถีในการคลำหอย เก็บหอย ฯลฯ ตลอดจนกินหอยบริเวณแถวนั้นดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าป่าไม้และหอยมีค่าต่อชีวิตของเราเพียงใด




 

Create Date : 12 กันยายน 2554    
Last Update : 12 กันยายน 2554 10:03:55 น.
Counter : 1047 Pageviews.  

เสวนากับ คนดัง มล.ปนัดดาฯ กรณีการยุบราชการส่วนภูมิภาค

วันที่ ๑๕ พ.ค. ๕๔ ผมได้การมอบหมายจากระดับผู้บริหาร ตร. ระดับสูงให้กระผมไปร่วมเสวนกับผู้ใหญ่หลายคนเรื่อง การยุบราชการส่วนภูมิภาคฯ ก็จะมีนายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการ และมีวิทยาการอีกหลายคน เช่น พล.ท.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผอ.สำนักกิจการมวลชนฯ กอรมน. นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย และผม เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี มล.ปนัดดา ฯ ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เป็นตัวชูโรงของเรื่องด้วย นายดิเรก ถึงฝั่ง สว.จว.นนทบุรี, นายกสมาคมข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ ที่ประชุมประกอบด้วยผู้ฟัง ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง อีกราว ๓๐ คน ประกอบด้วย นายเจริญจิตต์ ณ สงขลา, พลโทปานเท ภูวนารถนุรักษ์, นายวิโรจน์ อำมรัตน์, ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

ผมเดินทางไปแต่เช้า เพราะไม่เคยไปโรงแรมนี้มาก่อน ผมบอกว่ามาแทนตำรวจแห่งชาติ คนต้อนรับก็ตะลึงกันไป เพราะทำไม ส่งเด็ก ๆ มาร่วมเสวนา แต่พอเขียนวุฒิ เขาก็เงียบไปสักพักหนึ่ง เมื่อถึงเวลาสัมมนา สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ก็เริ่มเปิดฉากโจมตีข้อเสนอของ ค.ป.ร. หรือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่เสนอให้มีการยุบราชการส่วนภูมิภาค แล้วสร้างระบบประสานงานขึ้นมาแทน เพื่อให้ท้องถิ่นนำนโยบายของส่วนกลางไปใช้ปฏิบัติด้วย

เขาก็ได้อวดอ้างความดีงามของระบบผู้ว่าฯ แล้วก็มีอีกหลายท่าน บอกว่า ถ้าไม่มีผู้ว่าฯ ประเทศไทย จะล่มจมแน่นอน เพราะไม่มีคนทำงานแทนรัฐบาลที่อยู่กรุงเทพฯ ท้องถิ่นเต็มไปด้วยสิ่งเน่าเหม็น ทุจริตคอรัปชั่นฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการยกวิวาทะเรื่องไทย เสียดินแดน ไปอย่างมาก ทั้งลาว เขมร หัวเมืองมาเลย์ฯ การมีผู้ช่วยจะช่วยรักษาความเป็นชาติได้

มล.ปนัดดาฯ มาทำเป็นครู เสียงนิ่มหวาน เอาสไลด์มาโชว์ ทีละภาพ ถึงการที่กษัตริย์และราชวงศ์สร้างชาติ สร้างเมืองอย่างไร หากไม่มีระบบผู้ว่า และข้าราชการไม่เป็นคนดี ชาติจะล่มจม ฯลฯ โดยเฉพาะจิตสำนึกที่จะต้องทำให้คนไทยรักสถาบัน

นายทหารว่า ผู้ว่าฯ สำคัญที่สุด หากไม่มีผู้ว่า ใครจะดำเนินนโยบายของ กอรมน. โดยเฉพาะในเรื่องความรักชาติ รักสถาบัน

ผมกล่าวไปสองสามประเด็น คือ ประสบการณ์การปกครองของอเมริกาฯ แนวคิดที่เห็นด้วยกับการส่งเสริมท้องถิ่น และประสบการณ์ของไทยที่ไม่อาจก้าวพ้นอำนาจของส่วนกลางได้ ไม่อาจจะส่งเสริมให้ท้องถิ่นเจริญได้ ก็เพราะมองว่าประชาชนยังไม่พร้อม ประชาชนโง่ ฯลฯ ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในประชาชน ผมมองว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ และรัฐบาลจากส่วนกลาง จะต้องเล็กลง ทำหน้าที่เพียงแค่การทหาร การต่างประเทศ และ การส่งเสริมในด้านวิชาการต่าง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ลงไปทำอะไรเองแบบปัจจุบัน สังคมไทยต้องอดทน ต่อการพัฒนาการของท้องถิ่น ที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงจังไม่นาน

นอกจากนี้ ผมยังยกตัวอย่าง เหตุผลว่าทำไม ประชาธิปไตย ไทยจึงย่ำอยู่กับที่ ก็เพราะทหารเลว ปฏิวัติมาสามสิบกว่าครั้ง จะเกิดการพัฒนาต่อเนื่องได้อย่างไร กรณีการปกครองของท้องถิ่นก็เช่นกัน มันโตไม่ได้ เพราะยังไม่เริ่ม ก็แท้งแล้ว เนื่องจากมองว่าประชาชนโ่ง่ ต้องถูกปกครองร่ำไป หากเลือกตั้งผู้ว่า จะได้แต่คนเลวมาปกครอง ผมว่า มันเป็นพัฒนาการ หากเชื่อว่ามันจะดี เดี่๋ยวมันก็ไปจุดนั้นเอง แต่มันจะใช้เวลาพัฒนามากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่หลายปัจจัย ขออย่าได้มีใครไป แทรกแซงก็แล้วกัน มันก็ดีเอง ถ้าทำแบบทหาร ปฏิวัติกว่า ๓๐ ครั้ง ประเทศก็ถอยหลังอยู่อย่างนี้

ที่ประชุมโจมตีผมอย่างรุนแรง ดอกเตอร์หัวนอก ไม่เข้าใจบริบทไทย แล้วเขาก็ว่า กำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นข้าราชการส่วนภูมิภาค ฯลฯ ไม่มีภูมิภาคจะกระทบต่อความมั่นคง และ ชาติจะล่มจม .... ฯลฯ

ผมว่า มันเป็นเพียงวิวาทะ เรื่องเสียดินแดน ความมั่นคง ฯลฯ แท้จริง เป็นเพียงความต้องการในการปกครอง และสงวนอำนาจไว้เท่านั้น การอ้างความมั่นคงและสถาบัน ก็เพื่อสงวนอะไรบางอย่างของคนที่อ้างไว้เท่านั้น โดยเฉพาะการติดกับดักตัวอักษร กรณีที่ว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นข้าราชการส่วนภูมิภาค ตามกฎหมายปกครองท้องที่ ซึ่งผมถามว่า คนพวกนี้มาจากไหน มาจากท้องถิ่นหรือไม่ ... ถ้ามาจากท้องถิ่น มันก็คือ concept ของท้องถิ่น จะเรียกหมู เรียกหมา ฯลฯ ก็คือ ท้องถิ่น อย่าได้ติดกับดักตัวอักษร แล้วตายอยู่กับที่ รวมถึงถ้อยคำของ มล.ปนัดดาฯ กล่าวว่าคนอื่นไม่รู้ สับสน เรื่องตำแหน่งผู้ว่า กทม. หรือ คำว่ารัฐบาลกลาง ซึ่งผมบอกว่า มันเพียง "การติดกับตัวอักษร" เท่านั้น ก้าวให้พ้นการจับผิดเล็กน้อย ๆ ไปสู่ที่สำคัญที่สุด คือ ประเทศเรา เป็นของประชาชน ต้องเชื่อมั่นในตัวเขา ... เราแก่ ๆ กันแล้ว ชะตากรรมของประเทศ สมควรให้เด็กยุคหลังกำหนด อย่าไปยุ่งไปขีดเส้นให้พวกเขาเลย .... ฯลฯ ว่ากันเยอะแยะมากมาย

สุดท้าย หลังจากวิจารณ์ว่าไทยล้าหลังเพราะทหาร กับความเชื่อเชิงอำนาจ และใช้กระบอกปืนข่มขู่ประชาชนมาโดยตลอด ไม่ปล่อยให้ประชาชนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทหารปฏิวัติถึง ๓๐ ครั้ง ทำให้ไทยล่าหลังอย่างมาก เรื่องพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องหัวนอก ฯลฯ แต่เป็นการนำประสบการณ์ต่าง ๆ มาพิจารณา เพราะประวัติศาสตร์จะนำไปสู่ความก้าวหน้า เรียนรู้ข้อผิดพลาดของคนอื่นแล้วนำมาปรับใช้ ... อย่าได้ใส่ร้ายคนอื่นว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ พวกคุณต่างหากที่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และไม่ยอมเข้าใจว่า ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศนี้ .. เขาเท่านั้นที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเอง ..... องค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าทหาร ตำรวจ ผู้ว่าฯ จะชอบธรรมในการดำรงอยู่ ก็เพราะมีประโยชน์ มีความเป็นวิชาชีพ ไม่ใช่เพราะกระบอกปืนอย่างเด็ดขาด ฯลฯ

หลังจากวิจารณ์แล้วผมก็ลาประชุม กลับมาประชุม อนุกรรมการ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ฝ่ายกฎหมาย ที่ผมทำหน้าที่อยู่ .....

บรรยากาศต่อจานั้นเป็นอย่่างไร ไม่ทราบเหมือนกัน มีแต่นักข่าวของ อิศราฯ มาสัมภาษณ์ และ มีผู้่ว่าฯ บางคนมาขอจับมือ ... ก็ยังดีใจที่ยังมีผู้ว่าฯ เข้าใจในสิ่งที่พูดไปบ้าง ...




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2554    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2554 1:18:49 น.
Counter : 693 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 79 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.