*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 
คิดเล่น ๆ กับ กรณีเขาพระวิหาร

เมื่อสองสามวันก่อน มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองฯ ที่ลือลั่นอีกครั้ง ซึ่งผมฟันธงเลยว่า ไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย ไม่เข้าใจว่า ศาลปกครอง เอาอำนาจที่ไหน มารับคดีนี้ไว้วินิจฉัย แต่เนื่องจากมีเวลาในการเขียน บล๊อก น้อยลงเรื่อย ๆ หลังจากมีงานเข้ามามากมายในมือ จนบางครั้ง ไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี

ผมเลยตัดสินใจ เอาบทความใน บล๊อกของเพื่อนผม คือ ว่าที่ ดร. นรินทร์ อิทธิสาร นศ. กม. จากเยอรมัน ที่เขียนไว้ใน สเปซของเขา มาเล่าสู่กันฟังครับ ท่านเขียนไว้เมื่อ 29 มิถุนายน 2551 ตามลิงก์ ที่อ้างอิงข้างล่าง
//alleinisteinsam.spaces.live.com/Blog/cns!98177E941F105286!1551.entry

ในหัวข้อที่ว่า ข้อสังเกตต่อคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551; กรณีเขาพระวิหาร


ข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ศาลปกครองได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในคดีที่มีผู้ฟ้องคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 เห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ที่ได้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย โดยมอบหมายให้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ และฟ้อง นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ลงนามในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2551 ในคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชากรณีขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย โดยฟ้องให้ศาลดำเนินการ

1) ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

2) เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ

3) ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551

4) มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การ ยูเนสโก

โดยในคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าวนอกจากคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนการพิพากษาแล้ว ศาลปกครองได้มีการวินิจฉัยให้รับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาโดยให้เหตุผลว่า กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการต่างประเทศ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและมีอำนาจบริหารราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552(ที่ถูกต้องคือ พ.ศ. 2542) เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าอ้างว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมต่อคณะรัฐมนตรี กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาพร้อมแผนที่โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎมหาย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบในการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรราหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งรับคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว

จากข้อเท็จจริงในคดีและจากคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีที่น่าพิจารณาในทางวิชาการว่ากรณีการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีในคำฟ้องดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้อำนาจการตรวจสอบของศาลปกครองหรือไม่ประการใดซึ่งในที่นี้จะพิจารณาได้ตามลำดับดังนี้

ประเด็นแรก ประเด็นพิพาทซึ่งเป็นวัตถุแห่งคดีนี้คืออะไร

ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอ 1)ศาลเพิกถอนการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 2) เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ 3) ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 4) มีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การ ยูเนสโก

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าอ้างว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมต่อคณะรัฐมนตรี กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาพร้อมแผนที่โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบในการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งรับคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว

หากพิจารณาคำฟ้องและคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า “การกระทำ”ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ที่ผู้ฟ้องนำมาฟ้องคดี และที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับไว้พิจารณาคดีไว้พิจารณานั้นเป็นลักษณะของ “ขั้นตอน” ในการดำเนินการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเท่านั้น(ทั้งนี้ประเด็นที่ว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่นั้นจะไม่ถูกพิจารณาในบทความนี้) ไม่ว่าจะเป็น การเสนอร่างคำแถลงการณ์ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในร่างคำแถลงการณ์ และการลงนามในคำแถลงการณ์ ตรงจุดนี้จะเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องให้ศาลยกเลิกเพิกถอนคำแถลงการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใดแม้ว่าในคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจะได้ยืนยันว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามนัยมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ตามที และศาลปกครองกลางก็ไม่ได้กำหนดให้คำแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นพิพาทซึ่งเป็นวัตถุแห่งคดีนี้แต่อย่างใด

หากวัตถุแห่งคดีนี้คือคำแถลงการณ์ร่วมซื่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วนั้น คำถามที่ตามมาคือวิธีการตรวจสอบควบคุมการดำเนินการทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 วรรคห้า ได้กำหนดไว้เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ทั้งนี้โดยอนุโลมตามมาตรา 154 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั่นเอง


ประเด็นที่สอง ศาลปกครองมีอำนาจรับคำฟ้องในคดีนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่


คำถามที่น่าพิจารณาประการต่อมาคือการที่ผู้ฟ้องคดีนำ”ขั้นตอนและการทำคำแถลงการณ์ร่วม”ที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นหนังสือสัญญาตามาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองกลางก็รับฟ้องโดยเห็นว่าไม่ว่าการเสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วมต่อคณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ดี และการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบในการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นั้นเป็นกรณีสอดคล้องกับเรื่องเขตอำนาจศาลปกครองหรือไม่

ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะตั้งข้อสังเกตในประเด็นของการนำ “ขั้นตอน” ใดขั้นตอนหนึ่งอันเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในกระบวนการพิจารณาทั้งหมดที่นำไปสู่การกระทำที่เป็นผลท้ายที่สุดของกระบวนการทั้งหมดมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้นโดยหลักแล้วจะกระทำไม่ได้เนื่องจาก “ผลสัมฤทธิ์” ท้ายที่สุดของกระบวนการพิจารณาดำเนินการดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นความแน่นอนของการกระทำของผู้กระทำยังไม่เกิดผลในทางกฎหมายและสร้างสิทธิหรือหน้าที่ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด อีกทั้งกรณีย่อมไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

ตัวอย่างเช่น การดำเนินการเพื่อออกคำสั่งทางปกครองคำสั่งหนึ่งก่อนที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองจะออกคำสั่งทางปกครองได้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นก่อน ผู้ที่เห็นว่าตนจะได้รับความเดือดร้อนจากการที่เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งดังกล่าวนำการรับฟังข้อเท็จจริงหรือความเห็นดังกล่าวซึ่งเป็น “ขั้นตอน” ก่อนการมีคำสั่งทางปกครองในท้ายที่สุดแยกมาฟ้องต่อศาลปกครองย่อมไม่ได้ เช่นเดียวกับการฟ้องคดีนี้ที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำแถลงการณ์ร่วม แต่ฟ้องให้ศาลปกครองเพิกถอนขั้นตอนและกระบวนการในการทำคำแถลงการณ์นั่นเอง

ประเด็นที่สำคัญในส่วนนี้คือในทางวิชาการแล้วศาลปกครองกลางมีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ ด้วยเหตุว่าหากจะพิจารณาจากลักษณะของการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเห็นได้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกระทำของรัฐบาล(Regierungsakt/acte du Gouvernent/act of state)ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบริหารโดยแท้ในฐานะองค์การสูงสุดของรัฐในฐานะรัฐบาล หาใช่การกระทำทางปกครอง(Verwaltungshandeln) ซึ่งกระทำในฐานะของฝ่ายปกครองที่อยู่ภายใต้อำนาจการตรวจสอบของศาลปกครอง

โดยดร.ฤทัย หงส์สิริ ได้กล่าวไว้ว่า ““การกระทำของรัฐบาล” เช่น การตราพระราชกฤษฎีกาเปิดหรือปิดสมัยประชุมของสภาผู้แทนราษฎร การตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา การลงนามในสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ การประกาศสงคราม เป็นต้น ซึ่งตามหลักกฎหมายปกครองของหลายประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลปกครองไม่ควรและไม่มีอำนาจลงไปควบคุมตรวจสอบการกระทำดังกล่าวโดยถือว่าเป็นเรื่องของการใช้อำนาจในฐานะที่เป็น “ฝ่ายบริหาร” ไม่ใช่ในฐานะที่เป็น “ฝ่ายปกครอง” จึงไม่ใช่การกระทำทางปกครองที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครอง”[1]

ดังนั้นเมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างประเทศซึ่งอาจเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งในคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีก็ระบุชัดว่าคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ การดำเนินการในขั้นตอนที่ผู้ฟ้องคดีนำมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำของรัฐบาลที่ศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาการแยกเอาแต่ละขั้นตอนของกระบวนการคำแถลงการณ์ดังกล่าวมาฟ้องก็ไม่ได้ทำให้ขั้นตอนนั้นๆเป็นการกระทำทางปกครอง และไม่ได้มีประโยชน์ในการฟ้องและการดำเนินคดีแต่อย่างใด

นอกจากนี้ศาลปกครองสูงสุดก็ได้เคยมีคำสั่งในคำสั่งที่ 178/2550 ในคดีที่มีความคล้ายคลึงกับคดีนี้ว่า ในกรณีคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในความสัมพันธ์กับรัฐสภาหรือการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ตาม คณะรัฐมนตรีหาได้กระทำในฐานะที่เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ไม่ แต่กระทำในฐานะที่เป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” และคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจทางบริหารของรัฐธรรมนูญกระทำการในความสัมพันธ์กับรัฐสภาหรือในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะรัฐมนตรีละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องใช้อำนาจทางบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการดังกล่าว หรือใช้อำนาจทางบริหารของรัฐตามรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่ากระบวนการดำเนินการเพื่อลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อได้พิจารณาคำฟ้องโดยตลอดแล้วเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์อันแท้จริงที่จะให้ศาลปกครองพิจารณาหรือมีคำสั่งว่า มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีและผู้แทนการเจรจารวมตลอดถึงคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นเป็นโมฆะ และให้ระงับการลงนามความตกลงดังกล่าว เพื่อจะให้เริ่มต้นกระบวนเกี่ยวกับความตกลงดังกล่าวใหม่เป็นสำคัญ กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ด้วยเหตุผลข้างต้นและด้วยความเคารพต่อคำสั่งของศาลปกครองกลางในกรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจในการที่จะรับคดีนี้ไว้พิจารณาแต่อย่างใด

ประเด็นที่สาม ศาลใดมีอำนาจในการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของรัฐบาลแล้วนั้นประเด็นปัญหาที่ตามมาคือศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการจะมีอำนาจในการตรวจสอบควบคุมการกระทำของรัฐบาลได้หรือไม่เพียงใดนั้น ในระบบกฎหมายเยอรมันก็มีความเห็นแตกต่างในเรื่องดังกล่าวว่าหากการกระทำที่กระทำโดยรัฐบาลและเป็นการกระทำของรัฐบาลที่ไม่ใช่การกระทำทางปกครองแล้วนั้นองค์กรตุลาการสามารถเข้าไปควบคุมตรวจสอบได้หรือไม่เพียงใด ฝ่ายที่เห็นว่าการกระทำของรัฐบาลไม่อาจถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้เลยนั้นเห็นว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการกระทำที่ปราศจากการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ(justizfreie Hohetsakte)เพราะว่าการเมืองย่อมนำกฎหมาย(Politik geht vor Recht) แต่หากพิจารณาความเห็นดังกล่าวประกอบกับหลักนิติรัฐที่บัญญัติรับรองไว้ในกฎหมายพื้นฐาน(Grundgesetz-GG) แล้วจะเห็นว่าความเห็นดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐเพราะว่ารัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารซึ่งผูกพันและตกอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งนี้ตามมาตรา 20 วรรคสาม และมาตรา 1 วรรคสาม GG ดังนั้นความเห็นที่ว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการกระทำที่ปราศจากการควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการจึงไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลโดยทางศาลตามมาตรา 19 วรรคสี่ GG

แต่การที่กล่าวว่าการกระทำของรัฐบาลไม่ใช่การกระทำที่ปราศจากการควบคุมโดยองค์กรตุลาการก็ไม่ได้หมายความโดยนัยว่าการกระทำของรัฐบาลตกอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาว่าในกรณีดังกล่าวนั้นเป็นข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย นอกจากนั้นคำฟ้องคดีที่มีการกระทำของรัฐบาลเป็นวัตถุแห่งคดีนั้นการที่จะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ตามมาตรา 42 วรรคสอง ของกฎหมายศาลปกครอง และวิธีพิจาณาคดีปกครอง(Verwaltungsgerichtsordnung-VwGO) ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอนุโลม ก็ไม่อาจเห็นได้ว่าผู้ฟ้องเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองเนื่องจากการกระทำของรัฐบาลโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นไม่ได้ไปมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลแต่อย่างใด[2]

ในคดีนี้หากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างประเทศซึ่งเป็นการกระทำของรัฐบาล และศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา และคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวอาจเป็นหนังสือสัญญาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยวรรคหกของมาตราดังกล่าวได้กำหนดว่าหากกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องได้แก่บุคคลที่กำหนดไว้ในมาตรา 145 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งได้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีปัญหากับคำแถลงการร่วมระหว่างไทยและกัมพูชาดังกล่าวซึ่งคำแถลงการณ์ดังกล่าวอาจเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลที่มีอำนาจในการตรวจสอบในคดีนี้คือศาลรัฐธรรมนูญ หาใช่ศาลปกครองไม่

สรุป

การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้เป็นการฟ้องโต้แย้งเกี่ยวกับ”กระบวนการหรือขั้นตอน”ในการทำคำแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกพร้อมแผนที่แนบท้าย การฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลปกครองควบคุมตรวจสอบการกระทำหรือขั้นตอนที่เป็นส่วนของการกระทำในท้ายที่สุดคือคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ด้วยความเคารพต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง ด้วยเหตุที่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีของการกระทำของรัฐบาลในลักษณะที่อาจเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศซึ่งศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพราะมาตรา 190 วรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาดังกล่าว




Create Date : 30 มิถุนายน 2551
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:24:39 น. 3 comments
Counter : 662 Pageviews.

 


โดย: ตาอ้วนชวนคุย วันที่: 30 มิถุนายน 2551 เวลา:18:30:49 น.  

 
แล้วกรณีเช่นนี้จะสามารถ cross check การดำเนินคดีของศาลปกครองกลางได้อย่างไรคะ


โดย: bench วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:50:42 น.  

 
โห....


นี่ขนาดคิดเล่นๆ นะคะ ท่านดอกเตอร์ เอิ๊กส์....


แวะมาทักทายเฉยๆค่ะ


โดย: Farm Girl in High Sierra วันที่: 5 กรกฎาคม 2551 เวลา:22:51:10 น.  

BlogGang Popular Award#14


 
POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.