*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 
ชื่นชมผู้พิพากษา.... ท่านก็หัวก้าวหน้าเหมือนกัน ........................

ระหว่างวันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ผมได้รับเชิญจากท่าน ผอ.สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ ศาลยุติธรรม ให้ไปเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสังคมด้วยวิธีคิดเชิงระบบ (systems Thinking) ที่จังหวัดระยอง จึงอยากเล่าให้ฟังครับ โดยความคิดข้างล่างนี้ ส่วนใหญ่ มาจากผู้พิพากษาที่มีหัวก้าวหน้า .... มองเห็นว่า Rule of Law & Democracy เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และ สิ่งข้างต้น ผู้พิพากษา อาจารย์ นักกฎหมาย ฯลฯ ต้องเคารพ และต้องกล้าหาญ เสียสละ ไม่ใช่ว่า มีเสียงปืนดัง ผู้พิพากษา อาจารย์ทางกฎหมาย ฯลฯ ก็กระดี้กระด๊า ไปรับตำแหน่ง รับผลประโยชน์จากกลุ่มพวกที่ยึดอำนาจด้วย แถมยังหน้าด้าน รับผลประโยชน์ สามสี่ตำแหน่ง ซ้อนกันในเวลาเดียวกัน แบบอดีตผู้พิพากษาบางคน โดยเฉพาะพวกอาจารย์ ที่ปากว่าตาขยิบ ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ... ... ความเห็นข้างต้น ผมว่าน่าชื่นชมมากครับ ไม่น่าเชื่อว่า จะมีผู้พิพากษาหัวก้าวหน้า และน่าชื่นชมเช่นนี้ ... ...






การดำเนินการชุมนุม มีกระบวนกร (Facilitator) มาดำเนินการกระบวนการ ในวันแรก (๑๒ มี.ค.๕๒) เมื่อเดินทางไปถึงโรงแรมที่ระยอง ก็มีการรวมกลุ่ม แล้วจัดการแนะนำตัวเอง กับที่ประชุมว่า ทำอะไรอยู่ที่ไหน ฯลฯ แล้วก็แยกย้ายกันพักผ่อน

วันที่ ๑๓ มี.ค. ๕๒ ท่านกระบวนกร ได้ให้พวกเรา ค้นหาคำตอบ ให้กับตัวเองว่ามาที่ แต่ละคนทำงานอะไร ทำไปทำอะไร แล้วมีความมุ่งหวังในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไรบ้าง แต่ละคนก็ตอบคำถามแตกต่างกันไป เช่น อยากเห็น การพัฒนาการสืบสวนสอบสวนให้อำนาจการสอบสวนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจตุลาการ มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา มากยิ่งขึ้น (ซึ่งแท้จริง คงจะเข้าใจผิดครับ เพราะ อำนาจสอบสวนเป็นการบังคับใช้กฎหมาย หรือ Law Enforcement ซึ่งเป็นอำนาจบริหาร หรือ Executive Power ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง) บางท่านก็อยาก สร้างเครือข่าย เพราะคิดว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ เริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ นี่แหละ ส่วนกลุ่มผมคิดว่า อยากสร้างจิตสำนึกให้ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ อาจารย์ และ ประชาชนทุกคน มีอยู่ในใจตลอดเวลาถึง การเคารพหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม (The Rule of Law) โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดให้ผู้ตัดสินคดี มีจิตใจที่เข้มแข็ง กล้าหาญ ตัดสินว่า รัฐประหาร เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ว่า เมื่อเสียงปืนดัง นักกฎหมายเงียบ ไม่กล้าตัดสินว่า การกระทำดังกล่าว และกฎหมายที่ออกโดยองค์กรนี้ ไม่ชอบธรรม ขัดหลัก Rule of Law

ที่ประชุม มีผู้พิพากษาหลายท่าน ได้เล่าให้ฟัง ถึงความไม่มีประสิทธิภาพของฝ่ายตุลาการ ยกตัวอย่าง ปัญหาการตัดสินคดีล่าช้า .... สาเหตุก็เพราะระบบบริหารแย่ ผู้บังคับบัญชาไม่สนใจ ประมาณว่า ถ้าคดีอุทธรณ์วันนี้ จะถูกเก็บดองไว้ในตู้ก่อน ๒ ปี เพราะคดีเก่า ๆ ที่ค้างอยู่ก็นับเป็นหมื่นเป็นแสนคดีแล้ว ครบ ๒ ปี จึงแจกจ่ายให้ทำ สาเหตุส่วนหนึ่ง ก็เพราะ มีผู้พิพากษาที่ไม่มีสำนึกในหน้าที่ เขียนคำพิพากษา แค่เท่าที่กำหนด เช่น ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ทำคดีให้เสร็จในมาตรฐาน ๑๒ คดีต่อเดือน สำหรับศาลฎีกา ก็จะน้อยกว่านี้มาก ๆ ลองคิดว่า เรา ซึ่งผมหมายถึงประชาชน จ่ายเงินให้ประชาชน ประมาณเดือนละ ๑ แสนบาทขึ้นไป มีบางคนทำสำนวนแค่เดือนละ ๑ สำนวน ทาง ก.ต. ก็ไม่ได้มีมาตรการอะไรพิเศษ เช่น การไล่ออก ปลดออก ฯลฯ สำหรับการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้ ซึ่งนับว่าเสียหายมาก ๆ






สิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็นมาก ๆ ก็คือ การบริหารงานของศาลจะต้องมีประสิทธิภาพ มีกระบวนการรายงานต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเจ้าของเงินเดือนแก่พวกเขา มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมา ไม่มีคนกล้าพูด กล้าคิด เพราะมีกฎหมาย ละเมิดอำนาจศาลปิดปากพวกเราอยู่ อีกทั้ง ศาลมักจะอ้างความเป็นอิสระ ซึ่งแท้จริง ไม่ใช่เรื่องของการไร้การตรวจสอบ และ ไร้ความโปร่งใส แต่เป็นอิสระในการพิจารณาคดี .... ที่ไม่มีอาจถูกแทรกแซงได้ ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาส่วนใหญ่จะ Abuse คำว่า อิสระ หรือ Independence นี้ เป็นอำเภอใจ และไร้การตรวจสอบ หรือ จะบอกว่าการตรวจสอบผู้พิพากษา สามารถกระทำได้โดย "คู่ความ" ซึ่งก็จริง แต่ไม่พอเพียง ... ในการสัมมนา จึงเห็นว่า มันถึงเวลาที่จะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ... ศาลต้องโปร่งใส และ ตรวจสอบได้ โดยประชาชนคนเดินดินธรรมดา ใส่รองแตะ ฯลฯ นี่แหละครับ

สิ่งที่อยากจะเห็นคือ การยอมรับของศาลที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการบริหารงานกระบวนการยุติธรรม โดยมีเจ้าภาพคนเดียว ไม่ใช่ แบบสภาวะปัจจุบัน ที่หัวขบวนของใครของมัน เดินไปคนละทิศทาง เช่น แต่ละองค์กร ก็ตั้งสำนักงานช่วยเหลือกฎหมายแก่ประชาชน ... อ้างประชาชน เพื่อได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ ... โดยมี Hidden Agenda ซ่อนไว้อยู่เบื้องหลัง ที่ผ่านมา ศาล มักจะอ้างอิสระ อ้างกรอบกฎหมาย แล้วก็ไม่พร้อมจะยอมรับการประสานงานขององค์กรฝ่ายบริหาร โดยอ้างว่าอิสระมาโดยตลอด






ปัญหาดังกล่าว ยังมีอยู่ทั่วไปในองค์กรฝ่ายบริหารอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เช่น ตำรวจและอัยการ ก็ตั้งป้อมค่ายของตนเอง ไม่ยอมรับวิธีการในการประสานงานร่วมกันเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปในทิศทางเดียวกัน เรียกว่า ต่างคนต่างใหญ่ และมักจะอ้างกฎหมาย มาเป็นกรอบในการปฏิเสธงาน เช่น สำนักงานอัยการ ปฏิเสธไม่ยอมรับสำนวนของตำรวจ โดยอ้างว่า ตำรวจไม่ได้ส่งตัวผู้ต้องหามาพร้อมสำนวนด้วย แท้จริงแล้ว ถ้าพิจารณาตัวบทแล้ว ตีความให้ดี กฎหมายก็ไม่ได้เขียนห้ามไว้ หากมีการรับสำนวน อัยการ ก็สามารถตรวจสอบความสมบูรณ์ของสำนวนได้ ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด แต่น่าเสียดาย สำนักงานอัยการไม่ได้คิดเช่นนั้น ทำให้ สำนวนอยู่ค้างกับตำรวจ โดยไม่ได้มีการพิจารณาว่า ตำรวจควรสอบเพิ่มเติมอย่างไร หรือ กรณีที่ตำรวจเข้าใจกฎหมายผิด อัยการก็สั่งไม่ฟ้องได้ ประชาชน ก็ได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ดียิ่งขึ้น


ผมชอบคำกล่าวของ ท่านกระบวนกร (วิทยากร) ว่า คนเรามักจะสร้างกรอบ .... แล้วก็ติดอยู่กับกรอบอย่างนั้น ไม่มีสิ้นสุด โดยเฉพาะ ในกรณีที่จะไม่ยอมทำงานหนัก ก็มักจะอ้างกรอบ เพื่อเป็นเครื่องป้องกันตนเอง ผมก็เห็นเยอะที่เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง มักจะอ้างกรอบ ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งมอบหมายงาน ฯลฯ เพื่อปฏิเสธ การรับงาน หลีกเลี่ยงการสั่งราชการ เพื่อมิให้ต้องรับผิดตามกฎหมายใด ๆ






อ๋อ ลืมเล่าให้ฟัง มีความพยายามของภาคเอกชนที่เอาภาพเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ มาฉาย โดยกล่าว ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม นั้น ถูกเจาหน้าที่ของรัฐ ทำร้าย และ ประชาชนเหล่านั้น เป็นเหยื่อ ผมเห็นด้วยว่า ประชาชนเป็นเหยื่อ แต่ไม่ใช่เป็นเหยื่อจากการทำร้าย แต่เป็นเหยื่อจากคนบางคนที่มีบางสิ่งบางอย่างอยู่เบื้องหลัง แต่ ประชาชนไม่ถูกทำร้ายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้จะเกิดการได้รับบาดเจ็บฯลฯ แต่ก็เป็นผลจากการไม่เคารพกฎหมาย และใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองที่เกินของเขตและหลักการประชาธิปไตย ตามเหตุผลที่ศาลปกครองกลาง ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ในคำวินิจฉัยที่ ๑๖๐๕/๒๕๕๑ ว่า การชุมนุมของกลุ่มคนนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบฯ ตำรวจจึงสามารถใช้กำลังสลายการชุมนุมได้ ตามมาตรฐานสากล ... ดังนั้น หากมีผลจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่ใช่ประชาชนที่กระทำผิดกฎหมายเหล่านั้น เป็นเหยื่อ หรือ การถูกทำร้ายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะมิเช่นนั้น เราก็อาจจะเอาโจรที่ถูกขังในห้องขังอย่างแออัดยัดเยียด ติดโรคร้าย ฯลฯ มาอธิบายว่า โจรเหล่านั้น ไม่ได้กระทำผิดอาญา แล้วสรุปว่า บุคคลที่กระทำผิดเหล่านี้ ...เป็นเหยื่อของการจับกุมของตำรวจเช่นกัน ...



Create Date : 16 มีนาคม 2552
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:18:54 น. 2 comments
Counter : 400 Pageviews.

 
"ไม่ใช่ว่า เมื่อเสียงปืนดัง นักกฎหมายเงียบ "

I love the above quote, well-taken!

Courage to do what's right is more important---one whose got this deserves to be a leader.... I am certain that he/she will be a darn good one.

Thanks for sharing.


โดย: amatuer translator วันที่: 20 มีนาคม 2552 เวลา:8:36:02 น.  

 
"ไม่ใช่ว่า เมื่อเสียงปืนดัง นักกฎหมายเงียบ "

ผมชอบคำนี้เหมือนกัน แต่คนบางกลุ่มในสังคมอาจจะไม่ชอบ

คุณพ่อผมก็เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เหมือนกันครับคุณอา

พอดีอยากหาผู้พิพากษาที่จบจากร.ร.เราว่ามีบ้างมั้ยในสังคมในกูเกิ้ลแล้วก็มีหน้านี้อยู่ในผลการค้นหาด้วยน่ะครับ มาเจอโดยบังเอิญ

แล้วจะเข้ามาเรื่อยๆครับ อยากศึกษากฎหมายบ้างครับ...


โดย: รุ่นน้องที่ร.ร.ครับ IP: 118.237.95.148 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:8:42:10 น.  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.