*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 
คิดเล่น ๆ กรณี เพิกถอนหมายจับ สุนัย มโนมัยอุดม

ข่าวคราวการออกหมายจับ นายสุนัย มโนมัยอุดม เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และอดีตอธิบดีดีเอสไอ ในคดีที่นายสุนัยฯ ถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจะต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมจนถึงที่สุด พร้อมสู้ตาย ซึ่งต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำสั่งมายังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากทนายความของนายสุนัยได้ยื่นอุทธรณ์การไม่เพิกถอนหมายจับของศาลชั้นต้น ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัย และมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับนายสุนัยฯ โดยให้เหตุผลเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศ และไม่มีเหตุผลที่จะหลบหนีออกนอกประเทศ ด้วยเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น และวินิจฉัยให้เพิกถอนหมายจับของนายสุนัย




ปัญหาทางกฎหมาย จึงเกิดขึ้นในทันที เพราะการออกหมายจับนั้น ไม่ได้ออกโดยองค์กรตำรวจ มาตั้งแต่ภายหลัง ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา องค์กรศาล ที่กล่าวอ้างว่า มีสถานะเป็นกลางที่สุด เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาพยานหลักฐาน เป็นผู้วินิจฉัยและตัดสินคดีพิพาททั้งปวง องค์กรนี้ เป็นผู้มีสิทธิและมีอำนาจพิเศษสูงสุดในการออกหมายจับบุคคลใด ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญา

การพิจารณาว่าจะออกหมายจับหรือไม่ เป็นอำนาจดุลพินิจขององค์กรศาลโดยแท้ ผมเน้นว่า เป็นอำนาจของ "องค์กรศาล" ไม่ใช่กรณี ผู้พิพากษา ทำการในนามส่วนตนเฉพาะตัวเท่านั้น คำสั่ง ขององค์กรศาล นั้นจึงได้รับการยอมรับและถือว่า "ศักดิ์สิทธิ์" เฉพาะศาลท่านกระทำในพระปรมาภิไธย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่คิดว่าจะเพิกถอนกันเล่น ๆ เมื่อไหร่ก็ได้ ตามใจท่านเสียที่ไหน การออกหมายจับ ต้องมีเหตุผลและมีพยานหลักฐานพอสมควรที่จะยืนยืนว่าผู้ที่ถูกออกหมายจับเป็นผู้กระทำผิดจริง ทั้งนี้ เพราะการออกหมายจับ กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่ที่สำคัญไปยิ่งไปกว่านั้น การเพิกถอนหมายจับ จะกระทำได้ โดยมีเหตุที่จำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น ไม่ใช่นั้นแล้ว คำสั่งของศาลในพระปรมาภิไธยของในหลวงที่เรารักและเคารพ ก็จะถูกสั่นคลอนโดยองค์กรผู้พิทักษ์กฎหมายเอง คำสั่งศาลจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มั่นคงแน่นอน นิติฐานะ จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่พึงประสงค์เป็นแน่





หลักทฤษฎีในการจับกุมตัวบุคคลนั้น โดยหลักการแล้วจะกระทำไม่ได้ทุกกรณี แต่หากพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะมีข้อยกเว้นสองกรณีด้วยกัน กล่าวคือ การจับโดยมีเหตุผลอันสมควร (เช่น เหตุจำเป็นเร่งด่วน) กับ การจับโดยมีหมายจับขององค์กรที่เป็นกลาง ตามระบบกฎหมายของไทยในอดีต ตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับเอง แต่ภายหลังปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ ปี พ.ศ. 2540 แล้ว องค์กรศาลที่มีลักษณะพิเศษสูงสุด ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นกลางอย่างแท้จริง จะทำหน้าที่ออกหมายจับ

การออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับจะเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 - 68 กล่าวคือ จะต้องมีหลักฐานพอสมควรที่จะยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลที่ได้กระทำผิดซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าจะหลบหนี หรือ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุอันตรายประการอื่น ๆ

หากเข้าเงื่อนไขกรณีใด กรณีหนึ่ง ข้างต้นแล้ว บุคคลนั้น ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือ ไม่มาตามหมายเรียก หรือ ตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ก็ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็สามารถพิจารณาออกหมายจับได้

การเพิกถอนหมายจับ จะกระทำได้ ตาม มาตรา ๖๘ กล่าวคือ เมื่อจับตัวบุคคลนั้นได้ หรือ ถูกเพิกถอนโดยศาลซึ่งออกหมายนั้น ตามกฎหมาย ไม่ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์การพิจารณาเพิกถอนหมายจับไว้แต่ประการใด เพราะโดยเนื้อแท้ของการออกหมายนั้น เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นโดยแท้ ศาลชั้นต้นอยู่ในสถานะที่ดีกว่า ในการพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานแวดล้อมทั้งปวง ว่าหมายจับที่ได้รับการร้องขอนั้น สมควรจะถูกบังคับใช้ต่อไปหรือไม่

การเพิกถอนหมายจับ โดยปกติ จะกระทำโดยศาลชั้นที่ออกหมายนั้นเอง ในกรณีที่จับได้แล้ว หรือ ออกหมายผิดตัว เช่น ผู้ต้องหาเป็นหญิง แต่ออกจับชาย ชื่อสกุลใกล้เคียง หรือ เหมือนกัน หรือ มีเหตุผลอื่น ๆ ในการเพิกถอนหมายจับ เช่น ผู้ต้องหาถึงแก่ความตายไปแล้ว คดีอาญาก็ระงับ หมายจับจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

อีกประการหนึ่ง ในการพิจารณาคดีอุทธรณ์น้น โดยปกติ ศาลอุทธรณ์ จะต้องไม่แทรกแซงดุลพินิจของศาลชั้นต้น และไม่พิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวง ที่รู้จักกันในภาษากฎหมายว่า de novo ศาลชั้นอุทธรณ์ โดยหลักจะให้อิสระในการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นอย่างเต็มที่ หากไม่มีข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง จนเกินอภัย หรือ ที่เรียกว่า Clearly erroneous แล้ว ศาลชั้นอุทธรณ์ จึงเข้ามาแทรกแซงการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้น




กรณีจึงเป็นกรณีตัวอย่าง ที่ "องค์กรศาล" ด้วยกันเอง ได้สร้างขึ้นมา แต่ที่ไม่ทราบว่าจะเป็นบรรทัดฐานได้หรือไม่ หรือ จะพยานหลักฐาน หรือ เป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเองก็งั้น ๆ ไม่ได้น่าเชื่อถือ ไม่ศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย เพราะ คำสั่งศาลชั้นต้น พร้อมจะถูกกลับ ยก หรือ แก้ไขได้ตลอดเวลา

อีกหน่อย บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม จะไม่ต้องทำงานกัน โดยเฉพาะศาลเอง จะไม่มีเวลาทำอะไรเลย ไม่ต้องพิจารณาสำนวนคดีใด ๆ นอกจากการพิจารณาโต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเอง ในกระบวนการออกหมายจับ การออกหมายเรียก การออกหมายค้น การเรียกพยาน ฯลฯ การดำเนินกระบวนการยุติธรรมจะไม่ได้ผล และ ผู้เสียหาย ไม่ได้รับการเยียวยา ท่านผู้อ่าน และตัวผมเอง สักวัน ก็ต้องเป็นผู้เสียหาย หรือสักวัน ก็อาจจะตกเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง เราจคงควรคิดในภาพรวม และความสงบสุข ของประเทศโดยรวม อย่าคิดเอาแต่ประโยชน์ตนเอง เป็นที่ตั้ง




โดยหลักการแล้ว ในการบริหารกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วทางกฎหมาย ต่างถือตรงกันว่า ทุกประเทศมีข้อผูกพันจะต้องดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่พยายามให้สะอาด บริสุทธิ์ รวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม แต่ทุกประเทศก็ยอมรับว่า "ไม่มีอะไรที่ สมบูรณ์แบบได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์" ในทางข้อเท็จจริง ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม จึงอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าผิดพลาดแล้ว ไม่ได้มีผลกระทบหรือความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้ว โดยปกติ ศาลสูงจะไม่แทรกแซงการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้น

กระบวนการโต้แย้งคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้น ก็เช่นกัน หากท่านผู้อ่าน ได้ศึกษากฎหมายมา ก็คงจะพอทราบว่า การอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริง นั้นเป็นเรื่องต้องห้าม แม้ในคดีอาญา กฎหมายจะระบุว่า หากมีโทษทางอาญา จะไม่ถูกจำกัด หรือ ถูกต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่กรณีการไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น น่าจะเป็นกรณีที่เป็นคำพิพากษา ที่ก้าวล่วงลงไป เรื่อง "เนือหา" ของคดีแล้ว ไม่ใช่ "การโต้แย้งรูปแบบ" กระบวนการดำเนินการ

การอนุญาต ให้โต้แย้งหรืออุทธรณ์ ในกรณีนี้ จะเกิดผลกระทบกระเทือนต่อหลักกฎหมายอย่างกว้างขวาง นอกจากจะขัดหลักกฎหมายแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานยุติธรรมอย่างไม่อาจจะเยียวยาวได้ หรือ ไม่มีเหตุอันควรในการทุ่มเททรัพยากรของประเทศ กรณีนี้ ผมเห็นว่า ศาลฎีกา ควรจะต้องแสดงบทบาทเข้ามา สร้างบรรทัดฐาน เพื่อแก้ไขเยียวยาว ผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

ผมขอเน้นย้ำว่า กรณีนี้ เป็นการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายโดยแท้ อย่าได้เอาอคติส่วนตัวไปตัดสิน ต้องใช้สติ และ ปัญญาในการพิจารณาเหตุ และ ผล อย่างรอบด้านครับ



หมายเหตุ :  ท่านคงจำ กรณีการออกหมายจับ อดีตอธิบดี DSI โดยศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ คดีนี้ปรากฎว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้พิพากษาเพิกถอนหมายจับศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ ๓ มิ.ย.๒๕๕๑ ปรากฎว่า ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ยื่นฎีกาต่อพิพากษา / คำสั่งศาลอุทธรณ์ฯ

บัดนี้ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ ๔๗๙/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๓๑ ม.ค.๕๕ พิพากษาเป็นหลักการว่า "การออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนเป็นอำนาจของผ
ู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น เพื่อให้การสอบสวนผู้ต้องหาดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง เป็นธรรม โดยไม่มีปัญหาติดขัด ล่าช้าฯ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๓๔ ... เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๙๓ ..."



 



จึงเรียนมายังพนักงานสอบสวน และผู้สนใจทราบครับผม  สำหรับท่านที่เคยด่าผมไว้่ว่า เขียน Blog เพื่อเอาใจใครอย่างไร  ขอให้รู้ว่า คุณดูถูกคนอื่นอย่างไร้จรรยาบรรณอย่างมาก 



Create Date : 13 มิถุนายน 2551
Last Update : 8 สิงหาคม 2555 13:09:04 น. 34 comments
Counter : 2167 Pageviews.

 


โดย: หอมกร วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:10:08:01 น.  

 
แวะเข้ามาร่วมคิดไปด้วยคนค่ะ
ว่าแต่ว่า นี่แค่คิดเล่นๆจริงๆเหรอคะเนี่ย

อิ อิ อิ เป็นประเด็นที่น่าถกกันระดับชาติเลยค่ะ


โดย: Shallow Grave วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:12:31:37 น.  

 


โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:15:58:05 น.  

 
เห็นท่านพี่พลลงทุนสูงด้วยออกมาชี้แจงด้วยฉันทาคติ โทสะจริต และแถมวรรคท้ายของท่านพี่ก้ำกึ่ง "หมิ่นศาล"อีกตังหาก..เปงห่วงจัง..อิอิ..ว่าจะมีใครไปออกหมายเรียกท่านจากตึกสูงใหญ่ในรั้วปทุมวัน..

นู๋ว่าเรื่องนี้มันถูกต้องแล้ว(ขอโทดที่เห็นแย้ง..) ในเมื่อเรามีศาลตั้ง3ศาล ศาลชั้นต้นไม่หั้ยประกัน ก้อต้องอุทธรณ์ แล้วเราจะมีศาลสูงกว่าไว้ทำอารัยล่ะคะท่านเจ้าของบล็อกที่รัก.... ถ้าเราไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ในทุกๆกรณีและกรณีท่านสุนัยนู๋ก้อไม่เห็นว่าเขาจะเข้ามาตรา66-68 ป.วิธีพิจารณาความอาชา เอ้ย อาญา ตรงไหน คนมีงานการทำ จะหลบไปหนาย ..ผู้ต้องหาขัดหมายเรียก ไม่เป็นเหตุหั้ยออกหมายจับนี่ค้ะ.
นู๋ว่าแต่ล่ะมาตราต้องดูที่เจตนารมณ์ของกฎหมาย ในเมื่อเราเห็นว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลฯไม่เหมาะสม เราก้อต้องพึ่งศาลอุทธรณ์..ดังนั้นนู๋ว่านี่คือบรรทัดฐานที่ดี และจะได้เป็นอุทาหรณ์กะกรณีอื่นๆที่จะมีมาในอนาคตว่า..ศาลชั้นต้นถ้ามีคำสั่งไม่ชอบ ก้อสามารถถูกกลับ ยก หรือแก้ไขได้ตลอดเวลา เช่นกัน
เราเป็นข้าราชการมีหน้าที่ทำงานเพื่อแผ่นดินและองค์ท่าน นู๋ว่าอะรัยที่ไม่เข้าท่าทำเพื่อสนองความต้องการของคนบางกุ่ม ที่ยังแสวงหาทางออกของตัวเอง ด้วยเหตุผลว่า "บกพร่องโดยสุจริต" ได้ฉันใด ก้อย่อมหาหนทางแห่งความบกพร่อง แอนด์ เดอะชิบ..หาย..ได้เรื่อยไปค่ะ ...

บางครั้งก้อรู้สึกน้อยใจนะคะว่าแท้จริงแล้วกฎหมายมีไว้เพื่อเหลือช่วยคนรวยและมีอำนาจ ที่มุ่งแต่จะนำเอาแต่ข้อยกเว้นของกม.มาเอาเปรียบคนยากจนที่ไม่รู้กม. ยิ่งคนที่เรียนกม.สูงๆแล้ววิ่งรับใช้เอาใจเพื่อหั้ยได้มาซึ่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ กล่อง ฯลฯ เห็นแล้วมันทุ..เรด น่ะค่ะ..

นู๋ไม่ได้ว่าใครนะคะ(อย่าเข้าจัยผิด) บ่นเรื่อยไป ..ใจจริง..ชื่นชอบเจ้าของบล็อกอยู่แล้วทั้งหล่อทั้งเก่ง..แต่ครั้งนี้ขอโทดที่เห็นไม่ตรงกัน


โดย: นู๋เองค่ะ IP: 124.120.143.237 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:9:14:53 น.  

 
นั่นสิ หมายจับไม่ได้ออกโดยตำรวจ อย่างน้อยมีการกลั่นกรองมาชั้นหนึ่งแล้ว และเหตุสำคัญก็คงเป็นอย่างที่ จขบ.ขีดเส้นใต้เน้นตัวอักษรสีแดงนั่นแหล่ะ เฮ้อ......ยุคนี้นอกจากสื่อที่วิบัติแล้วกฎหมายปฏิบัติจะวิบัติด้วยหรือเปล่าเนี่ย


โดย: bench วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:20:04:30 น.  

 
คุณbenchขา.. การกลั่นกรอง ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังนั่นหรือที่คุณว่ามันเพียงพอ เขียนยังงัยก้อได้ต่อให้โครตสีแดงมาเน้นไฮไลท์ ขอหั้ยข้างตรูถูก แต่แค่อ้าปากก้อเห็นไปถึงต่อมลูกหมากแล้วค่ะท่าน เบื่อนะคะ ประเภท"นายว่าขี้-ข้า-พลอย"น่ะค่ะ

ทุกวันนี้นู๋ก้อไม่รู้เหมียนกัลล์ว่า กม.ไหนคือกม.ที่ถูกต้องกัลล์แน่ เช่น หวยบนดินผิด เดี๋ยวผิดเดี๋ยวไม่ผิด ตกลงนู๋จะเชื่ออะรัยได้บ้าง..คะ ปะเทดไทย..

เคย.. หวังว่าปะเทดไทยคงเหลือนักกม.เก่งๆสักคนที่ไม่ได้ไปเดินตามรับใช้นักการเมือง (แต่กลับมาเมืองไทยไม่ถึงร้อยวันก้อเริ่ม เขียนเชียร์ฝ่ายนั้นชัดเจน ทั้งที่คุณก้อรู้อยู่แกจัยว่าอะรัยคืออะรัยทำไมไม่ชี้แจงความถูกต้อง และคุณเองก็เรียนจบกม.มามากกว่าใครๆในสยาม..ตั้งแต่มีคนเรียนกม.มา.คุณมันจบเยอะที่สุด .หรือคุณจะบอกว่ามันไม่จิงคะ ) อ่านบล็อกนี่แล้ว ยอมรับว่า แสงมันช่างหริบหรี่ สงสารประเทดไทยค่ะต่อไปจะไม่เข้ามาอ่านแล้ว วันนี้จะเป็นวันสุดท้าย เสียความรู้สึกมากค่ะ ลาก่อนนะท่านpol_

อุดมการณ์ที่คุณเคยมีมันหายไปหมดแล้วใช่ไหม??????



โดย: นู๋เองค่ะ IP: 124.120.146.137 วันที่: 15 มิถุนายน 2551 เวลา:9:40:07 น.  

 
เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงของ คุณผู้วิจารณ์ข้างต้น ผมเขียนตามประเด็นข้อกฎหมาย ที่ควรจะเป็น

ในการบริหารกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วทางกฎหมาย ต่างถือตรงกันว่า ทุกประเทศมีข้อผูกพันจะต้องดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่พยายามให้สะอาด บริสุทธิ์ รวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม แต่ทุกประเทศก็ยอมรับว่า "ไม่มีอะไรที่ สมบูรณ์แบบได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์"

กระบวนการโต้แย้งคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้น ก็เช่นกัน หากคุณผู้วิจารณ์ ได้ศึกษากฎหมายมา ก็คงจะพอทราบว่า การอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริง นั้นเป็นเรื่องต้องห้าม แม้ในคดีอาญา กฎหมายจะระบุว่า หากมีโทษทางอาญา จะไม่ถูกจำกัด หรือ ถูกต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่กรณีการไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น น่าจะเป็นกรณีที่เป็นคำพิพากษา ที่ก้าวล่วงลงไป เรื่อง "เนือหา" ของคดีแล้ว ไม่ใช่ "การโต้แย้งรูปแบบ" กระบวนการดำเนินการ

การอนุญาต ให้โต้แย้งหรืออุทธรณ์ ในกรณีนี้ จะเกิดผลกระทบกระเทือนต่อหลักกฎหมายอย่างกว้างขวาง นอกจากจะขัดหลักกฎหมายแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานยุติธรรมอย่างไม่อาจจะเยียวยาวได้ หรือ ไม่มีเหตุอันควรในการทุ่มเททรัพยากรของประเทศ

กรณีนี้ เป็นการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายโดยแท้ อย่าได้เอาอคติส่วนตัวไปตัดสิน ต้องใช้สติ และ ปัญญาในการพิจารณาเหตุ และ ผล อย่างรอบด้านครับ


โดย: POL_US วันที่: 16 มิถุนายน 2551 เวลา:11:03:48 น.  

 
เหตุ ในการออกหมายจับ ตาม ป.วิอาญา ม.66 (2) นะ ครับ
" เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันสมควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น "
และ ม.66 วรรคสามนะครับ
ถ้าบุคคลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี
เหตุในการออกหมายจับครังนี้ คือไม่มาตามหมายนัดนะครับ แสดงว่าการสู้ในครั้งนี้ คือสู้กับกฏหมาย นะครับ ถ้าศาลสั่งขัดกฏหมาย คือการแสดงว่า ศาล เหนือ กว่กฏหมาย ตรงนี้ น่าจะเป็น ที่ คุณ POL_US จะบอกนะครับ ที่ส่งผล กว้างขวาง


โดย: Adear IP: 125.24.125.177 วันที่: 18 มิถุนายน 2551 เวลา:13:38:56 น.  

 
การ ที่ ตกเป็นผู้ถูก ออกหมายจับ เพราะ ไม่มาตามนัดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นั้น ให้ ให้สัญนิษฐานว่าจะหลบหนี ซึ่งเป็นเหตุ ในการออกหมายจับ การสันนิษฐานว่าจะหลบหนี ไม่ได้ว่า จำเป็นจะต้องหนี จริง แต่มันเป็นผลที่กฏหมายกำหนดไว้ โดยน่าจะมีเจตนารมย์ ที่จะทำให้ มีข้อยุติ กรณี ที่ ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ยอมมาให้การ เพื่อจะได้เข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรม
การออกหมายจับในครั้งนี้ เพื่อที่ จะให้ผู้ถูกกล่าวหามาให้การ (ยังไม่ใช่ผู้ต้องหานะครับ ผุ้ถูกกล่าวหา นี้ จะเป็นผู้ต้องหาแล้วก็ ต่อเมื่อพนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว) เมื่อมาให้ การเรียบร้อย ก็ สามารถ ขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่ง การปล่อยตัวชั่วคราวนี้ ก็ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบาย ให้ หัวหน้าพนักงานสบอสวนตำรวจอนุญาตตลอด เพียงแต่ให้มีสัญญาไว้เ็นประกัน ว่าหากไม่มาตามที่กำหนดนัด จะยินยอมให้ริบ(กรณีเป็นเงิน) หรือให้ยึด (กรณีเป็นทรัพย์สิน)
การที่ ถือว่า เมื่อถูกออกหมายจับ นั้น ทำให้เสื่อมเสีย ชือเสียง ก็ต้องย้อนกลับไป ว่า ทำไมถึงถูกออกหมายจับ ไม่ใช่ว่า คนที่มีชื่อเสียง จะทำผิดไม่ได้นะครับ
ขอโทษครับที่อธิบายเหมือนคนอื่นไม่รู้ แต่ ก็อธิบายให้คนที่ไม่รู้ได้อ่านนั่นแหละครับ จะได้อภิปราย(เถียง) โดยไม่ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก


โดย: Adear IP: 125.24.125.177 วันที่: 18 มิถุนายน 2551 เวลา:21:21:01 น.  

 
แล้วมีหลักฐานอะไรเหรอว่าท่านสุนัยจะหนี เช่น กำลังออกไปต่างประเทศ ในเมื่อท่านก็ออกมาชี้แจงตลอด มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
ความเห็นส่วนตัวนะคะ การที่ศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจดังกล่าว ศาลน่าจะเห็นว่า ไม่ควรให้คนดี ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของมารสังคมมากว่านะคะ

พวกคุณลองนึกถึงคดีเชอรี่แอนด์นะคะ และคุณจอร์จฮาวดี้กับพวกตายอย่างไร

ปล.ไม่ต้องท่านสุนัยก็ได้ ยกตัวอย่างแม่ค้าขายส้มตำหน้านิติเวช ที่มาขายส้มตำทุกวันๆ ถ้ากระทำความผิด แล้วสมควรออกหมายจับหรือไม่ ในเมื่อใครก็รู้ว่าแม่ค้าคนนี้อยู่ที่ไหนบ้าง บางทีการยกตัวอย่างที่มันไกลตัว มันอาจไม่ทำให้ผู้ที่เรียกตัวเองว่า ผู้รู้ทั้งหลายไม่เข้าใจในตรรกะ



โดย: จบมา4ใบกระจอกๆค่ะ IP: 118.174.144.1 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:11:12:04 น.  

 
จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่ ท่านสุนัยยื่นให้ศาลชั้นต้นที่ออกหมายจับ ขอให้เพิกถอนการออกหมายจับ แต่ศาลชั้นต้นยก ท่านสุนัย เลยอุทธรณ์ ดังนั้นเมื่อไม่มีกฎหมายห้ามท่านสุนัยก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องของท่านสุนัยได้ ซึ่งจริง ๆ ศาลอุทธรณ์ควรให้เหตุผลว่า ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องชอบแล้ว ไม่ควรที่จะให้เพิกถอนหมายจับ เพราะเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับมันมีกำหนดอยู่แล้วในกฎหมาย

อีกเหตุผลที่ศาลไม่ควรเพิกถอนหมายจับ เพราะตอนออกหมายจับศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วว่าเข้าเหตุที่จะออกหมายจับได้หรือไม่ เมื่อออกแล้วไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ไม่ควรที่จะเพิกถอน

และประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องมีสามชั้นศาลให้ตรวจสอบซึ่งกันและกัน มันเป็นคนละเรื่อง ทำให้เกิดความวุ่นวายในการปฏิบัติงานเพราะเมื่อออกหมายแล้วมาขอเพิกถอนให้ศาลสูงเพิกถอนได้ จะวุ่นวายกันใหญ่

ก็แค่แสดงความคิดเห็นเฉยๆ


โดย: นิติรัฐ IP: 58.8.251.74 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:11:34:52 น.  

 
คุณ IP: 118.174.144.1

ไม่ต่อล้อต่อเถียงนะครับ เพราะแสดงความเห็นไว้หมดแล้ว เรื่องทางกฎหมาย มันต้องมีข้อยุติ ไม่เช่นนั้น เถียงกันไม่มีวันจบ

เราแสดงความเห็นในทางหลักการว่า เหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ ไม่ควรแทรกแซง ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในกรณี เพราะเหตุอะไรบ้าง

กฎหมายให้สันนิษฐานว่า หลบหนี กรณีไม่ไปตามหมายเรียก ก็ด้วยเหตุผลเบื้องหลัง ที่ต้องการให้ บุคคลที่ถูกกล่าวหา ไปชี้แจงข้อกล่าวหา เพื่อประโยชน์แห่งความบริสุทธิ์และยุติธรรมของตัวเขาเอง การชี้แจงข้อเท็จจริง ย่อมทำให้พนักงานสอบสวน หรือ อัยการ ได้ข้อคิดว่า ที่จริง ฝ่ายรัฐ อาจจะเข้าใจผิด หรือ ได้ข้อมูลมาฝ่ายเดียว ทำให้ทำความเห็นผิดพลาดได้

กฎหมาย จึงต้องการบังคับกลายให้ไปชี้แจง โดยการออกหมายจับ การจะหลบหนีจริง ๆ หรือไม่ จึงไม่สำคัญ เพราะ ถ้าปล่อยให้ทุกคนอ้างว่า ผมไม่ได้หนี ไม่อาจออกหมายจับผมได้ ผมไม่ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมใด ๆ ทั้งนั้น จึงไม่ก่อประโยชน์ใด ๆ ต่อสังคมโดยรวม รังแต่จะสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิงกับกระบวนการยุติธรรม และ ผู้เสียหายในคดีอาญา

คดีเรื่องนี้ เราพูดกันถึงหลักการที่ควรจะเป็น ไม่ว่า จะเป็นนายสุนัยฯ นายไก่ นายหมู นางฯลฯ ไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่ระบบ ที่ควรจะเป็น ต่างหาก


โดย: POL_US IP: 58.8.251.74 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:15:26:33 น.  

 
ก็อย่างที่บอกไง ครับ สันนิษฐานโดยผลของกฏหมาย เพื่อมีข้อยุติ กรณี ไม่ให้ความร่วมมือ ต่อเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ยกอีกตัวอย่างครับ กรณีศาล ถ้าไม่มาตามหมายนัดขึ้นเบิกความ แม้จะ เป็นคนดีแค่ไหน ศาลก็ ออกหมายจับครับ เพราะถ้าไม่มีหมายจับ จะทำอย่างไรละครับ ถึงจะมีการดึงผู้ถูกกล่าวหา เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม

คำว่าโดยผลของกฏหมาย นี้ คือเป็นหลักให้มีข้อยุติ นะครับ ถ้า อยากเข้า ใจความหมายแค่นี้ ลองไปศึกษา คำนี้ดูครับ


โดย: Adear IP: 125.24.153.97 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:17:12:01 น.  

 
กรณีที่กล่าวว่า มี 3 ศาล ต้องใช้ทุกศาลนะครับ เป็นเรื่องการตรวจสอบเกี่ยวกับ การให้ความยุติธรรม ทั้งฝ่าย ผู้เสียหาย และฝ่ายผู้ต้องหา

ส่วนเรื่องการขอถอนหมายจับ และต้องใช้ทุกศาลนะครับ ผลน่าจะกลายเป็นว่า การกระทำ ตามกระบวนการ ทางยุติธรรม กลับไม่ยุติธรรมซะเอง ถ้าอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการทาง ยุติธรรมก็ได้ครับ ใช้ หลัก ที่เราเห็นว่า ควรน่า จะเป็นละกัน

เห็นว่า คนนี้ สมควรถูกออกหมาย คนนี้ เป็นบุคคลทำคุณประโยชน์ ไม่สมควรถูกออกหมาย และอะไร จะเป็นบรรทัดฐานละครับ เสียงของคนส่วนใหญ่ ในประเทศเหรอ คงปั่นป่วนน่า ดู นะ ครับ ที่การออกหมายจับ สักครั้ง ต้อง ทำประชาพิจารณ์

ฉะนั้น ก็ต้องกับมาดูตามความจริง ว่าอะไร สมควร ทำได้บ้าง สรุปก็ คือ หลักที่ใช้บังคับเหมือนกัน ก็ คือกฏหมาย โดยเหตุการณื นี้ ระบุเหตุ ในกฎหมาย ตาม ป.วิอาญา ม.63 วรรคสาม อย่างชัด เจนน ยังออกหมายไม่ได้


ทั้งๆ ที่ กฏหมายนี้ ตอนที่ ผู้ออก ได้ออกมา ก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่า ผู้ถูกออกหมายจับ จะเป็น คุณสุนัยฯ ไม่งั้น เค้า คงไม่เขียน อยู่ โทนโท่ หรอก ครับว่า

"ไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี "




โดย: Adear IP: 125.24.153.97 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:17:26:27 น.  

 
อย่าไป คิดมากกลับมันเลยครับ ใครที่อ่าน เพราะ สุด ท้าย เราก็ ต้องยอมรับความ จริง ว่า กฏหมาย เป็นเพียง เครื่อมือ ที่ออกโดยมนุษย์ ก็ ย่อมเปลี่ยนแปลง โดยมนุษย์ ได้เช่นกัน

กฏหมายเป็นเพียง สิ่งที่เป็นบรรทัดฐานในมาใช้กับดลกความจริงได้ แต่ก็ ไม่ตายตัว จึงมีข้อยกเว้น ไว้อย่างมากมาย ก็ผู้ออกคงคิด ที่จะออกข้อยกเว้น ให้มากที่สุด แต่ มันได้ แค่นี้จริงๆ เลย ไม่ทันคิดถึงเรื่งอกรณี ของ คุณสุนัยฯ

แต่หาก สภาพสังคม ได้ กำหนด ออกมาว่า คุณสุนัยฯ ไม่สมควร ถูกออกหมาย ยืนยันโดยศาลฎีกา เหตุการณืนี้ ก็สามารถเป็นไปได้ เพราะ คนเป็น ผู้ใช้ ไม่ใช่กฎหมายใช้คน เพียงแต่ผล ของ มัน จะกว้างขวางมาก

เสมือนกับ กฏหมาย ที่เราเคยใช้กันมา ไม่สามารถ ใช้ได้ จริง และต้องอย่าลืมนะครับ ผล ที่เด่นชีฃัด ือ พฤติกรรมการเลียนแบบ ซึ่งเปรียบเสมือโรคติดต่อ ถ้าคุณสุนัยฯ​ สู้ชนะ คนอื่นก็ สู้ชนะได้ ปัญหา ก็ต้อง มีการมาแก้กฏหมายใหม่ ซึ่งปกติ การแก้กฏหมายเป็นเรื่องที่ ยาก ต้องดำรงความ ศักดิ์สิทธิ์ ไว้

เพราะ การแก้กฏหมาย เหมือนให้อำนาจผุ้แก้ ที่จะกำหนดทิศทางของคนในประเทศ ถ้า ผู้แก้เป็นคนทีดีก็ ดีไป แต่ก็เตียมใจไว้เลยครับ การแบ่งชั้น ของยศศักดิ์ จะเด่นขึ้น เพราะ ข้อยกเว้นที่เพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้ประโยชน์ ก็คือ ผู้ที่มี สิทธิ พิเศษ นั่นแหละครับ แต่ก็คงสนุกนะครับ


ที่ มีการกล่าวหา ว่า ได้ถูกกลั่นแกล้ง ก็ อาจจะเป็นได้ครับ แต่ เราไม่ทราบความจริง ที่พูดๆ กันมา ส่วนหนึ่งก็ เกิดจากการที่เราคิดไป เองด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยเก่งมากๆ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริงว่า มีการพยายามกลั่นแกล้งเพื่อดิสเครติด แต่ ทั่งๆ ที่รู้ ทำไม่ ไปตกเกมได้ ละครับ รู้อยู่อล้วว่าการไม่ไปตามหมายเรียก ผล จะเป็นอย่างไร แล้วการที่ต่อสู้ตอนท้าย ก็จะกลายไม่ใช่ เรื่องของคนเดียวแล้ว แต่จะเป็นบรรทัดฐาน ให้ คนอื่นอีก ความไม่สงบก็ จะบังเกิดละ เมื่อมีกฏกฏหมาย แล้ว ความไม่สงบก็เกิด จากกฏหมายอีก จะมีกฏหมาย ฉบับนั้นไว้ทำไม






โดย: Adear IP: 125.24.153.97 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:17:44:54 น.  

 
K.Adear พูดได้เห็นภาพดีค่ะ

จริงๆแล้วถ้าเราบริสุทธิ์ (คือไม่ได้เรียนกฎหมายมาหรอกค่ะ แต่พิจารณาตามสามัญสำนึกอ่ะค่ะ) เราก็ไปให้การตามที่ศาลชั้นต้นเรียก ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองเพื่อให้ความร่วมมือกับศาล คือดูในหนังฝรั่งหลายๆเรื่องไม่ว่าเราจะผิดหรือไม่เราก็ควรไปทำหน้าที่ของพลเมืองคนหนึ่งที่ต้องทำ ไปชี้แจงข้อเท็จจริง จากนั้นศาลจะพิจารณาเอง ถ้าใครไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกออกหมายศาล มันก็ไม่เห็นจะยากนี่น่า(ใช่ป่าว..เหมือนร้อนตัวยังไมก็ไม่รู้ซิ) น่าจะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีนะแต่กลับทำผิดซะเอง...

ทุกคนในประเทศก็ควรจะเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายนะ ไม่งั้นประเทศปั่นป่วนแน่ๆ เพราะคนอื่นในประเทศ(กี่ร้อยล้านคนเนี่ยะ) ก็ใช้การกระทำนี้เป็นข้ออ้างที่จะปฏิบัติตาม ก็คงเหมือนกับพ่อแม่สอนอะไรเราแต่พ่อแม่กลับเป็นซะเองแล้วจะสอนลูกให้ทำได้ยังไงล่ะค่ะ


โดย: Champoo (chamchompoo ) วันที่: 20 มิถุนายน 2551 เวลา:12:16:46 น.  

 
อย่างไรก็ตาม..สุดท้ายนี้นู๋ขอฝากให้พี่พลคนดี และคุณAdear ผู้รอบรู้ ก็อย่าลืมบอกช่วยผู้หลักผู้ใหญ่ว่า "อย่าลืมช่วยพนง.สอบสวน ที่วังน้อย อยุธยาด้วยนะคะ " ที่ออกหมายจับท่านสุนัยไปน่ะคะ นู๋แว่วมาว่าถูกลอยแพแล้วนะคะ ทุกๆท่าน


โดย: จบมา4ใบกระจอกๆค่ะ IP: 125.26.159.76 วันที่: 20 มิถุนายน 2551 เวลา:12:48:57 น.  

 
ชีวิต พนักงานสอบสวน ก็เป็นอย่างนี้ละครับ ถูกลอยแพ ตลอด เพียง แต่ถ้า ทำตามหลักการณ์ ก็ จะอยุ่รอด ทุกคนละครับ แม้ จะมีใบสั่ง แต่ อย่างไร ก็ต้องทำตามหลักการณ์ของกฏหมาย ถ้ามันไม่ฃัดต่อกฏหมายพนักงานสอบสวนจึง จะทำ นะครับ


ปล. จบมา 4 ใบกระจอกที่ คือไรครับ อยากรู้จัง


โดย: Adear IP: 125.24.144.2 วันที่: 20 มิถุนายน 2551 เวลา:13:16:05 น.  

 
เรื่องการทำงาน ต้องมีเจ็บตัวเป็นธรรมดา เป็นพนักงานสอบสวน ไม่เคยถูกร้องเรียน ไม่เคยถูกฟ้องร้อง ฯลฯ ดูจะเป็นเรื่องแปลกในสายตาของผม เพราะ พนักงานสอบสวนและตำรวจนั้น ใช้อำนาจที่กฎหมายวางกรอบเอาไว้ ซึ่งบางทีก็อาจจะไปกระทบสิทธิ์ของคนอื่น

เมื่อกระทบสิทธิของคนอื่น ก็ย่อมมีคนพอใจ หรือไม่พอใจเป็นธรรมดา คนที่ไม่พอใจ ก็อาจจะใช้สิทธิทางศาลได้ แต่ต้องสุจริตด้วย

ผมเชื่อในหลักสุจริต หากพนักงานสอบสวน หรือ ตำรวจปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย ก็ไม่มีศาลยุติธรรม หรือศาลใด ๆ จะมาใช้อำนาจลงโทษเล่น ๆ หรอกครับ

ใครจะลอยแพใคร หรือไม่ เป็นเรื่องของจริยธรรม ประจำใจ ของผู้บังคับบัญชาแต่ละท่าน สั่งการ กันไม่ได้หรอกครับ แต่หลักสุจริตเท่านั้นแหละ ที่จะคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน

ท่าน Adear คงจะเป็น พนักงานสอบสวน ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนความคิดที่มีเหตุมีผล


หมายเหตุ

สงสัยเหมือนกัน คำว่า จบมา 4 ใบ กระจอก ๆ คือ อะไร แต่ไม่บอก ก็เลยไม่ได้ถาม


โดย: POL_US IP: 58.8.180.252 วันที่: 20 มิถุนายน 2551 เวลา:15:28:39 น.  

 
เห็นว่าท่านจอมยุทธทั้งสองสงสัยกันมาก..

ขอบคุณที่สนใจค่ะ ความหมาย ของคำว่า จบมา4ใบกระจอกๆ ก็คือคนอย่างนู๋มันเรียนมาน้อย แค่ใบปริญญาบัตร 4ใบ สถาบันก็มิได้ติดอันดับ เลยยังตระหนักเสมอว่าเรา มันกระจอกๆแค่คนเดินดินกินข้าวแกง จะบังอาจมาแสดงความคิดเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อย่างพวกท่านๆได้คงไม่ดีนัก ก็เลยต้องเจียมเนื้อเจียมตัวไว้ก่อน



โดย: จบมา4ใบกระจอกๆค่ะ IP: 125.27.32.253 วันที่: 20 มิถุนายน 2551 เวลา:16:07:07 น.  

 
เรียน คุณจบมา4ใบกระจอกๆ
ดิฉันว่าคุณเป็นคนไม่มีเหตุผลและใช้อารมณ์อ่ะ เวลาที่คนเราคุยกันน่าจะใช้เหตุผลมาคุยกันไม่ใช่เอาใบปริญญามาคุยกันนะค่ะ เหมือนคุณหาเหตุผลเอามาโต้ไม่ได้แล้วก็ใช้คำว่าจบใบปริญญาบัตร 4 ใบ หรือว่าดูถูกตัวเอง หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เ้พราะดิฉันก็ไม่ทราบว่าคุณพูดจริง หรือพูดประชดอ่ะค่ะ

เราเป็นพี่น้องร่วมชาติกันทั้งนั้น เมื่อคุณไม่สามารถหาเหตุผลมาพูดได้คุณก็น่าจะหยุดแล้วมองย้อนในสิ่งที่คนอื่นเค้าพูดนะค่ะ
*การใช้อารมณ์ไม่เคยช่วยอะไรได้ และก็ไม่เคยสร้างสรรค์อะไรด้วยค่ะ*


โดย: chamchompoo วันที่: 20 มิถุนายน 2551 เวลา:16:50:48 น.  

 
ไม่ได้แวะมาดูหลายวัน สุดท้ายคนที่เชื่ออย่างใดก็ยังคงเชื่ออย่างนั้น แม้จะมีเหตุผลร้อยแปด ล้านข้อกฎหมายมาอธิบายก็ยังคงเปลี่ยนความคิดไม่ได้


โดย: bench วันที่: 21 มิถุนายน 2551 เวลา:18:28:14 น.  

 
ผมว่าคุณ4ใบกระจอกๆมีมุมมองที่น่าสนใจนะครับ


โดย: พี่เข่ง IP: 124.120.153.242 วันที่: 22 มิถุนายน 2551 เวลา:7:50:06 น.  

 
งงๆ ค่ะ อ่านๆมาไหงกลายเป็นการเอาชนะกันด้วยเหตุผลของตนเอง???
ถึงแม้ต่างคนจะต่างตีความที่ต่างกันจากพื้นความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาต่างกัน
แต่ดิฉันกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดีนะคะ ที่มีคนกล้าเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปจากเรา เพราะนอกจากจะทำให้เราได้มุมมองในอีกด้านหนึ่งแล้วยังเป็นฝึกให้เราใจกว้าง
เป็นนักค้นคว้า และที่สำคัญได้ลับสมองในการคิดหาวิธีการเอาชนะด้วยเหตุผล ในระดับที่สูงมากขึ้นไปอีก

้กฎหมายเป็นเรื่องของการตีความไม่ใช่หรือคะ แล้วกฎทุกข้อมนุษย์ก็เขียนมันขึ้นมาทั้งสิ้น ต่างคนต่างก็ตีความไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายที่ตนเองชื่นชอบ
(ดิฉันต่อต้านเผด็จการอย่างรุนแรงค่ะ ยอมรับว่าโน้มเอียงไปในทิศทางที่คุณพลเสนอมา)

แต่ตามหลักของจิตวิทยา ในเรื่อง ทัศนคติ ความเชื่อ รวมทั้งมุมมองต่างๆนั้น เขาไม่ใช้หลักตัดสินแบบถูกผิดกันนะคะ การตัดสินใช้คำว่า ในแง่บวก หรือลบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งถ้าเห็นตรงกับเราก็คือมุมมองบวก ต่างออกไปก็เป็นลบ แต่ไม่ได้หมายความว่ามุมมองไหนดีกว่าหรือถูกต้องนะคะ

ยอมรับในความคิดเห็นและขอชื่นชมทุกแง่คิดค่ะ
เพราะทุกท่านช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ดิฉัน ...ขอบคุณมากๆอีกครั้งค่ะ






โดย: ณหทัย IP: 58.9.92.214 วันที่: 22 มิถุนายน 2551 เวลา:22:19:36 น.  

 
งงๆ ค่ะ อ่านๆมาไหงกลายเป็นการเอาชนะกันด้วยเหตุผลของตนเอง???
ถึงแม้ต่างคนจะต่างตีความที่ต่างกันจากพื้นความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาต่างกัน
แต่ดิฉันกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดีนะคะ ที่มีคนกล้าเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปจากเรา เพราะนอกจากจะทำให้เราได้มุมมองในอีกด้านหนึ่งแล้วยังเป็นฝึกให้เราใจกว้าง
เป็นนักค้นคว้า และที่สำคัญได้ลับสมองในการคิดหาวิธีการเอาชนะด้วยเหตุผล ในระดับที่สูงมากขึ้นไปอีก

้กฎหมายเป็นเรื่องของการตีความไม่ใช่หรือคะ แล้วกฎทุกข้อมนุษย์ก็เขียนมันขึ้นมาทั้งสิ้น ต่างคนต่างก็ตีความไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายที่ตนเองชื่นชอบ
(ดิฉันต่อต้านเผด็จการอย่างรุนแรงค่ะ ยอมรับว่าโน้มเอียงไปในทิศทางที่คุณพลเสนอมา)

แต่ตามหลักของจิตวิทยา ในเรื่อง ทัศนคติ ความเชื่อ รวมทั้งมุมมองต่างๆนั้น เขาไม่ใช้หลักตัดสินแบบถูกผิดกันนะคะ การตัดสินใช้คำว่า ในแง่บวก หรือลบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งถ้าเห็นตรงกับเราก็คือมุมมองบวก ต่างออกไปก็เป็นลบ แต่ไม่ได้หมายความว่ามุมมองไหนดีกว่าหรือถูกต้องนะคะ

ยอมรับในความคิดเห็นและขอชื่นชมทุกแง่คิดค่ะ
เพราะทุกท่านช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ดิฉัน ...ขอบคุณมากๆอีกครั้งค่ะ






โดย: ณหทัย IP: 58.9.92.214 วันที่: 22 มิถุนายน 2551 เวลา:22:23:35 น.  

 
หูย..บล๊อคเฮียอ่านแล้วมันดีอ่ะคับ
มองกันคนละมุม..เจ๋งอ่ะ


โดย: เก่งกว่าผมตายไปหมดแล้ว วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:0:37:13 น.  

 
ผมว่าพี่หมวดอธิบายได้ถูกต้องและชัดเจนแล้วนะครับ


โดย: เล็ก บางบัวทอง IP: 124.121.61.12 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:0:59:53 น.  

 
อืมน่าคิด

ว่าแต่วันนี้วันจันทร์แล้วสินะครับ
โกโก้ร้อนสักแก้วไหมครับ
เพื่อวันจันทร์ที่สดชื่น


โดย: นายวุ้นกะทิ วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:1:30:27 น.  

 
กรณี นี้ ผมว่า คงไม่ได้ ตัดสินกัน ด้วย วิธี ทางนิติศาสตร์ แล้ว ละครับ เพราะ กกหมาย ออกโดย มนุษย์ เพื่อ ควบคุมสังคม แต่ วิธี การควบคุม สังคมอีก อย่างก็ คือ วิธี ทางรัฐศาสตร์ ตรงนี้ ละครับ ที่อาจ มายกเว้น ข้อกฏหมายใดๆ ก้ ได้



โดย: Adear IP: 125.24.140.58 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:15:35:15 น.  

 
ได้ความรู้ดีครับ มา ถก กัน บ่อยๆนะครับ ชอบๆ


โดย: นิรมาณ IP: 202.12.97.117 วันที่: 24 มิถุนายน 2551 เวลา:15:48:51 น.  

 
แวะมาอ่านเอาความรู้ค่ะ (เลยได้เห็นผู้มีความรู้หลายๆ
ท่านถกกันได้มุมมองหลากหลายไปอีกแบบ ดีค่ะ ^^)


โดย: ไร้นาม วันที่: 24 มิถุนายน 2551 เวลา:20:21:13 น.  

 
ไม่เข้าใจเลยพูดอะไรกัน


โดย: ป.เอก คอร์แนล IP: 58.10.128.158 วันที่: 24 มิถุนายน 2551 เวลา:21:16:06 น.  

 
S – Very nice to hear from you; hope all is going well, and that you are enjoying being back home.



The situation you describe is not that common, but it is not unusual. Before a magistrate judge can issue an arrest warrant he must have “probable cause” to believe that the person named in the warrant committed a crime. The magistrate judge’s decision that there is probable cause is subject to review later by a district court or even a court of appeals, and if the magistrate judge was wrong (that is, if there was no probable cause), the warrant will be found to be invalid, and the arrest illegal.



There are two important things to notice about what I just said. First, it is very rare for a higher court to overrule a magistrate judge’s decision that there was probable cause to issue the warrant. Far more often the higher judge will defer to the lower court’s decision.



Second, and more important, under federal law in this country the fact that an arrest is illegal might not be as bad for the police as it sounds. Just because someone is arrested under an invalid warrant does not mean that the person cannot be put on trial or convicted. The real effect of being arrested under an invalid warrant is that a court might suppress (make inadmissible) any evidence seized in the course of the illegal arrest. So if you come and arrest me in my house under an invalid warrant, and while you are arresting me you see drugs on my table, the drugs might be suppressed because they were the product of an illegal search.



I hope I am addressing the right subject. Please let me know if you have any questions about this that I can help you with, and please stay in touch. All the best, Andy



Andrew D. Leipold

Edwin M. Adams Professor

University of Illinois College of Law

504 E. Pennsylvania Avenue

Champaign, IL 61820

217-333-1955

aleipold@illinois.edu




โดย: ข้อความจาก อาจารย์ของผม.... IP: 58.8.188.139 วันที่: 25 มิถุนายน 2551 เวลา:20:08:20 น.  

 
แวะมาอ่านย้อนหลัง
ได้ความรู้และเข้าใจ คน ครับ
โดยเฉพาะคอมเม้นท์
ขอบคุณมาก ด้อก


โดย: จักรพล เพ็งมอ IP: 113.53.115.215 วันที่: 18 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:23:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.