*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 
ปัญหาการไม่รับสำนวนของพนักงานอัยการ ...

ปัญหาการไม่รับสำนวนการสอบสวนของพนักงานอัยการ
ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ


บทนำ

บทความนี้ ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะกล่าวถึงปัญหาการไม่รับสำนวนของพนักงานอัยการโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๑ และ มาตรา ๑๔๒ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่เป็นกรณีที่พนักงานอัยการไม่รับสำนวนการสอบสวนเพราะเหตุที่พนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว ซึ่งตามมาตรา ๑๔๗ ห้ามมิให้ดำเนินการสอบสวนความผิดในเรื่องเดียวกันอีก ซึ่งข้อผิดพลาดนี้ สามารถดำเนินการป้องกันได้ หากทำความเข้าใจข้อกฎหมายให้สอดคล้องต้องกัน จึงขอนำข้อเท็จจริง และข้อพิจารณาต่าง ๆ มาเสนอ ณ ที่นี้

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

ก่อนเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้สมัครเข้าทำงานที่บริษัทผู้กล่าวหา ในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกล ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 แนะนำให้ผู้กล่าวหาจัดหาเครื่องจักรกลเข้ามาใช้แทนแรงงาน ผู้กล่าวหาเห็นด้วย จึงสั่งให้ผู้ต้องหาที่ 1 ทำแผนงานขึ้นมาเสนอ หลังจากนั้นผู้ต้องหาที่ 1 ได้พาผู้ต้องหาที่ 2 และ ที่ 3 กรรมการของบริษัท ธ. จำกัด ที่ผลิตเครื่องจักรกลดังกล่าวไปให้ผู้กล่าวหารู้จัก ต่อมาผู้กล่าวหาได้ตกลงสั่งซื้อเครื่องจักรฯ จากผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 โดยผู้กล่าวหาได้ให้ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นคนจัดการให้ได้สินค้าดังกล่าวตรงตามมาตรฐาน ที่ผู้กล่าวหาต้องการ ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การยืนยันกับผู้กล่าวหาว่าได้ทำการตรวจสอบดังกล่าวแล้วมีมาตรฐานตรงตามที่ผู้กล่าวหาต้องการ ผู้กล่าวหาจึงได้ชำระเงินให้ผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 ไปเป็นจำนวน 227,200 บาท (80 เปอร์เซ็นต์ ของราคาซื้อขาย)

หลังจากนั้น เมื่อผู้กล่าวหาไปตรวจดูสินค้าที่โรงงานดังกล่าว ปรากฏว่าสินค้ามีมาตรฐานไม่ตรงตามที่ผู้กล่าวหากำหนดไว้ จึงได้เรียกผู้ต้องหาที่ 1 ไปสอบถาม ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การยอมรับว่าเหตุที่ตนไปบอกกับผู้กล่าวหาว่า สินค้าที่ผู้ต้องหาที่ 2, ที่ 3 นำไปส่งนั้นตรงตามมาตรฐานนั้น เนื่องจากผู้ต้องหาที่ 2 และ ที่ 3 ได้เสนอเงินให้ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นเงิน 3,000 บาท หลังจากมีการซื้อขายและผู้กล่าวหาได้ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากการกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 เป็นเหตุให้ผู้กล่าวหาได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้รับสินค้าไม่ตรงตามมาตรฐานที่ตนเองต้องการ จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1-3 ฐานร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาพนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง จึงเสนอความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และ พนักงานอัยการได้สั่งไม่ฟ้อง พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนมายัง ตร. เพื่อพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 145

นิติกร กองคดีอาญา พิจารณาว่า พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ชอบแล้วแต่การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานร่วมกันขายของโดยการหลอกลวง ด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ตาม ป.อาญา มาตรา 271, 83 จึงเสนอไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องตามความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และ เสนอ ตร. สั่งการให้ บช.น. รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับกับผู้ต้องหาที่ 1-3 ในความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271,83 เมื่อ บช.น.ได้ดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง พนักงานอัยการแล้ว ปรากฏว่า พนักงานอัยการ ไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากคดีนี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีนี้ไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้มีการสอบสวนเรื่องเดียวกัน เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานใหม่ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147

ข้อกฎหมาย และ ประเด็นที่ควรพิจารณาในการดำเนินการแก้ไขปัญหาในอนาคต

เรื่องมีประเด็นพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 147 และ มาตรา 134 ประกอบหลักกฎหมายอาญาทั่วไปที่ว่า ผู้กระทำผิดไม่ควรจะต้องถูกดำเนินคดีหลายครั้งในเรื่องเดียวกัน ที่รู้จักกันในหลักการสากลเรียกว่า Ne bis in idem หลักการนี้ กำหนดว่า ฝ่ายรัฐ ไม่อาจจะเสนอพยานหลักฐานต่อศาล หรือดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ซ้ำแล้วซ้ำอีกในเรื่องเดียวกัน เพราะผู้ต้องหา จะเสียเปรียบ และได้รับความทุกข์ทรมานเกินสมควร อันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้กระทำผิด ที่จะนำแสวงหาหรือนำเสนอพยานหลักฐานใหม่ตลอดเวลาที่รัฐต้องการเสนอคดีต่อศาล ซึ่งปรากฎตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147 ในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา ๕ ซึ่งห้ามการสอบสวนและฟ้องร้องซ้ำในเรื่องเดียวกัน (Double jeopardy) เป็นต้น ฉะนั้น กรณีที่พนักงานอัยการไม่รับสำนวนคดีที่มีการแจ้งข้อหาใหม่ กับผู้ต้องหากลุ่มเดียวกัน จึงชอบแล้ว

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อาจจะสืบเนื่องจาก การที่พนักงานสอบสวน เข้าใจยังไม่ชัดเจนว่า ความผิดฐานฉ้อโกง และ ความผิดฐานขายของโดยการหลอกลวง เป็นความผิดที่ใกล้เคียงกัน และมีจุดแบ่งแยกระหว่างสองฐานความผิดข้างต้น กล่าวคือ หากการกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงแล้ว ก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่า เป็นความผิดฐานร่วมกันขายของโดยการหลอกลวงหรือไม่ กล่าวอีกในนัยหนึ่ง ถ้าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อาญา มาตรา 341 แล้ว ก็ไม่ต้องพิจารณาความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271 อีก แต่ในทางตรงกันข้าม หากไม่เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 341 แล้ว ก็จะต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271 หรือไม่

ในขั้นตอนการสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวน ชอบที่จะแจ้งพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ตามหลักการฟังความสองฝ่าย เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากพนักงานสอบสวน มีความเข้าใจในตัวบทกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาเบาบางความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวมได้ ตามกฎหมายปัจจุบัน เกี่ยวด้วยการแจ้งข้อหานั้น เมื่อพนักงานสอบสวนการแจ้งพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งการกระทำความผิดให้แก่ผู้ต้องหาทราบแล้วก็ชอบที่จะปรับบทกฎหมายที่ตรงกับพฤติการณ์การกระทำผิดที่ถูกกล่าวหาต่อไปได้ หากพิจารณาว่า ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง แต่อาจจะเป็นความผิดฐานลวงขาย ก็อาจจะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ได้ เนื่องจากความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 271 นั้น ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ พนักสอบสวนย่อมสามารถปรับบทกฎหมายและดำเนินคดีได้แทนรัฐ เนื่องจากเป็นคดีอันเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน

ความผิดพลาด อาจจะได้รับการแก้ไขปัญหาลงได้อีกทางหนึ่งโดยพนักงานอัยการ เนื่องจากซึ่งได้มีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 จนกระทั่งปัจจุบันว่า พนักงานอัยการ สามารถปรับบทความผิดที่ถูกต้องได้ หากพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาหลัก หรือ ได้แจ้งพฤติการณ์อันสำคัญแก่คดีแล้ว กรณีนี้ พนักงานอัยการ จึงชอบที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ไม่ใช่สั่งฟ้องตามความเห็นของพนักงานสอบสวน เนื่องจากพนักงานอัยการเป็นผู้มีความรู้และมีเวลาในการพิจารณาคดีมากกว่าพนักงานสอบสวน จึงอาจจะพิจารณาสั่งคดีได้ละเอียดรอบคอบ ในขณะที่พนักงานสอบสวนจะต้องเผชิญและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่มีข้อเท็จจริงและการร้องทุกข์เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โอกาสในการคิดและตัดสินใจ รวมถึงการทบทวนปัญหาเดิมที่ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้ว จึงอาจจะมีน้อยลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานอัยการได้สั่งไม่ฟ้อง และส่งสำนวนการสอบสวนมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะป้องกันแก้ไขปัญหาความผิดพลาดนี้ได้ โดยการใช้วิธีการประสานงานไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจร้องขอให้อัยการสูงสุดสั่งให้พนักงานอัยการปรับบทกฎหมายที่ถูกต้อง แทนการเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้อง ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 145 เนื่องจาก จะเข้าเงื่อนไขตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147 ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจจะดำเนินการสอบสวนใหม่อีก เพราะไม่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ แม้ผู้ต้องหาที่ 1-3 จะรับสารภาพ แต่ถ้าไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ก็หาใช่พยานหลักฐานใหม่ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147 ไม่ เพราะพยานหลักฐานใหม่ จะต้องมีคุณค่าทางพยานหลักฐาน ถึงขนาดที่ศาลจะลงโทษผู้ต้องหาได้ด้วย

ประการสุดท้าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะพิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและและแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วย โดยการวางแผนพัฒนาบุคลากร โดยกำหนดนำความคิดพื้นฐานของสำนักงาน ก.พ.ร. ที่ได้พิจารณาว่า หน่วยงานราชการ ซึ่งรวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสบปัญหาการขาดแคลนนิติกร ทั้งในแง่ปัญหาสมองไหลไปยังองค์กรอื่น ๆ ที่ได้สิทธิประโยชน์ที่สูงกว่าการเป็นนิติกรในภาครัฐ และ การประสบปัญหาการปฏิบัติงานของนิติกรภาครัฐในด้านคุณภาพของงาน เนื่องจากนิติกรภาครัฐ มีวัตถุประสงค์ในการเตรียมสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการยิ่งกว่าการตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากการขาดขวัญกำลังใจและแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีการกำหนดเงินประจำตำแหน่งและระบบจูงใจเพื่อรักษาบุคลากรไว้ในองค์กรในด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังขาดวิสัยทัศน์และนโยบายระยะยาว ในการพัฒนาและบำรุงรักษานิติกร กองคดีอาญา ในระยะยาว ดังจะเห็นได้ว่า ในระยะ ๕ ปี ที่ผ่านมา กองคดีอาญา ได้สูญเสียบุคลากรไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงาน กกต. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มากกว่า ๒๔ คน

จากข้อเท็จจริงข้างต้น จึงสอดคล้องกับความเห็นทั่วไปซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าการขาดฝึกอบรม และ การทบทวนความรู้ให้แก่ นิติกร อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณภาพของงานลดลง อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงน่าจะได้พิจารณาถึงมาตรการในการจูงใจและดำรงรักษาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านนิติกร และงานกฎหมาย อย่างจริงจัง เนื่องจากในอนาคต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะถูกท้าทายจากนักกฎหมายเอกชน นักสิทธิมนุษยชน และ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่โลกในปัจจุบันประสบกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก การขาดแคลนทรัพยากร และภาวะของอำนาจของรัฐอ่อนแอ การเรียกร้องของประชาชนที่มีความรุนแรงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมาย ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาการบริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงสำคัญอย่างยิ่ง การกำหนดวิสัยทัศน์ การสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่นิติกร กองคดีอาญา ซึ่งทำหน้าที่ในการถ่วงดุลย์ในการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงพนักงานสอบสวนทุกระดับ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน




1. ผู้เขียน สำเร็จ ปริญญาเอกทางกฎหมาย (J.S.D.) จาก University of Illinois at Urbana-Champaign (UIUC), LL.M.(UIUC), LL.M. (Indiana University – Bloomington), นม.(กม.มหาชน) (มธ.), รม.(บริหารรัฐกิจ) (มธ.), น.บ.ท., นบ.(เกียรตินิยม) (มธ.), รป.บ.(ตร.) (รร.นายร้อยตำรวจ), E-mail: Siriphon.ku@alumni.illinois.edu

2. ประเด็นการไม่รับสำนวนของพนักงานอัยการนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ส่งเรืองเสร็จที่ 434/2544 ตามหนังสือ ที่ นร 0601/0885 ลงวันที่ 19 ก.ย.2544 ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และต่อมา มีหนังสือที่ 0601/0886 ลงวันที่ 19 ก.ย.2544 มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีสาระสำคัญว่า กรณีสำนวนการสอบสวนที่ยังเรียกหรือจับตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 พนักงานสอบสวนชอบที่จะดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นพร้อมมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการจะต้องรับสำนวนการสอบสวนนั้น ส่วนกรณีสำนวนการสอบสวนที่มีการแจ้งข้อกล่าวหายังผู้กระทำผิดแล้ว เป็นสำนวนมีตัวผู้กระทำผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 การส่งสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ จะต้องส่งพร้อมตัวผู้ต้องหา รวมถึงกรณี ผู้ต้องหาหลบหนีประกัน พนักงานอัยการจึงชอบที่ไม่รับสำนวนการสอบสวนไว้ หากยังเรียกหรือจับกุมตัวผู้ต้องหามาไม่ได้ ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการตีความที่ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายและไม่เป็นผลดีในการอำนวยความยุติธรรม เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นการกำหนดวิธีการปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ฉะนั้น หากพนักงานอัยการ ได้มีโอกาสพิจารณาสำนวนการสอบสวนเร็วมากเท่าใด การพิจารณาข้อกฎหมาย หรือ การสั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก็จะทำได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนอาจจะนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและลงโทษได้ สอดคล้องกับนโยบายในการบริหารกระบวนการยุติธรรมและการลงโทษผู้กระทำผิด กระตุ้นให้สังคมเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายได้ผลดียิ่งขึ้น

3. รายละเอียดมาตรา 147 ป.วิ.อาญา โปรดดู สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับอ้างอิง, 2549, หน้า 233

4. รายละเอียดเกี่ยวกับหลักกฎหมายสหรัฐฯ ในประเด็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินการซ้ำ โปรดดู Allen Stuntz, et al, Comprehensive Criminal Procedure, 2001, pp.73, 1353 โดยกำหนดว่า “Nor shall any person be subject for the same offence to be twice put in jeopardy of life or limb.” โปรดดู คดีดังต่อไปนี้ Green v. United States, 355 U.S. 184 (1957), Burks v. United States, 437 U.S. 1, 11 (1978), Arizona v. Washington, 434 U.S. 497, 503 (1978), North Carolina v. Pearce, 395 U.S. 711, 717 (1969)

5. การปรับฐานความผิดที่ถูกต้อง พนักงานอัยการสามารถกระทำได้ หากพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาหลัก หรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เป็นต้นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 1074/2525, 2345/2521, 1549/2525 แต่พนักงานอัยการไม่อาจจะแก้ฟ้องเพิ่มเติมในภายหลังได้ หากได้ฟ้องไปแล้ว เพราะจะไม่ยุติธรรมกับจำเลย เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2873/2531 โปรดดู เพิ่มเติมใน เริงธรรม ลัดพลี, สัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, 2534, หน้า 155-156 และ คนึง ฦาไชย, กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เล่ม 1, 2541, หน้า 313-316

6. เรื่องประสิทธิภาพของนิติกรภาครัฐ และ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรกฎหมายในภาครัฐ โปรดดู รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 ของสำนักงาน ก.พ. ในประชุมสัมมนาเชิงปฎิบัติการ เรื่องการกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุผลพิเศษ ตำแหน่งนักกฎหมายภาครัฐ

7. ข้อมูลการโอนย้ายของนิติกร กองคดีอาญา โปรดติดต่อ งานอำนวยการ กองคดีอาญา, 31 กรกฎาคม 2551

8. ทฤษฎีการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาประสิทธิภาพของงาน โปรดดู Herzberg, Frederick, 1966, Work and the Nature of man, New York: World Publishers. และ โปรดดู ทฤษฎี แนวคิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐได้ คือ แนวคิดของ Lean Government หรือแนวคิดที่จะปรับปรุงและพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยลดความสูญเสีย ทั้งในส่วนของภาครัฐและประชาชน เพื่อให้เหลือแต่เนื้อแท้ในการทำงาน แนวคิดของ Lean Government นั้น จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ซึ่งจะต้องมีน้ำหนักเท่า ๆ กัน จึงจะถือว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่ง 3 องค์ประกอบที่สำคัญนั้น ได้แก่ (1) ประชาชน ได้รับประโยชน์สุข (2) กระบวนงาน มีการลดความสูญเสียในการทำงาน และ (3) ผู้ปฏิบัติงานไม่เป็นการสร้างภาระให้กับองค์กร โดยจะต้องเคารพในความเป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งอ้างไว้ในเวปไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. ที่ //opdc.go.th/oldweb/thai/E_Newsletter/june48/Lean.htm 5 สิงหาคม 2551



Create Date : 01 ตุลาคม 2551
Last Update : 18 มิถุนายน 2553 13:26:45 น. 1 comments
Counter : 1962 Pageviews.

 
ไม่ได้เข้าบล็อกนานมากกกกก เลยแวะมาหย่อนคำทักทายพี่พลที่นี่เสียหน่อย ส่วนบทความด้านบนไว้จะเข้ามาอ่านในเร็ววันครับ ป.ล. เพิ่งไปเกาหลีมาหรือนี่ ทำไมเราไม่รู้ ตกข่าว เอาท์ออฟแฟชั่นจริงๆ อ่อ รูปที่ไปมาเลย์อะ หน้าตาสดใสเชียวนะพี่ หล่อซะๆ


โดย: kran (ทนายK ) วันที่: 9 ตุลาคม 2551 เวลา:1:31:21 น.  

BlogGang Popular Award#14


 
POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.