ผบ.ทบ.ยืนยันไม่ได้กดดัน “ไทยพีบีเอส“
ผบ.ทบ.ยืนยันไม่ได้กดดัน “ไทยพีบีเอส“

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

ผู้บัญชาการทหารบก ยอมรับว่าจนถึงขณะนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐบาล แต่ย้ำว่าสามารถดูแลควบคุมได้ พร้อมทั้งระบุว่าการพูดคุยกับผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่การแทรกแซงแต่เป็นเพียงแค่การปรับความเข้าใจ เพื่อให้เห็นตรงกันถึงบรรยากาศการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

วานนี้ (15 พ.ย.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวก่อนเดินทางไปตรวจราชการที่ศูนย์การศึกษาค่ายสุรนานี กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา ว่า ขณะนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่เห็นต่างจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือ รัฐบาลอยู่ แต่ย้ำว่าสามารถดูแลและควบคุมได้

ส่วนกรณีที่มีคณะนายทหารเข้าพบผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสนั้น พล.อ.อุดมเดช ชี้แจงว่า เป็นเพียงการทำความเข้าใจให้ตรงกันถึงบรรยากาศการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และการรักษาความสงบเรียบร้อยให้บ้านเมือง โดยไม่ได้เป็นการแทรกแซงก้าวก่ายการทำงาน

เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าพบผู้บริหาร "ไทยพีบีเอส" เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนเพื่อพูดคุยถึงเนื้อหารายการ "เสียงประชาชนที่ต้องฟังก่อนการปฏิรูป" เพราะกังวลว่ารูปแบบการจัดเวที และเนื้อหาของการนำเสนออาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ซึ่งต่อมา นางสาวนาตยา แวววีรคุปต์ ผู้ดำเนินรายการและบรรณาธิการกลุ่มรายการข่าววาระทางสังคมได้ยุติการทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการตามที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงขอความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. คณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้ออกแถลงการณ์ 3 ข้อต่อกรณีดังกล่าว คือ 1.ยืนยันว่าจะรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อมวลชนและจะนำเสนอรายการดังกล่าวต่อไป 2.คณะกรรมการนโยบายสนับสนุนคณะกรรมการบริหาร ส.ส.ท.ที่จะสื่อสารกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อให้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของรายการ 3.สนับสนุนการทำหน้าที่ของ น.ส.ณาตยา มาโดยตลอด แต่ขณะนี้ขอเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินรายการชั่วคราวเพื่อไม่ให้กระทบกับรายการ

และในวันที่ 15 พ.ย. สำนักข่าวไทยพีบีเอส ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การแทรกแซงจนถึงขั้นกระทบต่อการทำงานของผู้ดำเนินรายการ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน ที่การปฏิรูปประเทศมีความ
สำคัญและถูกคาดหวังว่าจะเดินหน้าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน

สำนักข่าวไทยพีบีเอสจึงขอเรียกร้องให้ยุติการแทรกแซงและคุกคามต่อการทำหน้าที่สื่อมวลชน ขอให้เชื่อมั่นว่า สื่อมวลชนมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ และจะยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างเป็นอิสระ ภายใต้หลักการเสรีภาพ และความรับผิดชอบ




Create Date : 16 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2557 18:20:55 น.
Counter : 420 Pageviews.

0 comment
สิ้นแล้ว! “เสือมเหศวร“ จอมโจรชื่อดังเมืองไทย เผย
สิ้นแล้ว! “เสือมเหศวร“ จอมโจรชื่อดังเมืองไทย เผยประวัติชีวิตเคยถูกนำสร้างหนัง

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

""จอมโจรชื่อดังของเมืองไทย ประวัติชีวิตเคยสร้างเป็นภาพยนตร์จนโด่งดัง หมดลมแล้วอย่างสงบด้วยโลกชราที่บ้านพักใน จ.ชัยนาท ด้วยอายุ101ปี

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2557 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 204 หมู่ที่ 5 ต.ไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นบ้านของนายศวร เภรีวงษ์ หรือ "เสือมเหศวร" จอมโจรชื่อดังระดับตำนานของเมืองไทย หลังจากได้รับแจ้งว่า"เสือมเหศวร"หรือ"ปู่มเหศวร"ได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยเมื่อถึงบ้านดังกล่าวลูกๆและญาติได้ตั้งศพของนายศวรเพื่อบำเพ็ญกุศล หลังจากที่มีพิธีรดน้ำศพไปเมื่อช่วงเย็นของ วันที่15 พ.ย. ที่ผ่านมา

นายสันติสุข เภรีย์วงษ์ อายุ 49 ปีลูกชายคนสุดท้องของนายศวร ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไพรนกยูง (ส.อบต.) เล่าว่า นายศวรมีอาการเป็นลมเมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ที่ผ่านมาลูกๆจึงนำตัวส่งไปรักษา ที่โรงพยาบาลหันคา แต่ด้วยอายุที่มากและนายศวรมีโรคประจำตัวทั้งโรคหัวใจโต โรคไต ทำให้แพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเวลา 06.15 น. ด้วยอายุ 101 ปี

มีกำหนดสวดอภิธรรมศพของนายศวรเป็นเวลา 7 วัน คือระหว่างวันที่ 15-21 พฤศจิกายน 2557 เวลา 20.00น. และจะทำการฌาปณกิจ ที่เมรุวัดไพรนกยูง ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ เวลา16.00น. โดยในวันฌาปณกิจศพญาติๆจะนำวัตถุมงคลจากการปลุกเสกของ "เสือมเหศวร" แจกให้แก่ผู้มาร่วมงานด้วย และในเย็นวันที่ 16 พฤศจิกายน "เสือดำ" หรือ "หลวงปู่ดำ" เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของ "เสือมเหศวร" ในอดีตได้เดินทางมาร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพด้วย

นายสันติสุขเล่าต่อว่านายศวรมีลูกทั้งหมด 8 คน เป็นผู้ชาย 5 คน และเป็นผู้หญิง 3 คนตนเป็นลูกคนสุดท้อง และมีพี่ชายเสียชีวิตไปแล้ว 2 คน โดยตลอดชีวิตที่ผ่านมาเสือมเหศวรได้พักอาศัยอยู่กับตนที่บ้านในปัจจุบัน โดยนายศวรเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีอ่อนน้อมถ่อมตัว รักเพื่อนพ้อง และมักเป็นผู้เสียสละให้ผู้อื่นอยู่เสมอจนเป็นที่รักไคร่ของเพื่อนบ้านและคนทั่วไป นายศวรชอบที่จะทำบุญทั้งการบูรณะวัด สร้างอาคารเรียน และช่วยบุคคลผู้ยากไร้ทั่วไป โดยที่ผ่านมานายศวรได้สอนให้ลูกทุกคนยึดมั่นในความดีไม่รังแกหรือเบียดเบียนผู้อื่น สำหรับฉายา "เสือมเหศวร" ที่ได้มานั้นลูกๆทุกคนเข้าใจดีว่าพ่อถูกบีบคั้นและกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐกังฉิน ทำให้พ่อต้องลุกขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรม

เสือมเหศวร มีชื่อจริงว่า ศวร เภรีวงษ์ เป็นจอมโจรชื่อดังในแถบภาคกลางหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองร่วมสมัยกับ เสือดำ, เสือหวัด, เสือฝ้าย และเสือใบ โดยเสือมเหศวรเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ถูกอำนาจรัฐรังแกและถูกใส่ความว่าฆ่าพ่อตัวเอง จึงจับปืนขึ้นต่อสู้และกลายมาเป็นจอมโจรชื่อดังในที่สุด โดยได้ชื่อว่า"มเหศวร" จากการแขวนพระเครื่องมเหศวรไว้ที่คอ ซึ่งได้ชื่อว่าช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย และเมื่อเวลาออกปล้น จะปล้นด้วยความโหดเหี้ยมจนได้รับฉายาว่า จอมโจรมเหศวร เคยโดนตำรวจยิงที่ลำตัวและศีรษะหลายนัดแต่ไม่เข้า

เสือมเหศวร ถูกปราบโดย ขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งขุนพันธ์ฯ เป็นผู้เกลี้ยกล่อมให้เสือมเหศวรมอบตัว หลังจากได้รับโทษในเรือนจำแล้ว เสือมเหศวรก็ได้บวชเป็นพระและบวชเป็นพราหมณ์มาจนถึงปัจจุบัน อาศัยอยู่ที่บ้านไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท แม้ขณะเสียชีวิตมีอายุกว่า 100 แล้ว แต่เสือมเหศวรก็ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและความทรงจำยังดีอยู่ และเป็นที่เล่าลือว่าเป็นบุคคลจอมขมังเวทย์ มีชาวบ้านและผู้ที่เชื่อถือแวะเวียนมาพบปะพูดคุยเสมอ ๆ โดยในเดือนเมษายน พ.ศ. 2550 เป็นผู้ทำพิธีปลุกเสกจตุคามรามเทพรุ่นเซ็นเสือมเหศวรของวัดแสวงหา จ.อ่างทอง

เรื่องราวของเสือมเหศวร เคยได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วสองครั้ง โดยผู้ที่รับบทเสือมเหศวรคนแรกคือ มิตร ชัยบัญชา และเสือมหเศวรคนที่สองคือ สมบัติ เมทะนี และถูกนำไปดัดแปลงเป็นตัวละคร ในภาพยนตร์เรื่อง ฟ้าทะลายโจร ผู้รับบทเสือมเหศวร คือ ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ ซึ่ง "เสือมเหศวร" จะปล้นคนรวยเพื่อนำมาช่วยเหลือคนยากจนอยู่ตลอดทำให้ได้รับ ฉายาว่า "โรบินฮู้ดเมืองไทย" อีกชื่อหนึ่งด้วย




Create Date : 16 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2557 18:19:56 น.
Counter : 255 Pageviews.

0 comment
หนุ่มปืนลั่นใส่แฟนดับ เผยแฟนให้ปืนไว้ป้องกันตัว
หนุ่มปืนลั่นใส่แฟนดับ เผยแฟนให้ปืนไว้ป้องกันตัว

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

จากกรณีที่ น.ส.ดวงพร อิ่มเอิบ อายุ 21 ปี ถูกยิงเสียชีวิต โดยผู้ก่อเหตุคือนายณัฐพล นิวาโสวะกุล อายุ 21 ปี ซึ่งหลังก่อเหตุได้แจ้งให้เพื่อนทราบผ่านเฟซบุ๊กโดยอ้างว่าทำ ก่อนหลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ภายในห้องพักหมายเลข 205 ของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ สน.ดอนเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 ก.ย.) เมื่อเวลา 13.00 น. นายณัฐพล นิวาโสวะกุล หรือ เจ อายุ 21 ปี ได้เข้ามอบตัวที่ สน.ดอนเมือง พร้อมนำอาวุธปืนปากกา ขนาด .22 มม. ที่ใช้ก่อเหตุมามอบไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวน นายณัฐพล รับสารภาพว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 23.00 น. ขณะที่ตนและแฟนสาวอยู่ในห้องที่เกิดเหตุ แฟนสาวได้ยืนส่องกระจกอยู่ปลายเตียงนอน ส่วนตนอยู่บนเตียงพยายามเอาปืนปากกาที่พกเหน็บอยู่เอาออกมาเก็บ แต่เอาออกมาลำบากจึงเอนตัวนอนลง พอดึงปืนปากกาออกมาปืนเกิดลั่น จากนั้นได้ยินเสียงแฟนสาวร้องโอ้ย แล้วเรียกตนให้ไปช่วย จากนั้นก็ล้มลง ตนรีบเข้าไปประคองแล้วอุ้มแฟนสาวมาพิงกับเตียง ตนเห็นเลือดออกมามากทำอะไรไม่ถูก จากนั้นแฟนก็แน่นิ่งไป จึงได้ส่งข้อความไปหาเพื่อนทางเฟซบุ๊กว่าทำปืนลั่นใส่แฟน ให้เพื่อนรีบมาช่วย เมื่อเพื่อนมาหาก็ปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งเพื่อนแนะนำให้หนีไปก่อน

นายณัฐพล กล่าวต่อว่า วันต่อมาเมื่อตนตั้งสติได้จึงรีบโทรศัพท์ไปหาพ่อ พ่อจึงเกลี้ยกล่อมให้เข้ามอบตัวรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนกับแฟนรักกันมาก อยากขอโทษพ่อแม่ของแฟนที่ต้องมาเป็นแบบนี้ มันเป็นอุบัติเหตุ แต่ตนไม่กล้าพบหน้า เพราะกลัวพ่อแม่แฟนจะไม่ให้อภัย สำหรับปืนนั้นแฟนเป็นคนหามาให้ตนพกไว้ป้องกันตัว เพราะเคยมีเรื่องเขม่นกับคู่อริที่เป็นวัยรุ่นย่านดอนเมืองในสถานบันเทิง และเคยถูกตามทำร้ายร่างกาย แฟนเป็นห่วงกลัวว่าตนจะได้รับอันตราย จึงไปหาปืนปากกามาให้ใช้ป้องกันตัว

เบื้องต้น ภายหลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้นำไปชี้ตัวจุดเกิดเหตุ พร้อมแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่น ขณะเดียวกัน จากการสอบประวัตินายณัฐพล พบว่าเคยถูกจับกุมในคดียาเสพติด เมื่อปี 2554 และในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจกล่องข้อความในเฟซบุ๊ก มีการพูดคุยกับเพื่อนในลักษณะนัดหมายมาเสพยาไอซ์ด้วย




Create Date : 14 กันยายน 2557
Last Update : 14 กันยายน 2557 4:21:55 น.
Counter : 379 Pageviews.

1 comment
“ปนัดดา“ลุยปฎิรูประบบราชการ นำร่อง 5 จังหวัดใต้
 ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำร่องเปิดเวทีเสวนาปฎิรูประบบราชการ ใน 5 จังหวัด ระหว่างวันที่ 12 - 16 มิ.ย.

ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความคืบหน้าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายถึงแนวทางการปฏิรูประบบ ราชการว่า จะมีการจัดเสวนาในระหว่างวันที่ 12-16 มิ.ย. 57 ใน 5 จังหวัด คือ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่อง ก่อนที่จะขยายโครงการไปทุกจังหวัด โดยจะนำปัญหาและข้อสรุป มาดำเนินการเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมก่อน

ทั้งนี้ การปฏิรูประบบราชการ จะดำเนินการโดยเร็วที่สุด และรอบคอบตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. ที่มอบนโยบายให้เริ่มดำเนินการทันที

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการทำ งาน ของหน่วย งานราชการ ขณะนี้ดีขึ้น และจะพยายามกำชับให้หัวหน้าส่วนราชการยึดความถูกต้อง รวมถึงให้ปรับปรุงการทำงานเพื่อประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน



Create Date : 12 กันยายน 2557
Last Update : 12 กันยายน 2557 3:37:57 น.
Counter : 130 Pageviews.

0 comment
สหภาพบินไทยยื่น “ประจิน“ ทบทวนสิทธิ์คณะกรรมการ
 สหภาพแรง งาน รัฐวิสาหกิจการบินไทย เตรียมยื่นหนังสือถึงพล.อ.อ.ประจิน ในฐานะประ ธานคณะกรรมการบริษัทการบินไทย ให้ลดจำนวนคณะกรรมการและทบทวนค่าพาหนะผู้บริหารระดับสูง เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท

จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สั่งการให้บริษัทการบินไทย ยกเลิกการให้ตั๋วฟรีแก่คณะกรรมการโดยมีผลทันทีนั้น นายดำรง ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องที่สหภาพฯ เรียกร้องมาตลอดแต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ ทางสหภาพฯ ยังได้เตรียมยื่นหนังสือถึงพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัทการบินไทย เพิ่มเติม เพื่อขอให้พิจารณา 2 เรื่องก่อนถึงวันที่จะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ โดยขอให้ลดจำนวนคณะกรรมการลงจากปัจจุบันที่มีอยู่ 15 คน ลงมาเหลือ 10 คน และ บุคคลที่เป็นกรรมการ จะต้องมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานให้บริษัทฯได้อย่างแท้จริง เช่น ในสายงานธุรกิจการบิน การขนส่ง การตลาด การจัดซื้อจัดจ้าง และด้านการเงิน จากปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่ถูกส่งมาจากฝ่ายการเมือง

นอกจากนี้ ยังขอให้มีการทบทวนค่ายานพาหนะในแต่ละเดือนของผู้บริหารระดับสูงด้วย ซึ่งขณะนี้ในระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ได้รับ 75,000 บาท และระดับผู้อำนวยการใหญ่ได้รับ 70,000 บาท ขณะที่นายโชคชัย ปัญญายงค์ ในฐานะรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ได้รับค่ายานพาหนะ 150,000บาท

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการทำงานของคณะกรรมการแบบไม่เต็มเวลา โดยเฉพาะรับหน้าที่เป็นกรรมการในบริษัทย่อยการบินไทยและยังได้รับผลประโยชน์ มากเกินควร จึงขอให้ฝ่ายบริหารคำนึงเรื่องของภาวะผู้นำมาทบทวนเรื่องดังกล่าวด้วยเพื่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัท



Create Date : 12 กันยายน 2557
Last Update : 12 กันยายน 2557 3:37:31 น.
Counter : 139 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  

Junso69
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



โย่วๆ NEW!!!
All Blog