ยินดีต้อนรับทุกท่านที่หลงเข้ามาค่า~
Group Blog
 
All Blogs
 

บันทึกชิลชิล - “ทริปนี้ไม่มีกั๊ก” ลุยเส้นวงกลมแม่ฮ่องสอน (1)

“ความเปรี้ยวอยากลองของ” นั้นไม่เข้าใครออกใครจริงๆ


เมื่อมีใครพร่ำพรรณนาถึงความคดเคี้ยวชวนพรั่นพรึงของถนนบนภูเขา กับทัศนียภาพข้างทางที่ ‘มหางดงาม’ พอๆ กับความ ‘มหาโหด’ ของเส้นทางแล้วล่ะก็… คนที่ชอบขับรถอย่างพี่ชายคนโตของเราก็เหมือนถูกกระตุ้นให้อยากไปพิสูจน์ความสามารถ ราวกับ ‘ของขึ้น’

จากประสบการณ์ทริปปีก่อนๆ พี่ชายได้หอบหิ้วครอบครัวของตนเองพร้อมกับน้องๆ วิ่งตะลอนเชียงใหม่-เชียงราย จึงประจักษ์ถึงความหวาดเสียวสุดชีวิตบนเส้นทางแถบแม่สายเลียบชายแดนพม่า ณ วันนั้น คณะเราได้เสียววูบวาบตลอด 1 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงที่หมาย และมันยังประทับใจอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืมว่า…เรา ‘รอด’ มาได้ยังไง? จะเป็นเพราะอานุภาพของการสวดชินบัญชร 10 จบก่อนเปิดทริป หรือเป็นเพราะความเก่งกาจในการควบคุมสติของสารถีกันแน่?
แต่ที่แน่ๆ … สารถีคนนี้ฮึกเหิมมากขึ้น จนฟันธงลงมาว่า
“ปลายปีนี้ (2007) เราจะไปเที่ยวเส้นวงกลมแม่ฮ่องสอนกัน!”
~~โอ้เย!~~
จึงได้เกิดปฐมบทการท่องเที่ยว แบบวงกลมแม่ฮ่องสอนดังนี้แลค่า…


เส้นวงกลมแม่ฮ่องสอนคือ อะไร?

(อธิบายเผื่อจะมีคนยังไม่รู้เน่อ ผู้รู้โปรดตรวจสอบด้วยนะคะ) คือ การเดินทางเป็นเส้นวงกลมโดยไม่ต้องย้อนกลับเส้นทางเดิมนั่นเอง คณะเรากำหนดจุดเริ่มต้นที่ถนนสาย 107 จากตัวเมืองเชียงใหม่ - แม่ริม ขึ้นทางทิศเหนือไปต่อเส้น1095 ผ่านแม่มาลัย ห้วยน้ำดัง ปาย ปางมะผ้า ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ต่อด้วยเส้นทาง 108 เข้าขุนยวม แม่ลาน้อย แม่สะเรียง ฮอด จอมทอง สันป่าตอง หางดง เข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นอันครบรอบวงกลมแบบ “ทวนเข็ม”นาฬิกา (แต่ส่วนมากเขาจะนิยมวิ่งแบบตามเข็มนาฬิกาค่ะ)

ดูรูปประกอบความเข้าใจเด้อ





ได้หน้าตาโปรแกรมเป็นเช่นนี้….
ทริปวงกลมแม่ฮ่องสอน 6 คืน 7 วัน ระหว่างวันที่ 23-29 ธันวาคม 2550

- 23 ธันวาคม เดินทางจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ พักที่ตัวเมืองเชียงใหม่
- 24 ธันวาคม เดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ พักที่ ปาย จ.แม่ฮ่องสอน (แวะ น้ำตกหมอกฟ้า - โป่งเดือดป่าแป๋ -สะพานสงครามโลกครั้งที่ 2 - บ้านสันติชล - ถนนคนเดินที่ปาย)
- 25 ธันวาคม เดินทางจาก ปาย ไป ปางอุ๋ง(บ้านรวมไทย) พักที่ปางอุ๋ง (แวะ ถ้ำน้ำลอด – ถ้ำปลา)
- 26 ธันวาคม เดินทางจากปางอุ๋ง ไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอน พักที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน (แวะ น้ำตกผาเสื่อ – ภูโคลน –วัดพระธาตุหนองจองกลาง –จองคำ - ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน)
- 27 ธันวาคม เดินทางจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ไป อ.แม่สะเรียง พักที่แม่สะเรียง (แวะ พระธาตุดอยกองมู – บ่อน้ำร้อนผาบ่อง – น้ำตกแม่สุรินทร์ –ถ้ำแก้วโกมล)
- 28 ธันวาคม เดินทางจากอ.แม่สะเรียง กลับเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ พักตัวเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ครบรอบวงกลม (แวะ สวนสนบ่อแก้ว – ออบหลวง- ซื้อของฝากที่ “วนัสนันท์” เชียงใหม่)
- 29 ธันวาคม เดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ กลับ กรุงเทพฯ

เมื่อดูโปรแกรมแล้ว… จะเห็นว่าโปรแกรมเที่ยวต่อวันจะไม่เยอะนัก เพราะพี่ชายคนโตเป็นสารถีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีคนให้ผลัดพวงมาลัย และเราก็หอบหิ้วหลานวัย 7 ขวบ (ลูกสาวของพี่ชายคนโต)ไปด้วย ทำให้คณะทัวร์ต้องค่อยๆ ไป… อีกทั้งพี่ๆ ของเราล้วนแต่เป็นคนชอบถ่ายรูป(เราก็ชอบถ่าย) หลานเราก็ชอบเป็นนางแบบด้วยสิ กว่าจะเสร็จกิจปิดหน้ากล้องนี่นานโขค่า แถมยังเป็นคณะทัวร์ที่ชอบแวะปั๊มน้ำมันเพื่อไปเข้าห้องน้ำอีก…. จัดเป็นทัวร์เฉื่อยหวานเย็นขนานแท้ละ


เอาล่ะค่ะ… พล่ามมาเยอะแล้ว มาดูกันต่อว่าเราไปเที่ยวแล้วเจออะไรมาบ้างนะคะ ^ ^
(เป็นบันทึกที่ตั้งใจจะเขียนให้ละเอียดค่ะ เหมือนเป็นการจดเก็บ “ข้อมูล” ไปในตัวด้วย ถ้ามันยาวยืดเกินไป ก็ขออภัยค่ะ อ่านข้ามไปเลยจ้า และเราขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อโรงแรม หรือร้านอาหารนะคะ หากเพื่อนๆ อยากรู้จริงๆ ก็หลังไมค์มาถามได้ค่ะ ส่วนรูปถ่ายนั้น…อาจจะไม่แจ่มเท่าไหร่ เพราะเราใช้กล้องปัญญาอ่อนถ่าย แต่ก็ภูมิใจนำเสนอนะคะ ^^ และภาพอาจจะถูกกรอบบล็อกอัดรูปแนวนอนจนดูไม่ชัด อันนี้ก็ขออภัยด้วยค่า...)







วันที่ 23 ธันวาคม 2550 วันเลือกตั้ง


ล้อหมุนตั้งแต่เช้าประมาณ 06.39 น. …ไม่เช้ามืดอย่างที่ตั้งโปรแกรมไว้ เพราะมัวแต่โอ้เอ้กันตามประสาคนเรื่อยเฉื่อยค่ะ และตามธรรมเนียม พี่ชายคนโตต้องทำพิธีกรรมสวดชินบัญชร 10 จบก่อนเริ่มเปิดทริป เราก็ตามไปสวดสมทบอีก 1 จบ เพื่อความสบายใจและความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

นั่งรถไปเรื่อยๆ ตามถนนสาย 32 ผ่าน อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เลี้ยวเข้าถนนสาย 1 (พหลโยธิน) ที่นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง เข้าถนนสาย 11 ที่ลำปาง ลำพูน จนเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ปกติจุดที่คณะเราแวะเป็นประจำคือ ที่พักริมทางหน่วยบริการการท่องเที่ยวแถบขุนตาน ค่ะ ไปถึงช่วงประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของที่นี่ เมื่อปีก่อนๆ นั้น… เรายังเห็นพวกกล้วยไม้ป่าอยู่บนคาคบต้นไม้ใหญ่หน้าที่ทำการฯ มากมาย ปีนี้มันโหรงเหรงไปจนเห็นได้ชัด ป่าผลัดใบบนภูเขารอบข้างก็ดูโทรมๆ ลง… อากาศก็ร้อนผิดปกติ (ปกติเมื่อเข้าเขตป่า มันจะเย็นๆ นะ?) แต่สิ่งที่ยังประทับใจเหมือนเดิม ก็คือ ห้องน้ำค่ะ สะอาดมาก ส่วนสิ่งที่ไม่ประทับใจเหมือนเดิม ก็เห็นจะเป็นอาหารนี่แหละ ที่มีไว้กินกันตายกลางหุบเขาเท่านั้น

ถึงที่หมาย จ. เชียงใหม่ราวๆ 5 โมงเย็น ก็วิ่งหาที่พักแถวคูเมืองเชียงใหม่ค่ะ โชคดีที่พักที่จองไว้เป็นตึกสร้างใหม่ ห้องละ 500 แต่สวยใช้ได้เลยล่ะ ใช้อินเตอร์เน็ตได้ด้วย ตกเย็นก็เดินไปหาข้าวกินแถวคูเมือง เนื่องจากรู้แน่แก่ใจว่า รถที่ขับมานั้นซดน้ำมันโฮกๆ ผลาญเงินไปไม่น้อย คนนั่งรถจึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัวซดน้ำก๋วยเตี๋ยวข้างทางที่แสนจะประหยัดแทน แล้วเราก็ต้องตื่นตะลึงกับบะหมี่เกี๊ยวธรรมด๊า..ธรรมดา แต่ใส่ “ผักกาดแก้ว” (ที่คนกรุงอย่างเราถือว่ามันแพง 2 หัวขนาดกลาง ขายประมาณ 35 บาทแน่ะ) ดูแปลกดีค่ะ ร้านเบเกอรี่ก็อร่อย ที่สำคัญก็คือ คุ้มค่าราคาถูก…. เราซื้อ “บลูเบอร์รี่ชีสพาย” มาลองชิม ปกติเคยกินชิ้นละ 85 –120 บาท ครานี้เจอชิ้นละ 50 บาท ใหญ่ด้วยอร่อยด้วย ปลื้มมากมายค่า

เสร็จจากมื้อเย็นแล้ว ก็ว่าจะไปเดินย่อยอาหารที่ถนนคนเดินต่อสักหน่อย แต่รู้จากคุณป้าเจ้าของห้องพักว่าอาทิตย์นี้เขางด เพราะเป็นวันเลือกตั้ง (แต่เราอ่านในกระทู้ เขาบอกว่าจะเปิด แต่เปิดช้านี่นา???) สุดท้ายก็เลยไม่ได้ไปเดินถนนคนเดิน … จึงจำใจกลับเข้าที่พักไปนั่งดูทีวีลุ้นผลเลือกตั้งต่อ แล้วก็ได้นอนแต่หัวค่ำทั้งๆ ที่อาหารยังอืดเต็มท้อง … ได้อ้วนตั้งแต่ต้นทริปเลยล่ะ ^ ^’ เง้อ?




วันที่ 24 ธันวาคม 2550


ผ่านหนึ่งคืนไปอย่างสบาย… ไม่เจอกุ๊กกู๋หลอนหลอกแต่อย่างใด วันนี้คณะเราออกรถตอนประมาณ 8 โมงกว่าๆ แวะทานข้าวเช้ากับร้านข้างทางแถวแม่ริม ตื่นตะลึงอีกเหมือนกันกับเกาเหลาลูกชิ้น ที่ใส่ผัก “จินจูฉ่าย” (ต้นแก้วเมืองจีน) ด้วย ซึ่งหากินได้ยากในกรุงเทพฯ จำได้จากเกาเหลาเลือดหมูใส่จินจูฉ่ายที่เชียงรายนี่ อร่อยสุดยอดดดดด~~ (แต่ร้านที่เราไปกินที่แม่ริม ไม่ได้ขายเกาเหลาเลือดหมูอ่ะ แต่เขาก็ใส่จินจูฉ่ายกับเกาเหลาลูกชิ้นนะคะ)

ระหว่างทาง เราแวะเที่ยวที่แรก คือ น้ำตก “หมอกฟ้า” ทางเข้าน้ำตกจากถนนเส้น1095 ประมาณ 2 กิโลเมตรกว่าๆ เป็นทางขึ้นเขา 2 เลนพอสวนกันได้นิดๆ โหดเล็กน้อย จากลานจอดรถเดินเข้าไปอีกนิดหน่อย ก็ถึงตัวน้ำตกหมอกฟ้า เราจึงได้ศึกษาธรรมชาติข้างทางไปในตัว อากาศเย็นชื้นกำลังสบาย… ผืนป่าที่นี่ก็สวยมาก ดูรกชัฎชุ่มชื้นสมเป็นป่าเขตน้ำตกจริงๆ มีเฟินขึ้นตลอดไหล่ทางเดิน เราแอบดูพันธุ์ต้นไม้ใหญ่ ก็คิดว่าน่าจะเป็นป่าเบญจพรรณ ผสมป่าดงดิบค่ะ








ที่ประทับใจที่สุดของน้ำตกหมอกฟ้า คือ สายรุ้งที่พาดประดับอยู่เบื้องล่างตัวน้ำตก คล้ายๆ กับน้ำตก “วชิรธาร” ที่ดอยอินทนนท์ แต่ไม่อลังการ์เท่า ที่น้ำตกหมอกฟ้านี้ สายรุ้งจะเห็นได้เฉพาะช่วงเช้า- สายๆ เท่านั้นค่า





อย่างหนึ่งที่ประทับใจคือ เม็ดทรายบริเวณน้ำตก เราสังเกตว่ามันสะท้อนแสงแวบๆ วับๆ ผิดกับน้ำตกที่อื่น เลยนั่งยองๆ กอบทรายสำรวจแร่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใช้นิ้วมือขยี้ก้อนแร่ที่แวบวับนั้นดู ปรากฏว่ามันร่อนลอกออกเป็นชั้นๆ ได้ด้วยอ้ะ! สะท้อนแสงคล้ายแผ่นโลหะที่ตีจนบางเฉียบ เราพยายามนึกเรื่องสายแร่สมัยเรียนมัธยมปลาย ก็สันนิษฐานว่า.. หากมันเป็นตระกูลโลหะจริงๆ …ก็น่าจะเป็นพวก “ดีบุก” อะไรอย่างนี้กระมังคะ??



เสร็จจากน้ำตกหมอกฟ้าที่น้ำไหลใสเย็น เราก็ไปต่อที่ “โป่งเดือดป่าแป๋” กัน


เท่าที่รู้ข้อมูลมา… โป่งเดือดป่าแป๋นั้นเป็นแบบ “ไกเซอร์” (น้ำพุที่พุ่งขึ้นด้วยแรงดันใต้ผิวโลก) แต่ก่อนนั้นโป่งเดือดเคยพุ่งได้ถึง 5 เมตร ปัจจุบันนี้เหลือเพียง 1 เมตรเท่านั้น… การเข้าไปเที่ยวที่นี่ต้องขับรถเข้าไปลึกประมาณ 6.5 กิโลเมตร ผจญเส้นทางที่ป่าข้างทางก็รกมั่กมากกก ต้นไม้ขึ้นเบียดเสียดกันสูงลิบ เถาวัลย์พันกิ่งระย้า สลับกับป่าไผ่และต้นกล้วย มีบ้านคนอยู่บ้างประปราย ถนนเลนเดียวลาดยางแล้วแต่ผุพัง มีลูกรังแซมบ้างเป็นระยะ หนทางดูธุรกันดานจนเราอดสงสารรถตู้ที่โหลดเตี้ยไม่ได้ค่ะ ขับกระแทกลงหลุมทีนี่…ช่วงล่างมันจะเจ๊งไหมเนี่ย? ก็นึกดีใจที่รถพี่เราเป็นโฟว์วิล… ในขณะเดียวกันก็รู้สึกนับถือรถเก๋งเก่าๆ แต่ฝีมือเก๋าซ้า… ขับมาถึงจุดหมายได้ด้วยแฮะ ช่างเยี่ยมยุทธ์จริงๆ!



เมื่อล้อหยุด ณ ลานจอดรถโป่งเดือดป่าแป๋ เราก็มองหาน้ำพุทันทีเลยค่ะ อ้าว? ไม่เห็นเลยอ่ะ เห็นแต่ลานกางเต็นท์ กับ สะพานไม้ทอดยาวเข้าไปในป่าทึบ ดูป้ายที่บอก…อ๋อ… ต้องเดินเข้าไปนี่เอง ทั้งเส้นทางก็ประมาณ 750 เมตร ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปเรื่อยๆ ก็สำรวจเส้นทางและพันธุ์ไม้ไปตามเรื่องตามราว และแล้วเราก็เห็นเจ้าลูกกลมๆ สีแดงแก่ขนาดเท่าขนมปัง “โรตีบอย” ผุดจากผิวดินเป็นกลุ่มๆ อ๊ะ? มันคือ “ขนุนดิน” นั่นเอง!! แต่เป็นขนุนดินที่ยังไม่บานนะคะ





หากเพื่อนๆ ไม่ค่อยได้เดินป่าเท่าไร อาจจะยังไม่รู้จัก ขนุนดินเป็นพืชกาฝากชนิดหนึ่ง พบได้ยากในป่าค่ะ แต่ที่โป่งเดือดป่าแป๋นี่ … ขนุนดินดกมากๆ มองเข้าไปในป่าไผ่นี่ ขึ้นกันดาษดื่นทีเดียว นอกจากดกแล้ว ยังดอกใหญ่มากอีกด้วยสิ เมื่อเทียบกับที่เราไปเห็นขนุนดินที่ “กิ่วแม่ปาน” (ดอยอินทนนท์) มันคนละเรื่องกันเลยค่ะ… ขนาดขนมปังโรตีบอย กับ ขนาดขนมเปี๊ยะลูกเล็ก ขึ้นกันแบบเป็นดงพรึ่บพรั่บ กับขึ้นแบบหลบๆ ซ่อนๆ ประหยัดเนื้อประหยัดตัวจนแทบมองไม่เห็น


อืมม์… จึงได้ข้อสรุปว่า แม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่ขึ้นกับป่าคนละที่กัน ก็แตกต่างกันได้นะเนี่ย? (<< เพิ่งจะเข้าใจจริงๆ ก็คราวนี้แหละ)



แล้วก็ถึงบริเวณลานหินกว้างของโป่งเดือด มีน้ำร้อนผุดอยู่ใหญ่ๆ 2 จุด เราก็พยายามจินตนาการว่าสมัยก่อนมันพุ่ง 5 เมตรได้ยังไง …แต่นึกไม่ออกค่ะ รู้แค่ว่าถ้าโดดลงไปนี่ ต้องสุกในชั่วพริบตาแน่ เพราะอุณหภูมิน้ำผิวดินที่นี่สูงถึง 90-100 องศาเซลเซียส (ในขณะนี่บ่อน้ำร้อนที่อื่นที่เราเคยไปจะประมาณ 60- 85 องศา) ควันขาวลอยพวยพุ่งทั่วผืนป่าพร้อมกับกลิ่นกำมะถัน หรือ ก๊าซไข่เน่าในอากาศ ชวนให้นึกถึงไข่ต้มฟองใหญ่ๆ เสียจริง อ้อ! แต่ที่นี่เขาไม่ให้ลองต้มไข่นะคะ (ดูจากรูป..ก็พอจะรู้ค่ะว่าทำไม)








ชื่นชมกับทัศนียภาพไกเซอร์เสร็จ ก็เดินบนสะพานไม้ลงเนินเขาเพื่อวนออก ผ่านป่าทึบเขียวขจี มีเถาวัลย์ระโยงระยางแบบป่าดงดิบ สลับกับป่าไผ่ต้นใหญ่ๆ บางช่วง แหงนหน้าไปก็เห็น “ชายผ้าสีดา” อยู่บนคบไม้ (ทางภาคเหนือ จะเรียกว่า “ห่อข้าวย่าบา”) มีขึ้นอยู่หลายที่เหมือนกัน แต่มันแห้งกลายเป็นสีน้ำตาลไปหมดแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันตาย หรือแค่แห้งเฉยๆ? ดูแล้วก็น่าเป็นห่วงนะคะ ชายผ้าสีดาจัดว่าเป็นเฟินหายาก เป็นที่หมายตาของนักหาของป่าด้วย คนซื้อไปเลี้ยงไม่เป็นก็ตายอีก จนปัจจุบันชายผ้าสีดาเกือบจะหมดป่าอยู่แล้ว หากเรายังเห็นมันอยู่ตามคบไม้ธรรมชาติละก็.. ถือเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่อนุรักษ์ได้ดีมากค่ะ













เมื่อเดินทางผ่านช่วงโป่งเดือดป่าแป๋ไปแล้ว เราก็เริ่มรู้ซึ้งถึงความลดเลี้ยวของถนน วิ่งผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 2 แห่ง ลัดเลาะตามสันเขากันตลอดเส้น ท้องไส้ก็เริ่มร้องโวยวายมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้นเห็นจุดที่พักชมวิวกลางทางเป็นร้านอาหารท่ามกลางป่าสน ใกล้กับอุทยานแห่งชาติ “ห้วยน้ำดัง” รถก็เลี้ยววูบเข้าไปจอดทันทีด้วยความหิวโซทั้งคณะ สัมผัสแรกที่ก้าวลงจากรถ คือ อากาศบนเขาเย็นจริงๆ ค่ะ แม้จะเป็นช่วงแดดประมาณบ่ายสองโมงก็ตาม





เวลาคล้อยบ่ายแล้ว คนก็ยังนั่งกินเต็มร้าน เราจำต้องนั่งจุ้มปุ๊กรอแม่ครัวทำกับข้าวอยู่หลายคิว แบบว่าเขาส่งอะไรให้กิน ก็กินอร่อยหมดแล้วงานนี้ และยังสั่งกาแฟกันคนละแก้วใหญ่มาด้วยค่ะ “ไอซ์ลาเต้” ที่ร้านนี้กลมกล่อมมาก เราดื่มเข้าไปเยอะ โดยหารู้ไม่ว่า…กาแฟแก้วนี้ จะเป็นกาแฟแก้วสุดท้ายที่เราดื่มในทริปนี้…



เพราะไม่นานนัก… อาการ “เมารถ” ของเราก็กำเริบค่ะ

จริงๆ เราเองก็รู้ตัวอยู่นิดๆ ว่าเคยเมารถ แต่เป็นอาการเมารถแบบเวียนหัว ไม่เคยมีอาการอะไรมากกว่านั้นเลยค่ะ แต่อาการเมารถคราวนี้มันวิกฤติสุดๆ ไปเลย!!
เพราะอาหารที่เพิ่งทานเข้าไป มันจะขย้อนออกทางปาก และทำท่าว่าท้องจะเสียด้วยนี่สิ?? พูดภาษาชาวบ้านแบบไพเราะ ก็คือ มันพร้อมจะออกทั้งสองทวารนั่นแหละ!


ผู้ร้ายในงานนี้คงไม่พ้น ‘กาแฟที่มีนม’….

(ซึ่งเราก็ไม่เค้ย~ไม่เคยสำนึก เจอผู้ร้ายรสกลมกล่อมสุดๆ เข้าไป ก็พลาดท่าเสียทีจนได้…)

ในป่าเขา ป้ายบอกทางว่า ปาย อยู่ห่างไปอีก 32 กิโลเมตร สำหรับเราแล้ว… 32 กิโลเมตร ราวกับหลายพันกิโลเมตรเลยนะคะ ทุกวินาทีนั้นทรมานมาก… เพราะรู้แน่แก่ใจว่าสถานการณ์แบบนี้หาที่จอดรถไม่ได้แน่ๆ เส้นทางในหุบเขามันทั้งชัน ทั้งแคบ และโค้งสะบัด ขืนหยุดจอดรถ รถคันอื่นอาจจะวิ่งลำบาก และเสี่ยงกับการถูกชนมาก… แม้จะหาที่จอดรถได้ แต่มันก็ไม่มี “ห้องน้ำ” อีกนั่นแหละ แล้วจะให้เราไต่ลงเหวไปให้ปุ๋ยต้นไม้เหรอ? ไม่อาวววนะ !!! จึงได้แต่กลั้นใจให้ไปถึงเมืองปายข้างล่างโน่น ซึ่งครั้งนี้แหละเราได้ลอง “สมาธิ” ฝึกความอดทนอดกลั้นกันสุดๆ เลยค่ะ หลานเราที่นั่งอยู่ข้างกายก็ร้องวี้ดๆ อยู่ ยิ่งเพิ่มอาการเมารถขึ้นอีกหลายเท่าตัว ยาดมหรืออมตำรับไหนก็ใช้กับเราไม่ได้แล้ว พอเห็นว่าถนนเริ่มลงพื้นราบ มีจุดพักเป็นร้านกาแฟข้างทาง ก็ขอพี่ชายหยุดรถเลยค่ะ ซึ่งตรงนั้นก็คือ ริมสะพานสงครามโลกครั้งที่ 2






แต่แล้วก็เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เมื่อพี่สะใภ้ช่วยไปถามเรื่องห้องน้ำให้ที่ร้านกาแฟริมทาง ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า
“เอ่อ... เขาบอกว่า ถ้าจะเข้าห้องน้ำไป เดี๋ยวจะเมากว่าเดิมนะ”
ด้วยอารมณ์หมายมาดในสุขา ทำให้เราไม่สนใจคำเตือนอะไรทั้งสิ้น ในชีวิตก็ผ่านส้วมแย่ๆ มานักต่อนักแล้ว ยังต้องกลัวอะไรอีกละ นอกจากของมันเร่งจะออกก่อนเวลาอันควร!?


คิดได้ดังนั้น เราจึงบุกไปถามเจ้าของร้านด้วยตัวเอง

คุณพี่เจ้าของร้านก็ส่งยิ้มตอบแบบแหยๆ พร้อมกับใช้ดรรชนีของเธอชี้ไปที่กระต๊อบหลังเล็กเบื้องล่าง ตั้งอยู่หลังเดียวโดดๆ ท่ามกลางทุ่งหญ้าบนพื้นทราย มีลำธารลำเล็กไหลผ่านด้านข้าง สภาพกระต๊อบนั้นพอจะมองออกว่าประตูนั้นมันช่างง่อนแง่น ขอบประตูเบี้ยวจนเผยอเห็นได้ในระยะไกล ฝาผนังก็พร้อมพรั่งไปด้วย “รู” ห่างๆ จากการขัดสานไม้อย่างลวกๆ.. แล้วภายในกระต๊อบนี่ล่ะ? เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าจะพบโถส้วม? (กลัวเป็นหลุมดำที่มีประวัติศาสตร์จากลำไส้ของชาวบ้าน)


‘แม่เจ้าโว้ยยยยย นี่มันส้วมเอ็กตรา-สเปเชียล-ซุปเปอร์-โคตะระ-แย่ที่สุด!!’

ยัง..ยังสาธยายความแย่ไม่พอ

แล้วเจ้าถิ่นก็อธิบายต่อว่า หากจะเข้าห้องน้ำจริงๆ ก็ต้องเอาถังน้ำไปวิดน้ำลำธารข้างๆ ไปใช้ ซึ่งลำธารที่ว่านี้ก็น้ำลึกประมาณตาตุ่ม พื้นลำธารก็เป็นทรายล้วนๆ
แล้วเราต้องวิดกี่รอบถึงจะเต็มถังละเนี่ย? ไอ้น้ำที่วิดจะมาใช้นั้นน่ะ มันจะสะอาดมั้ย? ก็มันปนเปื้อนไปด้วยทรายแบบนั้นอ้ะ??


ความรู้สึกแย่ จึงยกกำลังอินฟินิตี้ก้องสะท้อนอยู่ในหัว ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสารตัวเอง พอๆ กับการเป็นห่วงเรื่องสาธารณสุขของชุมชนในแถบนี้จับใจ… อันที่จริง เราไม่ควรใช้ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวตัดสินวิถีชีวิตชาวบ้านใช่มั้ย? เราควรจะเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติให้สมกับที่อุตส่าห์หนีเมืองกรุงมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนสิ
…แต่จะให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของ ‘ส้วม’ ที่นี่น่ะเหรอ?


โอว ม่ายยยยยยยยยยยยยย ~~

ระหว่างที่กำลังวิตกจริตกับส้วมพื้นเมืองพิศวงจนลืมอาการป่วยอยู่นั้น เสียงของพี่สะใภ้ก็ลอยมาขจัดความคิด พร้อมกับจุดประกายความหวังใหม่ขึ้นอีกครั้ง พี่เขาชี้ไปที่ร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดใหม่ที่อยู่อีกฟากของสะพานข้ามแม่น้ำปายไป อยู่ห่างกันไม่ไกลค่ะ แค่หลังคาร้านก็ดูหรูไฮแบบนี้ ต้องมีส้วมอันพึงใจแน่ๆ… เอาวะ เราก็กัดฟันทนไว้ พอไปถึงร้านกาแฟนี้ ห้องน้ำก็หรูไฮสมใจอยาก แต่ก็ดันมีห้องน้ำอยู่เพียงห้องเดียวอีก เราเข้าไปก็ถูกมารผจญเผ่าคอเคซอยด์ เอ๊ย! ฝรั่งมาเคาะประตูเร่งเรียกอีก 2 รอบ!!


‘วันนี้มันวันอะไรของตูฟระ?? ให้ตูเป็นสุข สมกับอยู่ใน ‘สุขา’ หน่อยไม่ได้หรือไง?’
เราก็อดที่จะสบถในใจไม่ได้อ่ะนะ

ครั้นจะตอบรับว่า “Just a minute” เดี๋ยวเขาจะหาว่าโกหก เพราะมันนั่งนานแน่ๆ แหละ และถ้าเกิดมีการต่อรองกันขึ้นมาอีกล่ะ? อาการเวียนหัวแบบนี้ สมองเราคงพ่นภาษาอังกฤษไม่ทันแหงๆ …คิดได้ดังนั้นก็เลยสงบเสงี่ยมไม่ได้พูดอะไร ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเราต่อไปล่ะดีแล้ว… พอดีได้พี่สะใภ้มาช่วยชีวิตไว้ คุยกับฝรั่งแทนเรา …เลยรอดตัวไปค่ะ

อะไรมันจะซวยตั้งแต่ต้นทริปเลยนะ?

….จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เราผวากับเส้นทางที่เหลืออีกพันกว่าโค้งกว่าจะหมดทริป ขยาดจนไม่กล้าดื่มกาแฟระหว่างเดินทางอีกเลยค่ะ…
หนูจะไม่ใจอ่อนกับผู้ร้ายอย่างไอซ์ลาเต้อีกแล้วววววว


ไม่นานนัก…เราได้ตระหนักอีกว่า ความซวยนั้นเป็นมิตรแท้ของเราเพียงไร


พ้นวิกฤติเมารถ+ท้องเสียมาได้ เราก็เจออุปสรรคอีก
ถ่อไปถึงปายแล้ว แต่ที่พักของเรานั้นอยู่หนใด??



สุริยาจะเย็นย่ำ ทัศนียภาพเริ่มเลือนลาง เส้นทางก็ดูยากขึ้นทุกที…รีสอร์ทหรูที่จะเราพักนั้นอยู่นอกเมือง 4 กิโลเมตร แต่ยิ่งขับไปก็รู้สึกว่าทางมันกันดานมากขึ้นเรื่อยๆ ถนนลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อราวกับทางเกวียน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งนาเวิ้งว้าง เราดูแผนที่รีสอร์ทที่ปรินท์มาจากเว็บไปก็งงไปค่ะ ซ้ำเมื่อโทรไปถามทางกับรีสอร์ทแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจเลยสักอย่าง จนกระทั่งพลัดหลงมาที่ “บ้านสันติชล” ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน จึงต้องแวะเที่ยวกันสักพักโดยไม่ได้ตั้งใจ






ที่นี่มีนักท่องเที่ยวกันมาหลายกลุ่ม เราเองก็รู้สึกคุ้นๆ กับภาพเครื่องเล่นชิงช้าจากรูปที่คนอื่นถ่ายมา มีทั้งเครื่องเล่นแบบชาวจีน(หรือชาวเขา?) ทั้งเจ้า “ลา” น้อยที่แต่งองค์ทรงเครื่อง ร้านอาหาร และร้านขายของฝาก ซึ่งเราก็ได้ลองชิมชากุหลาบเป็นครั้งแรกก็ที่นี่ล่ะค่ะ ดูวิธีชงชาเพลินเลย ทำให้หวนคิดถึงตอนเราไปสิงคโปร์ที่ไปซื้อชาดอกกุหลาบมา แต่เราไม่มีเครื่องชง และก็ชงไม่เป็นด้วยค่ะ ชากุหลาบจึงแปรสภาพกลายเป็นซากกุหลาบแห้งกรังทั้งที่ยังไม่เคยเปิดฝาขวด แม้เราจะได้ดื่มชาฟรี แต่ก็ไปเสียเงินกับโถเก็บชานะคะ เป็นเซรามิกพอร์สเลน ที่เพ้นท์ลายดอกไม้น่ารักมาก ได้โอกาสซื้อฝากผองเพื่อนซะเลย

ลัลล้าได้สักพัก สร้างกำลังใจในการหาทางไปรีสอร์ทต่อ แต่กว่าจะเดินทางไปถึงที่หมายได้ก็เกือบจะมืดแล้วค่ะ ปัญญาจึงบังเกิดว่าทางเข้ารีสอร์ทนั้นเข้าได้สองทาง และเราก็เลือกเข้าทางลำบาก (ว่าแล้วเชียว)…สมกับเป็นคณะเราจริงๆ หนอ

มีภาพรีสอร์ทที่ปายให้ดูด้วย แต่เป็นภาพในตอนเช้านะคะ ^^ (ใครเคยไปนอนที่รีสอร์ทนี้คงจำกันได้แหละ)






เมื่อติดต่อเช็คอินบ้านพักกันเรียบร้อยแล้ว คณะเราก็ตกลงใจไปหาข้าวกินที่ตัวเมืองปาย แล้วก็จะไปเดิน “ถนนคนเดิน” ที่ใครๆ ไปเที่ยวปายก็ต้องไปเดินกัน เราถามทางจากพนักงานรีสอร์ทเพื่อจะเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลออกมาก็คืองงและหลงทางอีก ซึ่งคราวนี้ลำบากกว่าเดิมเพราะย่ำค่ำแล้ว บรรยากาศรอบนอกเมืองปายมืดสนิทจนมองทางข้างหน้าแทบไม่เห็น ส่วนป้ายบอกทางนั้น..ก็ว่ามีน้อยแล้ว ไฟถนนยังมีน้อยเสียยิ่งกว่า…หรือถ้ามีก็เฉพาะถนนสายใหญ่(ซึ่งใหญ่สุดแค่ 2 เลน) เราจึงพึ่งพาได้เฉพาะแสงจากคบเพลิงที่ชาวบ้านเขาจุดไว้ริมรั้วเท่านั้นค่ะ ซึ่งทุกอย่างก็ดูสมกับเป็นชนบทบริสุทธิ์จริงๆ แต่มันไม่ใช่เวลามาชื่นชมขณะเรากำลังหลงทางอ้ะ! …(ที่ชาวบ้านเขาจุดคบเพลิงน่ะ เพราะเขากำลังมี “งานรื่นเริง” กันต่างหาก หากเป็นวันอื่นๆ คงไม่จุดกัน ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับคืนวันคริสต์มาสอีฟหรือเปล่านะคะ)

ในที่สุด…ก็หาร้านอาหารที่ทางรีสอร์ทแนะนำเจอจนได้ เป็นร้านอาหารตามสั่งอยู่นอกเมืองมาหน่อยค่ะ (เพราะเขาบอกว่าร้านอาหารในเมืองไม่ค่อยอร่อย ก็ต้องเชื่อคนท้องถิ่นอ่ะนะ) ร้านนี้เป็นตึกแถว 2 คูหา แต่ลูกค้าในร้านแน่นมาก รอคิวจนหลานเรานี่ปวดกระเพาะเลย แต่เข้าใจค่ะว่าทำไมคนถึงแห่แหนมากินร้านนี้กันเยอะ ก็เพราะมัน อ า ห ย่ อ ย นี่เอง…และราคาก็ถือว่าถูกมาก (แม้ราคากับข้าวจะเท่ากรุงเทพฯ ก็เถอะ แต่อาหารนี่ล้นจานเลยค่ะ และรสชาติก็ดีระดับร้านหรูๆ เลยทีเดียว) เมื่อส่งอาหารลงเต็มกระเพาะแล้วก็ทำให้เราหายเคือง มีแรงไปถนนคนเดินที่ตัวเมืองต่อค่ะ





อันที่จริงเราเคยไปเมืองปายนานมาแล้วค่ะ เมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อนที่ปายจะฮิตเสียอีก ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของปายมากมาย ปายกลายเป็น “เมือง” ไม่ใช่สถานที่อันเงียบสงบอีกต่อไป…(ยกเว้น รอบนอกเมืองที่ยังคงสภาพเดิมไว้ได้อยู่ แต่คิดว่าอีกไม่นานหรอก เมืองจะขยายออกไป เราเห็นเขาตัดถนนสายใหม่เพิ่ม ก็เห็นแววแล้วล่ะค่ะ) เมื่อปีก่อนโน้น เราได้พักอยู่ในตัวเมือง ยังได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไรชัดเจน ยังมองเห็นหิ่งห้อยป่าตัวเล็กๆ ส่องแสงสีเหลืองอมเขียว แสงไฟจากบ้านเมืองก็ยังไม่ค่อยมี มีแต่แสงเทียนส่องสว่างรำไร ซึ่งก็ดูโรแมนติกไปอีกแบบ

….ทว่าในวันนี้…ปายเต็มไปด้วยตึกแถว ช่วงเทศกาลก็คลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวมากกว่าคนท้องถิ่นเสียอีก เสียงดนตรีกลบเสียงหรีดหริ่งเรไร แสงจากหลอดไฟกลบแสงเทียนแท่งน้อย สรุปว่า..เราไปปายกัน เพื่อจะไปเจอตรอกข้าวสารเวอร์ชั่นในหุบเขาหรือเปล่านะ? ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ใจนักท่องเที่ยวนะคะ ถ้าชอบก็ไม่มีปัญหาหรอก… แต่ปัญหาจะไปอยู่กับคนท้องถิ่นหรือเปล่านั้น? เราไม่แน่ใจค่ะ


สำหรับผู้ที่รักความสงบ ชอบวิถีชาวบ้านที่เรียบง่ายท่ามกลางอ้อมกอดของภูเขาสูง ในขณะเดียวกันก็ได้สัมผัสสีสันของเมืองเล็กๆ ด้วยละก็… ที่“อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่” น่าจะเข้าเค้ากว่า “ปาย จ.แม่ฮ่องสอน” นะคะ … เราเคยไปเที่ยวทั้งสองที่ คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นล่ะ


-- เฮ้อ --

และจากการกลับมาสัมผัสปายอีกครั้ง ทำให้นึกขึ้นได้ว่า เราไปเที่ยวมาแค่ 2 วัน ไปสถานที่เดิมที่เคยไป…ได้โอกาสกลับมาเยี่ยมอีกที ทุกอย่างก็ล้วนเปลี่ยนแปลงไปหมด ทั้งธรรมชาติ ทั้งสภาพความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น

แต่เราไม่ได้กล่าวโทษว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ดีหรอกนะคะ แต่มันทำให้เรารำลึกถึงความเป็นจริงของโลกต่างหาก อะไรๆ มันก็ต้องวิวัฒน์ขึ้น หรือไม่ก็สูญสลายลง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้คงที่ ซึ่งตอนนี้เราก็ควรรำลึกความเป็นจริงของตัวเองเหมือนกัน เพราะเขาว่ากันว่า ‘คนเรายิ่งแก่ ก็ยิ่งขี้บ่น’ …


เอ…แล้วไอ้ที่พิมพ์พรรณนามาทั้งหมดเนี้ย? มันเข้าข่ายขี้บ่นหรือเปล่าว้า???
(ห้ามคนอ่านพยักหน้าเห็นด้วยเด็ดขาด แต่เราพยักหน้ายอมรับเองได้ เอิ๊กๆ ///)


เอาล่ะค่ะ ลงบันทึกเพียง 2 วันแรก ก็น่าจะทำให้คนอ่านเมื่อยสายตากันพอสมควรแล้ว เอาไว้ต่อกันคราวหน้าละกันนะคะ ขอขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่พยายามถ่างตาอ่านจนจบจ้า (ถ้าอ่านในรอบเดียว ก็อย่างเซียนเลยอ่ะ) ยังเหลือบันทึกอีก 4 เอ๊ย 5 วันแน่ะ เอ่อ ถ้าบันทึกนี้ไม่ทำให้เมื่อยสายตาจนเกินไปนัก ก็โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ แหะแหะ…


คิดเห็นกันอย่างไร คอมเม้นต์กันได้ค่า~~


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปล. ทางจขบ. อาจจะเข้ามาแก้ไขรูปในบล็อกนี้อีกค่า.. ดูมันแปลกๆ ยังไงไม่รู้เน่อ




 

Create Date : 06 มกราคม 2551    
Last Update : 7 มกราคม 2551 12:30:12 น.
Counter : 4087 Pageviews.  

เรื่องขำๆ กับการวาดการ์ตูน (ที่ใครๆ ก็น่าจะเคยโดน ^ ^/)

อู้งานการมาทดบันทึกค่ะ


พอดีนึกอะไรได้แล้วเราไม่อยากปล่อยให้ไอเดียนี้หายไป จึงรีบพิมพ์ระดับความเร็วแสง ก่อนเจ้าหนี้จะมาพบ 555 เราปล่อยให้บล็อกหยากไย่ขึ้นมาร่วม 2อสงไขยแล้ว (เอ้ย แค่ 2 เดือนเอ๊งงงง) เลยเกิดอาการร้อนเนื้อร้อนตัวต้องมาทำหน้าที่อัพกันเสียบ้าง มิฉะนั้นเพื่อนๆ จะเบื่อแล้วหายโม้ด ( เอ…ว่าแต่มีคนติดตามอ่านบล็อกไร้สาระเราด้วยเหยอ? ถ้ามี ก็ขอขอบคุณหลายๆ นะคะ )
เอาล่ะ สารภาพบาปกันเรียบร้อยแล้ว… มาเข้าหัวข้อทอล์กดีก่า

ลองย้อนไปในอดีต เพื่อนๆ ที่ชอบวาดการ์ตูนเคยโดนทักอะไรกันบ้างคะ? มาเช็กกันว่าเคยโดนทักเหมือนเราอ้ะป่าว? อิอิ

1. โดนทักว่าวาดรูปเหมือนนักวาดการ์ตูนคนอื่นๆ ….. สารพัดอาจารย์จากญี่ปุ่น ที่บรรดาผองเพื่อนให้เกียรติว่าอิฉันวาดเหมือนเขา (ให้เกียรติกันแบบนี้….มะค่อยภูมิใจอ่า…) และเชื่อว่าหลายๆ คนที่โดนแบบนี้คงไม่ค่อยจะดีใจเหมือนกันอ่ะนะ -*-
*ไหนๆ ก็ไหนๆ แปะรูปอ้างอิงสักหน่อย – นี่เป็นลายเส้นของเราในปัจจุบันค่ะ (ก็ไม่ต่างจาก 10 ปีที่แล้วเท่าไหร่ดอก…) เป็นภาพประกอบจากเรื่องสั้นเรื่อง “ก็เพราะวันฝนตก” ในนิตยสาร “ไอน้ำ” ค่ะ







แล้วเขาบอกว่าลายเส้นหนูเหมือนอาจารย์เหล่านี้?...


- อ. นาริตะ มินาโกะ จากเรื่อง “ไซเฟอร์” อืมๆ อันนี้ฟังดูมีเหตุผลค่ะ เพราะตอนเด็กๆ เราชอบมากเลยนี่นา (อย่างที่เขียนไปในเอนทรีหัวข้อ Fandom Tag) เราโดนทักตั้งแต่สมัย ม. 4 แน่ะค่ะ ตอนถูกรุ่นพี่บังคับให้วาดรูปส่งประกวดหัวข้อ “พระอภัยมณี” ในวันสุนทรภู่ แล้วได้ที่ 1 ของโรงเรียน (แหะๆ ตอนนั้นไม่รู้ว่ากรรมการเขาคิดยังไงเนอะ? ) ครั้นมีคนมาดูที่บอร์ดโชว์ผลงาน ก็พูดว่า “ไหงพระอภัยมณี หน้าเหมือนไซเฟอร์เลยฟระ?” ……….. อิฉันซึ่งแอบยืนสังเกตการณ์อยู่ตรงนั้น ก็ไม่รู้จะยืดอกรับ หรือ มุดเป็นแมงกระชอนหนีไปดี???

- อ. ฟูจิตะ คาซึโกะ ทักแล้วอึ้งๆ ไปเหมือนกันค่ะ แม้เราจะเคยอ่านงานของอาจารย์มาบ้าง แต่เราก็มะเคยคิดที่จะวาดสไตล์แบบนั้นเลยสักติ๊ด พอนั่งๆ คิดดูแล้ว เรายังพอทำความเข้าใจได้บางส่วนอ่ะ ด้วยโครงสร้างบนใบหน้ามีตา หู จมูก ปาก ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เช่น ความยาวของจมูก รูปแนวของคิ้ว (อันที่จริง สมัยนั้นใครๆ ก็วาดด้วยสัดส่วนนี้มิใช่หรือ? เป็นสัดส่วนคลาสิกของการ์ตูนโบราณนิ?)

- อ.ไซโต จิโฮ แรกฟังก็ “เฮ้ยยยยยย เหมือนตรงไหนนนนนนนฟระ?????” นานาจิตตัง เขาบอกว่า “มันเหมือนโดยรวม” งงค่ะ อันนี้งงจริงๆ มันดูห่างไกลไปไม่กลับยังไงไม่รู้ เส้นเราออกจะแข็งกระเด๊ก แต่ของอาจารย์พริ้วมากมาย มีตรงไหนที่เหมือนกันหรือ? หาสัดส่วนอ้างอิงไม่เจออ่า….

- Clamp ………. อิฉันเงียบ อึ้ง ทึ่ง เสียวไปประมาณ 15 วินาที แล้วได้เรียนรู้สัจธรรมว่า “โลกนี้หนอ อะไรก็ไม่แน่นอน” แม้กระทั่งในสายตาของคนมองด้วยกัน เอ่อ.. แล้วเราก็ปลงได้ในที่สุดค่ะ (ก็อาจารย์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีสไตล์ต่างกันไปกันคนละทิศละทาง แทบไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยนี่นา แต่เรานี่ดิ... จะไปเหมือนอาจารย์ทั้งหมดนี้ได้ไงเนี่ย???)


2. โดนทักว่า “วาดตัวละครหน้าเหมือนตัวเอง”

อันนี้คงพอจะเคยได้ยินมาบ้างนะคะ เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็มีคนบอกว่าเชื่อถือได้นะ เราไม่คิดว่าตัวเองจะโดนทักเหมือนกัน ถ้าถูกทักว่าหน้าเหมือนนางเอกของเราเอง ก็ไม่แปลกใจละค่า… 555 ( แหม ถ้าวาดนางเอกสวย ก็แปลว่าเราสวยด้วยสินี่? = เข้าข่ายหลงตัวเองแบบ 2 เด้ง) แต่…
ดันถูกทักว่าหน้าเหมือน “พระเอก” ของตัวเองนี่ดิ…?
สามัญสำนึกเลยถูกกระทุ้งนิดหนึ่ง ว่าเรา “ควรจะดีใจดีไหม?”
เพราะทักกันมา 2-3 คน จากคนที่เราไม่ค่อยรู้จักซะด้วยสิคะ (ที่มีเครคิตสูงกว่าคนใกล้ตัว เพราะคนใกล้ตัวเค้าเห็นเราซะชินง่ะ) มันจะหมายความว่าอะไร? หง่า…เราไม่แมนปานนั้นน้า ( หรือคิดอีกนัยหนึ่ง คือ เราวาดพระเอกแมนไม่พอ?)
จนกระทั่งวันนี้พินิจดูภาพพระเอกของตัวเอง ก็ยังหาความเหมือนไม่เจอค่ะ อย่างน้อยๆ อิฉันก็ไม่ได้มีแววตาอ่อนโยนแบบแววตาพระเอกของตัวเองแน่นอน เหอๆ มีแต่แววตาเหี้ยมโหดเค่อะ


3. โดนทักว่า “เขียนการ์ตูนล้อ SD ได้สนุกกว่าเขียนการ์ตูนจริง”

เอ่อ…. พูดไม่ออก เพราะปัจจุบันนี้เราไม่ได้เขียนการ์ตูนเป็นเรื่องๆ แล้วอ่ะ แต่ตอนที่เขียนเป็นอาชีพนั้น ทักกันกราวเลยทีเดียว…. ตั้งแต่เพื่อนใกล้ตัว – ไกลตัว ไปจนถึง บก. ตอนนั้นเราก็ว่ามันน่าฉงนที่คนไปชอบ "ของแถม" (การ์ตูนล้อ SD) มากกว่าตัวสินค้าจริงๆ (การ์ตูน Manga ธรรมดา) อ่ะ ตัวเราในขณะนั้นทั้งจ๋อยและงวยงงไปพักใหญ่ๆ เลยน้า (แปลได้ว่า > "การ์ตูน Manga แท้ๆ ของเรา มันไม่สนุกเลยช่ายม้ายยยย?")
และแล้ววันนี้... ในฐานะคนเคยเขียน ก็วินิจฉัยได้ว่า… การ์ตูนล้อ SD มันบอก “ตัวตน” แล้วก็บ้าได้สมใจน่ะค่ะ แต่ถ้าเขียนเป็นเรื่องการ์ตูนจริงๆ เราจะเก็บกดเพราะต้องทำไปตาม Process (ใครผ่านประสบการณ์จากอาชีพนี้มา คงเข้าใจเป็นอย่างดี) อืมม์ แต่เราไม่น้อยใจหรอกนะคะ เพราะยังไงเสีย… การมีจุดเด่นไว้สักหนึ่งจุด ก็ย่อมดีกว่าไม่มีเลยนะเออ

ตย. อ้างอิง การ์ตูนล้อ SD ที่เคยเขียนค่ะ (เพ่งอ่านหน่อยนะคะ)
เป็นผลงานนานนนนมากแล้ว ประมาณ... 9 ปี มั้ง? เคยลงตั้งแต่ใน Neutron แน่ะค่ะ






จากข้อนี้ ทำให้เรานึกถึงคำของบก.อาวุโสท่านหนึ่ง กล่าวไว้ว่า “งานเขียนที่ดี ย่อมมาจาก ‘หน่อเนื้อ’ ของตัวเอง ของที่เรานึกว่าดี บางทีมันอาจจะ ‘ไม่ใช่’ ก็ได้ ถ้ามันไม่ได้มาจากหน่อเนื้อของตัวเอง”
ใช่ค่ะ หนูเห็นด้วยยยยย แต่คงจะใช้ได้เป็นบางวงการเท่านั้นอ่ะ เพราะตอนนี้ ‘การตลาด’ เป็นตัวตัดสินแทนว่างานจะ ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ แล้วแหละค่า~~ (อิฉันจะมองโลกในแง่ร้ายไปไหมนะ?)


นอกจากนี้เรายังโดนทักแบบหัวข้อประปรายค่ะ เช่น “ภาพสเก็ตซ์ดูดีกว่าภาพตัดเส้น” (จริงง่ะ? ไอ้เส้นร่างยุ่งเหยิงที่คนวาดเองยังไม่รู้ว่าจะตัดเส้นไหนเลยนี่เหรอ?) หรือ ชมกับอะไรที่เรา…หง่า เช่น “วาดของขยะแขยงได้เหมือนมาก”………. เอ่อ อันนี้ถ้าได้เก็บอึแมว(หรือ หมา)บ่อยๆ ก็วาดเหมือนเองล่ะค่ะ แค่จิ้นก็นึกได้ทั้งรูปร่าง กลิ่น และสัมผัสแล้ว … (ดีที่ไม่มี “เสียง” กับ “รส” ด้วย) แหวะ! -*- ….
เฮ้อ!

++++++++++++++++++++++++++++++++



อ่าน้า พิมพ์บ่นมาแยะทีเดียว จริงๆ เรามีเรื่องจะบ่นอีกมากมายค่ะ แต่มีเวลาอันจำกัด เพราะงานค้างพูนเต็มโต๊ะน่ากลัวมากค่ะ เมื่อใดที่เริ่มงานมหกรรมหนังสือเดือนตุลา เราคงมีงานเซอร์ไพร์สมาให้เพื่อนๆ ดูจ้า (หรือใครไปงานฯ แล้วสำรวจโดยทั่ว ก็จะได้พบงานของเราเองแหละ) หรือไม่ก็จะอัพบล็อกก่อนมีงานมหกรรมค่ะ เผื่อช่วยเขาโปรโมทได้ (จะได้สักเท่าไหร่ว้า ?)
แล้วพบกันใหม่นะคะ ~~

miss you

ปล. ขออภัยเพื่อนๆ ทุกท่านที่ไม่ได้ไปเยี่ยม & คอมเม้นต์ที่บล็อก หรือ ส่งเมล์ไปหานะคะ ใน Msn ก็อาจจะไม่ได้ออนเท่าไหร่ แต่ทักกันใน Msn ได้เค่อะ ^ ^/




 

Create Date : 14 กันยายน 2550    
Last Update : 14 กันยายน 2550 23:41:51 น.
Counter : 1100 Pageviews.  

Fandom Tag!! - "ผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อการวาดรูป"

แต๊น... อัพบล็อกแล้วววววววค่า


หลังจากปล่อยการบ้านแถกนี้ทิ้งไว้ประมาณหนึ่งอสงไขย จนคาดว่าทุกท่าน (โดยเฉพาะผู้ Tag รอตรวจการบ้าน ท่านเก๋ และ ท่านแอน < ขออนญาตพิมพ์ชื่อสั้นๆ แบบนี้นะคะ แฮ่ๆ ) คาดว่าคงลืมไปหลายชาติแล้วแหงๆ เลยอ่ะ อ่า ขออภัยหลายๆ นะคะ แบบว่าก่อนหน้านั้นเราขาดเอนโดรฟินง่ะ …. จึงมีอาการนึกเรื่องที่มีความสุขไม่ออก ตอนนี้โล่งๆ แล้วเลยได้ฤกษ์ทุบไหดองแล้วจ้า~

เราได้อ่านแถกของเพื่อนๆ แล้วรู้สึกว่าคงคล้ายๆ กันล่ะน้า สมกับใช้เชี่ยนหมากรุ่นเดียวกัน มีทั้งหมากรสยอดนิยม ที่ใครๆ ก็ต้องเคี้ยว และหมากรสเฉพาะตัวของใครของมัน หัวข้อบล็อกคราวนี้ น้องๆ ที่อายุต่ำกว่า 22 ถ้าเผลอหลุดเข้ามาอ่านอาจจะมีมึนได้ ก็อย่าเพิ่งเบื่อกันนะจ๊ะ แต่ถ้าอ่านแล้วดันเก็ตมู้ดซะนี่ ก็เตรียมกระโถนมาบ้วนน้ำหมากด้วย อย่าบ้วนทิ้งเรี่ยราดเน้อ อิอิ

ของเราขอแบ่งเป็นยุควัยเรียนล่ะกันนะค้า~~ (ได้เช็กอายุกันเต็มๆ ก็งานนี้แหละ แง้~~)


สมัยประถม – ปฐมฤกษ์แห่งความหลงใหล


เป็นสมัยที่เริ่มรู้จักหนังสือการ์ตูนเป็นครั้งแรก ด้วยความเป็นที่น้องคนสุดท้อง แถมยังบ่จี๊ไม่มีกะตังค์ เลยต้องอ่านการ์ตูนของพี่ชายแทนอ่ะ การ์ตูนเล่มแรกที่รู้จักในชีวิตเลยก็คือ…





1. “โดเรมอน” (ขออนุญาตอ่านตามแบบสมัยปู้นนน) รุ่น “มิตรไมตรี” ดึกดำบรรพ์ เราหัดวาดเจ้าแมวสีฟ้าเป็นตัวแรกในชีวิตค่ะ พอวาดเข้าเค้าเหมือนหน่อยก็ปลื้มมม ( อ่า … ก็รูปทรงเรขาคณิต ง่ายขนาดนั้นยังวาดไม่เหมือนอีกรึ?)
และถือเป็นพระคุณของท่านอาจารย์ฟูจิโอะ ฟูจิโกะยิ่งนัก ทำให้เราสนใจสารคดีวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กเลย ชอบตอนผจญภัยไดโนเสาร์มากที่ซู้ดดด มาวันนี้อิฉันก็ยังบ้าไดโนเสาร์อยู่เลยอ่ะ…ไอ้ไทเซอราทอปซิดส์ ที่เหมือนแรดอ่ะ ชอบมั่กๆ >o< (ประหนึ่งเหมือนเคยเป็นญาติกันมาก่อน เอ๊ย…)

--------------------------------







2. “คำสาปฟาโรห์” นี่ก็เป็นการ์ตูนหนึ่งในไฟท์บังคับ ที่เด็กผู้หญิงรุ่นนั้น(ควร)ได้อ่านกันทุกคน (นี่ก็ได้อ่านเพราะลูกพี่ลูกน้องให้ยืมอ่าน… ไม่เคยซื้อเองก๊าบ) โอ้ …. แครอล ทำเราวาดนัยน์ตาแบบพร่างพราวตามไปพักหนึ่งเลยแหละค่ะ ติดโรค “จักรวาลในดวงตา” มาอ่ะ 555 การแรเงาผมทองก็เหมือนกัน (รู้สึกจะเรียนรู้จากเรื่องนี้กันหลายคนเลยแฮะ) แต่ก่อนเราวาดผู้ชายไม่เป็น ก็อิงเมมฟิสบ้างเหมือนกัน แต่โตมาหน่อย ก็ชอบ “อิสมิล” มากกว่าง่ะ อืมม์ โชคดีที่วาดตามเรื่องนี้ไม่เหมือนเท่าไหร่ค่ะ มิเช่นนั้นเส้นเราจักโบราณกว่านี้มากนัก

3. ชื่อเรื่องอะไรหนูไม่รู้อ่ะ แต่เป็นงานของ อ.ฟูมิกะ โอคาโนะ ที่วาดเรื่องเกี่ยวกับ Fairy อ่ะค่ะ เรื่องนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เราเขียนคอมมิคเรื่องแรกในชีวิต จำนวน 22 หน้า ทั้งปลูกฝังให้ชอบแนวแฟนตาซีแบบเทพนิยายแบบฝังจิตฝังใจเรยค่ะ






สมัยมัธยม






1. “คริสตัลดราก้อน” เป็นเรื่องที่สร้างความคลั่งไคล้แนวแฟนตาซีเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว ทำให้เราเริ่มไปศึกษาเรื่องตำนานเทพเจ้าต่างๆ อย่างเมามันส์ อีกทั้งชอบวาดผู้ชายผมเงิน (หรือทอง) ทรงฟาร่าห์ไปพักหนึ่งเยย (แบบคุณเรกอน หรือ เรกิออน น่ะ) จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าคุณเรกิออนเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหนของโลก?? เป็น “โอปปาติกะ” หรืออย่างไร? วันนี้เลิ้กอ่านแล้วค่ะ~~~ เพราะภาคใหม่ที่พิมพ์หนูอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง (หรือไอคิวเราลดลงก็ไม่รู้งิ) รอเพื่อนเล่าให้ฟังดีกว่า… เหอๆ

--------------------------------







2. “ไซเฟอร์” ไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ไม่ได้เรยยย เพราะคิดว่า…เราติดอิทธิพลเส้นแบบ อ.นาริตะ มาไม่น้อยค่ะ – เส้นแข็งเหมือนกัน -__-‘ แต่อาจารย์แม่น Figure (ในสไตล์อาจารย์)มากๆ ทั้งงานลายเส้น และงานลงสีของอาจารย์ ในวันนี้เราก็ยังดูว่าสวยยยยยโคดดดด อยู่เลยอ่ะ เป็นคนเก็บทุกรายละเอียดยิบๆ แต่ไม่รกหรือขัดตาเลย รอยยับเสื้อผ้าก็แจ่มแจ๋ว เป็นแบบฝึกหัดที่ดีของเราในสมัยนั้นเลยค่ะ

แต่ถ้าเป็นด้านเนื้อเรื่องของอาจารย์เราเฉยๆ นะ ชอบงานภาพเขามากกว่า เรื่องของอาจารย์เรา(พอจะ)ชอบ ก็ “อเล็กซานไดร์ท” ค่ะ ส่วนคาแรกเตอร์ที่ชอบ ก็คุณ “ไซม่อน” ใน Natural อ่ะ สเปคเรยยย


--------------------------------






* เนื่องจากรูปเรื่องนี้หายากอ่ะค่ะ ขออนุญาตนำรูปมาจากเว็บที่เขาขายหนังสือมาใช้นะคะ เราเองก็ไม่รู้ไปเก็บไว้ไหนแล้วด้วยอ่ะ

3. “หอพักหนุ่มเปรี้ยว” อ. นาคาจิ ยูกิ เป็นเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้จักตัว SD. ค่ะ อาจารย์วาดตัว SD. ได้น่ารักมากกก แล้วก็ทำให้เรารู้สึกว่า พระเอกที่ตาโต ปัดมาสคาร่าเด้งๆ ตัวเล็กกว่าผู้ชายทั่วไปหน่อย เหมือนผู้หญิงหน่อยก็น่ารักดีอ่ะค่ะ (แบบคุณพระเอก “โชโงะ") กร๊ากๆๆๆ จำได้ว่าพอลองหัดวาดตาม พี่ชายเดินมาข้างหลังพูดว่า “ไอ้ตุ๊ด” น้องสาวนั่งอึ้งไปหลายสิบวิ…. แต่ก็ไม่เปลี่ยนใจ พระเอกหน้าสวยแล้วมานผิดตรงหนายยย หา? เห็นม้าย? วันนี้ยังตรงเทรนด์ (วาย)อยู่เลย

--------------------------------



(รูปในหัวข้อต่อไป ไม่มีเด้อ น่าจะเสร็จปลวกไปแล้นจ้า )


4. “กิฟท์แม็กกาซีน” นิตยสารนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ… จากคอลัมน์ “ซุ้มศิลป์” ในเล่มนั้นทำให้เราตกหลุมรักการวาดภาพ สรรพคุณนี้หาอ่านได้ในบล็อก Kisara กับ บล็อกของคุณ vee vee’ นะคะ อิอิ …มีโบ้ยด้วย โชคดีหลายๆ ที่ไม่มีใครหาเจอรูปของเรา เฮ้อออออ… รอดๆๆๆ


--------------------------------







5. “จอมคนแดนฝัน” ผลงานของอาจารย์ฮิคาวะ เคียวโกะ สุดที่รักของเราคนหนึ่งเลยแหละ… ติดมาจาก “กิฟท์แม็กกาซีน” เรย ทั้งแนวเรื่อง ทั้งภาพ ครบเครื่อง เราชอบหมดค่ะ ที่มีอิทธิพลต่อการวาดก็คือ เราชอบมุมมองอาจารย์ เวลาเขียนบู๊ก็ดูดี อ่านแล้วทำให้เราฮึดค่ะว่าเขียนการ์ตูนผู้หญิงก็สามารถเขียนฉากบู๊สนุกได้นะ เราก็พยายามหัดเหมือนกัน แต่ท่าจะแป้กง่ะ เรื่อง “โรแมนติกสักนิดจะได้ไหม” ที่พระเอกชื่อ ดักลาส เราก็ชอบมากนะคะ ท่านนายอำเภอฮิวก็สุดโย้ดดดด มิเรียม- นางเอกก็น่ารัก แก่นผิดจากนางเอกทุกคนของอาจารย์เลย

--------------------------------








6. “อีกฟากหนึ่งของความฝัน” อ. ยามากูจิ มิยูกิ อ.ท่านนี้เราก็รักสุดใจไม่แพ้ อ. ฮิคาวะ ค่ะ อาจารย์มีอิทธิพลต่อการแต่งเรื่องให้เรามาก คือ… เราชอบมุมมองในด้านการแต่งเรื่องมากที่สุดเลยค่ะ งานอาจารย์มักจะให้แง่มุมความขัดแย้งที่ “ใครๆ ก็เป็นกัน” แต่ลึกซึ้งมากทีเดียว “คนเลว ไม่จำเป็นต้องเลวแต่กำเนิด” และ “คนดี ก็ไม่จำเป็นต้องดี 100 % แต่แค่เอาชนะความไม่ดีในใจได้” (ไม่เหมือนละครช่อง….. - เติมคำในช่องว่างที่ตรงใจ) เรื่องอื่นๆ ของอาจารย์อื่นๆ อาจจะมีแง่มุมนี้เหมือนกัน แต่เราปลื้มอาจารย์ยามากูจิที่สุดค่ะ (ลำเอียงสุดฤทธิ์)
อาจารย์ยามากูจิ ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่วาดตัว SD กับลงสีหมึกได้ น่าร้ากกกกกกกมากกกกกกกกก ทำให้ช่วงนั้นเราหัดใช้สีหมึกเลยอ่ะ ติดสไตล์ผิวสีน้ำนมมาจากอาจารย์นี่แหละค่ะ ^ ^






สมัยมหาวิทยาลัย - ปัจจุบัน






1. “Slam Dunk” ก็หนูชอบกล้ามมมมมสมชายแบบนี้ (ปลุกพลัง K มากมาย) >o< แต่วาดม่ายเปนนนนอ้ะ เป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนเส้นให้แมนมากขึ้นค่ะ แต่รู้สึกไม่ประสบความสำเร็จแฮะ? เป็นอาจารย์ที่เราชอบทั้งเนื้อเรื่องทั้งลายเส้น และก็ชอบการสานเส้นของอาจารย์เป็นพิเศษค่ะ แนว Realism นี่สุดยอด บางทีเห็นภาพสีจะรู้สึกว่าอาจารย์ทาเคฮิโกะจะเป็นจิตรกร มากกว่าจะเป็นนักเขียนการ์ตูนอีกนะ แกปาดสีได้มันเหลือใจจิง!!

--------------------------------








2. "ฮิคารุ เซียนโกะ” เหอๆๆ …. อันนี้ตอนแรกๆ ก็มิได้ตั้งใจจะอ่าน แต่มีคนแนะนำค่ะ พอแนะนำก็ติดหนึบ ถึงขนาดสะสมฉบับญี่ปุ่นด้วย เพราะสกรีนในฉบับญี่ปุ่นสวยมากกกกก และยังยอมพลีทรัพย์ไปซื้อสมุดภาพสีของอาจารย์มาอีก ถ้าไม่ชอบมากๆ ก็คงไม่ซื้อง่ะ (ท่านที่ไปร้านคิโนะฯ คงรู้อ่ะนะว่าราคามันเท่าไหร่….เอิ๊ก.. ทำอิฉันจนไประยะหนึ่งเลย) อยากวาดเส้นได้โมเดิ้นแบบนี้จัง ชอบอาจารย์โอบาตะที่วาดหน้าตาหลายๆ แบบค่ะ ได้ฟิลล์มาก ลงสีหมึกก็แม่นมากด้วย เห็นแล้วน้ำตาจะไหล

แต่พอมาเป็นเรื่อง Death Note แล้ว…เฉยๆ ค่ะ ไม่ค่อยชอบเนื้อเรื่องที่กดดันผู้อ่านมากๆ อ่ะ ^ ^’ (สวนกระแสนะนี่) แต่อิฉันชอบ “ลุค” อ่ะ

--------------------------------









3. “ลัดฟ้าข้ามพิภพ” …. อ. มิซูโนะ โทโกะ อย่า อย่าเพิ่งตกใจ เราปลื้มคาแรกเตอร์ค่ะ แต่ด้านเนื้อเรื่องเราเฉยๆ นะ อาจจะเป็นเพราะทำมาจากเกมจีบหนุ่มก็เป็นได้ อิฉันก็เลยดูแต่รูปหนุ่มอย่างเดียว 555 (ส่วนแม่อากาเนะ –นางเอกน่ะเหรอ แกเป็นใครฟระ? เกะกะจิง ) ชอบที่ลายเส้นเขาบางๆ แต่ละเอียดมาก เหมือนจะเส้นโบราณแต่ไม่ยักกะโบราณแฮะ? นี่ก็ซื้อฉบับญี่ปุ่นมาสะสม(บางเล่ม)เหมือนกันค่ะ-
เอิ๊กๆ หนูชอบหนุ่มแว่นผมยาวใจดีอ่ะ

--------------------------------







4. “คันตาเรล่า” อ๊างงงง… ของ อ. ฮิงูริ ยู ผู้โด่งดังจากแนว Y …. เราเคยอะจึ๋ยกับเรื่อง “ลุดวิท ราชันย์โลกไม่ลืม” แล้วไม่ยอมอ่านต่ออีกเลย ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นเราจะเกิดภูมิต้านทานแนว Y ได้ เราชอบลายเส้นที่เหมือนจะสเก็ตซ์แต่มุมมองแม่นมากคร้า…. แถมไอ้ท่าแอ่นๆ บิดๆ กับมุมเซ็กซี่นี่ พี่แกถนัดจริงๆ วุ้ย… ข้าน้อยขอซูฮกท่วมท้น เราจะดูงานอาจารย์ท่านนี้เวลาอยากวาดภาพเซ็กซี่ค่ะ (ซื้อสมุดภาพสีไปนอนกอด 2 เล่มแร้ว เอิ๊ก.. เมา Y)


===================



สุดท้าย…. ที่เป็นแรงบันดาลใจในช่วงปัจจุบันนี้ ก็เป็นผลงานบรรดาเพื่อนๆ น้องๆ ที่โคดดดดจะเก่ง CG ในไทยนี่แหละค่ะ งานเทพเจ้าที่เห็นแล้วเกิดปีติ ดีใจที่เมืองไทยมีคนเก่งๆ ด้วย แล้วก็ไปนั่งทำนิ้ววนๆ ที่มุมกำแพงมืดๆ ปลดปลงกับฝีมือตัวเอง


ที่โปรดๆ มีหลายคนมั่กค่ะ ขอไม่ลงชื่อนะคะ ปล่อยให้เป็นความลับดำมืดต่อไปแหละ… ใบ้ให้ว่า ส่วนมากก็เป็นเทพที่วาดงานปกให้แจ่มใสค่ะ แล้วก็..ชาวบล็อกกันเองนี่แหละ (อัพบล็อกบ่อยๆ นะค้า ทุกทั่น แต่..ของตัวเองกลับหมักดองซะงั้น)

แล้วก็งาน CG อิลัสต่างประเทศ ก็มีหลายคนค่ะ แต่ไม่เคยจำชื่อได้เรยยย -__-‘ เอาที่รู้ชื่อละกัน ก็มีของ “Heise” (น่าจะดังใน Daviant Art นะ) ขอแปะตย. เซ็กซี่ให้ดูสองรูป…. เลือกรูปให้ถูกใจสาววายแถวนี้ล่ะกัน กรั่กกกกก (ภาพนี้ดูดมาจากเพื่อนรักค่ะ 555 ขอบคุณนะจ๊ะ รูปแต่ละรูปโคดกระตุ้นฮอร์โมนเรยยย กึ๋ยๆ ~~ )








และก็มีท่านนี้ค่ะ ของ อ. Chen Shu Fen และ Pin Fan ที่อุตส่าห์ไปหอบมาจาก “คิโนะฯ" ณ สิงคโปร์ โดยนึกว่าที่คิโนะฯ ไทยจะไม่มี แต่…. บ้าเจงงงงง พอมาตรวจคิโนะฯ ไทย ก็ดันมีซะนี่!! แถมราคาถูกกว่าตั้ง 500 บาท !! แล้วตรูจาหอบจากสิงคโปร์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาทามมายเนี่ยยยยยย !!





*ท้ายนี้ ก็ขอขอบคุณ ภาพประกอบการ์ตูนที่นำมาจากเว็บต่างๆ นะคะ


//www.pumgoodbooks.pantown.com/ ลิงก์ภาพเรื่องหอพักหนุ่มเปรี้ยว
//www.siamweb.org/sanook/movies/handbill2/handbill/misc/misc000/doraemon/doraemon.html/ ลิงก์ภาพโดราเอมอน
ภาพคำสาปฟาโรห์ จากเว็บบอร์ดเด็กดีค่า... (ไม่ได้เซฟ Url ไว้อ่ะ...)
//images.newsarama.com/dccomics/Mar07/CMX_5/CIPHER_v7_cvr_cmyk.jpg ลิงก์ภาพไซเฟอร์
//www.gamemc.com/S.html ลิงก์ภาพสแลมดังค์

และขอมอบให้ Tag นี้ต่อให้กับ… (เย้…ในที่สุดก็หาทายาทอสูรได้แล้วววว)
-- ท่าน NOXZ
-- ท่าน G MARU
-- ท่าน เซจัง


และ ฯลฯ… ที่อาจจะเป็นเหยื่อในภายหลัง ^ ^

และถ้าหากข้อความในนี้มีข้อมูลผิดพลาดประการใด… หรือ ความคิดเห็นของข้าน้อยมิตรงใจผู้ใด ก็ขออภัย และอโหสิกรรม ณ ที่นี้ด้วยจ้า…


++++++++++++++++++++++++++++




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2550 0:12:03 น.
Counter : 1826 Pageviews.  

Tag แถก… แฉลึกคนลับ ฉบับหมดไส้หมดพุง!!

ประกาศ หลังจากข้าน้อยได้รับเทียบเชิญแถกคราปีใหม่ แต่กลับมัวระเริงงานหลวง (เคล้าน้ำตา) อยู่นานวัน ละเลยต่อหน้าที่ดูแลโรงเตี๊ยมบล็อกแห่งนี้ไป จนกระทั่งวันนี้ข้าน้อยได้กลับมาทำหน้าที่เต็มยศแล้ว และนี่ก็ได้ฤกษ์เวลาอันเหมาะสม …

จอมยุทธ์ผู้มีนามลือเลื่องดังต่อไปนี้ โปรดมารับ ‘แถก’ ของข้าน้อยโดยด่วน!!


ท่าน Froggie -- จอมยุทธ์ผู้เปิดประเด็นให้ข้าน้อยได้เตรียมตัวแถกอย่างเมามันส์…
ท่านอันปังแนน -- จอมยุทธ์ผู้ใจตรงกันว่าจะ แถกซึ่งกันและกัน ฮี่ๆ.. และวันนี้ข้าน้อยก็ยังไม่เปลี่ยนใจ ไม่ทิ้งนามของ “อันปังแนน” ในบัญชีรายชื่อผู้ถูกแถกของข้าน้อย
และ ท่าน Walkin -- จอมยุทธ์ผู้สมทบ เพื่อเร่งปฏิกิริยาข้าน้อยให้ขยับเขยื้อนมาดูแลโรงเตี๊ยมโดยไว

เนื่องจากข้าน้อยรู้แน่แก่ใจ ว่าใครๆ ก็ย่อมถูกเทียบเชิญ ‘แถก’ ทั่วราชอาณาจักร Bloggang แล้ว จึงถือวิสาสะไม่นำ ‘นิยาม’ ของการแถกมาแปะไว้ที่นี่ แม้จะเป็นการแหกกฎของพรรค(พรรคอะไรหว่า? ) แต่ข้าน้อยได้ใช้วิจารญาณแล้วว่าพื้นที่โรงเตี๊ยมนี้ควรใช้ให้คุ้มค่า เพราะข้าน้อย ‘พล่าม’ มาก จอมยุทธ์หลายท่านอาจจะเมินหมางในความบ้าน้ำลายของข้าน้อยได้

ข้อแนะนำในการรับแถก “ชิมทีละจอกแล้วพัก หรือจะแบ่งอ่านหลายๆ วันก็ได้นะท่าน”


เสี่ยวเอ้อนีรมาลี ขอคารวะจอมยุทธ์ทุกท่านที่มีน้ำใจสละเวลามารับแถก เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา เชิญระเริงกับแถกห้าจอกนี้ได้เลยขอรับ…

คารวะจอกที่หนึ่ง


(Fade out) จากบรรยากาศโรงเตี๊ยมคร่ำคร่า สู่บรรยากาศเมืองไทย- กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร คลุ้งด้วยหมอกควัน และนีรมาลีที่นั่งหน้าดำอยู่หน้าจอ LCD เคาะแป้นพิมพ์เร็วรัว

1. ต-า-ย-ด้-า-น และความเข้าใจผิดของเพื่อน

หลายๆ ครั้ง เมื่อข้าน้อยคิดไม่ออก อยากหาข้อมูลมาบิ้วอารมณ์ทำงาน หนังสือที่ข้าน้อย ‘ต้องซื้อ’ เป็นอันดับแรกๆ นั้นเป็นแม็กกาซีนผู้หญิงวัยมหาวิทยาลัย – ทำงาน ด้วยหน้าดำๆ กร้านโลกนิดหน่อยอย่างข้าน้อยนี่แหละ เป็นขาประจำของ Cosmo , Elle , Cleo และ Ray (เล่มหลังโปรดมาก) อ่านมันโม้ด จนรู้ว่ากุงเกง T-back และ V–Front นั้นมีตัวตนจริงอยู่ในโลก นอกจากในการ์ตูน (จนชวนคิดว่า ถ้ามันใส่สลับข้างเป็น T- Front และ V-Back แทนบ้าง จะเปนงายหว่า?) แต่ไฉนเลย… เมื่อข้าน้อยพกหนังสือเหล่านี้ไปอ่านที่อื่นๆ ด้วย น้องๆ ที่รู้จักกัน เขาก็มองไล่ตั้งแต่เท้าจรดปลายหัว แล้วเปรยขึ้นมาว่า “(หน้า)อย่างพี่นี่นะ อ่านหนังสือแบบนี้ด้วย???” ….

หลายๆ ครั้ง เมื่อข้าน้อยอยากหาของขวัญให้ตัวเอง ก็จะเดินตรงสู่ร้านหนังสืออีกเช่นกัน มุมที่หยุดสายตาได้นานที่สุด และขัดกับใบหน้าของข้าน้อยมากที่สุด (ในความคิดของข้าน้อยอ่ะนะ) คือ มุมหนังสือธรรมะ ข้าน้อยจะใช้เวลาเพ่งพิจารณาว่า… เล่มไหนเหมาะสมกับสมองลูกโป่งเยี่ยงตัวข้าน้อยบ้าง จนพนักงานบางร้านต้องแอบส่งสายตาพิฆาต ‘Get out!’ อยู่เนืองๆ

หลายๆ ครั้ง ที่เพื่อนต้องสะพรึง โดยเฉพาะในช่วงวัยขบเผาะ ม. 4 ดันทำลายภาพพจน์สาวแว่น ด้วยการท็อปคะแนนวิชาพระพุทธศาสนา พร้อมๆ กับ วิชาสุขศึกษาเรื่อง “เพศศึกษา” เป็นแพ็คเกจคู่ตรงข้าม (เรื่องเพศๆ กับเรื่องพุทธๆ ) อีกทั้งเพื่อนผู้ชายจะไม่ค่อยอาย เมื่อข้าน้อยไปขอยืมหนังสือนู้ดของมันมาทัศนาโดยถ้วนทั่ว (ที่จริงนั้น เอามาศึกษาเพื่อช่วยในการหมุนมุมมองรูปคน ในการวาดรูปต่างหาก)
แถมด้วยปัจจุบันนี้ น้องนุ่งบางคนก็ยังชอบส่งฟอร์เวิร์ดเมลแบบ ‘เปิดเผยจุดยุทธศาสตร์ ของการกำเนิดมนุษย์’ มาให้อีก… กรรมจริง… แค่อยากดูสรีระเพื่อวาดสัดส่วนให้ถูกต้อง ไม่ได้อยากเบิ่งกระบวนการผลิตมนุษย์ซะหน่อยง่ะ ฮ่วย!!…

พอหลายๆ ครั้งและหลายๆ ครั้งผนวกกันเข้า ข้าน้อยก็เริ่มเกิดอาการสับสนกับมุมมองของคนอื่น ‘ไอ้หน้าอย่าง(ข้าน้อย)นี้ – มันยังไงกันแน่(ฟระ)??’


แต่ที่แน่ๆ ข้าน้อยมั่นใจว่า ภาพอ่างอ๊าง..งง นั้นไม่สามารถสั่นสะเทือนอารมณ์บนใบหน้าข้าน้อยได้เลย ไม่ว่าจะรูปชายเดี่ยว หรือ หญิงเปลี่ยว จะชายควบหญิง ชายควบชาย หรือ หญิงควบหญิง ก็ตาม…

ข้าน้อยมองเป็น… "ศพ” ไปหมดแล้ววววว …..
ก็แบบนี้แหละ…..ภาษาชาวบ้านเค้าเรียกว่า “ตายด้าน” …..


อ๊ะ! แต่ว่าอย่าเพิ่งเหมารวม
คำว่า ตายด้านน่ะ อาจจะตาย-- เฉพาะด้าน ‘อ๊าง’ ก็ได้นะ

วันดีคืนดี ข้าน้อยอาจจะส่งเสียงโหยหวนได้ ถ้าพบรูปชายหนุ่มดวงหน้างาม มีเสื้อผ้าใส่บ้างตามอัธยาศัย ทรวดทรงล่ำสันกำลังดี นัยน์ตาฉายแววอ่อนโยน แฝงด้วยความเข้มแข็งพร้อมเป็นที่พึ่งพาได้เสมอ และที่สำคัญ… ต้องเป็นป้อจายแท้ๆ นะฮ้า…


เจอรูป (หรือตัวจริง) เมื่อไหร่ อย่าลืมส่งให้ข้าน้อยร่วมเชยชมด้วยฮ่ะ… !!






คารวะจอกที่สอง


2. “เห็นเป็นเผ่นร้อยลี้ แต่ปรี่มาฆ่าได้ในระยะ 5 มิล”

ภาพในความทรงจำเด็กๆ จากบ้านหลังเล็กๆ ในกรุงเทพฯ ที่ปลูกต้นไม้ร่มครึ้ม ทั้งประตูและตัวบ้านด้านหน้าเป็นกระจกใสยาวตลอดแนว มองออกไปเห็นสวนขนาดย่อม กับบ่อปลาทองขนาดใหญ่ ซึ่งเพาะบ่มให้ข้าน้อยรักธรรมชาติ สร้างภาคภูมิใจทุกครั้งที่เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ทุกวันจากห้องนั่งเล่น

หน้าฝนมาเยือนแล้ว… ต้นไม้ในสวนควรชะอุ่มชุ่มชื้น อวดยอดใหม่แตกใบอ่อนของมันเต็มที่ แต่… ที่บ้านข้าน้อย ไม่ใช่!!
ยอดอ่อนยังไม่ทันมีโอกาสได้คลี่ใบ ก็หักกุด เดี้ยงหมด ส่วนใบแก่ๆ ของต้นไม้นั้นมีรูโบ๋ขนาดเอามือเด็กสอดเข้าไปได้
หน้าต่างมุมห้องนั่งเล่นที่ข้าน้อยแสนภูมิใจ ก็ถูกสิ่งมีชีวิตมากกว่าหนึ่งตัวคืบไต่ มันพยุงร่างกายสีน้ำตาลพร้อมเปลือกขนาดใหญ่ วาดลายเมือกไว้เต็มกระจก!!

หอยทากพันธุ์แอฟริกันยักษ์ บุกรุกบ้านเจ้าค่าเอ๊ย!!~~

การคืบคลานของมัน ดวงตาของมัน เนื้อย้วยๆ สีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยรอย Texture ยับย่นของมัน โดยเฉพาะเมือกใสเหนียวที่ลากเป็นทางยาวนั้น สร้างความแขยงแกมพรั่นพรึงอย่างชนิดที่ไม่เคยอุบัติมาก่อน ไม่ว่าจะด้วยอวัยวะ เซลล์ หรือมวลส่วนไหนของมัน หรือจะเป็นคราบที่มันทิ้งไว้ “ข้าน้อยก็รับมันม่ายด้ายยยย~~!!!” ไม่สามารถเป็นสหายร่วมโลกกับมันได้แน่นอน

ฉะนั้นหอยทากจึงกลายเป็นนัมเบอร์วันของความเกลียดชัง แถมท้ายด้วยการเกลียดสัตว์ในสปีชีร์เดียวกันทั้งหมดด้วย อย่าง พวกหอยสังข์ หอยจุ๊บ หอยเชอร์รี่ ฯลฯ และบรรดาสัตว์เอ็นคืบ ไม่มีขา ไม่มีเปลือก อย่าง ปลิง ทากฟ้า ทากดูดเลือด แม้กระทั่งทากทะเลสีเปรี้ยวแปร๊ดก็คบไม่ได้!
ถ้าใครเอาหอยทากมาแหย่ข้าน้อย ข้าน้อยอาจจะหนีไปไกลมากกว่างู เตลิดไปไกลมากกว่าแมลงสาบ (ถ้ามันไม่บิน) ทุกครั้งที่เห็นเป็นเผ่นจริงๆ ล่ะจ้า แต่…

ถ้าเมื่อใดข้าน้อยมี ‘เกลือ’ อยู่ในกำมือล่ะก็….เหอๆๆๆๆ จะพลิกสถานการณ์กลับเป็นฝ่ายรุกทันที ด้วยการส่งเกลือเป็นบรรณาการให้หอยทากในระยะประชิดมาก เล็งแม่นๆ ตรงดวงตาและลำตัวยืดๆ ของมัน ให้เกลือช่วยละลายตัวมันจนเหลือแต่เมือก และเปลือกเปล่า พร้อมส่งรอยยิ้มเย้ยหยันให้มันเป็นครั้งสุดท้าย ก็เป็นอันเสร็จพิธีกรรมโหดเหี้ยมของข้าน้อย

จึงเป็นเรื่องโชคดีมาก ที่เกือบสิบปีมานี้ ข้าน้อยไม่คิดจะทำกรรมนี้อีก และเจ้าหอยทากไม่ปรากฏตัวมาให้เห็นอีกเลย สงสัยจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น?
อาจเป็นเพราะ… รังสีอำมหิตของข้าน้อยที่แผ่ซ่านเป็นบาเรีย ไม่ให้มันเข้าบ้าน?
หรือ มันจะบอกต่อๆ กันว่าอย่าเยื้องกรายเข้าบ้านหลังนี้นะ ที่นี่มันนรกชัดๆ !!
หรือเป็นเพราะ… มันถูกล้างบางจนสูญพันธุ์จากบ้านเราแล้ว?
หรือจะตอบข้อ ง. งู ถูกทุกข้อ??

ป.ล. หากรู้เช่นนี้แล้ว ห้ามส่งการ์ตูนเรื่อง “ก้นหอยมรณะ” มาให้ข้าน้อยอ่านเชียวนะ ไอ้นี่มันสาดเกลือไล่ไม่ได้ แถมยังเป็นศาสตร์การ์ตูนที่ข้าน้อยบูชา…. ฮือ ลำบากจายยย





คารวะจอกที่สาม


3. “อัปรีย์สนาม กับความไม่มีโชค”

ข้าน้อยมิได้นำคำหยาบคาย มาตั้งเป็นหัวข้อนะเออ
คำว่า “อัปรีย์” เกิดจากคำว่า “อะ” (แปลว่า ไม่) สนธิกับคำว่า “ปิยะ” (แปลว่า เป็นที่รัก) แปลรวมกันว่า “ไม่เป็นที่รัก”
คำว่า “อัปรีย์สนาม” จึงแปลได้ว่า ไม่เป็นที่รักของสนามนั่นเอง…
ไม่เป็นที่รักของสนามยังไงล่ะ?


++++++++++

เป็นเรื่องปกติของคอบอลตัวจริงของบ้านข้าน้อย ที่จะส่งเสียงก่นด่านักเตะลีลาไม่เข้าท่า ถ้ามันเหมือนการเล่นเกมวินนิ่งฯ สามารถบังคับให้นักเตะเล่นตามคำสั่งตัวเองได้ ก็คงทำไปนานแล้ว แต่เพราะทำไม่ได้ ก็เลยได้แต่จ้องด่าอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม แต่ไม่ว่าจะด่ายังไง จะเป็นบอลโลก บอลไทย หรือบอลสโมสร สมาชิกในบ้านข้าน้อยก็ยังดูอยู่ดี ยกเว้นตัวข้าน้อยนี่แหละ
ต้องเก็บความอยากเชียร์ไว้เงียบๆ ในใจ เขาเฮที ข้าน้อยก็หันองศาศีรษะไปมองที ที่เป็นเช่นนี้เพราะ…

“เชียร์ทีมไหน ทีมนั้นแพ้หลุดลุ่ย”
แต่เมื่อไหร่ที่ไม่ดู ไม่ออกปากเชียร์ ผลการแข่งขันออกมา..ไม่เสมอ ก็ ชนะซะด้วย?

นี่แล..คือ ชีวิต “อัปรีย์สนาม”

(ผลการพิสูจน์ทฤษฎีอัปรีย์สนามนี้แม่นยำถึง 99 % จนสามารถประกาศเป็นคุณสมบัติส่วนตัวอันไม่พึงประสงค์ได้ …. )


นอกจากความไม่เป็นที่รักในสนามแล้ว ยังประกอบด้วยความอับโชคนานานัปการ อย่างเรื่องการจับฉลากวัดดวง หรือลาภลอยต่างๆ ล้วนแต่ลอยละลิ่วปลิวข้ามหัวนีรมาลีไปทั้งสิ้น ไม่ว่าโอกาสจะมีมากขนาดไหนก็ตาม เอากับเขาสิ!

ของขวัญปีใหม่ที่เขาจับฉลากแลกของขวัญกัน ข้าน้อยก็ยังได้ของที่เสล่อ..ที่สุด เฮ้อ…
ที่บ้านซื้อล็อตเตอรี่มา 4 ใบ แจกให้ลูกๆ 4 คน มี 2 ใบนั้นที่ถูก… ข้าน้อยก็ยังเลือกไม่ถูกอีก
กล่องจับชิงโชค มีรางวัลมาก แต่คนส่งน้อยกระจิด แต่มั้น…มันก็ไม่ถึงมือข้าน้อยอีกนั่นแหละ

…………เหี่ยวเฉามาเนิ่นนาน… ทนกับภาวะ 'ลาภ’ แห้งแล้งซ้ำซาก …………..
จนตอนนี้ข้าน้อยตระหนัก และซึ้งในธรรมะแล้วว่า…

“อลาภา อปรมา โรคยา”
(ความไม่มีลาภ เป็นโรคที่ไม่ประเสริฐ)


อสาธุ…
(ไม่ - ดีแล้ว)





คารวะจอกที่สี่


4. ตาถั่วและสั้น จนใกล้ขั้นแข่งพาราลิมปิก

ความเป็นจริง สายตาของข้าน้อยยังสั้นไม่เกิน 500 ซึ่งจัดว่ายังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ (ถ้าไม่รวมความผิดปกติทางสายตาด้านอื่นๆ อย่าง โรควุ้นนัยน์ตาเสื่อมที่เป็นอยู่) แต่ไอ้ความตาถั่วนี่สิ… ของที่มันควรจะเห็นอยู่โทนโท่ มันก็ไม่มองเห็นซะดื้อๆ ไม่ต่างอะไรจากผู้พิการทางสายตาเลยสักนิด

ครั้งหนึ่งที่หลงทางได้แสนประทับใจ จากความตาถั่วแบบสาหัสสากรรจ์ คือ ตอนข้าน้อยอยากไปติววาดรูปที่ ม. ศิลปากร (เพราะได้ยินว่าถูก และดี) ข้าน้อยก็จรลีจนถึงกำแพงวัดพระแก้ว วนหาทะลุไปถึงวัดมหาธาตุ จนเห็น ม. ธรรมศาสตร์ แล้วยังอ้อมไปออกกรมศิลปากร วนไปวนมาอยู่แบบนี้แหละ ซ้ำยังปากแข็ง ไม่ยอมถามทาง กลัวว่าจะเสียฟอร์มอีก ในที่สุดก็กลับมาที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ด้วยอาการอ่อนเพลียละเหี่ยใจเหลือกำลัง ทำไมมันไม่เจอซะทีฟระ? ขณะนั้นก็บังเกิดไอเดียว่า ขึ้น รถ ปอ.จากป้ายนี้ แล้วบอกให้กระเป๋ารถบอกเราลงเมื่อถึง ม. ศิลปากรดีกว่า… ใช่ๆ วิธีนี้นี่แหละ ง่ายที่สุด

ใช่ๆ มันคงดูเป็นไอเดียที่กิ๊บเก๋มาก ถ้าป้ายรถเมล์นั้น…
ไม่ใช่ป้ายท่าเตียน!!

(จริงๆ การสตาร์ท จากจุดกำแพงวัดพระแก้ว ก็น่าจะเห็น ม. ศิลปากรแล้วนะ … ยังกลับมาวนที่เดิม แล้วมันยังหาไม่เจออีก อย่างนี้คงต้องเรียกว่าถั่วสองเด้งเลยนะเนี่ย)


ความตาถั่วยังไม่จำกัดอยู่แค่การหลงทางเท่านั้น ยังทวีความปรีชาสามารถเป็นเรื่องอื่นได้อีกด้วย
ครั้งหนึ่ง เมื่อเพื่อนนักเขียนการ์ตูนด้วยกันมาติดแผ่นสกรีนโทนที่บ้านข้าน้อย เนื่องจากต้องทำงานบนโต๊ะเตี้ยเล็ก การนั่งท่าขัดสมาส จึงเป็นท่านั่งบังคับอย่างช่วยไม่ได้ และแล้วข้าน้อยก็ปราดตาไปเห็นรอยสามเหลี่ยมเล็กๆ สีเทา บนปลีน่องขาวอวบของเพื่อน ด้วยความมีจิตใจเมตตาก็เลยเอื้อมหัตถ์ไปแกะให้

เพื่อนร้องจ๊ากสุดเสียง
“นั่นมันสะเก็ดแผลฉ้านนนนน!!!”

(มันคือ แผลจากเตารีดที่แหกโค้ง แล้วเข้าไปเสยเนื้อน่องน่ะ เพื่อนคนนี้รีดผ้ากับพื้น… แหม~ รอยสามเหลี่ยมสีเทา เหมือนลายสกรีนเชียะ!)

นี่แหละ นีรมาลีของแท้ ตาถั่วขั้นซุปเปอร์เอ็กซ์ตร้า






คารวะจอกที่ห้า


5. ลองของ+ ฝึกจิต + ล่าดวง = ชีวิตแห่งการพิสูจน์ (ในเรื่องที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้)

คำเตือน : พื้นที่ตรงนี้ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน เ ป็ น พิ เ ศ ษ แล้วก็น่าหลับมาก... ถ้าท่านไม่สนใจเรื่องลึกลับเหล่านี้

จากจินตนาการในวัยเด็กที่บรรเจิดเพ้อเจ้อ อ่านเทพนิยาย อ่านการ์ตูนแฟนตาซีก็เยอะ แถมคุณพ่อยังซื้อหนังสือ “โลกทิพย์” ให้อ่านตั้งแต่เด็ก ข้าน้อยก็เลือกอ่านแต่ปาฏิหาริย์พระเกจิ มันส์…ซ้าาา โดยคำสอนนั้นไม่ได้บันทึกลงแรมสมองแม้แต่น้อยนิด.. คิดแล้วก็บาปกรรมจริง
โตขึ้นมา ความเอ๋อ ผนวกกับ ความขี้สงสัยก็ผุดพรายมาเรื่อยๆ

“ผี มีจริงเหรอ?” (อยากเห็นแบบจังๆ อ่ะ…)
“อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีจริงเหรอ?” (อยากมีบ้างอ่ะ )
“ดวงชะตา ถูกกำหนดไว้แล้วจริงเหรอ?” (อยากรู้อนาคตอ่ะ)


เมื่อข้าน้อยเรียนจบปริญญา ปลดแอกภาระการศึกษาแล้ว ก็เริ่มขวนขวาย วกกลับมาหาคำตอบที่งึมงัมในใจมานาน

เรื่องผี…
เป็นเรื่องที่ข้าน้อยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะรู้สึกว่าจะสมพงศ์กัน พบปะกันมาตลอดทั้งชีวิต แต่พิสูจน์ไม่ได้สักทีว่าข้าน้อยจิตหลอนไปเองหรือไม่? ก็เลยอยากให้แน่ใจ ตั้งใจไว้ว่าจะไม่แค่พบปะกันเพียงผิวเผินแล้ว แต่จะ ขอ “เสวนา” ด้วยเลย ข้าน้อยจึงหันมาตั้งใจ “ฝึกสมาธิ” (แต่การฝึกสมาธิจากสาเหตุนี้ เป็น ‘มิจฉาทิฐิ’ นะ เพราะเกิดจากความอยากมี อยากเป็น)

ปัจจุบัน… อยากจะเล่า แต่ยาวมากๆ แต่สรุปได้ว่า… วิญญาณนั้น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หนังผีที่ทำมาน่ะ มันก็เว่อร์เกินไป… ถ้ามั่นใจว่าไม่ได้ไปทำกรรมหนักๆ ที่ไหนมา ก็ไม่ต้องกลัวเขาหรอก เขาเพียงแต่มาขอความช่วยเหลือเท่านั้นเอง ถ้าช่วยกันได้… ก็ช่วยกันนะ อย่ารังเกียจเขาเลย เพราะไม่แน่… วันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นแบบเขาก็ได้


เรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
แต่เดิม… ข้าน้อยเชื่อว่าพระเกจิท่านมีอิทธิฤทธิ์จริงๆ ครอบครัวข้าน้อยก็เจอเรื่องแบบนี้บ่อยครั้ง แต่ชีวิตจริงคนธรรมดาอย่างเราๆ จะไป ‘มี’ หรือ ‘สร้าง’ ปาฏิหาริย์อะไรได้ยังไง วันหนึ่งคุณป้ามาชวนข้าน้อยไปเรียนพลังจักรวาล ข้าน้อยก็ตามไปเรียน เผื่อว่าจะช่วยเกื้อหนุนด้านสมาธิไปด้วย แต่จุดประสงค์หลักของพลังจักรวาล คือ “การรักษาโรค” พอเรียนไปแล้วก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น (แต่ยังไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเล่าทั้งหมด)

เมื่อจบหลักสูตรขั้นกลาง ของพลังจักรวาล ลองรักษาโรคกับตัวเองและบริวารแล้ว ครั้งหนึ่ง แมวของข้าน้อยถูกรถชน อาการเพียบหนัก เลือดออกทางหู ไหลนองเต็มพื้นถนน จนไม่น่าเชื่อว่าแมวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งจะมีเลือดได้เยอะขนาดนั้น สันนิษฐานว่ารถชนบริเวณหัวแล้วทับบริเวณลำตัวอย่างแน่นอน ขนาดหมอเห็นแล้วยังคิดว่าไม่น่ารอด บ้านข้าน้อยก็คิดว่า ถ้ามันรอด แล้วต้องพิการควักลูกตาออก ขาเป๋ เป็นอัมพาต อยู่ไปจะลำบากมันมั้ย? ไม่มีใครอยากจะนึกถึงสภาพนั้นเลย… แต่สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้น คือ ช่วยมันทุกทางเท่าที่ทำได้ ข้าน้อยก็ช่วยด้วยพลังจักรวาลนี่แหละ นั่งกำหนดจิต และส่งพลังไปให้ แถมด้วยนั่งสมาธิทางพุทธส่งกุศลไปช่วยมันด้วย ไม่รู้หรอกว่าจะได้ผลมั้ย แต่พยายามส่งใจไปช่วยมันตลอด 7 วันที่มันนอนในโรงพยาบาล

แล้วในวันนี้ …
เจ้าเหมียวผู้รอดตายจากถูกรถชน ตัวกลมป๊อก อ้วนพี… อ้วนกว่าตอนก่อนถูกรถชนมากมายนัก (ก่อนถูกชนนั้นเป็นแมวตัวเล็กผอม) เพื่อนมาบ้านยังทัก “ ไอ้เหมียวหุ่นเปี๊ยนไป๋!?” แม้จะเดินขาลากๆ อยู่บ้าง แต่มันยังสามารถจับหนูมาอวดได้ (เก่งมะ?) ดวงตาก็ไม่ต้องควักออก หน้าตาเลยยังแป๋วแหววเหมือนเดิม แม้เจ้าเหมียวมันจะมองเห็นข้างเดียวก็ตาม

นี่แหละ… ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตข้าน้อย
ดีใจที่ได้ช่วย และช่วยได้
ต่อไปนี้ข้าน้อยก็จะช่วยคนอื่นและสัตว์อื่นๆ ให้มากขึ้น
…ขอปฏิญาณด้วยใจ…



สงสัยเรื่องสุดท้าย “ดวงชะตา”

ข้าน้อยสงสัยกับศาสตร์นี้มานานนับ ว่าทำไมมันถึงอยู่มาได้ 5,000 ปีแล้ว ทำไม้ทำไม? คนเราต้องเชื่อเรื่องดวงชะตาด้วย ดูหนังจีนก็มีคำพูดว่า “…..(จำไม่ได้) หรือจะสู้ฟ้าลิขิต” ไอ้ฟ้าลิขิตนี่แหละ เด็กเอ๋ออย่างข้าน้อย งงเป็นบ้าเลย!!

หรือจะเป็นเพราะฟ้าลิขิตจริงๆ ที่ดลให้พี่ชายของข้าน้อยคนหนึ่งไปเบิกทางให้ก่อน ด้วยการไปเรียนโหราศาสตร์ไทยแบบเป็นชิ้นเป็นอัน จนจบคอร์สได้ใบประกาศรับรองมาครอง (ตอนนั้นเพิ่งรู้ว่าวงการนี้ก็มีแบบนี้ด้วย) หลังจากนั้นก็ไม่ต้องเดา.. ข้าน้อยเรียนต่อจากพี่นี่แหละ ฟรี ถามดะได้ ไม่ต้องกลัวถูกไล่ไปยืนหน้าห้อง เจ้าหนูจำไมซะอย่าง พี่ชายปวดหัวไปแปดสิบอย่าง 555 ถกเถียงหาเหตุผลอยู่อย่างนั้นมายาวนาน ทั้งหาเคสดวงชาวบ้านชาวช่องมาดูหมด เริ่มดูจากคนใกล้ตัวก่อน แล้วลามไปคนไกลตัว จนกระทั่งไม่รู้จักกันเลย ก็ประจักษ์ใจถึงความพิเศษของวิชาสถิติอายุ 5,000 ปีนี้แล้ว

นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวข้าน้อยอ่ะนะ บอกกล่าวเผื่อเป็นอุทาหรณ์คนชอบดูดวงบ่อยๆ ในฐานะที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นแม่หมอคนหนึ่ง

การทายอดีต โหราศาสตร์บอกได้
แต่การทายอนาคตนั้น
โหราศาสตร์ยากที่จะแม่นยำ 100%

*โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ยากที่จะแม่นยำ 100%
ข้อสอบมี 100 ข้อ มีใครบ้างจะทำได้ 100 คะแนนเต็ม? (ห้ามตอบว่า.. ก็อาจารย์ออกข้อสอบไง)
หมอดูทั่วไปก็เหมือนกันน่ะแหละ

ยกเว้นกรณีท่านไปเจอหมอดูเกรด A +++ โคตรอัจฉริยะ แต่อย่าเพิ่งปรามาสว่าหมอดูแบบนี้ไม่มีในโลกล่ะน้า.. เพราะข้าน้อยก็เคยเจอมาแล้วเหมือนกัน โอย ทักมาแต่ละอย่าง น้ำตาพรู…(ไม่ได้หาวนอนนะ) แต่พักหลังก็เจอแบบน้ำตาพรูเหมือนกัน แต่หัวเราะจนน้ำตาไหลน่ะ กราดทายมาไม่โดนสักเป้า…แย่จริง


แต่ยังไงก็ตาม… คำตอบที่สงสัยเกี่ยวกับโหราศาสตร์มานาน ในที่สุดข้าน้อยก็ได้คำตอบจาก “กฎแห่งกรรม” ที่คนพุทธแสนคุ้นเคยนี่แหละ

“รหัสดวงดาวบอกแค่แนวโน้ม(กรรมเก่า) แต่คนเราน่ะพลิกชีวิตตนเองได้ ด้วยกรรมปัจจุบันของตัวเอง”

ย้ำอีกครั้งหนึ่ง… เรื่องศาสตร์ที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้นี้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ประสบการณ์ใครก็ประสบการณ์มันจริงๆ ถ้าใครอยากรู้ชัดๆ เป๊ะๆ …มันก็ต้องอาศัย “หลัก” เดียวกันกับข้าน้อยล่ะ
"สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าหนึ่งมือคลำ หนึ่งมือคลำไม่เท่า “ลองทำเอง”

ลองดูเถอะ แล้วท่านจะไม่ต้องพึ่งพาคำบอกเล่าของใครอีกเลย!





ตื่นได้แล้วขอรับ ท่านจอมยุทธ์ เช็ดน้ำลายมุมปากก่อน
โรงเตี๊ยมบล็อกแห่งนี้ให้ชิมชา (แถก) อย่างเดียว ไม่ให้ค้างขอรับ 555
ขอปิดท้ายรายการ ด้วยการประกาศรายชื่อเหยื่อของข้าน้อย
จอมยุทธ์ผู้มีนามดังนี้ จะถูกส่งเทียบเชิญแถก ระวังตัวให้ดี!!

ท่านอันปังแนน -- แล้วแต่ดุลพินิจของท่านว่าเห็นสมควรเขียนแถกซ้ำอีกไหม แต่ถ้ายังมันส์ในอารมณ์อยู่ ขอเชียร์ให้เขียนอีก ดูอย่างข้าน้อยสิ ยาวชะมัด ไม่รู้จะเขียนให้ยาวทำไม ในที่สุดก็หาคำตอบ(เข้าข้างตัวเอง)ได้ว่า ก็แถกมาตั้ง 3 ท่าน เห็นสมควรพล่ามซะหน่อย ถ้าถูกใครแถกมาอีก ข้าน้อยจะส่งลิงก์ให้เขากลับไปอ่านแถกเหล่านี้ใหม่ให้หมด เพื่อเป็นหลักฐานว่า มันหมดไส้หมดพุงแล้วจริงๆ!!
ท่าน Killerqueen -- หายต๋อมไปไม่อัพเลย (แต่เข้าใจว่าทำไมอ่ะนะ) เลยส่งเทียบเชิญไปกระตุ้น หากท่านว่างเมื่อไหร่ ค่อยทำก็ได้ อิอิ
ท่าน นารีจำศีล -- ได้ข่าวแว่วๆ ว่าจะประเดิมบล็อก ให้หัวข้อแถกไปเจิมเสียเลย ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Bloggang ขอรับ

เหลือเหยื่ออีก 2 ราย ยังตามตัวไม่ได้ เพราะข้าน้อยไม่มีเวลาติดต่อชาวโลกเท่าไหร่ง่ะ (แบ่งเวลาไปวาดรูปหมดแย้ว) ขอแปะไว้ก่อน แล้วจะมาประกาศรายนามอีกครั้ง ถ้าข้าน้อยไม่ลืม…


ประกาศให้แซ่ดโดยทั่วกัน



ลงชื่อ นีรมาลี


10/2/2550






 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2550 12:14:59 น.
Counter : 256 Pageviews.  


Dream Awake
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Blog นี้จะเน้นไปทางเสนองานการ์ตูนของเราเองค่ะ มีทั้งงานสี งานขาว-ดำ...เทคนิคการวาดเล็กๆ น้อยๆ และเรื่องบ่นอีกสารพันตามประสาคนอยากเล่าน่ะจ้า~~

+ป.ล. รักคนอ่านมั่กๆ ค่า...+
#แวะทักนีรมาลีที่หลังไมค์นี้ได้เลยค่า
Friends' blogs
[Add Dream Awake's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.