ตะลุยไปเรื่อย....กับนายจิวยี่
Group Blog
 
All Blogs
 

หลงเสน่ห์ในญี่ปุ่นอีกครั้ง กับญี่ปุ่นหน้าหนาว โอซาก้า เกียวโต นารา ตอน 2

วันที่ 5 วันนี้เราใช้บัตรวันเดย์อันลิมิตการ์ดที่สามารถใช้รถไฟฟ้าภายในโอซาก้าได้ทั้งวัน นอกจากนั้นยังสามารถเข้าชมสถานที่ต่างๆได้อีก 25 แห่งด้วยกัน เริ่มต้นหลังจากนำกระเป๋าไปฝากที่อีกโรงแรมแล้ว เราก็ออกเดินทางเที่ยวฟรีกันเลย เริ่มต้นเป้าหมายของเราอยู่ที่ osaka museum of natural history แต่ก็เปลี่ยนใจไปที่ tennoji zoo แทน ปรากฏว่าเหมือนเดิมครับ หลง แถมรอบนี้หลงไกลซะด้วย แต่ไม่เป็นไรก็แค่เดินย้อนกลับมาตั้งต้นใหม่สาเหตุเกิดจากไม่ดูแผนที่ให้ดีก่อนมันต้องเลี้ยวซ้ายดันไปเลี้ยวขวาซะงั้น ถึงว่าทางที่ไปไม่มีคนเลย แต่พอเดินไปในทางที่ถูกต้องแล้วคนเพียบ 5555 (นั่นแสดงว่าถ้าทางเดินที่ท่านเดินไปมีคนน้อยๆ ให้เริ่มเอะใจได้แล้วว่าผิดทางแหง๋ๆ)

เมื่อเดินมาถึงสวนสัตว์เทนโนจิเราก็ยื่นบัตรเบ่งให้เจ้าหน้าที่ดู เจ้าหน้าที่จะขอคูปองทีให้มาในพร้อมบัตรตอนแรกด้วย (อย่าทำหายนะครับ เดี๋ยวใช้สิทธิ์ฟรีไม่ได้) เราก็รื้อคนกระเป๋าตั้งนานกว่าจะหาเจอ เมื่อเข้ามาภายในสวนสัตว์ก็จะมีแผนที่ระบุว่ามีสัตว์ชนิดไหนบ้างอยู่ตรงไหน เราวางแผนจะเดินรอบวนขวาเอาละกันจึงเดินไปทางฮิปโปโปเตมัส ผ่านกรงนกฟลามิงโก แต่ไม่ได้เข้าไปดูงู จากรนั้นก็ไล่ไปเรื่อยทั้งแรด ไฮยีน่า สิงโต หนู (ไม่รู้เป็นหนูอะไร) ม้าลาย ยีราฟ และสัตว์ที่ทั้งแปลกและไม่แปลก โดยตัวเด่นๆที่เราชอบก็มีแพนด้าแดง หมาป่า หมีโคอาล่า และที่สำคัญช้างที่เอาไปจากไทยครับ แต่ที่อดไม่ได้ไปดูก็เป็นดาราเด่นที่นี่อีกตัวก็คือหมีขาว

เนื่องจากอากาศเย็นจริงๆและเดินจนเมื่อยก็เลยตัดสินใจไปจุดมุ่งหมายของเราแต่แรกดีกว่าที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ปรากฏว่าเดินไกลมากๆอีกหลายกิโลเลยล่ะครับ แถมผ่านสวนสาธารณะที่มีการแข่งวิ่งมาราธอนด้วยเลยเหมือนเราไปแข่งด้วยอีกคน พอถึงแล้วก็ใช้บัตรเบ่งเหมือนเดิม ตรงทางเข้าเราก็จะพบไฮไลต์ของที่นี่กันเลยนั่นคือ กระดูกปลาวาฬ ที่แขวนอยู่ตรงด้านหน้า ภายในจัดแสดงการกำเนิดและการใช้ชีวิตของสัตว์ต่างๆในป่า และทะเล แร่ธาตุ อัญมณี อีกทั้งยังมีจัดแสดงโชว์กระดูกไดไนเสาร์และสัตว์ต่างๆในปัจจุบันด้วย ตอนแรกตั้งใจจะมาดูว่าพิพิธภัณฑ์ของญี่ปุ่นจะมีอะไรล้ำสมัยกว่าบ้านเรามั่งมั๊ยแต่จากที่ดูๆ ก็เพียงห้องสุดท้ายเท่านั้นที่แตกต่าง จะเป็นห้องคล้ายเครื่องเล่นเกมส์ที่สอนการใช้ชิวิตของสัตว์ต่างที่สนุกดี เด็กๆเต็มเลย แต่ข้อเสียของเครื่องเล่นเกมส์คือเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ เหอๆๆๆ

เมื่อเดินหอบแฮ่กๆกลับมาที่รถไฟฟ้าแล้วตอนแรกตั้งใจจะไปเที่ยวต่อ แต่จากการเดินติดต่อกันหลายวันเลยตัดสินใจย้อนกลับไปพักที่โรงแรมดีกว่า สุดท้ายก็เลยขี้เกียจไปไหนจนได้ เสียดายๆ แต่อยากบอกด้วยหน้าหนาวมันมืดเร็วมากๆด้วยทำให้รู้สึกวันนึงๆมันหมดไปเร็วมาก (อาจเพราะตื่นสายด้วย อิๆๆ) วันน้ก็กลับมากินข้าวย่านเดิมแต่เปลี่ยนมากินซูชิเวียนแทน เป็นซูชิทุกอย่างจานละ 130 เยน ซัดไปเกือบ 10 จาน อร่อยมากๆ เมื่ออิ่มแล้วก็หลับตามเคย โดยพักที่โรงแรม Monterey grasmere osaka hotel

วันที่ 6 แล้วครับ เช้านี้ก็ลงมาฝากกระเป๋าที่โรงแรมเพราะจะไปค้างเกียวโต 1 คืนก่อนย้ายกลับมาโรงแรมเดิม เมื่อฝากกระเป๋าเรียบร้อยเราก็ใช้บัตรคันไซพาสอีก 2 วันที่เหลือเนื่องจากสามารถใช้ได้ทั้งรถไฟและรถเมล์ในเกียวโตได้ฟรีหมด เราจับรถไฟสาย Hankyu line จากสถานี Umeda เพื่อไปเกียวโต โดยลงที่สถานี Karasuma ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง วันนี้เราตั้งใจจะไปเที่ยววัดคินคาคูจิ (วัดทอง) แต่เนื่องจากเรายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลยเดินไปสถานี Shijo ต่อไปสถานี Kyoto เพื่อกินข้าวและหาเอกสารข้อมูลสายรถเมล์ในเกียวโต โดยไปจบที่ร้านข้าวหมูทอด

หลังจากอิ่มก็จับรถไฟใต้ดินจากสถานีเกียวโตไปลงสถานี Kitaoji เพื่อต่อรถเมล์สาย 204 (สายบ้านผมเองครับ) แต่ปรากฏว่าเช่นเคยครับ ขึ้นรถผิดข้างครับ เลยนั่งมองๆว่าจะไปไหนที่รถผ่านดีไปเจอะวัดกินคาคุจิ (วัดเงิน) อยากบอกว่าแผนที่รถเมล์เทพมากอะ เพียงแต่ตอนแรกๆดูไม่เป็น ก่อนเข้าวัดก็แวะซื้อซอฟครีมกินซักหน่อย เพิ่งจะรู้วันนี้ล่ะครับว่าจริงๆ แล้วก็ทำจากไอติมถ้วยธรรมดาไปเข้าเครื่องออกมาเป็นซอฟครีม

เมื่อเดินผ่านร้ายขายของต่างๆเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงวัดกินคาคุจิภายในวัดดูสงบร่มเย็นมีการจัดสวนสวยๆสไตล์ญี่ปุ่น มีลานหิน ถ้าคนที่ชอบความสงบคงชอบวัดนี้มากๆ หลังถ่ายรูปจนพอใจดูเวลาก็เย็นแล้วเลยกลับไปเช็คอินที่โรงแรม Citadines Karasuma-Gojo Kyoto ก่อนหาอะไรกินตรงร้านอาหารข้างโรงแรม โดยเมนูวันนี้เป็นเนื้อหม้อไฟกับข้าว น้ำซุปหวานหน่อยแต่เนื้อนุ่มๆมากๆ อิ่มแล้วก็นอนตามเคย (มิน่าหุ่นถึงเป็นแบบนี้ 5555)

เช้าวันที่ 7 หลังเช็คเอาท์แล้วก็นั่งรถไฟไปทางเดียวกับเมื่อวาน แต่คราวนี้นั่งรถเมล์ถูกสายแล้วครับ แหะๆๆๆ พอลงรถเมล์แล้วก็เดินเข้าไปทางเข้าวัดพอแรกสัมผัส อยากบอกว่าตะลึงกับความสวยงามจริงๆ ถึงแม้จะเห็นจากรูปมาหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ของจริงสวยกว่าหลายเท่าอยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ จากนั้นรูปก็เดินไปมากมายหลายสิบรูป (5555 กดไม่ยั้งSmiley) ที่นี่ได้พบสาวสวยด้วยอิๆๆๆ

เป้าหมายต่อไปของเราก็คือปราสาทนิโจ โดยนั่งรถเมล์ไปถึงได้เลยด้วยสาย 101 แต่ปรากฎว่าวันนี้เป็นวันที่ปราสาทนิโจพอดี เซ็งเลยยยย ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นวัดคิโยมิสึแทน โดยนั่งรถไฟใต้ดินไปลงฮิกาชิยาม่า แล้วต่อรถเมล์สาย 100 จากนั้นก็เดินขึ้นเนินไปไกลพอสมควร โดย 2 ข้างทางก็จะมีร้านขายของมากมายให้เลือกซื้อ เราจึงต้องตัดใจเดินหน้าให้ไวๆ

หลังจากเข้ามาวัดคิโยมิสึแล้วก็ต้องเสียค่าเข้าให้เรียบร้อย วัดแห่งนี้เป็นวัดที่ประกอบด้วยไม้ทั้งหลังโดยไม่ได้ใช้หมุดเลยซักตัว เมื่อเข้าไปภายในวัดความคิดแรกรู้สึกว่าเป็นวัดที่ธรรมดาๆ เพียงแต่เป็นวัดที่สร้างด้วยไม้ตั้งริมหน้าผา แต่หลังจากเดินมาถึงส่วนที่เค้าถ่ายไฮไลต์กัน โหย สวยมากๆเลยครับ ยิ่งถ้ามาหน้าซากุระ หรือใบไม้ร่วงคงสวยกว่านี้แน่นอน คนสร้างเค้าก็เก่งจริงๆนะครับ โครงสร้างภายนอกมันดูอลังการกว่าภายในตัววัด

เมื่อชมตัววัดเสร็จแล้วเดินออกมาก็เจอนักเรียนตัวน้อยๆที่คุณครูพามาทัศนศึกษากัน จากที่สังเกตจะเห็นว่าตามวัดหรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆในญี่ปุ่นเราจะเห็นพ่อแม่หรือคุณครูพาเด็กๆมาเที่ยวหรือทัศนศึกษากันเยอะมาก ไม่รู้ว่าที่บ้านเรามีแบบนี้บ้างหรือเปล่าหรือเอาเวลาไปเรียนอย่างเดียหมดก็ไม่รู้นะครับ

ขากลับก็ใช้เวลาพอสมควรกับการซื้อของฝากและเวลาหาร้านฝากท้องก่อนจะมุ่งหน้าไปสถานที่สุดท้ายก่อนกลับโอซาก้า นั่นคือศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ หรือศาลเจ้าจิ้งจอก (อันหลังผมเรียกเอง) วิธีเดินทางก็นั่งรถเมล์สาย 100 ย้อนกลับมาขึ้นรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Sanjo keihan เดินต่อไปขึ้นรถไฟสาย kaihan ที่สถานี Sanjo แล้วไปลงที่สถานี Fushimi-inari จากนั้นเดินอีกเล็กน้อยก็ถึงแล้วครับ ที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะมีไฮไลต์ที่เสาโทริอิสีส้มจำนวนมากที่มีผู้บริจาค (ทั้งคนทั่วไป ร้านค้า หรือแม้กระทั่งบริษัท) วางเรียงรายกันทั่วทางเดินขึ้นเขา โดยมีความเชื่อว่าจะทำให้ค้าขายดี หน้าศาลเจ้าจะมีรูปปั้นจิ้งจอก หลังชมความงามจนพอใจแล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโอซาก้า เพื่อเข้าพักที่โรงแรม Monterey grasmere osaka hotel อีกครั้ง แล้วกลับไปกินข้าวที่ร้านเดิมที่ติดใจคือร้านเซ็นย่า จากนั้นก็พักผ่อน

วันสุดท้ายหลังตื่นนอนสายหน่อยเพราะไฟท์ออกดึก หลังเช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าที่โรงแรม ก็ออกไปเดินซื้อของที่เล็งไว้แต่แรก ก่อนที่จะกลับมาแพ็คกระเป๋าและเดินทางสู่สนามบินคันไซ เพื่อนั่งเครื่องบินกลับบ้านโดยต้องไปแวะต่อเครื่องที่มาเลเซียอีกทอดนึง เป็นอันจบทริปในครังนี้แล้วครับ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันนะครับ

เช้าวันที่ 5 กินข้าวร้านเดิม ติดใจ 5555



แวะเที่ยวสวนสัตว์เทนโนจิ



นกฟลามิงโก



ฮิปโปโปเตมัส



ให้อาหารแกะ



เจ้าแพะหิวโหย



หมีก็มี น่ารักดี (เห็นหมีมั๊ย Smiley)



เจ้าช้างไทย มาไกลถึงนี่



หนูน้อย (มองหน้าผมทำไมฮั๊ฟ Smiley)



แรดตัวใหญ่



ตัวนี้ไม่รู้เรียกว่าอะไร



เสือโคร่ง



แพนด้าแดง น่ารักอะ



ไปต่อที่สวนดอกไม้



ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ



เอาไม้มาทำป้ายสวยดี



กระดูกวาฬใหญ่มาก



ภายในมีกระดูกไดโนเสาร์มากมาย



ซักรูป



จระเข้ในอดีต ใหญ่มาก



ภาพมุมสูง



กระดูกลิงก็มี



ไปทานข้าวเย็นเป็นซูชิเวียน



แล้วย้ายที่พักเป็นที่นี่



ดูหรูหรา



พัดลมในลิฟท์



มีเตาผิงด้วย แต่คงไว้ประดับเฉยๆ



มีโบสถ์สำหรับทำพิธีได้เลย



ที่นั่งรอของโรงแรม



มาที่ห้องกันดีกว่า



โตีะทำงานพร้อมทีวี



เตียงน่านอน



ห้องน้ำ



วิวจากห้องนอน





เข้าเมืองเกียวโตกันแล้ว






























































































































































































 

Create Date : 15 เมษายน 2555    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2555 5:28:48 น.
Counter : 2159 Pageviews.  

หลงเสน่ห์ในญี่ปุ่นอีกครั้ง กับญี่ปุ่นหน้าหนาว โอซาก้า เกียวโต นารา

สวัสดีครับพี่ๆเพื่อนๆทุกคนที่ติดตาม หรืออาจจะพึ่งผ่านเข้ามาอ่านกัน วันนี้ผมจะพาไปเที่ยวญี่ปุ่นในหน้าหนาวกันครับ แต่ในความเป็นจริงก็คงจะไม่หนาวซักเท่าไหร่เพราะโอซาก้าจะอยู่ทางตอนกลางค่อนมาทางด้านล่างของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับทริปนี้บังเอิญได้ตั๋วถูก (ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่) จากสายการบินแอร์เอเชียเช่นเคยในราคา 10870 บาทถ้วน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือชวนใครดันไม่มีใครไปด้วยนี่อะสิ

การจองไฟต์สำหรับบินในครั้งนี้อาจจะยุ่งยากไปซักหน่อย เพราะต้องบินอ้อมไปกัวลาลัมเปอร์เพื่อต่อเครื่อง นั่นทำให้เราเสียเวลาไปแล้วถึง 1 วัน และต้องเสียค่าโรงแรม 1 คืนฟรีด้วย รวมไปถึงการโหลดกระเป๋า ทำให้รวมๆแล้วแทบจะเท่าสายการบินปรกติเลยทีเดียว ประมาณ 15000 บาท แต่เอานะไหนๆก็หลวมตัวจองไปแล้วก็ต้องบินล่ะครับ

สำหรับการขอวีซ่าก็ไม่ยุ่งยากอะไรเพราะขอเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ก็ผ่านตามปรกติครับ แต่สำหรับทริปนี้มามีปัญหาอีกอย่างก็คือการจองโรงแรมนั้นเอง
มีปัญหาเพราะใจร้อนรีบจองไม่ได้ดูทำให้มีปัญหาไม่คอนเฟิร์มห้อง 2 วัน แถมกั๊กวงเงินในบัตรที่มีอยู่น้อยนิดของเราซะด้วย ที่นี้ก็เลยมีปัญหากลัวมันมาเก็บตังไปฟรีๆเลยต้องเสียเวลาคุยเมล์กับเว็ปจองโรงแรมอยู่พักนึง แถมห้องพักที่ต้องการราคาก็เด้งกลับไปแพงซะแว้ว

แต่แน่นอนว่าโชคดีก็เป็นของเราเพราะโรงแรม 5 ดาวมามีลดราคาใกล้ๆก่อนจะเดินทางพอดี แต่ข้อเสียก็มีคือต้องย้ายโรงแรมถึง 4 โรงแรมด้วยกัน ทำให้ส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นรีวิวโรงแรมไปด้วย หลังหมดปัญหาก็มาจัดเวลาเดินทางกันดีกว่า

เริ่มต้นก็ค่อยๆเก็บข้อมูลจากคนที่เคยไปมาก่อนพบว่าเราสามารถนั่งรถไฟไปเที่ยวจากโอซาก้าได้ง่ายหลายเมือง ได้แก่ เกียวโต นารา วากายาม่า โกเบ แต่เราตัดสินใจว่าจะไปเกียวโต และนารา ซึ่งเป็นมีประวัติศาตร์มากมาย และมีวัดที่เป็น world heritage จึงได้ทริปออกมาเป็นดังนี้ เกียวโต 2 วัน นารา 1 วัน และโอซาก้า 4 วัน

ซึ่งเราก็ต้องพยายามบริหารเวลาให้ลงล็อก ถึงแม้จะนอนเกียวโตแค่คืนเดียวที่เหลือนอนโอซาก้าก็ตาม เพราะมีการเปลี่ยนโรงแรมบ่อย USJ ต้องพยายามไปวันธรรมดาเพราะคนเยอะ และไคยุคัง (พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ) ก็ดันมาปิดบางวันในช่วงที่ไปอีก

แต่สุดท้ายก็ลงตัว เอาล่ะเรามาออกเดินทางกันเลยดีกว่าครับ วันแรกเราออกจากสุวรรณภูมิเกือบไปแปดโมง ไปเสียเวลาต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์อีก 3ชั่วโมง กว่าจะเดินทางถึงสนามบินคันไซก็หมดวันพอดี คือไปถึงเวลา 21.30น. เวลาที่ญี่ปุ่นที่เร็วกว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง กว่าจะฝ่าด่านตม.ออกมาก็ 4 ทุ่มกว่าแล้วเลยต้องรีบวิ่งไปหาเคาเตอร์ขายพาส (บัตรสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อความประหยัดในการท่องเที่ยว)

พอเราไปถึงก็ไปต่อคิว คนก่อนหน้าเหมือนไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาเลยก็เลยค่อนข้างช้า เพราะเสียเวลาสอบถามข้อมูลด้วย พอถึงตาเราก็แจ้งบัตรที่ต้องการซื้ออย่างเดียวก็เรียบร้อยครับ เท่ากับทริปนี้จ่ายค่าเดินทางค่าเข้าหลักๆไปเกือบหมดแล้ว (แต่กระเป๋าก็ฟีบลงอย่างรวดเร็วครับ 5555) และหลักจากผมแล้วก็มีอีกคนเข้าไปสอบถามจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ปิดเคาเตอร์ไปเรียบร้อยครับ ยังคิดว่าถ้าผมไปช้าอีก 15 นาทีคงแห้วแน่ๆ เพราะวางแผนจะซื้อพาสต่างๆที่สนามบินอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ามีขายในศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวรึเปล่า

บัตรพาสที่ซื้อมาประกอบกับแผนการมีดังนี้ครับ 1.บัตรคันไซพาส 3 วัน 5000 เยน 2.บัตรวันเดย์พาสใช้ในโอซาก้า 2000 เยน 3.บัตรไคยุคังวันเดย์พาส สำหรับเข้าไคยุคังและใช้รถไฟใต้ดินในโอซาก้าได้ใน 1 วัน 2400 เยน 4.บัตรเข้ายูนิเวอร์แซลเจแปน (USJ) 6200 เยน (แล้วจะค่อยๆแจกแจงทีหลังว่าบัตรแต่ละอย่างดียังไงประกอบในวันที่ใช้เดินทางครับ)

สำหรับวันแรกเข้าโรงแรมพักผ่อนอย่างเดียว ซื้อตั๋วธรรมดารถไฟสายนันไค 890 เยน เข้าสู่โอซาก้าที่สถานีนัมบะ และรถไฟใต้ดินจากนัมบะไปสถานีอุเมดะ (ทั้งนัมบะและอุเมดะเป็นย่านกลางเมืองทั้งคู่ ถ้ารถไฟสายเจอาร์จะเรียกสถานีแถวอุเมดะว่าสถานีโอซาก้าครับ) จากการไปเที่ยวญี่ปุ่นคราวที่แล้ว การเดินทางโดยรถไฟและรถไฟใต้ดินสะดวกมากครับ ทำให้เราคิดผิดพลาดบางอย่างไป

นั่นคือแต่ละสถานีทีมีรถไฟสายสีต่างๆต่อกันจะค่อนข้างเดินไกลครับ โดยเฉพาะสถานีนัมบะ และอุเมดะ ที่มีรถไฟและรถไฟใต้ดินหลายสาย แต่ละสายจะมีสถานีของตัวเองอยู่ใกล้กัน (แต่ใกล้กันก็เดินไกลพอสมควร) ประกอบกับอากาศหนาวมากที่ 4 องศาเซลเซียสต้องทั้งลากกระเป๋าแบกเป้ หลงทาง แถมมืดรถไฟใต้ดินก็จะหมด คนก็ไม่ค่อยมี แต่สุดท้ายก็คลำทางจนถึงโรงแรมได้ (โรงแรมก็ดันหลบมุมหายากอีกเหอๆๆๆ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด) โดยโรงแรมที่เราพัก 2 คืนแรกก็คือโรงแรม Hearton Nishi Umeda Hotel ติดกับสถานีเจอาร์โอซาก้าเลยครับ

ที่นี่ราคาค่อนข้างสูงพอๆกับโรงแรม 5 ดาวเลยครับ ภายในห้องก็ดีทุกอย่างครับเสียแต่ห้องเป็นแบบ semi-double คือห้องเล็กเตียงเล็ก แต่โชคดีได้ราคาที่ถูกพอประมาณก็เลยจองไป ไม่แนะนำสำหรับคนที่จองราคาปรกติครับ คืนแรกในโอซาก้าก็หลับสนิทครับ เพราะถึงแม้จะหลับบนเครื่องแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยให้หายเหนื่อยเลยครับ แต่ก่อนนอนก็แวะออกไปเซเว่นเพื่อหาอะไรกินรองท้องก่อนนอน

เช้าวันที่ 2 เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา ไม่ต้องย้ายที่พักและอยู่ติดสถานีเจอาร์โอซาก้าพอดีเราก็เลยเลือกวันนี้เป็นวันที่ไปยูนิเวอร์แซลเจแปนครับ เพราะการเดินทางไปยูนิเวอร์แซลเจแปนต้องไปลงสถานีเจอาร์ยูนิเวอร์ซิตี้เพียงทางเดียวครับ โดยเราออกจากโรงแรมไม่เช้านักประมาณ 9.30 น.เนื่องจากในหน้าหนาว USJ เปิดและปิดค่อนข้างเร็วครับ คือ 10 โมงเช้า - 5 โมงเย็นเท่านั้น

ก่อนเดินทางถึงสถานีเจอาร์โอซาก้าเราก็แวะซื้อข้าวกล่องและน้ำใส่เป้ไปเพื่อทานกลางวันครับ (สามารถนำเข้าได้ไม่ตรวจครับ ภายในอาหารค่อนข้างแพง) ออกจากเจอาร์โอซาก้า ต้องเปลี่ยนรถไฟที่สถานี Nishikujo ก่อนถึงสถานียูนิเวอร์ซิตี้ ในราคา 170 เยน โดยรถไฟสาย Nishikujo ที่จะไป USJ เป็นลายการ์ตูนมาร์เวล ตัวการ์ตูนดังๆที่ทุกคนน่าจะรู้จักก็คือสไปเดอร์แมนนั่นเองครับ

ออกจากสถานีรถไฟก็จะเห็น USJ ได้ไกลๆจากรางรถไฟเหาะครับ ทางที่เดินไปก้จะเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของที่ยั่วยวนให้หลงทางซะแล้ว แต่เราก้มุ่งมั่นที่จะเล่นเครื่องแล้ว เลยมุ่งตรงเข้า USJ กันเลย (จริงๆไม่มีตัง ) เนื่องจากเราซื้อบัตรไว้ก่อนแล้ว หลังจากแวะถ่ายสัญลักษณ์ประจำ US แล้ว (ลูกโลกนั่นเอง) ก็สามารถผ่านประตูได้เลยครับไม่ต้องไปต่อแถวซื้อบัตรอีก

เมื่อเข้ามาแล้วดีใจมากๆที่ตัดสินใจถูกเลือกมา USJ เพราะคนน้อยมากๆครับ ต่อเล่นเครื่องเล่นแต่ละเครื่องไม่ถึง 15 นาที จากปรกติที่ได้ยินมาว่าไม่ต่ำกว่า 30 นาที บางเครื่องต่อกัน 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว เครื่องเล่นแรกที่เราตัดสินใจเล่นก็คือ ไฮไลท์ของที่นี่ครับ สไปเดอร์แมน บางคนเค้าบอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง แต่ผมคิดว่าเล่าไปแล้วไปเล่นก็สนุกเหมือนเดิมล่ะครับ

ภายในระหว่างที่ต่อแถวจะจำลองเป็นห้องสำนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่สไปเดอร์แมนทำงานแล้วมีฉายการ์ตูนเนื้อเรื่องย่อยๆฆ่าเวลาตอนต่อแถวเพื่อไม่ให้เบื่อ จะบอกว่าแถวข้างในยาวมากๆ แต่ตอนผมไปข้ามไปเยอะครับ ถ้าเห็นแล้วจะตกใจมากๆครับ สำหรับเครื่องเล่นก็เป็น 4 มิติครับมีแว่นตา 3 มิติให้ใส่ด้วยแนะนำให้นั่งหน้าสุดครับ ผมโชคดีได้นั่งหน้าสุดสนุกมากๆ เหมือนเรานั่งยานแล้วจะมีศัตรูมาทำร้ายเรา แล้วสไปร์เดอร์แมนก็มาคอยช่วยและจับคนร้ายได้หมด มันส์มากๆสมกับเป็นเครื่องเล่นไฮไลต์เลยทีเดียว เสียดายอย่างเดียวคือพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยฟังไม่ออกครับ และทุกเครื่องเล่นเป็นแบบนี้ครับ

ออกมาแล้วเราก็เดินต่อไปเครื่องเล่นถัดไปคือ Back to the future ก็เป็นเครื่องเล่นสไตล์เดียวกับสไปเดอร์แมน แต่กร่อยกว่าเยอะครับเพราะเป็นสองมิติเนื้อเรื่องจะเป็นเราไล่จับผู้ร้ายที่ขโมยรถที่สามารถไปได้ทั้งอดีตและอนาคต ก็เลยขับตามจับไปยังยุคต่างๆ ก็สนุกดีครับ ถ้าไม่ได้เล่นสไปเดอร์แมนมาก่อน หุๆๆๆๆ

หลังเล่นเสร็จ 2 เครื่องเล่นเราก็พักกินข้าวกันเพราะเครื่องเล่นมันกระแทกทำให้ท้องว่างๆของเรารู้สึกอยากอาเจียร หลังหม่ำเสร็จเราก้ไปเล่นเครื่องเล่นไฮไลต์อีกอย่างนั่นคือจูลาสิคปาร์ค ที่นี่ต้องฝากกระเป๋าและต้องซื้อเสื้อกันฝนสำหรับกันเปียกด้วย เสียดายตังมากๆหมดไป 500 เยนแน่ะ ถ้ายังไงพกเสื้อกันฝนไปเองก็ดีครับ ถ้าไม่กลัวเรื่องอากาศหนาวผมคงลุยให้เปียกไปแล้ว เครื่องเล่นอันนี้จะเป็นเหมือนนั่งเรือเข้าไปในจูราสิคปาร์ค จะมีไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์ และไฮไลต์ก็คือ โครม เปียก ^^ อุบไว้ไปเล่นเองก็แล้วกันนะครับ

ต่อจากนั้นก็ว่าจะไปเล่นจอว์สต่อ แต่ขณะต่อแถวรู้สึกว่าเครื่องเล่นจะเสียเค้าเลยแจกคูปองเอ็กซ์เพลสให้ไว้กลับมาเล่นจะได้เล่นก่อน เราดูเวลาแล้วก็ได้เวลาโชว์ของวอเตอร์เวิล์ดพอดี โชว์วอเตอร์เวิล์ดมันส์มากๆทั้งแอ็คชั่น ทั้งเอฟเฟค ใครถือกล้องต้องจ้องจะถ่ายตลอดเวลา แต่ก็แทบจะไม่ได้ดูเนื้อเรื่องเลยทีเดียว ใครชอบเปียกเชิญนั่งหน้าเลยครับ ต้องดูเลยครับขอบอก

หลังจบโชว์เราก็เดินกลับไปที่จอว์สอีกครั้งก็เห็นเค้าเปิดตามปรกติเลยไปเล่น ไม่ต้องใช้คูปองเลยครับ รอไม่นานก็ได้เล่นแล้ว เนื้อเรื่องก็ประมาณเรานั่งเรือไปคนขับเรือ (ทั้งบรรยาย ทั้งแสดง) ก็ประมาณว่ามีฉลามจะมากินเรือของเราประมาณนั้น ลองเล่นดูครับ เหมือนไม่มีอะไรแต่สนุกดี ตอนแรกเข้าใจว่าคนขับเรือเก่งที่ไหนได้มันมีรางให้เรือล่องไปครับ อิๆๆๆ

หลังจากเล่นเครื่องเล่นจอว์สเสร็จก็ตั้งใจจะไปเล่นสนู๊ปปี้ แต่ปรากฏว่าปิดวันที่ไปก็มีปิดเครื่องเล่นบางอัน รถไฟเหาะก็ปิดแต่ตั้งใจจะไม่ขึ้นอยู่แล้วอะครับ (กลัว ) เราก็เลยไปต่อแถวรอชมการแสดง Monster live rock and roll show เป็นการแสดงร้องเพลงร็อคแอนด์โรลโดยผี 5 ตัว มีผีสุสาน ผีผู้หญิง วูล์ฟ แดร็กคิวล่า และแฟรงเกนสไตน์ โชว์นี้ก้อลังการดี ชอบที่แสงสวยๆหลากหลายสี

จบการแสดงโชว์เราก็ไปดู เทอร์มิเนเตอร์ 2D ต่อ อันนี้คนที่แสดงเป็นพนักงานบริษัทหุ่นยนต์ฮาดี แสดงเก่งด้วย เนื่อเรื่องเป็นแบบเราดูหนังเทอร์มิเตอร์พระเอกกับหุ่นยนต์ฝั่งดีเข้าไปทำลายบริษัทผลิตหุ่นยนต์ ชอบตรงที่มีคนเล่นเป็นพระเอกกับหุ่นยนต์ด้วยตัดสลับคนจริงกับหนังได้เนียนมากๆ สนุก แนะนำห้ามพลาด

เมื่ออกมาก็เริ่มเย็นแล้ว ตอนแรกว่าจะเข้าไปเล่นสเปรซแฟนตาซี แต่ต้องฝากกระเป๋าประกอบไม่อยากเล่นอะไรที่หวาดเสียวก็เลยพลาดไป สุดท้ายก็กะว่าจะออกแล้วเพราะจะห้าโมงเย็นแล้ว ก็เห็นมีการแสดง sesame street 4-d ก็เลยไปเข้าแถวแถวดันอยู่ด้านนอกอีกเลยยืนตัวสั่นรอ อันนี้ก็สนุกดี แต่ส่วนใหญ่คนดูก็เป็นเด็กเล็กๆทั้งนั้น อันนี้เฉยๆ ใจจริงอยากดูเชร็คมากกว่า ฉายที่เดียวกันแต่คนละเวลา สรุปอดเล่นเครื่องเล่น 2 อย่าง กับโชว์ 4 โชว์ ก็คุ้มกับค่าเข้าดีครับ

พอออกมาก็มืดพอดีเลยแวะถ่ายรูปด้านหน้าอีกทีก่อนจะเดินทางกลับเส้นทางเดิมมาหาอะไรกินแถวๆที่พักเป็นข้าวกับหมูทอด จากนั้นก็พักผ่อนครับ หมดวันที่ 2

เช้าวันที่ 3 วันนี้เราจะย้ายโรงแรมกัน วันนี้เราเลยออกจากโรงแรมสายหน่อยประมาณ 10 โมง อากาศหนาวๆทำให้ตื่นสาย แต่จากโปรแกรมของเราที่ตั้งไว้ชิลๆก้เลยไม่ได้ซีเรียสอะไรเท่าไหร่ หลังจากย้ายโรงแรมและฝากกระเป๋าแล้วก็หาอะไรกินก่อน โดยร้านอาหารที่เรากินก็อยู่ภายในโรงแรม ชื่อร้าน เมนูที่สั่งก็คือชุดข้าวหน้าปลาไหล หลังรอไม่นาน ก็ได้ข้าวหน้าปลาไหลหน้าตาน่าทานพร้อมซุป และเต้าหู้เย็นแก้เลี่ยน ไม่อยากบอกว่าอร่อยมากจริงๆ พอเดินผ่านทีไรก็อยากแวะเข้าไปกินอีก

เมื่ออิ่มแล้วเราก็เดินทางต่อ โดยเป้าหมายวันนี้ของเราก็คือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยุคัง โดยใช้บัตรไคยุคังพาสที่สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าไม่รวม JR ได้ทั้งวัน และสามารถเข้าไคยุคังได้ฟรีด้วย (จริงๆก็ไม่ฟรีครับ เพราะค่าเข้าก็รวมอยู่ในบัตรแล้วนั่นเอง)

วิธีการไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยุคังก็ไม่ยากครับ ให้จับรถไฟฟ้าจากที่พักตรงไหนก็ได้มุ่งหน้าสถานีโอซาก้าโค หลังออกจากสถานีก็แค่เดินตามป้ายที่บอกทางเป็นระยะๆ ก็ถึงไคยุคังได้อย่างง่ายได้ครับ โดยระหว่างทางเราจะเดินผ่าน ชิงช้าสวรรค์ Tempozan ด้วย

หลังจากเราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเรียบร้อย ลักษณะภายในก็จะเป็นบันไดเลื่อนยาวๆขึ้นไปบนสุด และค่อยๆเดินตามทางลงมา โดยจะมีแทงค์ใหญ่ตรงกลางที่มีพระเอกของไคยุคังแหวกว่ายอยู่นั่นก้คือเจ้าฉลามวาฬนั่นเอง รวมถึงปลาฉลามอื่นๆ ทั้งฉลามหัวฆ้อน ฉลามทราย และปลากระเบนต่างๆ โดยที่นี่จะมี RING OF FIRE เป็นธีมในการจัดแสดง โดยแทงค์รอบๆก็จะเป็นปลา และนกเพนกวินแบบต่างๆ

สัตว์เจ้าเสน่ห์ที่นี่อีกอย่างนั่นก็คือ ปลาโลมาขาว ซึ่งสวยมากๆ ขี้เล่นอีกต่างหากว่ายน้ำได้เร็วมากๆ จับภาพแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว ในแทงค์ที่รวมปลาทะเลสีสันก็สดใสจัดแสงได้สวยมากๆ นั่งมองเพลินๆได้นานทีเดียว ในส่วนของชั้นล่างๆก็จะมีจัดแสดงปู ดอกไม้ทะเล และแมงกระพรุนสีสวยอีกด้วย เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงอย่างอิ่มเอมกับความสวยงามและน่ารักของสัตว์ต่างๆภายในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยุคังอย่างเต็มที่

หลังจากนั้นก็บ่ายโมงกว่าๆพอดี ก็เลยกะว่าไปเดินในย่าน Dotonbori และ shinsaibashi ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งมีร้ายขายของมากมาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และร้านอาหารต่างๆ เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกๆที่มาอยู่แถวนี้ก็เลยยังไม่ได้ซื้ออะไรแค่เช็คของเช็คราคาก่อน ก่อนปิดท้ายด้วยการไปกินข้าวหน้าเนื้อชามใหญ่ใส่ไข่ดิบรสชาติดี แล้วแวะซื้อของกินเล่นติดไม้ติดมือกลับกินที่โรงแรมและพักผ่อน ที่โรงแรม Sheraton miyako hotel

มาถึงวันที่ 4 กันครับ วันนี้ผมจะใช้บัตร kansai 3 days pass ที่สามารถใช้รถไฟภายในเขตคันไซได้เกือบทุกสาย ยกเว้นสาย JR และบางสายเท่านั้น นอกจากนั้นยังสามารถใช้โดยไม่ต้องติดต่อวันกันอีกด้วย

เป้าหมายของเราในวันนี้คือ เมืองนารา เมืองนี้มีจุดเด่นที่สำคัญคือเจ้าพวกเหล่ากวาง ซึ่งเมืองนี้จะให้อิสระกับกวางได้อาศัยปะปนอยู่ภายในเมืองด้วย การเดินทางของเราเริ่มต้นโดยการออกจากสถานีรถไฟ โดยใช้รถไฟสายคินเทสสึ ไปลงที่สถานีคินเทสสึนารา ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

เมื่อถึงสถานีรถไฟที่นาราแล้ว เราก็ออกมาหาอะไรกินกันโดยเลี้ยวเข้าย่านชุมชนกันก่อน แต่ร้านอหารส่วนใหญ่ยังไม่เปิด ถึงแม้จะเป็นเวลาประมาณ 10 โมงกว่าแล้วก็ตาม ดังนั้นเราเลยเลือกทานร้านข้าวห่อไข่เพื่อเปลี่ยนรสชาติกันบ้าง อาหารของผมมื้อนี้เลือกเป็นข้าวห่อไข่กับคร็อกเก้ ออกจะเลี่ยนนิดๆ แต่ก็อร่อยมากทีเดียว ร้านนี้ตกแต่งด้วยสีส้มสดใส พร้อมกับเปิดเพลงคลอไปด้วยช่วยสร้างบรรยากาศให้การทานอาหารได้อร่อยยิ่งขึ้น

พออิ่มกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งตรงสู่เป้าหมายของเราวันนี้ วัดโทไดจิ ระหว่างทางที่เดินไปจะเห็นกวางเดิน เล็มหญ้า นั่ง แล้วก็นอนอยู่เต็มไปหมด เสมือนกับเราอยู่ในสวนสัตว์เลยทีเดียว แต่ต่างกันตรงที่เหมือนเราเป็นสัตว์ในกรงให้กวางมันมองครับ เพราะกวางมันเยอะกว่าคนอีกครับ

พอเราเดินได้ซักพัก (ซักพักประมาณ 5 กิโลเมตร) ก็มาถึงทางเข้าวัด ที่ทางเข้ามีป้าย world heritage ซะด้วย เอาล่ะเราเดินกันด้วยความมั่นใจต่อเลย เดินไปได้ซักพักก็เจอวัด แต่เอ๊ะมันไม่เห็นเหมือนตัวอย่างที่เคยศึกษามาก่อนเลยคงไม่ใช่ที่นี่แน่ๆ หลังถ่ายรูปเสร็จเลยมุ่งหน้าต่อไปทางทางเดินที่มีอยู่ข้างหน้า แต่แล้วก็เอะใจว่าทางข้างหน้ามันเงียบๆไม่เห็นมีคนเดินผิดกับทางเดินที่ผ่านมา ประกอบกับ 2 ข้างทางมีต้นไม้รกๆ เลยตัดสินใจเดินย้อนกลับมาดูแผนที่ และแล้วๆๆๆก็ได้เข้าใจว่ามาผิดทาง

เมื่อรู้ทางแล้วก็เลยต้องเดินย้อนกลับมาจนเห็นร้านขายของมากมาย 2 ข้างทาง แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะร้านรวงที่ญี่ปุ่นแบบนี้จะตั้งอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆเพื่อไว้ดูดเงินนักท่องเที่ยวครับ ขนาดผมเองเป็นคนไม่ชอบซื้อยังต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะเดินผ่านมาถึงประตูทางเข้า

จากประตูทางเข้าต้องเดินเข้าไปอีกไม่ไกลมาก แถมยังมีกวางตัวใหญ่ตัวเล็กให้ดูและลูเล่นได้อีกต่างหาก แต่ขอโทษหากท่านอยากให้มันก้าวร้าวทำได้ไม่ยากเลยครับ เพียงซื้อขนมเซมเบ้เท่านั้นแหละมันวิ่งมาล้อมหน้าล้อมทำเอาคนร้องกรี๊ดๆๆ มาหลายคนแล้ว ขนาดเด็กร้องไห้จ้ายังมีเลยครับ

หลังผ่านเข้ามาชมตัววัดโทไดจิ ก็ได้เห็นความงามและขนาดของตัววัดที่ใหญ่มากๆ ภายในจะมีองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ทำด้วยทองเหลือง เมื่อรวมกับกลิ่นธูป แสงเทียน และบรรยากาศที่ค่อนข้างมืด ทำให้จิตใจรู้สึกสงบขึ้น หลังกลับออกมาและเล่นกัเจ้ากวางน้อยจนพอใจแล้วก็เดินย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟเพื่อย้อนกลับมายังโอซาก้า พอมาถึงก็เย็นแล้วเลยกลับมากินข้าวย่านนัมบะที่ร้านเซ็นย่า ที่นี่อยากบอกว่าอาหารอร่อยมาก ทริปนี้กินที่ร้านนี้ถึง 3 มื้อเลย โดยมื้อนี้กินข้าวกับเนื้อสเต็กที่มีมายองเนสแนบมากับซุปด้วย หลังจากอิ่มก็เลยไปเดินเล่นที่ย่านดงโทโบริเหมือนเดิม ไปอ่านต่อวันที่ 5 กันตอนที่ 2 นะครับ แวะดูรูปกันก่อน

คืนแรกเราพักกันที่นี่ครับ



ด้านหน้าโรงแรม



ตัดที่วันถัดมากันเลย วันนี้ไปเที่ยว Universal studios japan ด้วยรถไฟขบวนนี้



ผ่านร้านทาโกยากิ



ร้ายขายของเล่น วันพีช Smiley



มาถึงด้านหน้าทางเข้ากันแล้วครับ



ใกล้จะมีการจัดงานครบรอบ 10 ปีพอดี



สัญลักษณ์ของ universal



เข้ามาก็เริ่มต้นด้วยเครื่องเล่นไฮไลท์สไปเดอร์แมน



ภายในทำเป็นห้องนักข่าวในเรื่องสไปเดอร์แมนด้วย



เล่นเสร็จก็ขอถ่ายซักรูปสนุกมาก



มาต่อที่เครื่องเล่น Back to the future



เดินเข้าสู่โซนจูลาสิคพาร์ค



ด้านหน้าเครื่องเล่น



มีรูปปั้นในเรื่องด้วย



ไดโนเสาร์ที่นี่ก็ดื่มโค้ก



หน้าร้านขายของทำซะสวยเชียว



มีรถสีสันสดใสเป็นที่ให้ถ่ายรูป



ล่นเสร็จก็ไปชมการแสดงที่โซนวอเตอร์เวิล์ด



ฉากอลังการมาก



นักแสดงเตรียมพร้อม



เริ่มแสดงแล้ว



มีเรือลำใหญ่มาพร้อมสายรุ้ง



พระเอกขับเจ็ตสกีหนีผู้ร้าย



ถังรั่วซะแล้ว



อลังการจริงๆ



ระเบิดตู้มต้ามพร้อมกับความร้อน



ในที่สุดผู้ร้ายก็แพ้



ปิดท้ายด้วยฉากระเบิดอีกรอบ



มันส์มากๆ



เดินไปโซนภาพยนตร์จอร์ส



บรรยากาศท่าเรือสวยงาม



เข้ามารอคิวขึ้นเรือ



ฉากทำเหมือนจริงมากๆ



ไม่รู้จะมีใครมาอยู่มั๊ย



ชมเสร็จก็เอาจอร์สมาแขวนซะ



มีเครื่องเล่นสนูปปี้ด้วย แต่ตอนที่ไปปิดบริการ



งั้นไปชมการแสดงมอนสเตอร์ร้องเพลงร็อคแอนด์โรลกันต่อ



ฉากดูน่ากลัวๆ



หลังจากนั้นก็ไปนั่งพักผ่อนที่ร้านอาหาร



ไปเดินต่อที่ร้านขายของ



เจอตัวการ์ตูนด้วย



ตึกสไตล์อเมริกัน



ปิดท้ายด้วยการชมการแสดง 4D



บรรยากาศยามอาทิตย์ตก สวยงาม



สัญลักษณ์ยามดึก



วันต่อมาแวะมากินข้าวที่ร้านนี้



ชุดเทมปุระ



ชุดข้าวหน้าปลาไหล



ถ่ายตอนกำลังหม่ำ



ระหว่างไปพิพิธภัณฑ์เจอชิงช้าสวรรค์



สีสันสดใสจนต้องถ่ายรูปด้วย



มาถึงแล้วด้านหน้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง



แดดดีจริงๆ



มีคำต้อนรับภาษาไทยด้วย



ฉลามวาฬ สัตว์ไฮไลท์ของที่นี่



อันนี้เป็นธีมของพิพิธภัณฑ์ครับ



เริ่มต้นก็เจอกับเป็ดสวยๆ ขอบตาดำเชียวสงสัยไม่ได้นอน Smiley



นากกำลังหลับ



แมวน้ำตัวหย่ายยยย



ปลาปักเป้า คงกำลังจ้องว่าตัวอะไรฟะ



ปลาที่นี่ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น



หนูที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก



นกเพนกวินเพียบ



ชอบตัวนี้มากโลมา



สีสวย ว่ายเร็วมากๆ



เล่นกันสนุกสนาน



กว่าจะได้รูปที่พอดูได้



ว่ายตลอดเวลาไม่มีเหนื่อย



ปลาหมึกยักษ์ (น่าหม่ำ Smiley)



ท่าว่ายน้ำตลกดี



ปลาคีบสีสวย



จะมีตู้ปลาทะเลสีสันสวยงาม



ตู้ใหญ่จะเป็นปลากระเบนเป็นหลัก



ชอบที่สุดก็ตัวนี้กระเบนราหู



บินโฉบไปมา (ว่ายสิเนอะ)



มาแล้ววววว



หน้าตาตลกมาก



อ๊ะๆ เค้ากำลังให้อาหารพอดี



เค้ายิ้มให้นะ Smiley



ตัวนี้ล่ะครับฉลามวาฬ



ตัวใหญ่มากกกก



ว่ายตัดไปมา



แค่หางก็บิ๊กเบิ้ม



ชอบรูปนี้มาก



เด็กเล็กๆมาดูเพียบ



ฉลามธรรมดาก็มี



ตัวนี้ฉลามหัวฆ้อน



ปลาเก๋าราดพริก หุๆๆๆ



ปลาหมึกเพียบ



ปลาตัวนี้หน้าตาไม่รับแขก



ปลาตัวเล็กว่ายรวมกลุ่มวนๆไปมา ของจริงสวยมาก



ปลาดาบว่ายตั้งตรงเชียว



อันนี้ตอนแรกจำไม่ได้จริงๆเป็นรูปถ่ายคนอื่ ถ่ายมาอีกต่อ อิๆ



อันนี้ของจริงตัวใสๆ



ส่วนตัวนี้สีส้มๆ



ดอกไม้ทะเล



ตัวนี้สวยมาก



สีส้มสวยเชียว



น่ากิน อิๆๆ ลวกจิ้มน้ำจิ้มคงอาหย่อย



ออกจากพิพิธภัณฑ์แดดร้อน แวะกินน้ำแข็งใสชาเขียว รสเข้มข้นมาก



ฝาท่อที่นี่สวยจริงๆ



โรงละครคาบูโตะ ไปตอนเลิกพอดีคนเเลยเยอะ



ปูน่ากิน แต่ไม่ได้กินมันแพง



ร้ายขายของ



สรุปมากินที่ร้านนี้



เป็นข้าวหน้าเนื้ออร่อยๆ



หม่ำๆๆๆๆๆๆๆ



ย่านชินไซบาชิ



ย่านดงทนโบริ



แวะเดินไปสถานีรถไฟซักหน่อย



บรรยากาศเงียบเหงา ก็มันดึกแล้วนี่



แต่คนก็ยังรอรถไฟกันเยอะั



คืนนี้พักที่นี่



ล็อบบี้สีสวย



ภายในห้อง



น่านอนมาก



อ่างอาบน้ำ



วันต่อมามาถึงนาราแล้วครับ



อนุสาวรีย์



แวะกินข้าวห่อไข่



ข้้าวห่อไข่กับครีมสดทอด



อันนี้เป็นข้าวห่อไข่หมูทอดกับสปาเก็ตตี้



สิทธิไม่เท่าเทียมเราห้ามทำร้ายกวาง แต่กวางทำร้ายเราได้



เจดีย์สวยๆ



เจอเจ้ากวางน้อยแล้ว



ห้ามให้ขนมมันกินเชียวถูกรุมซะแล้วหนูน้อย



เทพเจ้ากวาง



ที่แขวนคำอธิษฐาน



ระฆังร้อยเป็นแนว



แก็งเดอะกวางเพียบ



ถึงแล้วมรดกโลก



เอ่อ คาดว่าคงหิว โซ่ก็ไม่เว้น



ทางเข้าวัดมีแต่กวาง



หันหลับไปมองก็มีแต่กวาง



สวยจัง



มาถึงแล้ววัดโตไดจิ



ถ่ายกับมรดกโลก



งามมากๆอะ



ใหญ่โตอลังการเราเหลือตัวนิดเดียว



พระภายในวัด



ฝาท่อในเมืองนาราก็ไม่พ้นรูปกวาง



ปิดท้ายกลับมากินข้าวเย็นที่ร้านนี้



อร่อยมากกกกกกก



แวะไปถ่ายรูปป้ายกูลิโกะซักหน่อย



ต้องซักรูป เดี๋ยวหาว่าไม่ได้มา (ไปต่อตอน 2 กันเลยครับ)







 

Create Date : 15 ตุลาคม 2554    
Last Update : 15 เมษายน 2555 9:41:05 น.
Counter : 2603 Pageviews.  

โตเกียว นิกโก้ ในวันใบไม้เกือบแดง

สวัสดีครับ เนื่องจากพึ่งกลับมาจากญี่ปุ่นได้ไม่ถึงอาทิตย์เลยยังพอมีไฟอยู่ ก็เลยต้องรีบมาจัดการเล่าให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ก่อนที่ไฟจะมอดแล้วดองไว้เหมือนทุกที 5555

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นถึงความคิดที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นซึ่งเป็นการเดินทางด้วยตั๋วแพงๆเป็นครั้งแรก ก็เพราะได้อ่านหนังสือท่องเที่ยวและกระทู้ในพันทิพย์ที่พาไปนิกโก้ในช่วงใบไม้แดง ทำให้เกิดความรู้สึกอยากเห็นใบไม้แดงแบบคนอื่นๆเค้าบ้าง ทริปนี้จึงได้เกิดขึ้น

หลังจากตัดสินใจเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วก็ต้องมาลองหาตั๋วกัน แน่นอนว่าเราเน้นประหยัดที่สุดเท่าที่จะไปได้ ทั้งๆที่ในใจก็เป็นกังวลกับตั๋วโปรไปญี่ปุ่นของแอร์เอเชียที่กำลังจะออกมา แต่ต้องไปต่อเครื่องที่มาเลย์ คิดไปคิดมาเนื่องจากเวลาน้อยและไม่ต้องนั่งเครื่องย้อนไปย้อนมา เราจึงตัดสินใจหาไฟท์บินตรงเลยดีกว่า และแล้วก็ได้สรุปว่าเป็นสายการบินเดลต้า

ก่อนออกตั๋วก็ต้องไปยื่นวีซ่ากันก่อน รายละเอียดของวีซ่าญี่ปุ่นไม่ยากเลยเพราะไม่จำเป็นต้องจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้ล่วงหน้า แค่เตรียมเอกสารหลักๆก็พอแล้ว แต่ต้องนำเอกสารตัวจริงไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ vfs ที่เป็นตัวแทนรับยื่นขอวีซ่าดูด้วย สำหรับค่าใช้จ่ายตอนที่ไปขออยู่ที่ 1080 บาท + ค่ายื่นผ่านตัวแทนอีก 535 บาท ถ้าไม่ผ่านคืนค่าวีซ่าให้ และแน่นอนว่าผมผ่านเหมือนเคย อิๆๆๆ ได้วีซ่าญี่ปุ่นสมใจ

หลังจากวีซ่าผ่านเราก็จองตั๋วเครื่องบินเดลต้าได้ในวันที่ 3-7 พ.ย. จากนั้นก็จองที่พักที่โตเกียวและนิกโก้เรียบร้อย โดยนอนที่โตเกียวในคืนแรกกับคืนที่ 3 และ 4 ส่วนคืนที่ 2 จะแวะนอนค้างที่นิกโก้ ก่อนเดินทางแล้วเช็คอุณหภูมิพบว่าอุณหภูมิ ณ วันที่ไปอยู่ที่ 13-18 องศาเซลเซียส ค่อนข้างเย็น เราจึงเตรียมเสื้อกันลมไปด้วย (จากรูปจะเห็นใส่ชุดเดิมๆ เพราะเอาเสื้อยีนส์ไปตัวเดียว )

เมื่อถึงวันเดินทางเราออกเดินทางจากบ้านตอนตี 2 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณตี 3 ก็สามารถผ่านตม.เข้าไปได้ทันที เนื่องจากยังเช้าคิงพาวเวอร์ยังไม่เปิดก็เลยไม่ได้ซื้ออะไร หลังจากนั้นก็รอเวลาจนเกตเปิดและได้ขึ้นเครื่องตอนตี 5.45

หลังเครื่องขึ้นได้ซักพักก็เสิร์ฟอาหารเช้าเป็นไส้กรอกกับออมเลต + โยเกิร์ตและผลไม้ จากนั้นก็นั่งดูบนเครื่อง พอใกล้จะถึงญี่ปุ่นก็เสริฟของว่างเป็นครัวซองแฮมชีส 1 ชิ้น หลังกินหมดได้ไม่นานเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินนาริตะตอนบ่ายโมงกว่าๆ โดยสายการบินเดลต้านั้นลงที่เทอร์มินัล 1

หลังลงเครื่องผ่าน ตม. โดยการสแกนนิ้วเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาหาซื้อตั๋วเมโทรวันเดย์พาสและทูเดย์พาส ซึ่งจะถูกกว่าซื้อตามสถานีต่างๆ โดยวันเดย์พาสอยู่ที่ 600 เยน และทูเดย์พาสอยู่ที่ 980 เยน

สำหรับท่านที่เตรียมตัวมาเที่ยวก็ให้คำนวณค่ารถไฟให้ดีๆก่อนจะซื้อว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพรารถไฟใต้ดินของญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 160 เยน ถึง 210 เยน ดังนั้นถ้าคิดว่าเดินทางไม่คุ้มก็ไม่ควรซื้อพาสครับ แต่ถ้ากะว่าเอาน่าสะดวกๆก็ตามสบาย เพียงแต่เมโทรจะไม่ครอบคลุมรถไฟฟ้าทั้งหมด ดังนั้นต้องดูสายให้ดีเพราะผมหน้าแตกมาแล้ว (ไว้จะเล่าให้ฟังครับ)

เมื่อซื้อเมโทรพาสเรียบร้อย ก็เดินไปซื้อตั๋วสกายไลน์เนอร์แบบถูกสุดที่ 1000 เยน เพื่อเดินทางเข้าโตเกียวไปลงสถานีอุเอะโนะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งหมด 42 สถานี (สำหรับท่านที่เครื่องลงเทอร์มินัล 2 ก็ไม่มีอะไรแตกต่างครับ แตกต่างแค่เวลากลับลงรถไฟก่อน 1 สถานีเท่านั้นครับ)

หลังจากเข้าไปนั่งในรถไฟแล้วสังเกตคนรอบๆจะเห็นว่าทุกคนใส่เสื้อกันหนาวกันทั้งนั้นเลย มีผมแปลกประหลาดอยู่คนเดียวที่ใส่เสื้อแขนสั้นหลังรถไฟออกได้ 2 สถานี (ก็กลายเป็นรถไฟธรรมดา) พอรถไฟจอดเปิดประตูปั๊บ เจออากาศเย็นพัดเข้ามาต้องร้องโอ้โหเลยครับ เพราะอากาศเย็นมากจรนต้องรีบหยีบเสื้อกันลมจากกระเป๋าเป้มาใส่ ต่อจากนั้นก็นั่งหลับๆตื่นๆดูบรรยากาศชานเมืองและในเมืองโตเกียวไปเรื่อย จนเปลี่ยนมาถึงสถานีรถไฟอุเอโนะ

จากสถานีอุเอะโนะเรานั่งรถไฟไป 1 สถานีเพื่อต่อสายสีชมพู แต่ท่านที่เคยเดินทางไปญี่ปุ่นจะรู้ว่าสายสีชมพูเป็นของโทบุไลน์ หลังผ่านไม่ได้ก็เลยลองไปถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกให้ไปซื้อตั๋วใหม่ ก็เลยยืนงงๆอยู่ซักพักหลังอ่านแผนที่ก็เข้าใจทันที 5555 (ตอนที่จองที่พักก็กะว่าเดินทางสะดวก ที่นี้เลยอ้อมไกลเลยครับ) เลยต้องเดินกลับ เพื่อต่อสายเมโทรไป Korakuen ทีที่พักเราอยู่

กว่าจะเดินทางถึงเกือบ 5 โมงเย็น แต่ท้องฟ้าก็มืดแล้วครับ แถมอากาศก็ยังเย็นมากอีกด้วย แต่ที่พักเราอยู่ไม่ไกลเดินประมาณ 5 นาทีก็ถึง หลังเช็คอินที่ Wing International Korakuen เสร็จ เราก็ออกไปหาอะไรกินกันที่สถานีอาซาคุสะ

หลังเดินทางมาถึงเราก็เดินหาร้านอาหารกัน ตัดสินใจเข้าร้านราเมงโดยที่ผมสั่งราเมงใส่งาน้ำต้มกระดูกกับเกี๊ยวซ่า ส่วนสาวน้อยก็สั่งราเมงโชยุ เกี๊ยวซ่าอร่อยมากรับ ส่วนราเมงผมก็ว่างั้นๆอะคล้ายๆกับที่บ้านเราขายกัน เพียงแต่ปริมาณจะเยอะกว่าและก็แพงกว่า

เมื่ออิ่มแล้ว (กินไม่หมด เสียดายๆ) เราก็เดินไปที่วัดอาซาคุซะเพื่อเก็บบรรยากาศ คนค่อนข้างน้อย เพราะร้านค้าต่างๆพากันทยอยปิดร้านไปแล้ว หลังจากถ่ายรูปสักพักเราก็เดินทางกลับโรงแรมเพราะสถานที่ต่างๆปิดหมดแล้วรวมทั้งอากาศที่หนาวเย็นด้วย

เช้าวันที่ 2 หลังลงมาหาอาหารเช้าที่โรงแรมซึ่งมีอยู๋ไม่มากนักได้แก่คอนเฟค ขนมปัง แยม กาแฟ นม น้ำผลไม้ มีแค่นี้อะครับ ก็กินพอให้ท้องอิ่ม จากนั้นก็กลับไปเก็บกระเป๋าเพื่อเช็คเอาท์ แล้วเดินทางกลับไปสถานีอาซาคุสะ โดยที่เรานำกระเป๋าใบใหญ่ฝากไว้ในตู้ฝากกระเป๋า เสียเงินไป 500 เยน ต่อวัน

เราเดินทางต่อไปสถานีที่ซื้อตั๋วรถไฟไปนิกโก้ เราตัดสินใจซื้อออลนิกโก้พาส ซึ่งเป็นตั๋วรถไฟเดินทางไปกลับจากอาซาคุสะ-นิกโก และสามารถขึ้นรถเมล์ในนิกโก้ได้ทั้งหมด 3 วัน ในราคา 4400 เยน หากเพื่อนๆคิดะเดินทางชมแค่เพียงมรดกโลก แนะนำให้ซื้อนิกโก้เฮอริเทตพาส ที่ถูกกว่าจะดีกว่าครับ เพราะระยะทางของสถานที่สำคัญๆจะอยู่ในระยะที่เดินทางด้วยเท้าได้ทั้งหมด และยังประหยัดค่าเข้าอีก 1000 เยนด้วย

สำหรับวิธีใช้ เราอาจจะเรียกว่าบัตรนิกโกพาสนี้ว่าบัตรเบ่งก็ได้ครับ เพราะใช้วิธียื่นให้เจ้าหน้าที่สถานีดูเท่านั้น โดยเค้าจะประทับตราวันเริ่มใช้งานเท่านั้น แต่ก่อนที่เราจะเข้าสถานีเราก็เดินแวะไปหาของกินง่ายๆกันที่มอสเบอร์เกอร์

หลังจากอิ่มแล้วเราก็เดินทางเข้าสู่สถานี โดยให้เราก็ดูจากบอร์ดว่าต้องไปขึ้นที่ชานชาลาเบอร์อะไร รถออกเวลากี่โมง เมื่อเราทราบแล้วก็แวะซื้อเครื่องดื่มติดไปด้วยเพราะเราต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วโมง และก่อนจะขึ้นรถไฟให้สังเกตตู้ด้วยว่าเขียนว่าไปถึงนิกโก้รึเปล่า เนื่องจากพอนั่งไปซักพักจะมีการตัดตู้รถไฟออก หลังนั่งชมวิว + หลับ เราก็มาถึงสถานีรถไฟที่นิกโก้จนได้ (แต่ที่นั่งของเค้านิ่มนั่งสบายกว่าบ้านเรามากมายครับ)

เมื่อเราเข้าห้องน้ำเรียบร้อยเราก็มาขึ้นรถเมล์สายที่มุ่งตรงไปที่ทะเลสาบซูเซนจิ ใช้เวลานานเกือบชั่วโมงด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวแถมระหว่างทางยังเจอรถติดเพราะเข้าฤดูใบไม้แดงทำให้คนญี่ปุ่นเองก็มาเที่ยวมากเหมือนกัน ขนาดเราไปวันธรรมดานะครับ

วิว 2 ข้างทางแรกๆจะเต็มไปด้วยบ้านคน พอซักพักเริ่มเป็นทางขึ้นเขาบ้านคนจะน้อยลง 2 ข้างทางเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงสีทองที่มีสีเขียวผสมปนเป ให้ความรู้สึกแตกต่างแต่งดงาม แต่พอเจอรถติดรวมถึงเห็นว่ามีสถานีรถกระเช้าก็เลยลงจากรถไปขึ้นกระเช้าดูน้ำตกคีกอนดีกว่า

หลังจ่ายเงิน(บัตรนิกโก้พาสมีส่วนลดให้ด้วยนะครับ)แล้ว ก็เดินไปรอขึ้นกระเช้าเพียงไม่นานก็ได้ยืน แต่คนก็เต็มกระเช้าจนต้องยืนกันเลย หลังขึ้นไปไม่นานก็ถึง เอ่อ! ยังไม่ทันถึง 1 นาทีเลยครับ แถมขึ้นไปอากาศก็หนาว วิวน้ำตกคีกอนก็อยู่ไกลมากๆ จนสาวน้อยเซ็งบอกลงกันดีกว่า (สรุปไม่แนะนำครับ ถ้าอยากถ่ายรูปกระเช้าถ่ายจากด้านล่างวิวกระเช้าวิ่งขึ้นจะสวยกว่าครับ)

เมื่อลงมาถึงเข้าห้องน้ำเรียบร้อยออกมาก็ซื้อหมูย่างด้านหน้าสถานี ซึ่งอยากจะบอกว่าอร่อยมากๆครับ แต่พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นรถเมล์กำลังมาพอดีเลยต้องรีบวิ่งไปรอ แถมรีบกินไปด้วย เพราะถ้าเอาขึ้นรถกลิ่นคงจะแรงน่าดูครับและคนขับคงจะไม่ให้ขึ้นแน่ๆ พอกินเสร็จถังขยะก็ไม่มีอีก (อยากบอกว่าที่ญี่ปุ่นเค้าไม่ค่อยมีถังขยะเลยครับ หาที่ทิ้งยากมากๆ แต่ก็ยังสะอาดกว่าบ้านเราที่มีถังขยะเพียบซะอีก)

หลังเหน็บไม้หมูย่างลงกระเป๋าโดเรมอนแล้ว (กระเป๋าที่ทุกอย่างยัดอยู่ข้างใน) ก็ขึ้นรถไปไม่นานก็มาถึงป้ายสถานีทะเลสาบซูเซ็นจิ เราก็เห็นคนอื่นเดินไปทางขวากัน แต่เราเห็นต้นไม้สีเหลืองๆแล้วทนไม่ไหวเลยเดินไปทางทะเลสาบดีกว่า ตอนเดินกำลังจะข้ามแยกปรากฏว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญ คือลิง 2 ตัวกับลูก 1 ตัวเดินผ่านมาพอดีก้นแดงเชียว แล้วมันก็เดินลับตาไป

เราก็เดินไปกันต่อแวะถ่ายรูปตรงบริเวณทะเลสาบ กับใบไม้สีเหลืองสีแดงซักพัก เราก็คิดว่าจะเดินไปทางน้ำตกริวซู หลังเดินอยู่ร่วม 10 นาทีก็ไม่มีวี่แววว่าจะถึงแถมฟ้าก็เริ่มมืด เปลี่ยนใจเดินกลับดีกว่า เพราะว่าเรายังไม่ได้เช็คอิน และถ้าท้องฟ้ามืดจะทำให้หาโรงแรมยาก (อดดูน้ำตกคีกอนกับน้ำตกริวซูเลยอะ )

หลังนั่งรถหลับมาซักพักก็ถึงป้ายรถเมล์ Hanaishi-cho ที่ที่พักของเราอยู่บริเวณนั้น พอลงมาปรากฏว่าท้องฟ้ามืดตื๋อเลยครับ ทีนี้ก็งงกันเลยทีเดียว ที่ญี่ปุ่นพอฟ้ามืดก็แทบจะหาผู้คนไม่ได้เลยครับ เราเลยเดินเข้าไปถามเบอร์เกอรี่แห่งหนึ่ง ตึกสีชมพูสวยมากๆ (มาค้นที่หลังถึงรู้ว่าเป็น Nikko Guest House ด้วย) ปรากฏว่าก็ไม่รู้จัก หลังเดินสุ่มหาอยู่ในซอยที่แสนจะมืด (จากแผนที่เหมือนจะอยู่ในซอย) ประมาณ 5 นาทีก็หาเจอ ทั้งๆที่มันก็อยู่ตรงถนนใหญ่นี่แหละ เฮ้อ แต่ชื่อไม่เหมือนกับที่เราปริ๊นมานี่ดิครับ หุๆๆ ที่พักของเราในคืนที่ 2 ชื่อว่า Akari No Yado Villa Revage

ที่พักในคืนที่ 2 ค่อนข้างดีเพราะมีน้ำพุร้อนให้แช่ด้วย แต่ๆๆสาวน้อยลงไม่ได้เพราะเป็นวันนั้นของเดือนพอดี ก็เลยมีผมที่ลั๊ลลาอยู่คนเดียว จากการจองที่พักแต่ไม่รวมอาหารเย็นกับอาหารเช้าด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเตรียมอาหารได้เพราะที่พักไม่ใช่โรงแรมจะเตรียมให้เฉพาะผู้จองมาล่วงหน้าเท่านั้น

เจ้าหน้าที่เลยแนะนำให้มาหาของกินที่ซุปเปอร์ เดินประมาณ 1 นาทีก็ถึงแต่จากอากาศที่หนาวแทบจะวิ่งเข้าซุปเปอร์เลยทีเดียว เดินช็อปปิ้งเวลาหิวอะไรก็ดูน่ากินไปหมด ช็อปกันสนุกมือ (ที่ญี่ปุ่นถุงพลาสติกต้องเสียเงินด้วยนะครับ) พอกลับมาแล้วกินข้าวเย็นที่ค่อนข้างเย็นชืดแล้ว ก็อาบน้ำแล้วนอน เพราะเหนื่อยมาทั้งวัน

ตื่นเช้าวันที่ 3 ผมก็กะจะย้อนกลับขึ้นไปที่ทะเลสาบซูเซ็นจิ เพื่อดูน้ำตกคีกอน แต่สาวน้อยไม่ไปด้วย ผมก็เลยออกไปแช่น้ำร้อนแต่เช้าดีกว่าเพราะคนยังไม่เยอะ (แต่ของที่พักเป็นบ่อส่วนตัวนะใช้ล็อกกลอนประตูเอา)

สำหรับวิธีการแช่น้ำร้อนคนส่วนใหญ่ก็รู้แล้วคือ แก้ผ้าหมด จากนั้นก็ไปอาบน้ำล้างตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะลงแช่ก็เอาน้ำในบ่อน้ำร้อนมาอาบอีกทีปรากฏว่าอากาศเย็นมาก แต่น้ำร้อนก็ร้อนมาก ยืนเขินๆกับตัวเองอยู่พักใหญ่ๆ ก็ค่อยๆก้าวขาลงไป โอ้ว ร้อนมากมาย ลงไปแช่ได้ไม่ถึง 5 นาที คือน้ำร้อนอุณหภูมิกำลังดี ด้วยอากาศที่เย็น แต่เนื่องจากเข้าไปแช่คนเดียวในห้องทีใหญ่สุด มันเงียบและวังเวงเกินไปครับก็เลยล้างตัวด้วยน้ำร้อนนั่นและก่อนจะเช็ดและแต่งตัวออกมา

หลังกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ก็เดินออกไปรอรถเมล์ที่จะไปยังทะเลสาบตามตารางเวลาที่มี ก็เห็นว่าอีกประมาณ 10 นาทีเลยเดินย้อนทางแวะซื้อของกินในเซเว่นก่อนจะออกมานั่งตากแดดรอรถ ปรากฏว่ารอจนเกินเวลาก็ไม่มีรถสายที่ขึ้นไปที่ทะเลสาบ เลยเดินคอตกกลับมาที่พักเก็บของเพื่อเดินทางไปชมวัดทั้ง 3 แห่งที่เป็นมรดกโลกดีกว่า

เมื่อเช็คเอาท์เรียบร้อย เราก็ข้ามมานั่งรอขึ้นรถเมล์ ไม่นานรถก็มา นั่งไปประมาณ 3 ป้าย เราก็ลงเดินก่อนจะเข้าเราก็แวะซื้อบัตรสำหรับเข้ามรดกโลกกันในราคา 1000 เยน โดยที่นี่เค้าเรียกรวมๆว่า "ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก"

ที่แรกที่เราเดินไปจริงๆก็อยู่ใกล้ๆครับ ด้วยความที่วิวสวยและเปรี้ยวเลยเดินขึ้นเขา ที่คดเคี้ยว 2 ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูง เดินจนมาเจอศาลเจ้าแห่งหนึ่งแต่ๆๆๆๆๆๆๆ ปิดครับเข้าไม่ได้ แล้วถ้าเดินย้อนกลับได้เจอสาวน้อยสกายคิ๊กแน่ๆ ก็เลยทำเนียนชวนถ่ายรูปและเดินลงมาอีกทางที่เป็นทางลาด เดินลำบาก แต่ก็ได้ฟิลสวยๆดี หลังเดินลงมาโผล่ศาลเจ้าด้านล่าง โดยทางที่เราออกมามีป้ายเขียนว่าห้ามเข้า แต่เราเดินออกคงไม่เป็นไรมั้ง ก็เลยเข้าใจว่าไปผิดทาง 55555

สุดท้ายเราก็มาโผล่ตรงวัดรินโนจิพอดี หลังเข้าไปชมความของตัววัดที่ตัดกับใบไม้เหลืองแดงแล้ว เราก็เดินต่อไปยังศาลเจ้าฟุตาระซังซึ่งมีงานอะไรซักอย่างเพราะเห็นคนเอาป้ายความรักมาแขวนกันเต็มไปหมด เสร็จแล้วเราก็เดินย้อนไปยังศาลเจ้าโทโชคุ ปรากฏว่าจำนวนคนมากมายจริงๆ แถมยังมีน้องๆมาทัศนศึกษากันเพียบ เราอยู่กันไม่นานก็เดินลงมาจนถึงสะพานชินเคียว แล้วค่อยเดินหาร้านอาหารกินกลางวันกัน

หลังจากเดินอยู่ซักพักเราก็ตัดสินใจเดินเข้าร้านแบบชาวบ้านๆ สั่งเป็นเมนูข้าวหน้าเทมปุระ ส่วนสาวน้อยสั่งเป็นไก่ย่างกับข้าว เจ้าของร้านเป็นตายายอัธยาศัยดีมากๆขนาดพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ยังดูแลอย่างดี แถมถ่ายรูปให้ด้วย หลังกินอิ่มคิดเงินเรียบร้อย เราก็เดินต่อไปยังสถานีรถไฟโทบุนิกโก้ เพื่อต่อรถไฟกลับโตเกียว

หลังนั่งหลับๆตื่นๆตามเคยก็มาจนถึงโตเกียว แวะเอากระเป๋าก่อนนั่งรถไปลงสถานีอุเอะโนะเพื่อเช็คอินโรงแรม Mitsui Garden Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมสุดท้ายในทริปนี้ เราจะพักทั้งหมด 2 คืน เมื่อเก็บของเรียบร้อย สาวน้อยก็ชวนไปช็อปปิ้ง ที่ห้างใกล้ๆที่พัก ก่อนจะหาของกินในแฟมิลี่มาร์กใกล้ๆโรงแรม แลวก็หลับ

วันก่อนสุดท้ายเราตื่นค่อนข้างสายเพราะวันนี้ไม่มีโปรแกรมอะไรนอกจากไปช็อปปิ้ง โดยเป้าหมายของสาวน้อยคือ Issey Miyake โดยเป้าหมายอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าชิบุย่า หลังจากเดินกันแบบงงๆ เจอช็อป 2-3 ช็อปแต่ของไม่เยอะเลยไม่ซื้อ กะจะเดินไปชินจูกุ ก็ทะเลาะกันจนได้ สาวน้อยก็เลยกลับโรงแรมเองซะเลย ทั้งที่ๆปรกติก็ดูแผนที่ไม่เป็น เป็นห่วงแทบแย่แน่ะ กะว่าถ้าหลงจะได้มีคนใหม่ เอ๊ย ไม่ใช่ คงจะยุ่งแน่ๆ เห้อ ยังดีที่กลับโรงแรมถูก

หลังกลับมาง้อซักพัก (มิใช่เจ๊ง้อ แต่อย่างใด) ก็กะจะกลับไปชิบูย่าใหม่ โดยไปต่อรถที่กินซ่า แต่ไหนๆก็มาแล้วก็เลยลองออกไปเดินดูก่อนปรากฏว่าเจอพอดี ก็เลยเสียเงินซะ เนื่องจากตั้งแต่เช้าเรายังไม่ได้กินข้าวกัน ตัวผมเองอยากกินซูชิมากๆเลยคิดว่าจะเดินหาซูชิในห้างกินดีกว่า

จนได้มาเจอร้าน... แหะๆไม่รู้ว่าชื่อร้านอะไร นั่งซักพักสาวน้อยที่กินซูชิไม่เป็นก็สั่งข้าวเป็นเซต ส่วนตัวผมก็สั่งมาเป็นคำๆโดยสั่งโอโทโรมา 2 คำ หลังกินอยากจะบอกว่าเวลาดูรายการญี่ปุ่นที่เค้าบอกว่ามันละลายในปากเป็นยังไง วันนี้ก็ได้รู้แล้ว ส่วนของสาวน้อยก็ค่อยทยอยมาเสริฟทีละอย่างปรากฏว่ากินไม่เป็นซักอย่าง หุๆๆๆ ผมก็เลยซัดเรียบ ส่วนสาวน้อยต้องไปหาอะไรง่ายๆกิน

หลังออกจากกินซ่าฟ้าก็เริ่มมืดทั้งๆที่พึ่งจะ 4-5 โมงเย็นเท่านั้น เราก็เลยลองเดินย้อนกลับมาเพื่อหาตึกม่วง ซึ่งหาไม่ยากครับ ข้างในก็จะเป็นช็อคโกแลต ป็อกกี้ ขนมจิปาถะ มีของสดด้วย เราเลยลองเดินขึ้นไปชั้นบนดูเป็นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอางและอื่นๆ แต่ไม่ใช่เป้าหมาย

ก็เลยเข้าคิวจ่ายเงินแล้วก็ออกมาก่อนจะเดินข้ามถนนมาเข้าซอย เนื่องจากภายในซอยมีคนเดินกันเยอะแยะ หลังเดินก็จะเห็นเป็นตลาดขายปลา ขายน้ำหอม เครื่องเล่นคีบตุ๊กตา รองเท้า เมื่อเดินทะลุซอยออกมาก็พบว่าเป็นถนนอะเมโยโกะที่เราตั้งใจจะไปกันนั้นเอง หลังหอบของที่ช็อปปิ้งกลับมาก็อาบน้ำแล้วหลับสนิทเพราะเดินมาทั้งวัน

วันสุดท้ายเราเลยใช้บัตร 2-day pass ไม่คุ้มเลยใช้ไปแค่วันเดียว ดังนั้นใครจะมาวางแผนการเดินทางกันให้ดีๆนะครับ จะได้ใช้บัตรอย่างคุ้มค่า เอาล่ะก่อนอื่นตอนเช้าก็มุ่งตรงไปสู่สิ่งที่ตั้งใจไว้วันนี้นั่นก็คือ ซูชิจานเวียน เราก็เดินไปตรงอะเมโยโกะ เมื่อคืนนี้ล่ะครับ หลังจากอิ่มดีแล้วก็แวะไปคีบตุ๊กตา และแวะร้าน 100 เยน ช็อปปิ้งเล็กๆน้อย

จากนั้นก็กลับมาที่โรงแรมแพ็คกระเป๋า เช็คเอาท์แล้วค่อยลากกระเป๋า ไปที่สถานีอุเอะโนะเพื่อขึ้นรถไฟไปสนามบิน เสร็จแล้วก็หลับยาว หลังถึงสนามบินแล้วก็เช็คอิน แล้วแวะซื้อของฝากที่สนามบินเพื่อละลายเงินเยนที่เหลือ เมื่อได้เวลาก็บินกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตามเคยครับ ไว้โอกาสหน้ามาพบกันใหม่ สวัสดีครับ

เริ่มต้นกันที่ป้ายรถไฟครับ



อันนี้สถานีรถไฟที่พักคืนแรก อยู่ในตัวอาคารเลย



โรงแรมคืนแรกพักที่นี่ครับ



 ที่นอน



ห้องน้ำ



หน้าโรงแรมซักแชะ



ดอกไม้สวยๆก็ยังมีบานให้เห็น



ออกจากสถานีรถไฟอาซาคุซะก็เจอภาพแบบนี้



เดินช็อบปิ้งแต่ร้านค้าเริ่มทยอยปิดแล้ว



เลยแวะกินข้าวที่ร้านนี้



ราเมงงาขาว



อีกชามเป็นราเมงใส่ไข่ต้ม



อิ่มแล้วก็เดินไปวัดอาซาคุซะ



ด้านหน้าทางเข้า



ภายในวัด



มีเจดีย์อยู่ด้านข้าง



โคมไฟสวยๆ



ฝาท่อน้ำที่โตเกียว



ในสถานีรถไฟมีภาพวาดสวยๆ



วันต่อไปโผล่มาที่เดิม ตึกอาซาฮี มีฟองเบียร์เป็นสัญลักษณ์



ขึ้นรถไฟขบวนนี้ไปนิกโก้



หน้าสถานีรถไฟนิกโก้



ระหว่างนั่งรถบัสขึ้นเขา



มีใบไม้เหลืองให้ได้ชมบ้างเล็กน้อย



แวะสถานีขึ้นกระเช้า



ได้หมูปิ้งมาชิม อร่อยโฮกกกกก



วิวหลังจากขึ้นกระเช้ามาแล้ว



เจอใบไม้แดงแล้ว



มีเจ้าจ๋อด้วย



น่ารักมากๆ



โทโรอิสีแดงกลางเมือง



ใบไม้แดงๆเหลืองสวยมาก



ซักแอ็คแดดแรงแต่หนาวมาก



ทะเลสาบซูเซ็นจิ



สีเหลืองแดงสวยงามมากมาย



ดูราวกับสีทองอร่าม



มุมนี้ดูโรแมนติค



มีท่าเรือสำหรับล่องชมทะเลสาบ



ทองมากๆ (ใบไม้นะครับ ไม่ใช่ผม)



ตอนแรกตั้งใจจะไปพักที่นี่ครับ



ต้นไม้สามสี เหมือนไฟจราจร



ภูเขา ดูยิ่งใหญ่มากๆ



บรรยากาศยามเย็นที่ทะเลสาบซูเซ็นจิ



วิวระหว่างรอรถเมล์กลับที่พัก



ลงที่ป้ายนี้เลย



ร้านเบอเกอรี่ที่ไปขอความช่วยเหลือ



ที่พักของเรา (ถ่ายตอนเช้า)



มีที่จอดรถด้วย



สาวน้อยกับหน้าที่พัก



บรรยากาศที่กินข้าว



บ่อน้ำร้อน



ห้องนอน



บรรยากาศในห้อง



ภายในห้องน้ำ



ตอนเช้าออกมาเดินเล่น



ชมใบไม้เหลือง (แต่ส่วนใหญ่ยังเขียว T_T)



ทางเดินไปวัด



ดูกี่ทีใบไม้สีทองก็สวย



ทางเดินลงไปยังวัด



ชันน่าดู



สองข้างทางมีพระพุทธรูปแกะสลัก



มาถึงวัดแล้วครับ



มีใบไม้สีทองทุกที่



ทางเข้าวัดรินโนจิ



มีป้ายเตือนอ่านไม่ออก หุๆ



ทางเข้าสวยๆ



บ่อล้างมือ



โคมไฟหินเรียงสวยงาม



ซักรูป



ศิลปะญี่ปุ่นสวยๆ



งดงาม



มียักษ์เฝ้าประตูด้วย



ใบไม้แดงได้ใจ



มีป้ายอธิษฐานความรัก



ขอล้างมือซักหน่อย



สาวน้อยในชุดกิโมโน



มาถึงศาลเจ้าโทโชคุ



รูปปั้นโชกุนโตกุกาว่า อิเอยาสุ



ประตูทางเข้าสวยงามอลังการ



ลายแกะสลักบนประตู



มีเจ้าลิง 3 ตัว ปิดหู ปิดปาก ปิดตา



ของประดับขนาดใหญ่



เจดีย์ 5 ชั้น



มีจัดดอกไม้แปลกๆให้ดูด้วย



สีเหลืองสวยงาม



ดอกไม้หลากหลายที่ได้รับรางวัล



ใบไม้สามสี



ร้านขายของที่ระลึก



แดงได้ใจ



สะพานชินเคียว



ดอกไม้สวยๆ



หลากหลาย



ชอบมากๆ



มีเต่าทองด้วย



หิวแล้วกินเทมปุระละกัน



อีกจานเป็นสเต็ก



ดอกไม้หน้าร้าน



ฟ้าสวยมากๆ



กลับมาที่สถานีรถไฟอุเอะโนะ



พักที่นี่



ห้องนอนสวยๆ



โต๊ะทำงาน



ห้องน้ำ



แวะเที่ยวชิบุย่า



มื้อนี้เป็นซูชิ



กับเซตปลาซาบะย่าง



ของหวาน



แวะวัดอาซากุสะอีกรอบ



วิวยามเย็นคนเพียบ



ไอศครีมหลากรส



ทาโกะยากิร้อนๆ



เอิ่ม...ร้านสำหรับคุณผู้ชาย



วันถัดมาไปเดินเล่นตลาดอาเมโยโกะ



ไปกินซูชิเวียนร้านนี้



จานแต่ละสีมีบอกราคาไว้



มาแล้ว หม่ำๆ



เริ่มต้นด้วยปลาแซลมอนชิ้นใหญ่



ปลาไหลย่างซีอิ๊ว



ปลาหมึก



ปลาซาบะ



กุ้งหวานราดมายองเนส



ปลาอะไรไม่รู้แต่มาในรูปของราดน้ำยำ



อิ่มแล้วก้ไปเล่นเกมส์คีบตุ๊กตา



ตู้แบบนี้ หมดไปหลายตัง Smiley



ปิดท้ายด้วยรูปของฝากที่ขนกลับบ้าน จบแล้วครับ Smiley




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 18 เมษายน 2555 21:32:37 น.
Counter : 1324 Pageviews.  


jiwyeefun
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฟังเพลง
Friends' blogs
[Add jiwyeefun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.