ตะลุยไปเรื่อย....กับนายจิวยี่
Group Blog
 
All Blogs
 

เมลเบิร์น ความลงตัวของสถาปัตยกรรม และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

สวัสดีครับ กลับมาจากออสเตรเลียได้นานพอสมควรแล้ว เนื่องจากดองไว้เยอะ จนไม่รู้จะเขียนทริปไหนก่อนดี ก็ตั้งใจจะเอาทริปที่เดินทางด้วยตัวเองนานที่สุดที่ออสเตรเลียนี่แล้วกัน

ด้วยอานิสงค์ของแอร์เอเชียอีกแล้วครับท่าน เราจึงสามารถเดินทางสู่ออสเตรเลียด้วยราคาประมาณ 8500 บาท แต่ก็ต้องเสียเวลารอต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ไปร่วมๆ 2 วัน แต่เพื่อความประหยัดก็ยอมล่ะ

สรุปทริปนี้ก็เท่ากับเรามีเวลาเที่ยวเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น เราจึงตัดสินใจเที่ยวเฉพาะเมืองเมลเบิร์นเพียงเมืองเดียวเท่านั้น ซึ่งหลายๆคนส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลา 7 วันในการเที่ยวทั้งเมลเบิร์นและซิดนีย์ แต่เรามีเวลาแค่นี้ก็เอาน่าดีกว่าไม่ได้เที่ยว จริงมั๊ยครับ

เอาล่ะเรามาเริ่มต้นก่อนการเดินทางกันเลยดีกว่า การเดินทางไปออสเตรเลีย สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเข้าประเทศก็คือ วีซ่า แน่นอนว่าประเทศที่ผ่านๆมาเราไม่เคยต้องขอวีซ่า ดังนั้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก เหอๆๆๆ ก็ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆพอสมควร

จากการศึกษาข้อมูลค่าวีซ่าออสเตรเลียค่อนข้างสูงตอนที่ไปก็ตกคนละ 3200 บาท และจะสามารถยื่นได้ 2 แบบ คือ 1. ยื่นผ่านตัวแทนซึ่งจะแพงกว่า 535 บาท แต่ค่อนข้างจะรู้ผลเร็ว 2. ยื่นผ่านทางไปรษณีย์ไปที่สถานทูตโดยตรง ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วเพื่อนๆคิดว่าผมจะเลือกแบบไหน (แน่นอนก็ต้องเลือกแบบที่ 2 ประหยัด )

เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อยจัดส่งไปรษณีย์แล้ว ก็ รอ ร๊อ รอ เมื่อส่งเอกสารกลับมาก็มีวีซ่าออสเตรเลียประทับอยู่ในเล่มเรียบร้อยพร้อมลุยได้ (ปัจจุบันวีซ่าที่ได้จะเป็นกระดาษ 1 แผ่นใช้แนบคู่กับพาสปอร์ตแทน (e-visa))

ที่เหลือก็รอเวลาเตรียมแผนการให้เรียบร้อยทริปนี้อยากลองขับรถในต่างประเทศดูบ้าง เราก็เลยต้องจัดแจงทำใบขับขี่สากล ที่กรมการขนส่ง และจัดการจองรถไว้ล่วงหน้า ให้เรียบร้อย

เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็กระโดดมาวันที่เดินทางกันเลยดีกว่า เราออกเดินทางจากกรุงเทพตั้งแต่ 7 โมง ไปถึงกัวลาลัมเปอร์ ประมาณ 10 โมง แล้วเข้าไปเช็คอินเพื่อต่อเครื่องจากกัวลาลัมเปอร์เข้าเมลเบิร์น กว่าจะถึงเมลเบิร์นก็ประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง

หลังผ่านตม.แบบไม่ยุ่งยาก ก็ลากกระเป๋าเข้าที่พักที่ Hotel Formula 1 สาขาที่อยู่ใกล้สนามบิน เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางเข้าตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมง ถ้าพักในเมืองกลัวมันจะดึกเกินไป แล้วต้องเดินหาที่พักอีก ที่พักที่นี่ลักษณะกึ่งโฮสเทลค่อนข้างเล็ก ห้องน้ำแคบๆมากๆ ไม่อยากบอกว่าที่จองไปทั้ง 5 คืน ในราคาที่พอๆกันที่นี่ไม่คุ้มค่าที่สุดเลย

ที่นี่เราได้มีประสบการณ์แปลกๆด้วยครับ ไม่ใช่ผี หรือตุ๊กแก อะไรแบบนั้น แต่ที่นี่ไม่มีพนักงานต้อนรับตอนดึกเยี่ยงนี้อะสิครับ อ้าวแล้วเราจองมาทางเน็ตจะทำยังไงหว่า ตอนแรกก็เลิ่กลั่ก กะจะกลับไปนอนที่สนามบินอยู่แล้วเชียว ก็บังเอิญมีฝรั่งคู่นึง ผู้หญิงหน้าเอเชียมาก กำลังจองห้องโดยใช้เครื่องอัตโนมัติ (ลักษณะเหมือนตู้กดน้ำกระป๋องเลยอะ แหะๆๆ มัวแต่กลัวไม่มีที่พักเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูอะครับ) เราก็กำลังจะไปลองดูบ้าง เค้าก็บอกว่านี่เหลือห้องสุดท้ายแล้วนะจ๊ะ (แปลไทย)

อ้าวเราก็คิดซวยแล้วดิ แต่ก็บอกเค้าว่าเราจองมาเรียบร้อยแล้วครับ แต่ก็ยังใช้ไอ้เครื่องนี้ไม่เป็นอยู่ดี 555 เวรกรรม ยืนมั่วๆจิ้มหน้าจอซักพักลองเสียบบัตรเครดิตก็แล้ว ก็ไม่มีอะไรออกมา (กุญแจแบบแถบแม่เหล็กนั่นล่ะ) ดีนะไม่งั้นเสียตังเบิ้ล 2 รอบ ฝ่ายผู้หญิงก็เข้ามาบอกว่าเอาห้องเค้าไปก็ได้นะ เหมือนกับตัดสินใจว่าจะไม่พักแล้ว เราก็กลัวจะโดนหลอกมั๊ยวะ เค้าก็เอาสลิปที่กดมาให้เราดูราคาตรงกับที่เราจองมาเลย ก็คิดว่าโอเคอย่างน้อยก็ไม่ได้โดนหลอกแน่ๆ

บังเอิญมากๆสาวน้อยหันไปเห็นมีกระดาษใบนึงแปะอยู่ โดยมีชื่ออยู่ 4-5 ชื่อในนั้นมีชื่อเราอยู่ด้วย เราก็เลยกดเลขตามบนกระดาษ และใส่รหัสที่เราตั้งตอนจองห้องปรากฏว่าบัตรก็ไหลออกมาจากช่องรับบัตร เวรกรรมง่ายจริงๆ
ยังครับยังไม่พอ ความโง่บังเกิดอีก ไปถึงหน้าห้องเซย์กู้ดไนท์กับคู่ฝรั่งแล้ว ก็เอาบัตรแตะหน้าห้อง อ้าว เปิดไม่ได้ ซวยๆๆๆ ทำไงก็เปิดไม่ได้ สาวน้อยลองแล้วก็เปิดไม่ได้ (แสดงว่าไม่ได้โง่คนเดียว )

เดินไปเดินมา คู่ฝรั่งก็ไม่อยู่แล้วทำไงดีวะเนี่ย เอ่อปรากฏว่าลองอีกที ได้ซะงั้น นึกว่าต้องมีวิธีแปลกๆอีก คิดไปได้ ยืนขำหัน 2 คนนึกว่าผีหลอก เข้าห้องปุ๊บเช็คระบบไฟเสร็จเรียบร้อยก็หลับเป็นตาย เหนื่อยจากการนั่งเครื่อง (เหนื่อยตรงไหนก็หลับมาตลอด )

เช้าวันที่ 2 ตื่นสายหน่อยประมาณ 8 โมง อาบน้ำเสร็จเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเช็คเอ้าท์ ตอนเช้ามีคนอยู่ครับ แค่ยื่นบัตรคืนก็เรียบร้อย เราก็เดินกลับไปที่สนามบินเพื่อนั่งรถชัตเติ้ลบัส ไปลงที่สถานีรถไฟ Southern Cross เสร็จจะมีบริการรถบัสฟรีเพื่อส่งให้ถึงโรงแรมที่เราพัก สำหรับที่พักในเมืองเมลเบิร์น 2 คืนแรกเราพักที่ The Crossley Hotel

หลังเช็คอินเรียบร้อยแล้วเราก็เดินผ่าน Princess Theatre ไปรัฐสภา ก่อนเดินตัดสวนสาธารณะมุ่งสู่โบสถ์เซนต์แพตทริคที่น่าจะเป็นศิลปะแบบโกธิค ที่สวยงามและยิ่งใหญ่มาก เราเดินเข้าไปภายในบรรยากาศสงบเงียบ แสงแดดที่ส่องเข้ามาทำให้ภายในทั้งโบสถ์เป็นสีทอง

จากนั้นเราตัดสินใจเดินตัดกลับมาเพื่อขึ้นรถรางฟรีตรงหน้ารัฐสภาเพื่อจะไปยังย่านใจกลางเมืองเพื่อช็อปปิ้ง เราลงที่หน้าห้องสมุดของเมืองเมลเบิร์น เราจะเห็นคนมากมายที่มานั่งพักผ่อน พร้อมกับอ่านหนังสือกันมากมาย แต่ไม่ตรงเป้าหมายของสาวน้อยในครั้งนี้

เราจึงเดินข้ามมาเพื่อเข้าสู่ศูนย์ช็อปปิ้งประจำเมืองเมลเบิร์น ที่นี่จะมีแบรนด์ของออสเตรเลียจำนวนมาก แต่ก็เป็นแค่ช็อปที่ไม่ใหญ่มาก (บังเอิญผมไม่ถนัดทางด้านนี้) เราตัดสินใจกินข้าวมื้อแรกกันที่นี่เป็นอาหารแนวเม็กซิกันสไตล์ฟาสฟู้ด เพราะเห็นว่าที่เมลเบิร์นมีหลายสาขา

หลังจากอิ่มดีแล้วเราก็เดินกันต่อ จากการสังเกตในเมืองเมลเบิร์นจะมีคนเอเชียและงานแนวอาร์ตค่อนข้างเยอะ ส่วนลักษณะของสิ่งก่อสร้างก็จะเป็นแบบแนวยุโรป แต่แน่นอนในเรื่องความเก่าและความขลังยังดูห่างไกลกันอยู่บ้าง เพราะเมลเบิร์นจะมีตึกสถาปัตยกรรมยุโรปผสมผสานกับตึกสูงสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ความงามลดลงไปเยอะ

เราเดินกันจนถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง เอ๊ย ไม่ใช่สิ สถานีรถไฟฟลินเดอร์ ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมลเบิร์นเลยทีเดียว ด้วยอาคารสีเหลืองอร่าม ทำให้เราอดใจไม่ได้ต้องกดรูปมาไม่ยั้งเลยทีเดียว

แต่เมื่อถ่ายรูปไปได้ซักพักฝนก็โปรยปรายลงมาเราเลยเข้าไปหลบฝนภายในโบสถ์เซนต์พอล ซึ่งเป็นอีกโบสถ์ใหญ่ภายในเมือง ภายในเงียบสงบและมีความสวยงามเช่นกัน

หลังนั่งหลบฝนอยู่พักใหญ่ เราก็ตัดสินใจจะไปเกาะฟิลลิปวันพรุ่งนี้จึงเดินย้อนกลับมาเพื่อซื้อทัวร์ครึ่งวันบ่ายเพื่อไปดูนกเพนกวิน เราตัดสินใจเลือกที่ AAT Kings ทัวร์ เพราะสะดวก แต่ถ้าเพื่อนอยากซื้อทัวร์ราคาถูกต้องที่ Halftix นะครับ พอดีไม่ได้เตรียมตัวไปแถมฝนตกอีกเลยไม่อยากเลือกมาก

หลังจากกลับมาพักที่โรงแรมซักพัก เราก็ออกไปกินอาหารเย็นกัน ขณะนั้นฝนก็ยังตกปรอยๆอยู่ตลอด ตอนแรกกะจะเลือกร้านฟาสฟู้ดเม็กซิกันเหมือนเมื่อกลางวัน เพราะสาวน้อยกินอะไรไม่ค่อยได้กินได้แต่ไก่ 5555 สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น (ไปออสเตรเลียเพื่อกินอาหารญี่ปุ่น แป่ว)

หลังอิ่มแล้วก็แวะซื้อขนมปังตุนไว้เผื่อหิวตอนกลางคืน เนื่องจากที่ออสเตรเลียหลัง ทุ่ม - 2 ทุ่มร้านต่างๆก็ปิดเกือบหมดแล้ว ทำให้เราไม่สามารถไปเดินเที่ยวที่ไหนได้เลยกลับห้องมาพักผ่อน และขอพรให้พรุ่งนี้ฟ้าใสๆด้วยเถอะ

วันที่ 3 เช้าเราตื่นค่อนข้างสายเพราะโรงแรมที่เราจองไม่รวมอาหารเช้า และไม่ค่อยมีโปรแกรมอะไรนอกจากเดินเล่นในเมืองเช่นเดียวกับเมื่อวาน รวมไปถึงเช้านี้ฝนก็ยังคงตกปรอยๆอยู่บ้าง เราจึงตัดสินใจไปเดินตลาดควีนส์วิคตอเรีย ซึ่งอยู่ใกล้กับร้านที่เราเช่ารถเพื่อไปดูตำแหน่งล่วงหน้าจะได้ไม่หลง

ระหว่างเดินเราผ่านมหาวิทยาลัยของที่นี่ด้วยจะเห็นว่าแตกต่างจากบ้านเรามาก เพราะมหาวิทยาลัยของเค้าเป็นตึกสูงเหมือนตึกทั่วๆไป ไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวาง และตึกก็ไม่ได้ติดกันทั้งหมด

หลังเดินมาถึงตลาด ภายในจะเป็นร้านขายของต่างๆ มีทั้งหมู ปลา ไส้กรอก และอื่นๆ แต่ตลาดที่นี่สะอาดมากๆ ส่วนโซนด้านนอกจะเป็นผักผลไม้ มีให้เลือกหลายเจ้า เราก็อดไม่ได้ซื้อสตรอเบอรี ราสเบอร์รี และบลูเบอร์รี ที่หาทานสดๆในบ้านเราได้ยาก อยากจะบอกว่าผลไม้สดๆนี่มันอร่อยจริงๆ

สำหรับหลังตลาดจะเป็นลานจอดรถที่ตอนเช้าจะมีคนมาตั้งแผงขายของทั่วๆไป ดูแล้วไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจซื้อซักเท่าไหร่ เราก็เลยกลับไปโรงแรมเพื่อเก็บขนมและน้ำใส่เป้ใบเล็กเพื่อนำไปกินบนรถ ก่อนที่จะไปรอทัวร์มารับ ซึ่งตอนนี้ฟ้าก็ใสสว่างสมใจแล้ว

เมื่อทัวร์มารับเราก็นั่งรถชมวิวไปเรื่อยๆ โดยมีคนขับทำหน้าที่เป็นหัวหน้าไกด์ไปในตัวบรรยายข้อมูลทั่วๆไป รวมทั้งเป้าหมายที่เราจะไปกันวันนี้ ซึ่งอยากจะบอกว่าเก่งมากๆขับรถไปพูดไป แทบจะไม่หยุดตลอดทาง รวมไปถึงการบริการเองทั้งหมดแทบจะคนเดียว

หลังนั่งรถมาได้กระยะรถก็จอดที่ฟาร์มแห่งหนึ่งเพื่อแวะสัมผัสจิงโจ้ นกอีมู วอมแบต ซึ่งเป็นสัตว์ท้องถิ่นที่เราจะสัมผัสได้ยาก (ยกเว้นจิงโจ้นะ ที่มีเพียบแทบจะทุกสวนสัตว์ ) ที่นี่เราสามารถให้อาหารจิงโจ้ได้ด้วย มันจะมาเกาะมือกินกันเลยทีเดียว

เมื่อได้สัมผัสจิงโจ้แบบใกล้ชิดกันไปแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อมุ่งสู่สวนอนุรักษ์โคอาล่า ซึ่งบางครั้งเราสามารถเห็นโคอาล่าบนต้นยูคาลิปตัสตามธรรมชาติที่ออสเตรเลียนี่ได้เลย ที่นี่จะมีการจัดแสดงข้อมูลของโคอาล่า ไม่ว่าจะการกิน การนอน เสียงร้อง ซึ่งเค้าจะมีปุ่มให้กดแบบที่ทำไว้ให้รู้สึกน่าสนใจมากกว่าการเดินชมเฉยๆ

เมื่อเราเดินเข้าไปในสวนเราจะเห็นโคอาล่าอยู่ตามต้นไม้ ที่เราเห็นนั้นไม่เยอะมาก แต่เราอาจจะไม่ทันสังเกตก็ได้ นอกจากนั้นยังจะมีวัลลาบีจำนวนมาก (วัลลาบีเป็นสัตว์คล้ายจิงโจ้แต่ตัวเล็กกว่ามาก ลักษณะคล้ายลูกจิงโจ้ เป็นสัตว์สายพันธ์เดียวกับจิงโจ้)

ที่นี่เค้าไม่ได้จัดให้สัมผัสโคอาล่าได้เหมือนที่ซิดนีย์ เมื่อเราชมโคอาล่าที่น่ารักกันไปแล้ว คนขับรถก็ขับไปจอดบริเวณชายหาดซึ่งมีร้านอาหารมากมายให้เลือกกิน แน่นอนว่าสาวน้อยเลือกไก่ย่างเหมือนเคย ส่วนเราก็ลองฟิสแอนด์ชิพที่เห็นคนกินกันเยอะ อร่อยดี หลังอิ่มแล้ว ก็เดินเล่นย่อยอาหารที่บริเวณนี้จะมีนกนางนวลเยอะมากๆ จนได้เวลาก็กลับขึ้นรถ

ต่อไปเราก็จะไปดูไฮไลต์ของทริปวันนี้กัน นั่นคือ นกเพนกวิน โดยก่อนที่จะไปชมนกเพนกวินขึ้นจากหาด คนขับก็ขับรถเลาะถนนริมหน้าผาให้เราชมพระอาทิตย์ตก และที่ด้านข้างถนนจะเห็นวัลลาบีตามธรรมชาติอยู่เรื่อยๆ

จนในที่สุดเราก็มาถึงจุดที่นกเพนกวินขึ้นจากชายหาดกัน ที่นี่จะมีการจัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของนกเพนกวิน เมื่อเดินดูของภายในตึกพอปะมาณแล้วเราก็เดินออกไปยังชายหาด ระหว่างทางจะเห็นรังของนกเพนกวินกระจายตัวอยู่รอบๆทางเดิน ซึ่งเค้ากั้นเขตไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวไปยุ่งกับธรรมชาติของนกเพนกวิน จะเห็นลูกนกเพนกวินอยู่มากมาย

เมื่อเราเดินมาถึงชายหาด เค้าจะทำเป็นสแตนด์นั่งตรงบริเวณชายหาด มีสปอร์ตไลท์ส่องออกไปเพื่อเวลามีนกเพนกวินขึ้นมาจะได้มองเห็นได้ นอกจากนั้นอากาศยังเย็นแถมลมทะเลก็แรงอีกด้วย ใครจะไปอย่าลืมเตรียมเสื้อกันหนาวซัก 3-4 ชั้นไปเลยจะดีมาก บังเอิญเราไม่ได้เตรียมไปปรากฎว่าสั่นงั่กๆกันเลยทีเดียว

หลังรอซักพักนกเพนกวินก็ทยอยขึ้นจากหาด นกเพนกวินจะเดินขึ้นมาเป็นกลุ่ม บางตัวเดินขึ้นมาแล้วเห็นคนเยอะๆคงตกใจเลยต้องเดินกลับไปเรียกเพื่อนให้เดินมาด้วยกัน เแต่เนื่องจากมันอยู่ไกลและหนาวมากเราจึงเดินย้อนกลับไปดักรอที่รัง จะเห็นแม่หรือพ่อนกเพนกวินก็ไม่รู้ เดินกระด็อกกระแด๊กเป็นแถวกลับไปที่รังดูน่ารักมากๆ เมื่อได้เวลานัดเราก็กลับขึ้นรถ และเดินทางกลับเข้าสู่เมลเบิร์น ซึ่งเราก็หลับตลอดทาง คนขับก็ค่อยๆทยอยส่งคนด้านหน้าโรงแรมที่แต่ละคนพัก พอถึงที่พักของเราก็ลงและเข้าพักผ่อน

วันรุ่งขึ้นเราก็เก็บของเตรียมเช็คเอาท์ เพราะวันที่เราจะไปเที่ยว GOR หรือ Great Ocean Road กัน โดยเราจองรถผ่านเวปไว้ล่วงหน้าแล้ว เราก็เลยตรงไปที่บริษัทนำเอกสารอันได้แก่ พาสปอร์ต ใบขับขี่สากล และบัตรเครดิต แค่นี้เราก็ได้รถกับแผนที่มาเรียบร้อยแล้ว

หลังขับออกจากบริษัทใหม่ๆก็ขับวนๆหลงอยู่พอสมควร เนื่องจากที่เมลเบิร์นจะมีเลนรถราง ถนนบางเส้นก็ขับเข้าไปไม่ได้ รวมถึงฝนยังตกปรอยๆอีกด้วย อ้อ! ที่สำคัญเวลาจะเลี้ยวขวาในถนนที่มีเลนรถรางเราจะต้องเข้าเลนซ้ายดูค่อนข้างสับสนทีเดียว แต่ก็ขับไม่ยากเพราะการขับรถในเมืองต้องใช้ความเร็วน้อยและขับเลนเดียวกับบ้านเรา ก็เลยค่อยๆขับไปเรื่อยๆวนไปวนมา

แต่พอเริ่มชินเราก็สามารถขับกลับไปโรงแรมรับสาวน้อยได้ในเวลาประมาณ 15 นาที ทั้งๆที่ที่จริงถ้าขับถูกใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที หลังรับสาวน้อยและนำกระเป๋าเก็บเรียบร้อยเรามุ่งออกจากเมืองเมลเบิร์นโดยใช้ Princes Freeway ที่ออสเตรเลียความเร็วบนถนนนอกเมืองจะกำหนดไว้ที่ประมาณ 120 กม./ชม. ดังนั้นท่านที่ติดขับรถเร็วที่บ้านเราก็ต้องระวังนะครับ อย่างผมอะเห็นถนนข้างหน้าโล่งไม่ค่อยได้เป็นเผลอเหยียบคันเร่งทุกที

ที่ออสเตรเลียเค้าจะใช้กล้องจับความเร็วเป็นระยะๆ สำหรับผมที่เช่าจีพีเอสไปด้วยก็จะมีเสียงเตือนเป็นระยะก่อนถึงกล้องจับความเร็ว แต่จริงๆแล้วดูคนที่เค้าขับกัน บางคนก็ขับเร็วเหมือนกันนะครับ สำหรับท่านที่ขับเกินความเร็วที่กำหนดอย่าชะล่าใจว่าเช้ารถจะไม่เป็นไร ตำรวจเค้าจะส่งใบสั่งตามกลับมาถึงเมืองไทยกันเลยทีเดียว

เมื่อออกจากเมืองเมลเบิร์นฝนก็หยุดตก เราขับผ่านจีลอง สู่ทอร์คีย์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Great Ocean Road หรือเรียกสั้นๆว่า GOR ซึ่งเป็นถนนที่คดเคี้ยวคล้ายๆกับภาคเหนือของบ้านเรา ทำให้ใช้เวลามากขึ้น

GOR คือถนนเลียบหน้าผาที่ทำให้เราได้ชมวิวชายฝั่ง และรู้สึกว่าตัวเรานั้นเล็กแค่ไหนเมื่อเทียบกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ โดยมี 12 Apostles หรือหิน 12 ก้อนที่ถูกกัดเซาะด้วยลมและน้ำทะเล ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นหน้าผาสูงเป็นไฮไลต์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 8 ก้อนเท่านั้น ซึ่งนี่แหละคือเป้าหมายของเราในทริปนี้ เพราะหากมาเที่ยวช้ากว่านี้ก็กลัวจะอดชื่นชมความงามและความยิ่งใหญ่ของการสร้างสรรจากธรรมชาติ เพื่อนๆที่สนใจก็รีบๆไปกันนะครับ ก่อนที่อีก 8 ก้อนที่เหลือจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

หลังจากลงไปถ่ายรูปเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นข้อดีของการขับรถเที่ยวเอง วิวตรงไหนสวยเราแวะหาที่จอดรถเพื่อลงไปถ่ายรูปได้ ท้องก็เริ่มหิว เพราะไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาตั้งแต่เช้า เราก็ตัดสินใจแวะเมือง Lorne ส่วนอาหารก็เมนูเดิมเหมือนเมื่อวานเย็น เมื่ออิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อเพื่อนเข้าที่พัก โดยผ่านเมืองอพอลโลเบย์ เข้าสู่เมืองมาเลนโก ที่พักของเราในคืนนี้ชื่อ Marengo Motel

หลายๆท่านอาจเข้าใจว่าโมเต็ลจะคล้ายๆม่านรูดบ้านเรา แต่จริงๆแล้วที่ออสเตรเลียก็จะเป็นลักษณะของห้องพักเป็นห้งๆที่เอารถเข้าไปจอดหน้าห้อง แล้วไปรับกุญแจที่เจ้าของ โดยที่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของจะเป็นคนบริการเองในเรื่องต่างๆรวมทั้งทำความสะอาดห้องด้วย เพราะตอนขากลับจะเอากุญแจห้องไปคืนเห็นกำลังทำห้องอยู่พอดีทั้งสามีและภรรยาเลย โมเต็ลจึงเหมือนกับกิจการโรงแรมของครอบครัวเล็กๆซะมากกว่า

ภายในห้องก็จะมีอุปกรณ์มากมายทั้งเตารีด ครัว อุปกรณ์ในครัวทั้งหลาย เหมาะสำหรับครอบครัวมาพักผ่อนมากๆ ซื้อของมาทำกินกัน ดูหรูกว่าโรงแรมติดดาวบางแห่งของบ้านเราซะอีก

เมื่อเก็บของเสร็จเราก็ขับไปชม 12 Apostles กันซะเลย ปรากฎว่าไกลมากๆ จากนั้นเราก็ไปแวะกินข้าวที่ เมืองพอร์ตแคมป์เบล แน่นอนว่าเมนูเดิมๆ หลังอิ่มแล้วก็รีบเดินทางกลับที่พักกว่าจะถึงก็มืดพอดี

เช้าวันต่อมาเมื่อเก็บของเสร็จก็ออกจากที่พักเดินทางไปถ่ายรูปกับ 12 Apostles อีกครั้ง เราต้องแปลกใจว่าได้เจอคู่ฝรั่งคู่นึงที่เมื่อวันก่อนซื้อทัวร์ไปเกาะฟิลลิปด้วยกัน แน่นอนว่าเค้าไปไกลกว่าเรามากเพราะมีเวลาเยอะกว่า เห็นว่าจะขับไปถึงอะเดลเลดกันเลย

หลังคุยกันแป๊บนึงก็แยกย้ายกันไปเราขับไปถึงพอล์ตแคมป์เบลเพื่อกินอาหารเที่ยงกัน โดยมื้อนี้เรากินเสต็กที่จานใหญ่มากแบ่งกัน 2 คนได้สบายๆ ก่อนออกจากเมืองก็แวะเติมน้ำมันโดยปั๊มน้ำมันที่ออสเตรเลียเป็นแบบต้องบริการตัวเอง เราอาศัยทำตามหนุ่มญี่ปุ่นที่คิดว่าคงมาอยู่ออสเตรเลียนานแล้ว โดยเปิดฝาถังน้ำมันยกหัวฉีด กดจำนวนเงินที่ต้องการเติม แล้วกดหัวฉีดรอจนมันหยุด แล้วไปแจ้งที่เจ้าของว่าเครื่องไหน เค้าก็จะคิดเงินตามที่เรากดไป ซึ่งจะแสดงอยู่ที่จอของเจ้าของอยู่แล้ว โดยสามารถจ่ายได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต

พอขับออกมาได้อีกซักพักฝนก็เริ่มตกปรอยๆ เราจึงตัดสินใจขับกลับเมลเบิร์นกันเลย เพราะกลัวจะไม่ทันคืนรถ โดยเราวิ่งถนนสายไหนที่ไม่ได้ชมวิวเหมือนขามา แต่ได้บรรยากาศของถนนเมืองที่สวยไปอีกแบบ และเวลาเดินทางก็จะสั้นกว่าขามาประมาณ 1 ชั่วโมง

หลังคืนรถเรียบร้อยเราก็ลากกระเป๋าไปเช็คอินคืนสุดท้ายที่ The Victoria Hotel Melbourne ก่อนจะออกไปหาอะไรกินกัน สาวน้อยติดใจเสต็ก ส่วนผมก็สั่งสปาเก็ตตี้มากิน หลังอิ่มก็เดินชมวิวยามค่ำซักพักก่อนกลับไปพักผ่อน เพราะเหนื่อจากขับรถมาทั้งวัน

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายจนได้วันนี้ก็ตื่นสายตามเคย กะว่าเก็บของเสร็จก็นำมาฝากไว้ที่เคาเตอร์โรงแรมก่อน ปรากฎว่าพี่ที่รับฝากเป็นคนไทย แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก วันนี้ก็เดินชิวๆเก็บบรรยากาศเมืองแวะซื้อของฝากพวกครีมรกแกะ และอื่นๆ ก่อนที่จะกลับไปแพ็คของ และลากกระเป๋าไปที่สถานีเซาเทิร์นครอสเพื่อซื้อตั๋วรถบัสขากลับเข้าสนามบิน และรอเวลาบินมาต่อเครื่องที่มาเลเซีย และกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมเช่นเคย

เริ่มต้นก็ข้ามมาที่โรงแรมคืนแรกกันเลยครับ Hotel Formula 1



เช็คโรงแรมวันที่ 2 โรงแรมนี้ครับ



โรงแรมสีสวย



ภายในห้องพักครับ



ส่วนของเตียงและโซฟาครับ (ทำตัวไม่ดีนอนโซฟาซะ



ภายในห้องน้ำ



โต๊ะทำงาน + ทีวี



มีไมโครเวฟและเครื่องครัว



บรรยากาศใกล้ๆโรงแรม



เสางานอาร์ตสไตล์อะบอริจิน



โรงละครหรือแสดงดนตรี



อีกมุมหนึ่ง

อาคารรัฐสภา




ด้านหน้ามีคนมานั่งพักผ่อนเต็มไปหมด



แล้วเราก็เดินผ่านสวนสาธารณะ







ดอกไม้สวยๆ



มีรูปปั้นอยู่ด้วย



ศิลปะที่นี่มีเยอะจริงๆ



และแล้วเราก็เดินมาถึงโบสถ์เซนต์ปีเตอร์



ยิ่งใหญ่และสวยงาม



ยิ่งดูใกล้ๆยิ่งสวย



เลยต้องขอซักรูปนึง



ภายในมีรูปปั้นอยู่ด้วย



ศิลปะบนหน้าต่าง



สวยงามจริงๆ



มุมไหนก็สวย



ด้านหน้าทางเข้า



ภายในเงียบสงบ



มีออร์แกนขนาดใหญ่ไว้บรรเลงในการสวด



กระจกสีสื่อความหมายทางศาสนา



ตระการตามากๆ



ออกมาทางด้านหลัง



ด้านข้างมีอาคารหลังเล็กๆอยู่



ดูยังไงก็สวย



แสงแดดแรงๆ กับโบสถ์งามๆ



รถรางฟรีในเมลเบิร์น



นั่งมาลงหอสมุดกลาง



ภายในศูนย์การค้า



หม่ำๆอาหารกลางวันซะหน่อย



นาฬิกาพกที่พกไม่ได้



ออกมาเดินชมเมืองดีกว่า



อาคารสวยๆ



มีที่ช็อปปิ้งมากมาย



รถรางสีสวย



รถม้าสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ดูมันออกจะเหนื่อยๆนะเนี่ย




ที่ขายสินค้าขึ้นชื่อ



Rip curl นั่นเอง ไม่ได้ถูกกว่าบ้านเราเท่าไหร่



ประวัติความเป็นมา (อาจจะเป็นสาขาแรกก็ได้)



อาคารแปลกๆ



พิพิธภัณฑ์ก็มี



David jones ห้างชื่อดัง



อาคารที่ดูแล้วเก่าๆ



ถนนหนทางเค้าโล่งดีจริงๆ



เดินไกลมาก



จนถึงสถานีรถไฟฟลินเดอร์




สีเหลืองสวยเด่นในบรรยากาศอึมครึม



โบสถ์เซนต์พอล



ถึงแม้อากาศจะไม่ดีก็ยังสวย



กระจกทางเข้าก็ยังสวย



ภายในอลังการมาก



จากทางเข้า



สงบน่าศรัทธา



ที่สำหรับสวดมนต์



ใหญ่โตมากๆ



ลองเปลี่ยนมุมมองกันดูบ้าง



ข้ามมาอีกวันไปทัวร์ฟาร์ม



เจ้าจิงโจ้ตัวเป็นๆ



วอมแบต



นกอีมู



ให้อาหารซักหน่อย



จับมือกันเลยเหรอ เค้าเขินนะ 5555



บรรยากาศระหว่างนั่งรถ



ผ่านท่าเรือมุ่งสู่เกาะฟิลลิป



แวะชมบรรยากาศชายหาดสวยๆ



ทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา



ฟ้าใสๆ ทะเลสวยๆ



ผู้คนมากมาย



แชะซักช็อต



กลับแล้วดีกว่า



การตัดกันของแสงและเงา



ต่อไปแวะศูนย์โคอาล่า



ตัวเป็นๆกำลังตื่นอยู่บนต้นยูคาลิปตัส



ส่วนตัวนี้หลับปุ๋ย



แวะกินอาหารกลางวันบริเวณท่าเรือ



มีร้านขายพิซซ่า พาสต้าด้วย



ร้านนี้เลย



บรรยากาศบริเวณท่าเรือ



แดดแรงมากๆ



วิวท่าเรือ



ต้นไม้แต่ละต้นก็ใหญ่มาก



นกนางนวลเพียบ



แผนที่เกาะฟิลลิป



ป้ายบอกทางร้านสีสันสดใส



ถนนหนทางโล่งซะทุกที่ไป



มุมติสท์ๆ



ต่อมาเป็นเกาะที่เค้าอนุรักษ์ไว้ให้นกอยู่อาศัย



พระอาทิตย์กำลังตก



บรยากาศดีซักรูปนึง



มีรังเพนกวินอยู่ด้วย



เจ้าตัวเล็ก



วิวยามเย็น



อีกด้านนึง



สวยงามจัง



ระหว่างทางมีวัลลาบีป่าอยู่ด้วย



มุ่งตรงไปดูเพนกวินเป็นอันหมดวัน



เช้ามาแวะตลาดซักหน่อย



ด้านหน้านู่นเลยครับ



ตลาดควีนวิคตอเรีย



สะอาดสะอ้านมากๆ



ของสดเพียบ



หรือจะมาหากาแฟดื่มยามเช้าก็ได้



เช่ารถมาได้คันนี้



เล็กๆนั่งสบาย



วิวระหว่างทาง



ผ่านป่าไม้มากมาย



ทางมุ่งสู่ GOR



ขับรถริมทะเล



สวยขาดใจ



แวะชมประภาคารซักหน่อย



ฟ้าใสมากๆ



สีเดียวกับท้องฟ้าเลย



บรรยากาศริมทะเล



หันกลับไปมองซักนิด



มีหน้าผาหินแบบนี้มากมาย



น่าเล่นเซิร์ฟ



สวยจางงงงง...



ขออีกรูป



ขับรถริมทะเล สามารถแวะชมวิวสวยๆได้ตลอดทาง



เข้าสู่เส้นหลัก GOR แล้ว



แน่นอน ณ จุดเช็คพ้อยส์



ผู้บุกเบิกทางเส้นนี้



ป้ายประวัติความเป็นมา

เส้นทางสวยๆ


คนจอดรถชมวิวเพียบ




มุ่งตรงเข้าป่ากันต่อไป



ทางโค้งสวยๆ



ทะเลงามๆ



อดใจไม่ได้ต้องขออีกรูป



ดูยังไงก็สวย


มุมทะเลมากมาย



มีทุ่งหญ้าตัดกับฟ้าใส



เข้าเขตเมืองแวะกินข้าว



มีที่นั่งร่มเย็นและต้นไม้ใหญ่



คนเล่นน้ำเพียบ



มีของเล่นสำหรับเด็กๆ



มีจัดงานแข่งขันเซิร์ฟบอร์ด



และแล้วก็มาถึงห้องพัก


มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน




เตียงนอน



ห้องน้ำ



อีกด้านนึง

ออกมาขับรถต่อ




ทางเดินไปชม twelve apostles



ถึงแล้วครับ



บรรยากาศยามเย็น



ยิ่งใหญ่มากมาย



วิวทะเล



อีกด้านนึง



แสงเปลี่ยนความงามก็เปลี่ยน



นั่งชิลๆ



มุมนี้ยามเช้า



สวยมากมายยยยย



เปลี่ยนเป็นแนวตั้งบ้าง 5555



ซูมๆๆๆๆ ^ ^



ภาพคู่ซักรูปนึง



แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ



หน้าผาขนาดใหญ่ที่เกิดจากธรรมชาติ



แวะกินข้าวกันที่ร้านนี้



ระหว่างรอ



พอล์ตแคมป์เบล


ท่าเรือกับคลื่นแรงๆ



ทางเดินลงไปยังหาดทราย




วิวหาดทรายเบื้องล่าง


อยู่ในหุบล้อมด้วยหน้าผา 2 ด้าน



มีหินย้อยด้วย



สวีต ^ ^



อีกที่นึงอันน้ไม่มีหาดทราย แต่เป็นร่องน้ำที่เกิดจากน้ำทะเลกัดเซาะ



ลอนดอนบริดจ์ ขาดซะแล๊ะ



ไฮไลต์อีกจุดนึง



ขากลับตัดเส้นเมือง



รถติดมากๆ



งานศิลปะในเมือง



โบสถ์สวยๆมีให้เห็นตลอด



ซักรูปริมถนน



รถรางมีให้เห็นมากมาย แต่แบบนี้ไม่ฟรีครับ



ตึกสีเหลืองสวยเชียว



โรงอาบน้ำเก่า ที่สมัยก่อนจะมาอาบรวมกันที่นี่



รูปปั้นหน้ามหาลัยศิลปะ



ตึกสวยๆมีเพียบ



โบสถ์อีกแล้ว



หอนาฬิกา



ย้อนกลับมาถ่ายที่โบสถ์เซนต์พอล



ด้านหน้าสวยจริงๆ



งานศิลปะก็เพียบ



มีคนมานั่งพักผ่อนกันเยอะ



ริมแม่น้ำกันบ้าง



ตึกทรงสูง



โบสถ์อีกแล้ววววว (คงเหมือนวัดบ้านเรา)



เข้ามาถ่ายใกล้ๆ



สวยจริงๆ



ร้านดอกไม้สีสันสดใส



หม่ำๆๆๆ หลังเดินเหนื่อย



สเต็กจานละหลายตังค์



โรงแรมคืนสุดท้าย



อันนี้เป็นห้าง



ปิดท้ายที่ย่านไชน่าทาวน์



ใครอ่านออกบ้าง



ขายของฝากถูกสุดแล้วววว



วันกลับเป็นวันตรุษจีนพอดี จบแล้วครับ ^ ^




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 10 เมษายน 2555 1:58:36 น.
Counter : 422 Pageviews.  


jiwyeefun
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฟังเพลง
Friends' blogs
[Add jiwyeefun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.