ตะลุยไปเรื่อย....กับนายจิวยี่
Group Blog
 
All Blogs
 

Autumn in my love หลงรักในฤดูไม้ร่วง


สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมไปออกทริปมาอีกแล้วพึ่งกลับมาได้ไม่นาน เลยต้องรีบมาเขียนก่อนที่จะไม่มีเวลา (ขนาดไม่นานยังตั้งเดือนกว่า ^^) ทริปนี้มีสมาชิกด้วยกัน 4 คน หน้าเดิมๆคือ ผม ,ตา ,เจิ้ล และกู้ เหตุเกิดจากเจิ้ลบอกว่าปีนี้ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย พอดีจินแอร์มีตั๋วโปรโมชั่นบินตรง กรุงเทพ-อินชอน ราคา 12,000 บาทนิดๆ ในช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีพอดีและเวลาบินก็ดีมากๆ เลยโทรกริ๊งกร๊างหาเพื่อนๆ ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเลือกวันที่ลงตัว ได้เป็นช่วงกลางเดือน พ.ย. 5 วัน 4 คืน เสร็จแล้วก็วางแผนเที่ยวและจัดการจองโีรงแรม

ข้ามมาถึงวันเดินทางกันเลยครับ นัดรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิตอน 2 ทุ่ม แวะกินข้าวและรับของฝากที่ดิวตี้ฟรี ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็ออกบิน แอร์สายการบินนี้ก็น่ารักเหมือนสาวๆเกาหลีแถมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเ้กงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบดูเท่มากๆ หลังออกบินไม่นานก็เสิร์ฟน้ำแล้วตามด้วยอาหาร โดยอาหารเป็นครัวซองไส้แฮมชีส ขนมปัง และัโยเกิร์ต จากนั้นนั่งอีกไม่นานนักก็ถึงสนามบินอินชอนพร้อมด้วยข่าวร้าย "ฝนตก" แถมอุณหภูมิยังเลขตัวเดียวซะด้วย

เอาน่าจะฝนตก แดดออก หิมะตกก็ไม่สน แหะๆๆ ก็อยากเที่ยวนี่นา ระหว่างไปเข้าแถวรอคิวที่ตม. ก็ใช้เวลาติวข้อมูลให้เพื่อนๆซักหน่อย เพราะข่าวเรื่องตม.เกาหลีก็ทำให้กดดันพอสมควร พอถึงคิวตม.ดันไม่ถามอะไรซักคำผ่านสบายๆทั้ง 4 คน ออกมารับกระเป๋าก็ไปแวะซื้อบัตร T-Money ที่เซเว่นพร้อมเติมเงิน 20,000 วอน (สำหรับใช้กับรถไฟฟ้า รถเมล์ และซื้อของในร้านสะดวกซื้อ) แล้วลากกระเป๋าไปที่รถไฟฟ้าเข้าเมืองจากอินชอนวิ่งยาวไปถึงสถานีโซลใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็ต่อไปยังสถานีจุงโน-3-กา ตามข้อมูลที่ได้ แต่ปรากฏว่าหาโรงแรมไม่เจอตามเคยและฝนก็ตกหนักด้วยเลยให้เพื่อนๆรอที่สถานีรถไฟ และเราก็วิ่งตากฝนเปียกมะล่อกมะแล่กหาโรงแรม หายังไงก็ไม่เจอ

บังเอิญไปเจอคุณลุงกำลังกวาดถนนอยู่ก็เลยเข้าไปถาม ภาษาอังกฤษลุงก็ไม่ได้แต่แกก็พยายามช่วยเต็มที่ใช้โทรศัพท์โทรไปถามที่โรงแรมให้ปรากฏว่าก็ไม่มีใครรับ แกก็เลยเรียกเข้าไปในบ้านแกที่เป็นร้านขายอุปกรณ์ช่างเล็กๆ แล้วโทรให้อีกตั้งหลายครั้งก็ไม่มีใครรับ สุดท้ายลุงบอกว่าน่าจะอยู่อีกที่นึงล่ะไม่ใช่แถวนี้ จากท่าทางของแก เราก็เลยบอก "คัมซาฮามิดา" แกไปหลายรอบมากๆ เพราะซึ้งใจมากที่อุตส่าห์ช่วยลูกหมาตกน้ำอย่างเรา สุดท้ายก็คิดว่าน่าจะอยู่ที่สถานีถัดไปมากกว่า ก็เลยนั่งรถไฟใต้ดินไปอีกสถานีนึงเสร็จแล้วก็วิ่งเปียกมะล่อกมะแล่กออกไปหาจนเจอโรงแรมจนได้

หลังจากเอากระเป๋าเข้าไปฝากที่โรงแรมแล้ว ปรากฏว่าโรงแรมให้เช็คอินบ่ายสาม เลยกะว่าจะไปเดินตลาดทงแดมุนเพื่อเข้าห้างดูเสื้อผ้าปรากฏว่าหลงบวกกับฝนที่ตกหนักมากจนหนาวและก็ยังไม่ได้กินอะไรหนักๆเลย เราเลยตัดสินใจเข้าร้านเนื้อย่างถึงแม้เจิ้ลจะกินเนื้อวัวไม่ได้ก็ตาม (ก็ให้เจิ้ลกินผักย่างไป 5555+) เนื้อย่างของร้านน่ากินมากลองเลื่อนลงไปดูรูปได้เลยครับ เมื่ออิ่มแล้วบวกกับอากาศที่อุ่นขึ้นและฝนก็ซาก็เลยเรียกเก็บเงินแล้วออกมาจากร้านพอเดินไปซักพักปรากฏว่าฝนก็เทลงมาหนักเหมือนเดิม เราเลยแวะร้านกาแฟนั่งเล่นกันแทน สุดท้ายวันนี้เลยไม่ได้ไปไหนเลย เพราะเจอคุณฝนเล่นงานอย่างหนักหน่วงเลยกลับห้องไปพักดีกว่า จนเย็นนั่นแหละก็ออกมาหาร้านอาหารแถวที่พักกินกันที่อร่อยมากๆของร้านก็คือไก่ทอดกรอบราดซอสเปรี้ยวหวาน แล้วกลับห้องไปนอนดูรันนิ่งแมนสดๆที่ห้อง

เช้าวันที่ 2 วันนี้อากาศแจ่มใสแต่ก็เย็นพอสมควร วันนี้เราจะเดินทางไปซกโชที่เป็นเมืองท่าซึ่งเป็นเมืองสำหรับขึ้นเขาซอรัคซาน เริ่มต้นออกจากที่พักเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้า Gangbyeong ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถบัสดงโซล เข้าไปที่สถานีรถบัสแล้วก็ซื้อตั๋วที่เคาเตอร์ในราคา 16100 วอน ได้รอบ 11 โมง ก็เลยตัดสินใจไปกินแมคกัน อิ่มแล้วก็ไปขึ้นรถจากนั้นก็หลับยาว ก่อนจะถึงซกโชก็มีให้ลงไปเข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงก็ถึงสถานีรถบัสที่ซกโช

จากนั้นเดินไปหาที่พักของเราในวันนี้ ซึ่งจากเว็บไซต์เดินไปง่ายมากๆ แต่ทำไมเราเดินกันนานก็ไม่รู้ 5555 หลงตามเคยเลยต้องให้เพื่อนๆรอแล้วไปเดินหาอยู่พักใหญ่ก็เจอที่พักของเราในวันนี้ก็คือ The house ที่พักยอดฮิตของคนไทยที่ไปเที่ยวซกโช หลังเข้าๆไปเช็คอินจ่ายเงินเรียบร้อย คุณยูเจ้าของเดอะเฮ้าท์ก็มาบรรยายสถานที่กินที่เที่ยวในซกโชและวิธีเดินทางไปยังซอรัคซานให้เรียบร้อย ซึ่งวิธีนี้แหละที่เป็นจุดขายที่ดีมากๆเลยล่ะ หลังพักกันซักนิดก็ออกเดินทางไปยังจุดชมวิวผ่านร้านอาหารที่มีปูสีส้มน่ากิน แต่ราคาไม่น่าคบ หุๆๆๆ จากนั้นก็แวะไปตลาดปลาที่อยู่ใกล้ๆและไำปหลบลมหนาวในร้านกาแฟ

จากนั้นเราตั้งใจไปกินอาหารเย็นเป็นบุฟเฟ่ต์เนื้อย่าง แต่แจ็คพอตมันปิด เซ็งเลย ก็เลยปรึกษากันว่าไปกินบิบิมบับหรือข้าวยำเกาหลีแทนแล้วกัน บิบิมบับเจ้านี้แตกต่างจากที่เคยกินที่โซลคือแยกส่วนผสมมาให้เรายำเอง รสชาติก็พอกินได้แต่ผักเยอะไปหน่อย พอกินอิ่มแล้วก็กลับมาเล่น wifi ฟรีแล้วรีบพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องไปเดินขึ้นเขากัน

เช้าวันที่ 3 หลังกินอาหารเช้าเป็นขนมปังทาแยมและกาแฟเรียบร้อยก็เช็คเอาท์และฝากกระเป๋าเพื่อเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติซอรัคซานด้วยรถเมล์สาย 7 หรือ 7-1 ค่ารถคนละ 1100 วอนไม่สามารถใช้บัตร T-Money ได้ใช้เวลานั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ที่อุทยานซอรัคซานหนาวมากๆ แต่ใบไม้เปลี่ยนสีก็สวยมากๆด้วย

หลังจากซื้อตั๋วที่ทางเข้าแล้วก็ออกเดินไปยังกระเช้าเพื่อขึ้นยอดเขาซอรัค ซึ่งจะมีคิวเป็นรอบๆต้องรอเวลา โดยบางครั้งอาจจะปิดเนื่องจากลมแรง กระเช้าที่ใช้เป็นกระเช้าขนาดใหญ่ เราใช้เวลารอไม่นานก็ได้ขึ้นพอขึ้นไปถึงสถานีกระเช้าด้านบนก็ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 10 นาทีก็สุดทาง หากจะขึ้นยอดเขาก็ต้องลัดเลาะตามโขดหินขึ้นไป ไอ้ทางลำบากไม่เท่าไหร่แต่ไอ้ลมพัดนี่สินอกจากจะหนาวมากๆแล้วลมยังแรงมากขนาดพัดทีนึงแทบจะปลิวตกเขาเลยทีเดียวทำให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้มากนัก เพราะลมพัดมาบ่อย ถึงแม้เจิ้ลกับกู้จะเดินขึ้นไปได้ไกลพอสมควรก็ตาม

เสร็จแล้วเราก็ตัดสินใจกลับมาที่สถานีกระเช้าดีกว่าเพราะอยู่ไปก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้ทั้งหนาวทั้งลมแรง กลับมาถึงก็แวะเติมความอุ่นด้วยกาแฟร้อนและมัฟฟินซักชิ้น แล้วค่อยลงกระเช้ามาหาอะไรกินด้านล่าง สั่งเป็นจาจังเมียน ข้าวหมูทอด คิมบับ (ข้าวห่อสาหร่าย) และมันดู (เกี๊ยวซ่านึ่ง) อิ่มแล้วก็เดินต่อไปยังวัดชินฮึงซาที่มีพระใหญ่อยู่ จากนั้นก็เดินไปที่ตัววัดก่อนจะเดินทางกลับมาที่ซกโช เอากระเป๋าแล้วไปที่ท่ารถเพื่อซื้อตั๋วกลับโซลในราคาเดิม หลังจากขึ้นรถก็หลับยาวจนรถจอดจึงเดินทางไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน Nambu Bus Terminal Station ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักของเรา โรงแรมลาวา

และแล้วเราก็หลงตามเคยทั้งๆที่มันก็ไม่ได้ไกลแต่ซอกซอยในโซลมันวกวนพอๆกับกรุงเทพเลยล่ะ ใช้เวลาหาอยู่ 15 นาทีก็เจอ ที่พักสวยมากๆ มีอ่างอาบน้ำให้แช่ และที่สำคัญเช็คเอาท์ได้บ่ายโมงอีกด้วย เราพักที่นี่ 2 คืน หลังเก็บของนอนพักก็ออกไปหาเนื้อย่างแถวที่พักกิน เจิ้ลกินไม่ได้เลยซื้อไก้ทอดให้กินก่อน สุดท้ายก็มีปัญหาเล็กน้อยเลยทำให้อดกินเนื้อย่างเลยเซ็งนิดๆ เลยกลับมานอนดูแรงเงาย้อนหลัง กับเดอะว๊อยที่ห้องแล้วก็นอน

วันที่ 4 ตื่นสายหน่อย แล้วออกมาหาแซนวิชกับกาแฟรองท้อง อิ่มแล้วก็ไปพระราชวังชางด็อกพร้อมกับชมสวนลับ ซึ่งขอบอกว่าที่นี่สวยกว่าพระราชวังเคียงบ็อกมากๆ ถ้าใครตัดสินใจระหว่าง 2 ที่นี้แนะนำที่นี่ดีกว่า แต่ค่าเข้าก็แพงกว่าโดยเฉพาะค่าเข้าชมสวนลับ ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเรียกสวนลับเพราะความสวยงามเหมาะกับการพานางสนมมานั่งพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ ^^ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเราได้ดูไปแค่ครึ่งเดียวอาการปวดขาของพวกเพื่อนๆก็กำเริบ (ทริปลุยๆแบบเราก็เหนื่อยแบบนี้ล่ะ) ต่อจากนั้นก็ไปเมียงดง หรือมยองดง เพื่อให้สาวๆได้ช้อปของที่เพื่อนๆฝากซื้อกัน (ส่วนมากก็คือเครื่องสำอาง)

โดยก่อนออกช้อปก็แวะร้านตั๊กคาลบิหรือไก่ผัดซอสกินกันก่อน โดยจะมีเนื้อไก่หรือปลาหมึกกับผักหมักซอสเกาหลีเทลงบนกะทะที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา จากนั้นก็จะมีฝาครอบกันกระเด็น แล้วพนักงานก็จะผลัดกันมาผัดจนสุกจึงเอาฝาครอบออกเป็นอันกินได้ รสชาติหวานๆเค็มกินกับข้าวอร่อยมากเลยล่ะครับ เมื่อกินอิ่มจ่ายเงินแล้วก็ออกไปช้อปเสร็จก็ขนของปริมาณมหาศาลกลับที่พักเพื่อจัดกระเป๋าแล้วจึงพักผ่อน

เช้าวันสุดท้ายเนื่องจากเพื่อนๆล้ากันมากก็เลยตัดสินใจอยู่ที่พักจนเช็คเอาท์ เราก็เลยออกตระเวนลุยเดี่ยวไปวัดพงอึนซา โดยลงสถานีรถไฟฟ้า Samseong เดินผ่านห้าง COEX ทะลุไปด้านหลังแล้วข้ามถนนก็จะถึงทางเข้าวัดแล้วครับ ภายในวัดเป็นอะไรที่ขัดตามากเพราะมีตึกสูงล้อมรอบ ที่จอดรถเต็มไปด้วยรถแต่ภายในวัดกลับเงียบสงบ ตัววัดมีโคมไฟหลากสีแขวนอยู่ดูสวยงาม มีเจ้าแม่กวนอิมหินอ่อนให้สักการะเคารพ เดินๆไปดันเจอกล้องตัวใหญ่สำหรับถ่ายหนังตั้งอยู่แสดงว่าน่าจะมีการถ่ายทำหนังหรือซักเรื่องที่วัดนี้ เมื่อจิตใจสงบและได้รูปสวยๆหลายรูปแล้วก็เดินทางกลับโรงแรมเพื่อไปสมทบกับเพื่อนๆ จากนั้นก้เช็คเอาท์แล้วเดินทางไปสนามบินอินชอนด้วยรถไฟฟ้าเหมือนตอนขามา

หลังจากเช็คอินสายการบินและขอคืนภาษีแล้วก็ผ่านตม.ไปละลายเงินวอนที่ยังเหลืออยู่ที่ดิวตี้ฟรี แล้วจึงรอขึ้นเครื่องกลับ บนเครื่องมีการออกกำลังกายกันเล็กน้อยโดยแอร์โฮสเตสเป็นคนนำเต้นเพราะนั่งนานกว่าขาไปเกาหลี ำหรับอาหารขากลับเป็นข้าวไส้ทูน่า หมี่เย็น หมูทอด 2 ชิ้น กิมจิ แล้วก็ชีสเค้กอร่อยมากหรือหิวก็ไม่รู้เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องกันเลย แถมได้ของหวานอีกชิ้นคือมัฟฟินที่ซื้อมาจากสนามบิน เป็นอันว่าจบทริปนี้ด้วยความเหนื่อย เปียก ล้า สวยและสนุก ขอบคุณเพื่อนที่ติดตามกันนะครับ

เริ่มต้นที่สนามบินลองกล้องซักหน่อย (กล้องมีอาการไม่ค่อยดีตั้งแต่เริ่มทริป)





สมาชิกพร้อมลุย





ใบไม้เปลี่ยนสีกับบ้านเมืองสวยๆเมื่อแรกเห็น





เลิฟๆๆๆๆๆ จริงๆ





สถานีโซล ศูนย์กลางการเดินทางทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ และแอร์พอร์ตลิ้ง





หม่ำๆมื้อแรกกัน





อาเจ๊โชว์วิธีปิ้งให้ชม





เนื้อน่ากินมากกกกก Smiley





ฝนตกยังสู้ ใบไม้เปลี่ยนสีสวยจริงๆ





ท้องถนนสีทองด้วยใบแปะก๊วย






เปลี่ยนสีแทบทุกต้น





ร้านกาแฟสำหรับหลบฝน





ค่อยอุ่นขึ้นมาหน่อย





มามื้อดึก ลองโซจูกันหน่อย (เหล้าขาวดีๆนี่เอง)





เจ๊เมาแน่





ยำหอยกับเส้นหมี่ (คล้ายเส้นขนมจีน)





ไก่ทอดกรอบใส่ซอสเปรี้ยวหวานจานนี้ขอแนะนำ





ต็อกซีฟู้ด สั่งมาเพื่อชิมต็อก





วันที่ 2 เดินทางไปสถานีรถบัส





ไม้เลื้อยก็ยังเปลี่ยนสี





ที่พักของเราที่ซกโช เดอะเฮ้าท์





เล็กๆแต่ตกแต่งได้น่ารัก





ภายในล็อบบี้





ที่นั่งพักผ่อน พร้อมฟังการแนะนำจากคุณยูกันตรงนี้ล่ะ





หมีน้อยฟังเพลงเพลินเลย





ภายในห้องอาหาร สำหรับกินอาหารเช้า





บรรยากาศยามค่ำ





ล็อบบี้สวยขึ้นมาทันตา





บันไดทางขึ้นห้องพัก ที่นี่ไม่มีลิฟท์กระเป๋าใบใหญ่ลำบากหน่อย





หน้าห้องนอนด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ สีสดใส





สวิตซ์ไฟยังน่ารัก






























































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 28 ธันวาคม 2555 17:36:26 น.
Counter : 299 Pageviews.  

แดนกิมจิ หนาวสุดๆ

อันยองอาเซโย สวัสดีครับหลังจากไปสัมผัสอากาศหนาวกันที่เวียดนามมาแล้ว วันนี้เราก็จะมาเล่าถึงประสบการณ์ที่หนาวยิ่งกว่า นั่นคือการไปดูงานที่ประเทศเกาหลี ซึ่งการไปดูงานครั้งนี้มีผู้ร่วมทริปถึง 300 กว่าคนเลยทีเดียว ก็ลองคิดดูสิครับรถบัสตั้ง 7 คัน

ก่อนที่เราจะออกเดินทางกันนั้นก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมกันก่อนเพราะคราวที่แล้วยังหนาวจับขั้วหัวใจอยู่เลย ในการเตรียมข้อมูลพบว่าอากาศที่เกาหลี ณ เดือนกุมภาพันธ์นั้นอยู่ที่อุณหภูมิ -5 - 0 ๐C เลยทีเดียว จากการดูงานโดยทั่วไปจะเน้นไปที่สถานที่เที่ยวครับ จะเห็นว่าสถานที่ดูงานมีน้อยมากๆ โดยเฉพาะที่ไปเกาหลีแล้วจะพลาดไม่ได้นั่นคือ การได้เล่นสกีนั่นเอง

ในการเตรียมตัวก็มาดูในเรื่องของเสื้อผ้ากันครับ เริ่มด้วยปกติทั่วๆไปในการรับมือกับอากาศหนาวก็คือชุดลองจอน ไม่รู้ว่าสะกดแบบไหน แต่ลักษณะของเสื้อผ้าจะเป็นขนกระต่ายหรืออื่นๆ ที่ช่วยให้อบอุ่นกว่าเสื้อผ้าธรรมดา ก็ลองหาดูได้ตามร้านขายเสื้อกันหนาวแบบหนาๆโดยทั่วไปจะมีขายครับ ตกชุดละประมาณ 300 บาท และการเตรียมตัวครั้งนี้ก็กะไว้ว่า จะใส่เสื้อถึง 5 ชั้นเลยครับ ส่วนกางเกงก็คงได้มากสุดประมาณ 3 ชั้นเท่านั้น

เมื่อจัดเตรียมเสื้อผ้ากองโตยัดใส่กระเป๋าเรียบร้อย ก็ถึงวันที่ต้องเดินทางกันแล้วครับ โดยสายการบิน Korean Air ณ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยเวลาที่นัดก็คือ เที่ยงคืนครับ หลังจากเช็คอิน และผ่านขั้นตอนการช็อปของคณะไปเรียบร้อยแล้ว (เรื่องช็อปออกจะวุ่นวายมากๆ ก็ดูจากจำนวนคนสิครับ) ก็ได้ขึ้นเครื่องเวลาตี 3 ก่อนที่จะหลับอย่างสบายพร้อมเสียงเพลงเกาหลีขับกล่อมไปด้วย และถึงสนามบินอินชอนในเวลาประมาณ 9 โมงเช้าหลังผ่านด่านอรหันต์ (ด่านตม.) ซึ่งขึ้นชื่อว่าระเบียบจัดที่สุดแล้วขนาดมากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ยังติดห้องเย็นไปซะ 3 คน ต้องให้พี่ๆคณะทัวร์มาช่วยเคลียร์ให้

เมื่อเรียบร้อยกันทุกคนแล้วเราก็นั่งรถบัสมุ่งหน้าสู่ท่าเรือเพื่อนำรถบัสข้ามไปยังเกาะ Wolmido เพื่อรับประทานอาหารกลางวันกัน โดยมื้อแรกที่ได้ทานก็คือเนื้อย่างเกาหลี กับกิมจิ ซึ่งกิมจิแทบจะมีอยู่กับอาหารทุกจาน รสชาติของกิมจิแต่ละร้านจะต่างกันมากเพราะในแต่ละร้านจะทำกันเอง รสชาติจะเหมือนของดองทั่วไปคือรสซ่าๆเปรี้ยวๆ ซึ่งที่เมืองไทยจะจืดๆต่างกันมากเลยครับต้องมาลองชิม นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ศัพท์พื้นฐานเกาหลีต่างๆอีกเล็กน้อย เช่น คัมชาอัมนิดา มีเยอะ เมียกู (ใครอยากรู้ก็ต้องลองไปเกาหลีแล้วพูดดูก็จะรู้ครับ ไม่เฉลยนะครับต้องลองใช้ดู ) หลังทานอาหารมื้อแรกที่เกาหลีแล้วก็พบว่า สงสัยมาเกาหลีคราวนี้ได้เหม็นไปทุกวันแน่ๆ เพราะกลิ่นควันจากอาหารปิ้งย่างติดตามเสื้อผ้าและผม

เมื่ออิ่มกันได้ที่แล้วก็ออกเดินทางต่อสู่ถนนวัฒนธรรม และเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ 100 ปีเกาหลี เมื่อลองมองๆแล้วก็เกิดความสงสัยว่าทำไมคนเกาหลีเค้าต้องนำฟางมาคลุมไว้เป็นหย่อมๆ ก็เลยลองถามดู พบว่าเนื่องจากอากาศที่หนาวมากต้นไม่ที่ปลูกไว้จะสูญเสียน้ำได้ง่ายเลยต้องนำฟางมาคลุมไม่ให้ต้นไม้ตาย หลังได้ถ่ายรูปแล้ว ก็ออกเดินทางต่อสู่จุดมุ่งหมายต่อไป นั่นก็คือ สวนสนุกเอเวอร์แลนด์

ที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์เราจะได้รับตั๋วเครื่องเล่นฟรี 5 ชนิด ซึ่งเราเองก็ไม่ได้ชื่นชอบของเล่นหวาดเสียว 2 ชนิดแรกก็เลยกลายเป็นการนั่งกระเช้าไปและกลับถ้าเราเดินไปเองก็ได้ครับ แต่ค่อนข้างไกลนิดนึง ต่อจากนั้นก็นั่งรถชมสวนสัตว์เปิดที่มีสัตว์ที่หาได้ยากนั่นก็คือไลเกอร์ จากนั้นก็ไปเล่นบ้านผีสิง ที่เป็นเกมส์ยิงผีซะมากกว่า โดยตอนเริ่มเค้าทำได้ดีทีเดียวมีหุ่นผีที่เหมือนจริงออกมาต้อนรับซะด้วย เมื่อเข้าไปเล่นมัวแต่ยิงเป้าเพลินไปหน่อยเลยไม่ได้มองเห็นผีเลยครับ และที่นี่เราได้เล่นสไลเดอร์หิมะฟรีด้วยครับมันส์จริงๆ ถ้าได้มาก็ต้องลองเล่นแข่งกับเพื่อนดูนะครับ มันจะบังคับทิศทางไม่ได้เลย และอย่างสุดท้ายที่ได้เล่นก็เป็นอะไรที่คิกขุเกินไปไม่เอามากล่าวไว้ดีกว่าครับ ส่วนที่เหลือก็เป็นการถ่ายรูปสถานที่เค้าช่างสวยงามจริงๆครับ

เมื่อถึงเวลานัดก็คือเมื่อสวนสนุกปิดเราก็ออกเดินทางไปกินสุกี้ที่ออกไปแนวลักษณะขุกขิก แถมได้นั่งกินในเต้นที่มีฮีตเตอร์ แต่ก็ยังค่อนข้างหนาวอยู่ หลังกินให้ร่างกายอุ่นแล้ว ก็ออกมาข้างนอกเต็นท์ซึ่งเย็นมากๆ หลังจากกลับมาถึงรู้ว่ามัน -8 ๐C เลยล่ะครับ จากนั้นก็ซื้อของฝากเป็นถ้วยชาน่ารักๆที่มีลวดลายการ์ตูนแต่งชุดประจำชาติเกาหลี เราจะเห็นว่าป้าคนขายขับรถตามขายทุกวันเลยครับยกเว้นวันสุดท้าย ใครที่ใจเย็นก็ลองสอบถามราคาจากเพื่อนก่อนซื้อก็ได้ครับ เพราะเจ๊แกขายราคาเดียว แต่ถ้าชะล่าใจเกินไปก็จะอดได้ของฝากนะครับ หลังได้ของฝากติดมือกันเรียบร้อยก็ออกเดินทางเข้าสู่ที่พักที่ Yangji Ski Resort เพื่อพักผ่อน

ที่ห้องจะเป็นห้องสไตล์เกาหลีที่คล้ายกับห้องสไตล์ญี่ปุ่น ค่อนข้างหรูมากๆคือมีครัวให้สามารถทำกับข้าวได้มีห้องรับแขก และมีห้องนอนแยกต่างหาก ที่นอนจะมีหมอนและฟูกให้ปูบนเสื่อ หมอนจะมีกลิ่นหอมจากเปลือกข้าวที่ใช้ยัดในหมอนแทนนุ่น โดยในห้องจะไม่มีฮีตเตอร์หรือแอร์ให้ครับ เพราะที่พื้นห้องเค้าจะมีระบบฮีตเตอร์อยู่แล้ว ก็เลยนอนได้เลยครับ แต่อากาศไม่ถ่ายเทเลยต้องเปิดหน้าต่างให้ความเย็นเข้ามาซะหน่อย วันแรกเจอพิษความหนาวเข้าไปเลยหลับสนิทเลยครับ

มาถึงวันที่ 2 กันครับ ก็เริ่มตื่นกันตั้งแต่เช้าทานอาหารเช้าก่อนเตรียมตัวออกไปเล่นสกี การได้เล่นสกีสนุกมากๆครับ กลิ้งแล้วกลิ้งอีกไม่ค่อยเจ็บครับ ยกเว้นไปชนกับคนอื่นอันนี้ช่วยไม่ได้ครับ ใครที่ยังไม่เคยเล่นมาลองหัดเล่นกันดูนะครับ ถึงแม้ในที่สุดแล้วก็ยังเล่นไม่เป็นอยู่ก็ตาม ไม่แปลกหรอกครับ เล่นแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็พอได้ ส่วนมากแล้วที่มากันก็ตั้งใจเล่นไม่เยอะเท่าไหร่ครับ เน้นไปที่การถ่ายรูปเพราะว่าที่บ้านเราไม่มีให้เล่นนี่นาเลยต้องถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันให้เต็มที่ซักหน่อย

หลังผ่านประสบการณ์ครั้งแรกไปแล้ว ( เรื่องเล่นสกีนะครับ อย่าคิดไปไกล) ก็เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมไปหาอาหารกลางวันทานซึ่งเมนูถัดมาก็คือหมูย่างหรือพุลโกกิ ที่ใช้หมูชิ้นใหญ่ๆมาหมักซอสก่อนย่าง ถึงแม้จะอร่อย แต่ก็เลี่ยนอยู่ดีครับ ที่เกาหลีเนี่ยหลังจากเดินทางมาท่านจะเบื่อหมูไปเลยครับ ได้ทานกันทุกมื้อ เมื่อทานกันอิ่มแล้วก็มุ่งสู่เมืองซูอันโบ เยี่ยมชมหมู่บ้านเชินพุง ซึ่งเคยจมอยู่ในน้ำ แต่ในปัจจุบันได้ย้ายขึ้นมาไว้บนภูเขาเพื่อให้ได้เยี่ยมชมวัฒนธรรมของชาวเกาหลีโบราณว่ามีความเป็นอยู่กันอย่างไร

สุดท้ายก็ไม่รู้อยู่ดีครับ เพราะมันก็แนวๆหนังเกาหลีโบราณที่เราได้ชมกันมา เช่น คิมชูซอน เป็นต้น จากนั้นกิจกรรมถัดไปคือ การล่องเรือชมบรรยากาศของเทือกเขาของชาวเกาหลีที่ทะเลสาบซอนจู หลังจากได้ฟังประวัติศาสตร์ของทะเลสาบแห่งนี้แล้ว ก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อถ่ายภาพบรรยากาศของเทือกเขาท่ามกลางลมหนาวที่หนาวมากๆ ประมาณ 30 นาที ก่อนจะเดินทางไปทานอาหารเย็นด้วยอาหารสไตล์เดียวกับที่แล้วๆมา ก่อนจะเข้าพักที่โรงแรม Dangyang Daemyung ซึ่งเป็นห้องสไตล์เกาหลีเช่นเดียวกับคืนแรก แล้วก็หลับสบายเช่นเดียวกัน

วันที่ 3 วันนี้นอนตื่นสายไปหน่อยเลยต้องรีบทานอาหารเช้าแบบเร็วจัดในเวลา 10 นาที แทบติดคอ แต่ก็ยังขึ้นรถได้ทันสบายๆ วันนี้เรามุ่งหน้ากลับสู่โซล เมืองหลวงของเกาหลี เพื่อเยี่ยมชมทำเนียบประธานาธิบดี บลูเฮ้าส์ ต้องใช้คำว่านั่งรถผ่านซะมากกว่าเนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญ เจ้าหน้าที่จึงเข้มงวดเป็นพิเศษได้แค่นั่งรถผ่านเท่านั้นก่อนจะไปถ่ายรูปอนุสาวรีย์นกฟีนิกซ์ที่เป็นตัวแทนของทำเนียบ (สรุปว่าเยี่ยมชมอนุสาวรีย์แทนทำเนียบ ไม่รู้ว่าจะมีเปิดให้ชมแบบบ้านเราหรือเปล่า)

ต่อจากนั้นก็ถึงไฮไลต์ของทริปนี้นั่นก็คือ พระราชวังเคียงบ็อค ถ้าไม่ได้มาเยี่ยมชมที่นี่ก็คงไม่ได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมเกาหลีที่แท้จริง พระราชวังกว้างมากๆ ถ้าเดินทั้งวันคงได้แน่นอน แต่เรามีเวลาจำกัดแค่เดินได้รอบเล็กๆ ผ่านพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้เราทราบประวัติของชาวเกาหลี การดำรงชีวิต พลับพรากลางน้ำที่ตอนนี้เป็นน้ำแข็งไปแล้ว และส่วนต่างๆอีกพอสมควร น่าเสียดายที่มีเวลาน้อยไปหน่อย สัญญากับตัวเองไว้ว่าถ้าคราวหน้าจะแบ็คแพ็คไปเองจะใช้เวลาเพื่อซึมซับวัฒนธรรมและความสวยงามของพระราชวังมากกว่านี้ หลังจากออกจากพระราชวังก็ไปชิมอาหารประจำชาติเกาหลี นั่นคือ ไก่ตุ๋นโสม หรือ ซัมเกทัง อาหารชนิดนี้ทำโดยการยัดไส้ข้าว พุทรา และโสมเข้าไว้ในตัวไก่ที่มีขนาดพอเหมาะ ที่ร้านอาหารจะคัดไก่ที่ใช้เสิร์ฟ 1 คนต่อไก่ 1 ตัว รสชาติก็พอใช้ครับ กินไปแก้หนาวได้ดี ผสานกับโซจู หรือเหล้าเกาหลีที่เติมไปให้พอมีแอลกอฮอล์อุ่นๆ ให้ได้เมาดีจัง

พอทานเสร็จก็มาถึงไฮไลต์อีกอย่าง แต่ไม่ใช่ของเราครับของสาวๆต่างหากนั่นคือการไปช็อปปิ้งที่ตลาดทงแดมุน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ประตูเมืองทางทิศตะวันออก ที่สาวๆเล็งไว้ก็คงจะไม่พ้นเครื่องสำอางยี่ห้อดังทั้ง skin food, etude เข้าไปแย่งซื้อกันอย่างกับของฟรี แต่ราคาก็ถูกกว่าที่มีขายอยู่ในเมืองไทยมากจริงๆครับ พูดถึงประตูเมืองแล้วในวันที่เราไปประตูนัมแดมุนที่เป็นประตูเมืองทางทิศใต้และเก่าแก่ที่สุด พึ่งจะถูกวางเพลิงไปได้ไม่นานนักครับ ในเวลาที่สาวๆไปช็อปหนุ่มก็หาของกินที่ช่วยดับหนาวพร้อมกับมองสาวๆหมวยๆไปด้วยครับ แต่จะว่าไปก็ไม่ค่อยเห็นสาวน่ารักมากเท่าไหร่นัก ขนาดเค้าว่ากันว่าคนเกาหลีนิยมทำศัลยกรรมกันเยอะก็เถอะครับ

หลังช็อปปิ้ง (จนสาวๆพอใจ ตัวเบากันทั้งรถ) ก็มุ่งสู่ที่พัก โรงแรม Grand Hilton เป็นโรงแรมหรูมากครับ แต่อยู่บนเนินเขาด้วยครับ ตอนแรกก็กะว่าจะชวนเพื่อนๆไปย่ำราตรีที่อิเตวอน แต่เนื่องจากเรามาจำนวนเยอะเลยไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นๆเกิดพลัดหลงเลยตัดสินใจไม่ได้ไป แต่ไปเซเว่นอีเลฟเว่นหน้าโรงแรมแทน ได้สตรอเบอรี่หวานๆติดมือมาด้วย หลังจากอิ่มเสร็จไม่ต้องคิดมากครับก็หลับสนิท

ในที่สุดวันสุดท้ายก็มาถึง ต้องตื่นเช้าตามเคย วันนี้เราจะได้ไปดูงานถึง 3 แห่งด้วยกันครับ เริ่มด้วยที่แรกคือ ศูนย์โสมรัฐบาลเกาหลี ที่เกาหลีการผลิตโสมจะถูกผูกขาดโดยการรับซื้อของรัฐบาลเท่านั้น หากใครต้องการจะนำเข้าก็ต้องไปติดต่อที่ศูนย์เท่านั้น การปลูกโสมจะทำได้ในที่ๆมีแหล่งอาหารในดินอุดมสมบูรณ์เท่านั้น เพราะโสมจะดูดธาตุอาหารจากในดินปริมาณมาก ทำให้ปลูกได้น้อย และต้องมีการพักดินเพื่อให้คืนสภาพอีกระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปโสมจะสามารถปลูกได้เพียง 3 แหล่งเท่านั้นก็คือ เกาหลี อเมริกา และรัสเซีย แต่ที่เกาหลีนั้นมีชื่อและคุณสมบัติดีที่สุด ไปถึงก็ไม่ค่อยได้ดูงานเท่าไหร่ออกเป็นแนวซื้อสินค้าซะมากกว่า

แห่งที่ 2 ก็คือโรงงานพลอยสีม่วง Amethyst ก็จะมีหลายเกรดหลายราคา ส่วนมากก็เน้นไปที่การขายเช่นกัน เชื่อกันว่าถ้าใส่แล้วจะร่ำรวย (ก็ว่ากันไปถ้าใส่แล้วรวยจริง จะซื้อมาใส่แล้วนอนอยู่บ้านเลย ) ส่วนแห่งสุดท้ายก็คือพิพิธภัณฑ์คลองชองเกชอน ได้รู้ถึงความเป็นมาของการเกิดปัญหา และการปรับปรุงคลองชองเกชอนให้เป็นที่สำหรับพักผ่อนของชาวโซล ซึ่งควรนำมาใช้กับคลองต่างๆของบ้านเราที่เน่าเสียเช่นกัน แต่เราก็ไม่ได้สัมผัสว่าคลองชองเกชอนในปัจจุบันเป็นอย่างไร ครั้งหน้าเราต้องไปเดินสัมผัสของจริงให้ได้แน่นอน

จากการดูงานทั้ง 3 แห่งเรากลับไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการดูงานนัก เพราะรัฐบาลของเกาหลีเน้นไปที่การขายของมากกว่า เพราะทัวร์ต้องมาเยี่ยมชมในสถานที่ 2 แห่งแรกทุกทัวร์ ซึ่งแทบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก ยกเว้นการคำนวณค่าเงินวอนเป็นบาท และนอกจากนี้ทุกทัวร์จะถูกบังคับให้รับนักศึกษามาช่วยงานทัวร์ เพื่อขายรูปที่มาถ่ายให้ ลักษณะเป็นแบบกึ่งบังคับซื้อ เพราะคนไทยเป็นคนใจดีครับเลยขี้เกรงใจ ถึงแม้จะบอกว่าจะไม่ซื้อได้ก็ตาม แต่มีคนบอกว่าเป็นแบบนี้ทุกที่นะครับแม้กระทั่งเมืองไทย โดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบเลยครับ จะเห็นว่าผมเน้นเที่ยวเองแบบแบ็คแพ็คมากกว่า

หลังจากเยี่ยมชมทั้ง 3 แห่งแล้วก็ถึงมื้อกลางวัน อาหารวันนี้คือ พีบิมพับ ซึ่งเป็นข้าวปรุงรสด้วยหมู ผัก ซอสพริก และไข่แดงดิบ เมื่อทานเสร็จก็ไปคำนวณเงินกันต่อที่ตลาดเมียงดง ซึ่งเป็นถนนแฟชั่นของเกาหลี มีเสื้อผ้ามากมาย และร้านอาหารนานาชนิด ในการเดินทางครั้งนี้จะว่าไปเป็นสถานที่แรกที่หาโปสการ์ดแทบไม่ได้เลยครับ แต่ด้วยฝีมือก็เลยได้มาจนได้ ทุกท่านที่เดินทางเองไม่แน่ใจว่าหาได้ง่ายหรือเปล่าครับ

เมื่อหมดเงินตัวเบากันไปแล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งสู่เอาท์เลตเพื่อไปละลายเงินวอนที่เหลืออยู่ และทานข้าวเย็นเป็นราเมนญี่ปุ่นแบบง่ายๆ ไม่ค่อยอร่อยแต่ก็ประทังชีวิตได้ และเดินทางสู่สนามบินอินชอนเพื่อทางกลับสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณที่ติดตามครับ ดองไว้จะข้ามปีแล้วครับ ต่อไปจะมารีวิวฮ่องกงต่อครับ สงสัยต้องรอรีวิวหลังกลับมาจากมาเลเซียแน่ๆเลยครับ

เริ่มต้นรวมกลุ่มกันที่สนามบินครับ



อาหารบนเครื่องครับ เป็นเนื้อปลา รสชาติจืดๆครับ



หลังจากถึงเกาหลีก็เดินทางโดยรสบัสไปขึ้นเรือครับ



บรรยากาศขณะล่องเรือ มใรอเฟอร์รี่มากมายครับ



มีโรงงานอุตสาหกรรมมากมายครับ



ขอเท่ๆสไตล์เกาหลีซักรูปครับ



หลังขึ้นจากเรือก็แวะทานข้าวที่ร้านนี้เป็นมื้อแรกครับ



มื้อแรกเริ่มต้นด้วยหมูย่างเกาหลีครับ (เติมได้ไม่อั้น)



อันนี้ล่ะครับเมียกู (ไม่สุภาพนิดนึงนะครับ)



ที่ขาดไม่ได้ของเกาหลีก็คือผักดองครับ



บรรยากาศในโซล



อนุสาวรีย์ 100 ปีเกาหลี และสวนชายุ



รูปปั้นนายพลแมคอาเธอร์



และแล้วก็มาถึงสวนสนุกเอเวอร์แลนด์



บรรยากาศสวยๆ



ได้นั่งกระเช้าแบบที่เล่นสกีด้วยครับ



อันนี้เป็นส่วนของบ้านผีสิง เป็นปืนเลเซอร์ ดูสมจริงมากๆเลยครับเฉพาะหุ่นตัวนี้นะครับ



รูปนี้ก่อนเล่นสไลเดอร์ครับ



ต่อไปก็สไลเดอร์ลงมาแบบนี้ เล่นฟรีกี่รอบก็ได้



ขอเป็นซานต้าซักหน่อย



2 หนุ่มหล่อครับ



อันนี้ไปดูหนังสามมิติ สนุกดีครับ เหมือนที่ไปดิสนีย์แลบด์ฮ่องกงเลยครับ



ต้นไม้อธิษฐานครับ



สาวน้อยเกาหลีกับเหล่าการ์ตูน



มีการแสดงให้ชมด้วยครับ



ตัวนี้เจ๋งๆ



มีสิงโตสีชมพูด้วยครับ



อันนี้นางเอกครับ



ไม่รู้ว่าเป็นป้ายประจำตระกูลรึเปล่า



จากนั้นเราจะไปชมสัตว์หายาก ไลเกอร์ (สิงโต+เสือ) ที่นี่ครับ



นี่ล่ะครับไลเกอร์



ต่อมาก็เป็นเสือขาวครับ



และปิดท้ายด้วยหมี ตัวใหญ่มากๆครับ



บรรยากาศงามๆในสวนสนุก มีที่ให้ถ่ายภาพสวยๆเยอะมากครับ



บรรยากาศยามเย็น



ตอนเดินทางกลับออกมาครับ



มีนกสวยๆเพียบเลยครับ แต่สีกลมกลืนกับต้นไม้เชียว



หลังจากนั้นก็ไปรับประทานอาหารเย็น ร้อนๆ ช่วยแก้อากาศหนาวได้ดี



แล้วคืนแรกก็พักที่นี่ครับ



ป้ายห้องน้ำครับ สวยๆ



ต่อด้วยลานสกีที่จะได้เล่นตอนเช้า กลางคืนจริงๆเลยคร้าบ (มีคนเล่นอยู่ด้านบนด้วยครับ ฝีมือไม่ถึงขั้น กลิ้งอยู่ด้านล่างก็พอ หุๆ)



มาดูภายในห้องบ้างครับ เริ่มที่ห้องรับแขก หรูหราๆ



ซักรูปๆ ดูเหมือนเจ้าของบ้านใหญ่ๆ



ส่วนอันนี้ที่นอนครับ อยู่ในตู้ มีหมอนอยู่ด้านบน



มีครัวด้วยครับ



วิวบรรยากาศภูเขาด้านหลังโรงแรม มีแต่หิมะกับต้นไม้แห้งๆ



หิมะสวยๆบนต้นไม้ เพียบ



ขอเล่นสกีซักรูปนะคับ



เฮฮาบนกองหิมะ



กระเช้าสำหรับมืออาชีพ



ถังขยะของเค้ามีรีไซเคิลหลายๆแบบ



ท่านประธานรอทานคาลบี มื้อกลางวันแล้วครับ



วิธีทำ ก็นำเนื้อหมูชิ้นใหญ่ที่หมักแล้วมาย่างครับ



เมื่อสุกดังรูป ก็นำกรรไกรตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ อร่อยมาก + กลิ่นติดก็ติดทนมากครับ



ต่อไปก็ไปหมู่บ้านใต้น้ำเชินพุงครับ ด้านหน้าทางเข้า



ด้านนี้เป็นพระพุทธรูป



ประตูด้านใน



วิวสวยๆ ริมทะเลสาบ



สถาปัตยกรรมเกาหลีสวยๆ



แบบทั้งหลัง



ซักรูป....



ลายใต้หลังคา



บรรยากาศในมุมกว้าง



บ้านเรือนในสมัยก่อน



ทางเข้าบ้านครับ



ป้ายด้านหน้าซักรูป



กะว่าจะมาทำงานที่นี่แล้วครับ เป็นคนขับรถ หุๆ



รถยนต์และทะเบียนที่เกาหลีครับ



มาดูวิวในขณะล่องเรือกันครับ



มีธงประจำชาติติดอยู่ท้ายเรือด้วยครับ



ซักรูปกับสาวหมวย (พี่หมวยอ่ะแหละ 555)



แม่น้ำเป็นน้ำแข็งเลยครับ



วิวสะพานสวยๆ



อาหารมื้อเย็น สุกี้ครับ



โรงแรมที่พักในคืนที่ 2 ครับ



ด้านหน้าโรงแรมมีประดับไฟสวยๆแบบนี้



มีรูปเคโระ ที่เป็นการ์ตูนด้วยครับ



วันถัดไปก็ไปที่ทำการประธานาธิบดีบลูเฮ้าส์ เห็นแว๊บเดียว เห็นกลอง แทน



มีอนุสาวรีย์นกฟีนิกส์



แน่นอนต้องซักแช๊ะ



จากนั้นก็พระราชวังเคียงบ็อก รูปนี้เป็นรปป้ายเทพต่างๆ



แบบจำลองหลุมศพ



สวยๆ



อลังการงานสร้าง



ดูยังไงก็สวย



มุมนี้ซักรูปครับ



บนหลังคามีภาพวิวัฒนาการจากลิงเป็นคนด้วยครับ



มองไปทางไหนก็บรรยากาศดีจริงๆครับ



บรรยากาศทางเดิน



ทางเดินยาวๆๆๆๆๆ



กับพี่เก่ง (หยุดนะนี่โจรมุมตึก)



พระราชวังกลางน้ำ (แต่เป็นน้ำแข็งไปแล้ว)



วิวสวยๆกลางน้ำ ก็มีต้นไม้ขึ้นด้วยครับ



สถานที่จำลองร้านสมุนไพรสมัยก่อน



น่าจะเป็นตัวอักษรเริ่มแรกมั้งครับ จำมะได้ หุๆ



ข้าวของเครื่องใช้



ส่วนอันนี้เป็นนาฬิกาแดดครับ



ลายใต้หลังเห็นแล้วงามจริงๆอดไม่ได้ที่จะถ่าย (รูปนะจ๊ะ)



พระราชวังที่เป็นส่วนเฉพาะของผู้หญิง



เสาเป็นแนวยาว มิใช่สาว หุๆๆๆ กล้าเล่น



เครื่องลายคราม ไว้จุดธูป



ศิลปะงามๆ



ราวบันไดหิน



มีม้าด้วย



พระราชวังเคียงบ็อก มุมนี้มุมเด็ดสวยงามจริงๆครับ



แน่นอนว่าจุดสำคัญแบบนี้ต้องไม่พลาด



ป้ายด้านหน้าพระราชวัง



รูปนี้กะว่าถ้าดึงขึ้นมาแล้วพระราชวังจะหายไป 5555



ประตูทางออกครับ



เมื่อหันหลังกลับไปดู



สภาพท้องถนนในกรุงโซล



ตึกแปลกๆ



อีกซักรูป



จากนั้นก็ไปช็อปปิ้งที่ตลาดททงแดมุน มี 3 ตึกหลัก คือ doota



ต่อมาก็ Apm



อีกตึกจำมะได้ อ่านเอาเองนะครับ



แล้วก็ไปพักที่โรงแรม Grand Hilton



ห้องนอนครับ



ห้องน้ำ



บรรยากาศภายในโรงแรม



วันสุดท้ายก็แวะไปศูนย์โสมของรัฐบาลเกาหลี กินจนปัจจุบันยังไม่หมดเลยครับ



จากนั้นก็ศูนย์พลอยอะเมทิส เพื่อละลายเงินวอน



กินไก่ตุ๋นโสมเป็นมื้อกลางวัน



ต่อจากนั้นไปดูงานที่พิพิธภัณฑ์คลองชองเกชอน



แบบจำลองสลัมบริเวณริมคลองสมัยก่อน



อันนี้จำลองแบบของจริง แต่มีอยู่หลังเดียว 55555



อันนี้สภาพปัจจุบันครับ



จากนั้นก็ไปทานหมูกันต่อ เอียนหมูมากๆครับ



เจ๊หมวยกับตู้เอทีเอ็มของเกาหลีครับ



ก่อนช็อปสั่งลาที่ตลาดเมียงดง



ปิดท้ายด้วยรถตำรวจยามเย็น



ขอบคุณที่ติดตามเช่นเคยครับ ไว้พบกัน กับการท่องเที่ยวคราวหน้าครับ




 

Create Date : 12 เมษายน 2551    
Last Update : 11 มกราคม 2552 4:52:48 น.
Counter : 1078 Pageviews.  


jiwyeefun
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฟังเพลง
Friends' blogs
[Add jiwyeefun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.