เวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่เวลาที่ใช้อ่านหนังสือสามารถให้สิ่งที่มีค่ากว่าเงินทองแก่เราได้
Group Blog
 
All Blogs
 

มหกรรมภาษาและวัฒนธรรม : สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) (บอกเล่างานน่าสนใจ)

ไม่ได้อัพบล็อกมาร่วมเดือน เพราะตัวเป็นขน (- -")
พยายามเรียกความกระตือฯ กลับมาอีกครั้งด้วยบล็อกแจ้งข่าวงานน่าสนใจสำหรับคนที่สนใจภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลีค่ะ

พอดีแวะไปแถวเว็บโรงเรียนสอนภาษาของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญึ่ปุ่น) มา เลยได้ข่าวมาบอกค่ะ
//www.tpa.or.th/slc/

ชื่องาน "มหกรรมภาษาและวัฒนธรรม"

รายละเอียดงานดูได้ที่นี่ค่ะ



มีกิจกรรมน่าสนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน เกาหลี มากมายค่ะ เช่น พิธีชงชา จัดดอกไม้ ชิมขนมเกาหลี เรียนภาษาจีนจากเพลง ทดลองทำข้าวห่อสาหร่าย ทดลองใส่ชุดฮันบก ชุดยูคาตะ พู่กันจีน พับกระดาษแบบญี่ปุ่น ฯลฯ กิจกรรมไทย ๆ ก็เห็นว่ามีด้วยนะคะ ^^

มีงานวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม คือวันเสาร์ที่จะถึงนี้
เวลา 9.00-16.00 น. ค่ะ

สถานที่ คือ ที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ซ. สุขุมวิท 29
BTS อโศก หรือ พร้อมพงษ์ (ซอยนี้อยู่ตรงกลางค่ะ) หรือ MRT ใต้ดิน ก็สถานีสุขุมวิทค่ะ


ช่วงนี้อ่านแต่หนังสือแนวบริหาร/เศรษฐศาสตร์ เอาไว้จะหยิบเล่มที่น่าสนใจและอ่านสนุกมาเล่าสู่กันฟังภายหลังค่ะ ^^"




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2551 12:44:08 น.
Counter : 445 Pageviews.  

30 วัน เล่ม 3 เปิดโลกหนังสือ : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา




30 วัน เล่ม 3 : เปิดโลกหนังสือ openbooks & open world

โดย : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ราคา 165.00 บาท
พิมพ์ครั้งแรก: ตุลาคม 2550

รายละเอียด: ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ วงการสิ่งพิมพ์ไทยเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงอย่างสูง หนังสือพิมพ์รายวันถูกท้าทายจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ และความผันผวนของโฆษณาตามการแกว่งไกวของภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นิตยสารไทยถูกท้าทายจากการไหลบ่าเข้าสู่ประเทศของนิตยสารหัวนอก สำนักพิมพ์ขนาดกลางและเล็กถูกท้าทายจากสำนักพิมพ์ใหญ่และสำนักพิมพ์หน้าใหม่ที่โหมพิมพ์หนังสือกระแสลงสู่แผง จนที่วางอันน้อยนิดของร้านหนังสือไทยได้ถูกแย่งชิงไปโดยหนังสือวัยหวาน กลายเป็นปัญหาต่อเนื่องถึงวงการวรรณกรรมและวงการหนังสือสาระ ที่ยอดขายตกลงอย่างน่าใจหาย จนยากจะหาสำนักพิมพ์ไหนกล้ารับพิมพ์งานให้นักเขียนหน้าใหม่หรืองานที่เสี่ยงภัยต่อยอดขาย

ทั้งนี้ ชั่วโมงการอ่านและร้านหนังสือในประเทศหาได้ลดจำนวนลง หากแต่การเพิ่มขึ้นของร้านเครือข่ายขนาดใหญ่และการล้มหายตายจากของร้านหนังสือขนาดเล็ก ได้ทำให้รูปแบบการวางและการกระจายหนังสือเป็นไปในลักษณะที่ส่งเสริมกระแสให้รุนแรงยิ่งขึ้น ทางออกของผู้ผลิตหนังสืออิสระทั้งหลายจึงต้องมุ่งไปที่การพบผู้อ่านโดยตรงในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งจำหน่ายหนังสือให้กับผู้อ่านในราคาลดจากปกมากกว่าร้านหนังสือ

นับเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงร้านค้าขนาดเล็กพร้อมสวดศพให้เสร็จสรรพเมื่อทุกคนหอบหนังสือกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมใจ หากแต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ในโลงนั้นคงต้องบรรจุศพของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและขนาดกลางลงไปด้วย

ในที่สุดประเทศไทยคงเต็มไปด้วยซากศพของผู้ผลิตสินค้าทางปัญญาที่ลาตายกันเกลื่อนกลาด ในขณะที่ผู้ผลิตสินค้าตอบสนองต่อตลาดกวาดเอาทรัพยากรอันจำกัดเข้ากระเป๋าไปอย่างสุขสม พร้อมด้วยคำสรรเสริญจากผู้คนในวงการด้วยเอามาตรฐานด้านกำไรสูงสุดเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญประการเดียว

สภาวะเช่นนี้ทำให้นักเขียน สำนักพิมพ์ ร้านหนังสืออิสระจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในความรันทดหดหู่ ด้วยมองไม่เห็นทางรอดออกจากวงจรอุบาทว์เหล่านี้ อันเป็นสภาวะทางอารมณ์เดียวกับที่เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อทอดสายตามองไปยังการเมืองไทยที่เลวร้ายหนักหนากว่าหลายเท่า

เมื่อเกิดปัญหา เรามักจะพร่ำบ่นถึงความโชคร้ายและชะตากรรมของตนเอง โดยลืมมองไปว่า ปัญหาที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นหาใช่เรื่องใหม่ หากแม้สังคมที่ก้าวหน้าและมีความเข้มแข็งทางปัญญาก็ยังต้องประสบพบผ่าน

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นแล้วในประเทศอังกฤษ

และอังกฤษผู้เป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมการพิมพ์โลก ก็กำลังปรับตัวอย่างยิ่งยวดเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น


หนังสือ 30 วัน เล่ม 3 นี้ พาท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สนใจสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม และร้านหนังสือ เข้าสู่อุตสาหกรรมการพิมพ์ของประเทศอังกฤษด้วยการสรุปรวบยอดประวัติศาสตร์การพิมพ์ การจัดจำหน่าย การสร้างร้านขายหนังสือ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมทั้งกิจการสำนักพิมพ์อันหลากหลาย มาให้ผู้อ่านเห็นภาพอย่างใกล้ชิด ผ่านการเดินทางสองครั้งหลังสุดของผู้เขียน คือเมื่อปี 2005 และ 2007 ภายใต้โครงการ International Young Publisher of The Year โดยการสนับสนุนอย่างดียิ่งของบริติช เคาน์ซิล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และบริติช เคาน์ซิล กรุงเทพมหานคร ขอขอบคุณในไมตรีจิตและมิตรภาพที่ทั้งสองหน่วยงานขององค์กรแห่งนี้มอบให้ จนมีโอกาสได้ถ่ายทอดประสบการณ์เผยแพร่สู่ผู้อ่าน

หนังสือเล่มนี้ แม้จะกระท่อนกระแท่นไปบ้าง ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลา ที่ไม่อนุญาตให้คนเขียนหนังสือไทยจดจ่อกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องประกอบกิจอันหลากหลายในระหว่างทำงานเขียนไปด้วย หากแต่คงพอช่วยให้ท่านผู้อ่านเห็นปัญหา การรับมือแก้ไข การปรับตัวเข้าสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ของผู้ประกอบการในประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและปัจจุบันยังทรงอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมอย่างยิ่งต่อชาวโลกได้

และถ้ามองออกไปให้ไกลจากวงการสิ่งพิมพ์ ภูมิปัญญาใหม่สำหรับรับมือและแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในทุกๆ มิติของโลกนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องถูกพิจารณา ขบคิด และตัดสินใจอย่างจริงจัง เพื่อโลกในวันข้างหน้าจะเป็นโลกที่ทุกคนปรารถนา หาใช่โลกแห่งจินตนาการที่มีอยู่เพียงในหน้ากระดาษของวรรณกรรมชั้นเยี่ยม ซึ่งถูกซุกไว้ในห้องเก็บหนังสือหลังร้าน รอวันให้นักอ่านหลงทางมาเปิดพบเมื่อโลกประสบหายนะถึงที่สุดแล้ว

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ตุลาคม 2550

รายละเอียดจากเว็บของสำนักพิมพ์ค่ะ
//www.onopenbooks.com/product.detail_0_th_1282710

-------------------------------------------------------------------------
ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน
เล่มนี้ซื้อมาตั้งแต่ ต้นปีค่ะ แต่กว่าจะอ่านจบก็คือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
พักหลัง ๆ รู้สึกว่าจะนิสัยเสียเกินไปแล้ว ดองหนังสือนานขนาดนี้

เล่มนี้เป็นหนังสือที่สไตล์จะกึ่ง ๆ ท่องเที่ยว สอดแทรกด้วยประเด็นหลัก ๆ ที่เล่าในเล่ม คือ ประวัติศาสตร์ย่นย่อของวงการสิ่งพิมพ์อังกฤษค่ะ ตั้งแต่เรื่องของการพิมพ์สมัยแรก ๆ สำนักพิมพ์ หนังสือพิมพ์ แล้วก็เรื่องของร้านหนังสือ รวมทั้งการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ถาโถมเข้าใส่วงการนี้ ตั้งแต่สื่อดิจิตอล (ในขณะที่ราคากระดาษสูงเอา ๆ ) ไปจนถึงร้านหนังสือเครือข่าย และธุรกิจค้าปลีกขนาดยักษ์ที่เข้ามากินรวบทั้งร้านหนังสืออิสระและร้านหนังสือเครือข่ายอีกที

อ่านแล้วรู้สึกชอบมาก ได้เปิดหูเปิดตา เหมือนสโลแกนประจำเล่มเลยค่ะ openbooks & open world

อ่านแล้วรู้สึกรักหนังสือ (ที่เป็นกระดาษ) ขึ้นอีกมากเลย นี่ถ้าหลาย ๆ คนแถวนี้ (รวม จขบ. ด้วย) เกิดเมื่อสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องพิมพ์ ชีวิตคงอับเฉาเอามาก ๆ



ป.ล. ในที่สุดพรุ่งนี้ อันเป็นวันที่ จขบ. ไม่เคยรอคอยก็มาถึงค่ะ

ป.ล. 2 - ช่วงนี้แทบไม่ได้อ่านอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีเรื่องเกมพลิกโลก อ่านจบแล้ว แต่อยากอ่านซ้ำอีก เหมือนยังไม่เข้าถึงพอจะเอามาเล่าสู่กันฟังค่ะ




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2551    
Last Update : 3 มิถุนายน 2551 12:42:38 น.
Counter : 510 Pageviews.  

The Edge Chronicles : Paul Stewart & Chris Riddell (ฉบับแปล)

The Edge Chronicles

โดย : Paul Stewart และ Chris Riddell


เท้าความ

ช่วงนี้ซื้อหนังสือบ่อยขึ้น แต่อ่านหนังสือน้อยลง เศร้ามาก เริ่มรู้สึกเอื่อย ๆ เนื่องจากนาน ๆ ทีจะเจอหนังสือที่ถูกจริตสักเรื่องหนึ่ง และแน่นอนค่ะที่เมื่ออ่านหนังสือน้อยลง ระยะนี้เลยไม่ค่อยมีเรื่องเล่าถึงหนังสือเท่าไหร่ (แต่กองดองจากงานหนังสือยังอยู่ดีเป็นตั้งเหมือนเดิม - -")

แต่ก็มีหนังสืออยู่ซีรีส์หนึ่งเหมือนกันที่ทำให้เกิดรู้สึกคิดถึงขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่อ่านไปเมื่อนานมากแล้ว (เพียงแต่ยังอ่านไม่จบซีรีส์) และความไม่เหมือนใครของหนังสือชุดนี้ที่ทำให้ยังคงจำความรู้สึกตอนที่อ่านได้มาจนทุกวันนี้ (ประมาณเกือบ 4 ปีแล้ว)

ก็เลยเกิดความอยากได้ไว้ในครอบครองขึ้นมา (เพราะเมื่อก่อนยืมห้องสมุดอ่าน) แล้วเมื่ออยากได้ ก็เลยไปตามหาเวอร์ชันภาษาอังกฤษตามร้านเอเชียบุ๊ค+คิโนะฯ

ปรากฏว่าเจอแล้วค่ะเอดิชันปกแข็งที่อยากได้ แต่ว่ามันแพงเลยต้องเก็บเงินสักพักก่อน และได้พบความจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย นั่นคือ ที่บาร์โค้ดของหนังสือชุดนี้ฉบับอังกฤษ มันเขียนไว้ว่า สำหรับ 9-13 ปี !!!!!!! (ไม่น่าเชื่อเลย - -")

วรรณกรรมเยาวชนชุดนี้คือ The Edge Chronicles ค่ะ

เล่ม 1


เล่ม 2


เล่ม 3


เล่ม4


เล่ม5


เป็นรูปปกที่หาได้จากเว็บเพิร์ลพับลิชชิ่ง เจ้าของลิขสิทธิ์ภาษาไทย กับเว็บนอกผสม ๆ กันค่ะ

จขบ. เคยอ่านซีรีส์นี้ไป 3 ภาค ในภาษาไทย คือ
1. ดีพวู้ดส์ ป่ามหัศจรรย์ (Beyond the Deepwoods)
2. นาวาล่าวายุ (Stormchaser)
3. มหัตภัยเหนือแซ็งตาแฟรกซ์ (Midnight Over Sanctaphrax)

แต่ในภาษาไทย จริง ๆ แล้ว มีแปลออกมาอีก 2 ภาค คือ
คำสาปโกลมโกลเซอร์ (The Curse of the Gloamglozer) และ
สลัดอากาศคนสุดท้าย (The Last of the Sky Pirates)

ชื่งคงจะตีพิมพ์ตามลำดับการเขียน แต่ถ้าเรียงลำดับตามเวลาที่เกิดขึ้นในเรื่องแล้ว
โครงสร้างของเรื่องนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ยุคค่ะ
1. Quint Saga
2. Twig Saga
3. Rook Saga

แล้ว 3 ภาคแรกที่พิมพ์ และเป็น 3 ภาคที่จขบ.ได้อ่าน เป็นยุคของ Twig Saga หริอการผจญภัยของทวิกนั่นเองค่ะ

ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ คุณ Quint หมายถึง ควินทิเนียสซึงเป็นพ่อของทวิกค่ะ (The Curse of the Gloamglozer คือ ภาคที่เป็นเรื่องของคุณควินฯ)

ส่วนตารุกเนี่ย จขบ. ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นอะไรกับ 2 คนแรก เพราะยังไมได้อ่านค่ะ (เรื่องของรุกคือภาค The Last of the Sky Pirates)

----------------------------------------------------------------------------------
ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน

เรื่องนี้ (เริ่มขี้เกียจพิมพ์ชื่อ) เป็นวรรณกรรมแฟนตาซีที่มีจุดเด่นในเรื่องจินตนาการมากค่ะ ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยเผ่าพันธุ์ประหลาด ๆ และจขบ. ก็หลงรักในความประหลาดนั้นมาก ๆ เลยค่ะ ถึงบางเผ่าจะอ่านและดูรูปประกอบแล้วรู้สึกหลอนเกล้าพิลึกก็เถอะ จินตนาการของคนเขียนช่างบรรเจิดสุดขีดจริง ๆ ค่ะ

และที่บอกว่าตกใจที่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเด็ก อายุ 9-13 ก็เพราะเรื่องนี้มันมืดมน + โชกเลือดใช่ย่อย อ่าน ๆ ไป เจอคน (หรือตัวละครที่ไม่ใช่คน) ตายตลอดเวลา แล้วไม่ใช่เฉพาะฝ่ายตรงข้ามของพระเอกเท่านั้นที่ตายนะคะ

แต่ความตายมันมาแบบทำให้ จขบ. อึ้ง คนที่ไม่น่าจะตาย ก็ตาย แถมตายแบบด้วยสาเหตุที่จะว่ามีเหตุผลก็ได้ หรือจะว่ามันไม่มีเหตุผล แค่ตายไปตามความน่าจะเป็น ตายเพราะอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายที่สมควรจะตาย เหมือนจะบอกว่าในชีวิตจรืงไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีใครขี่ม้าขาวมาช่วยโดยความบังเอิญ อะไรทำนองนั้น แม้แต่ตัวประกอบก็ตายแบบทำให้ จขบ. รู้สึกสะอึกได้ มันจริงมากจนแทนที่น่ากลัว จขบ. กลับแค่หดหู่ แค่หดหู่เอามาก ๆ เท่านั้นเอง

มานั่งนึกดูอีกที จขบ. อาจคิดมากไป คนอื่นที่อ่านอาจไม่รู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ๆ คงไม่รู้สึกอะไรมาก แต่สำหรับ จขบ. แล้วมันเป็นความรู้สึกที่สุดจะบรรยายค่ะ

นอกจากความมีเอกลักษณ์ในด้านการตายของตัวละครแล้ว การเดินเรื่องและเหตุการณ์ในเรื่องก็สนุกสนานดีค่ะ ไม่ได้ราบเรียบเป็นเส้นตรง แต่มันจะมีอะไรให้เราได้ลุ้นและแปลกใจเป็นระยะ แล้วพอย้อนกลับไปช่วงต้น ๆ จะพบว่ามันมีคำใบ้ที่เชื่อมมาโยงกับเหตุการณ์ที่เฉลยในตอนท้ายด้วย

ส่วนตัวละครก็แปลกดีค่ะ คือ มันมีทั้งพัฒนาการของตัวเอกจากเด็กไปเป็นผู้กล้า เอ๊ย...ผู้ใหญ่ด้วย และตัวเอกก็ดูเป็นทั้งคนธรรมดาและดูไม่ธรรมดาไปด้วย และบางคนก็ดูแล้วเหมือนจะมีปมอะไรซ่อนอยู่ในตัวอีก แถมปมบางเรื่องก็ไม่เปิดเผยสักที อาจต้องรอจนอ่านจนจบทั้ง 3 ชุดค่ะ ถึงจะสามารถเชื่อมโยงได้

โดยสรุปก็คือ มันเป็นวรรณกรรมแฟนตาซีวัยรุ่นที่สนุกมาก ๆ สำหรับ จขบ. ค่ะ แม้ว่าตอนที่อ่าน อายุจะมากกว่าช่วงวัยกลุ่มเป้าหมายของหนังสือมากกกพอควรก็ตาม
(แต่สำนวนแปลอาจจะค่อนข้างรวบรัดอยู่บ้างนะคะ)

เล่าถึงเรื่องนี้แล้วก็ชักอยากไปหามาอ่านต่อค่ะ







 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 14 พฤษภาคม 2551 12:49:13 น.
Counter : 1295 Pageviews.  

Dragon Delivery เล่ม 3 : พัณณิดา ภูมิวัฒน์



ชื่อ : Dragon Delivery เล่ม 3
ISBN : 978-974-8466-55-2
ชื่อผู้แต่ง : พัณณิดา ภูมิวัฒน์
ราคาปกติ : 140
ราคาสมาชิก : 119
เรื่องย่อ
ร้านเอซานมีกำไรเป็นครั้งแรกแล้ว!

แต่เสียใจด้วย โซลโทก็ยังคงประสบปัญหาแบบเทกระจาดสาดไม่เลี้ยงเหมือนเดิม ตั้งแต่ที่ปรึกษาตัวดีหนีออจากร้านดื้อ ๆ ท่ายชายจอมแสบแห่งสมาคมนักขี่มังกรเข้มาตรวจสอบกิจการ ปีศาจร้ายแห่งทะเลสาบซีเลปราฏกาย แถมพกด้วยผู้ช่วยประจำร้านผู้แสนจะธรรมดา ก็ชักจะไม่ธรรมดาหนักขึ้นทุกที

ที่มาข้อมูลจากเว็บ สนพ. สถาพร ค่ะ
-----------------------------------------------------------------------------
เท้าความหลัง

จากDragon Delivery 2 "กี๊ซซ..ก๊าซซ" (สำเนียงมังกรแปลว่า กรี๊ด..กร๊าด.)ค่ะ
คงไม่ต้องเท้ามากแล้ว สำหรับเล่มนี้ เพราะคิดว่าหลาย ๆ คน คงรู้สรรพคุณดี
--------------------------------------------------------------------------

ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน


เล่มนี้พึ่งอ่านจบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ หลังจากที่พยายามละเลียดอ่านสุดชีวิตค่ะ แต่กลายเป็นว่าการทิ้งช่วงอ่านเอากลางเล่มไปเพราะงานสุม ทำให้อารมณ์ตอนอ่านมันต่อไม่ค่อยติดเสียอย่างนั้น

เล่มนี้ยังคงอรรถรสแห่งความเฮฮาแอบแฝงด้วยข้อคิดไว้อยู่เช่นเคย และยังคงผลิตตัวละครอันมีเสน่ห์อย่างประหลาด!? ออกมาอีกเรื่อย ๆ รวมทั้งประเด็นอะไรต่อมิอะไรที่ซ่อนอยู่เริ่มโผล่พ้นน้ำ (เนื่องจากเกี่ยวกับรูเซลคา) มาเยอะกว่าเล่มก่อน ๆ มากค่ะ

แม้กระทั่งประเด็นหวาน ๆ ที่ถ้าใครได้อ่านฉบับที่ผู้เขียนเคยลงในถนนนักเขียนมาก่อนอาจจะจำได้ว่า เอ๊ะ... มีอะไรเพิ่มนี่ แต่ จขบ. คิดว่าเพิ่มน่ะดีแล้ว เพราะจำได้ว่ามีผู้อ่านคนหนึ่งเคยแซวไว้ว่า ถ้าหากไม่เพิ่มตรงนี้ มีหวังเรื่องนี้คงยาวเป็น 10 เล่ม กว่าโซลมันจะรู้ตัว (ขออภัยค่ะที่จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนกล่าวไว้) ซึ่ง จขบ. เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ และขอเสริมด้วยว่าถ้าเล่มนี้ไม่เป็นอย่างนี้ เทย์มันคงปากแข็งไปจนเล่ม 20 กว่า ๆ

เรื่องที่ทำให้ จขบ. อยากรู้ที่สุดตอนนี้คือเรื่องของลุงเจค่ะ ใจนึงก็นึกอยากให้ลุงเจมีปานแสดงชาติกำเนิด เวลาเจ้าคุณปู่มาตามหาจะได้แฮปปี้เอนดิ้ง

และพออ่านเล่มนี้แล้วคิดถึงเล่ม 2 เลยหยิบมาอ่าน อ่านแล้วพบว่า จขบ. ชอบเจ้าหญิงโมราจริง ๆ เลย

ตัวขโมยซีนประจำเล่มนี้ ---------------> ริอัล (หุหุ)

มุขที่ชอบที่สุดในเรื่อง -----------------> ฉากตอนก่อนหน้าสุดท้ายของเล่มหน้านึง ถ้าอยากรู้ว่าอะไรลองไปเปิดดูค่ะ

อื่น ๆ ----------> ถ้าคุณชอบอ่านแฟนตาซี แล้วยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ ขอบอกแค่ว่า "อ่านเถอะค่ะ" เพราะสรรพคุณของเล่มนี้ ต้องอ่านเท่านั้นคุณจึงจะสัมผัสได้ (เหมือนสโลแกนโฆษณาของหรู ๆ สักอย่างเลย ) แล้วที่สำคัญอย่าลืมไปหาเล่ม 1-2 มาอ่านด้วยนะคะ




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2551 12:51:56 น.
Counter : 564 Pageviews.  

พระราชาชาวนา (Farmer Giles of Ham) : J. R. R. Tolkien



พระราชาชาวนา (Farmer Giles of Ham)

โดย: เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน / ฤดูร้อน / จิตราภรณ์ วนัสพงศ์
สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน
พิมพ์ครั้งที่: 1
หมวดหนังสือ: วรรณกรรมเยาวชน
ราคา: 100 บาท
ISBN: 9789749804957
ปก: อ่อน
จำนวนหน้า: 119 หน้า
รายละเอียด:
ผลงานชื่อดังของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน

การผจญภัยแสนสนุกมหัศจรรย์ของชาวนาไจลส์ ลอร์ดแห่งเทม เคานท์แห่งเวอร์มิงฮอลล์ และพระราชาแห่งลิตเติลคิงดอม ซึ่งเขียนโดยใช้ภาษาปาก เหมือนเล่านิทานให้ฟังโดยตรง เพียงแต่เป็นนิทานที่ช่างยั่วล้อ ประชดประชัน เสียดสี และเต็มไปด้วยอารมร์ขัน ชนิดที่ผู้ใหญ่อาจจะหัวเราะได้แบบผู้ใหญ่ แต่ขณะเดียวกันเด็กๆ ก็จะฟังได้สนุกและตื่นเต้นแบบเด็กๆ

ที่มาของภาพและข้อมูล เว็บ สนพ. อมรินทร์ค่ะ

------------------------------------------------------------------------
ความรู้สึกหลังจากทีได้อ่าน

พึ่งอ่านจบเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาค่ะ เป็นหนังสือเล่มล่าสุดเลยที่อ่านจบ ทั้ง ๆ ที่ดองไว้นานหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่เดือน ต.ค. 50 ก็ร่วมครึ่งปีแล้วล่ะค่ะ

ที่ซื้อมาเพราะอยากรู้ว่าผลงานอื่น ๆ ของปู่โทลคีนนอกจากลอร์ดฯ แล้วจะเป็นยังไงบ้างนั่นเอง แต่ว่าเรื่องนี้ก็อยู่ในลิสต์ที่อยากได้อยู่นานเป็นปีกว่าจะได้ซื้อจริง ๆ (หนูขอโทษค่ะปู่)

หลังจากอ่านจบรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างล้อเลียนขนบตำนานได้เฮฮาดี อ่านสนุกแบบนิทานแต่ก็อดขำไม่ได้ เพราะมุกล้อตำนานที่อยู่ในเรื่อง ตั้งแต่ยักษ์ที่บรรยายไว้ว่าตัวใหญ่โตมโหฬาร ดูเหมือนจะน่ากลัว แต่ดันซุ่มซ่ามแถมหูตึงและตาเซ่อด้วย มังกรผู้สืบเชื้อสายโบราณและสูงส่งที่เจ้าเล่ห์แต่กล้าหาญ (น้อยหน่อย) สุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของและ (เหมือนจะ) กล้าหาญ พระราชาที่เหมือนจะมีอำนาจแต่ดันมีปัญหาด้านการคลัง (ถ้าในเรื่องจะเล่นมุก ปู่คงวงเล็บว่าหรือภาษาชาวบ้านว่า...จน) และเซ่อแบบไม่รู้ตัว - -" ไปจนถึงวีรบุรุษชาวนาที่ได้ดาบวิเศษมาแบบงง ๆ ชนิดที่คนให้ก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าให้ของดีมา (แต่ถ้ารู้ว่าดาบที่ว่าเป็นของดีคงไม่ให้แน่ ๆ )

แค่อ่านชื่อตัวละครก็ขำแล้วค่ะ เพราะปู่เล่นตั้งชื่อตัวละครที่เป็นชาวบ้านชนบ๊ท...ชนบท เป็นภาษาละตินยาวเหยียด แล้วก็บอกว่าขอเรียกเป็นภาษาชาวบ้านแทนเอากลางอากาศในเรื่องเลย

สรุปว่าเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่อ่านเล่น ๆ แล้วเหมือนจะพาผู้ใหญ่ย้อนนึกกลับไปถึงวัยที่ยังชอบฟังนิทานอยู่ได้ค่ะ แม้ว่าอ่านแล้วจะรู้สึกถึงมุกเสียดสีที่อยู่ในเรื่องได้ชัดแจ๋วก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าให้อารมณ์ต่างจากลอร์ดฯ อย่างสิ้นเชิงค่ะ เล่มนี้พอจะอ่านให้หลานฟังก่อนนอนได้ แต่ลอร์ดฯ นี่ถ้าขืนอ่านให้เด็กฟัง คนอ่านอาจจะหลับก่อนคนฟังก็ได้ (แต่ จขบ. รับรองค่ะว่าตัวเองไม่เคยหลับก่อนอ่านลอร์ดจบ)


ช่วงนี้กำลังอยู่ในโหมดคลั่งนิทานค่ะ บล็อกหน้าคงเป็นนิทานพ่อมด แต่รู้สึกว่าจะมีนิทานอยู่ในครอบครองแค่นั้นเองค่ะ หลังจากนั้นอาจเป็นอะไรที่พลิก 180 องศา ไปกว่านั้น





 

Create Date : 29 เมษายน 2551    
Last Update : 29 เมษายน 2551 12:59:05 น.
Counter : 887 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

จินตานุภาพ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Imagination is more important than knowledge
Friends' blogs
[Add จินตานุภาพ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.