เวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่เวลาที่ใช้อ่านหนังสือสามารถให้สิ่งที่มีค่ากว่าเงินทองแก่เราได้
Group Blog
 
All Blogs
 

ปล่อยให้ปีกของหัวใจโบยบิน (ความเรียง)



คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า ถ้าเดินทางไปจนถึงสุดปลายฟ้า เราจะได้พบกับอะไร

ทุ่งดอกหญ้าทอดยาวขนานเคียงไปตามสองข้างถนน สายลมเย็นที่พัดพลิ้วผ่านนำพาความสดชื่นมาแทนที่ความเหนื่อยล้า ท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนสีไปตามแต่ละช่วงเวลาของวัน ทั้งสีม่วงสดใสและชมพูอ่อนหวานในรุ่งอรุณของวันใหม่ เที่ยงวันที่แดดจัดจ้าจนฟ้าเป็นสีครามสดแตะแต้มด้วยเมฆขาว สีทองยามเย็นที่ตะวันใกล้สัมผัสกับขอบฟ้าและแผ่นดิน ค่ำคืนที่ดาวพราวพร่างเหมือนเกล็ดเพชรบนกำมะหยี่สีดำเพราะไร้แสงไฟกลบบัง ดอกไม้บานที่ต่างสีไปตามฤดูกาล ภูเขาสูงเสียดฟ้า ทะเลกว้างไกลสุดสายตา

คนขับรถที่มีน้ำใจรับเราร่วมทางไปด้วย ร้านอาหารริมทางที่เราแวะพัก วิถีชีวิตของผู้คนที่อาจต่างไปจากที่เราเคยพบเห็น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่เราพบระหว่างทาง วัฒนธรรมประเพณีที่ไม่เคยรู้จัก สถานที่ที่ไม่เคยไปเยือน

หรือสิ่งที่เราได้พบอาจจะเป็นเพียงแค่... ความผูกพันของตัวเราเองที่มีต่อรองเท้าผ้าใบคู่เก่าแต่เคียงข้างเรามาตลอด เป้สะพายหลังที่เป็นเพื่อนร่วมทางพร้อมจะไปกับเราได้ทุกที่เสมอ กล้องถ่ายรูปที่ทำให้เราได้เห็นโลกในมุมที่แตกต่างไปแต่งดงามขึ้น โปสต์การ์ดที่แทนความคิดถึงของเราไปถึงคนที่เรารัก ปากกากับสมุดที่เราใช้บันทึกความทรงจำอันมีค่าที่เราได้จากการเดินทาง

แต่ในความเป็นจริง คนที่แทบไม่เคยเดินทางอย่างฉันก็ยังไม่อาจหาคำตอบให้คำถามนี้ได้ หลายครั้งที่ฉันหลับตาลงแล้วจินตนาการถึงการเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกล บ่อยครั้งที่ใจฉันเฝ้าใฝ่ฝันถึงการได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ระหว่างเส้นทางที่ผ่าน แต่ทุกครั้งฉันกลับเลือกที่จะรับประสบการณ์จากการถ่ายทอดของผู้ที่ได้ก้าวไปบนทางสายนั้นมาแล้วผ่านทางสารคดี หรือนิตยสารท่องเที่ยว แทนที่จะออกไปแสวงหาด้วยตัวเอง

ฉันเคยได้ยินใครหลายคนกล่าวถึงการเดินทาง ว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่นำพาเราไปค้นพบสิ่งใหม่ ความคิดใหม่ มุมมองใหม่ หรือแม้แต่อาจนำพาไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือการค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเราเอง

บ่อยครั้งที่หัวใจฉันร่ำร้องที่จะไปให้ถึงปลายฟ้า แต่ฉันก็ปฏิเสธเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเองด้วยเหตุผลเพียงแค่ ไม่ว่าง ไม่มีเวลา หรือแม้แต่มีข้ออ้างกับคนอื่น ๆ ว่าไม่มีโอกาส ทั้ง ๆ ที่โอกาสนั้นอาจมี แต่ฉันไม่เคยพยายามไขว่คว้าให้ได้มันมา

ฉันตั้งข้อสงสัยกับตัวเองอยู่เสมอว่าอะไรคือโซ่ตรวนที่พันธนาการปีกของหัวใจฉันกันแน่ กรงที่กักขังฉันเอาไว้มันมีอยู่จริงหรือว่าเป็นแค่สิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมาเองกันแน่ บางทีโซ่ตรวนกับกรงขังนั้น อาจเป็นเพียงแค่ความรู้สึกไม่มั่นใจต่อการที่ต้องเดินไปบนเส้นทางที่ไม่รู้จัก ความติดกับความสบายจนรู้สึกว่าเป็นความลำบากที่จะต้องเปลี่ยนวิถีประจำวันไปจากกิจวัตรที่เคยชิน

และความคิดที่ว่าไม่มีเวลา เวลาที่ไม่เคยมีเพียงพอกับการทำงานและใช้ชีวิตเพราะความเร่งรีบของเราเอง จนเหมือนกับเราไม่มีโมงยามหลงเหลือไว้สำหรับสิ่งที่เราอยากทำเลยแม้เพียงนาที

ฉันเคยคิดถึงการนั่งรถประจำทางสายที่ไม่เคยรู้จักไปจนสุดสาย ด้วยตาและใจที่เปิดกว้าง มอง จดจำทุกเวลาที่ล่วงผ่าน และเก็บเกี่ยวจากทุกสิ่งที่ได้พบเห็น แค่นั้นก็เพียงพอที่จะนับเป็นการเดินทางแล้วสำหรับฉัน แต่เมื่อฉันเล่าแผนการนี้ให้เพื่อนสนิทฟัง เธอกลับหัวเราะแล้วถามว่ามีเวลาหรือ ทำให้ฉันทั้งประหลาดใจ และอดที่จะเศร้าใจไม่ได้ว่าเวลาในชีวิตของเรามีน้อยจนไม่มีเหลือสำหรับการปล่อยให้หัวใจได้เป็นอิสระบ้างเลยหรือ

แต่แล้ววันหนึ่ง โอกาสก็เดินทางมาหาฉัน เมื่อไม่นานมานี้ฉันมีความจำเป็นที่จะต้องโดยสารรถประจำทางสายที่ไม่เคยนั่งมาก่อน ตั้งแต่ต้นสายไปจนสุดสาย ขาไปเส้นทางหนึ่งและขากลับอีกเส้นทางหนึ่ง วันนั้นแค่วันเดียวแต่กลับได้เห็นสถานที่ระหว่างทางมากกว่าที่เคยเห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมารวมกัน

ฉันมัวแต่สนใจเปิดตามอง มองสองข้างทางจนแทบจะลืมธุระที่รออยู่ปลายทางไปเสียสนิท ระหว่างที่รถแล่นผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดพรายระยับจับตาเตือนให้ฉันระลึกได้ว่า ฉันยังไม่เคยนั่งเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำมาก่อนเลย และระหว่างทางกลับ ฉันก็ได้เก็บความประทับใจมาจากถนนสายหนึ่งที่ยังคงรักษาบรรยากาศของความเก่าแก่ไว้ได้ท่ามกลางกระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่ถาโถมจนกวาดเอาความงดงามแห่งอดีตจมหายไปจนหมดสิ้น

ประสบการณ์การเดินทางอันแสนสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้นเองที่สอนให้ฉันได้เข้าใจว่า ความจริงแล้วฉันไม่เคย ‘ไม่มีเวลา’ หากแต่ฉันเสียเวลาที่ผ่านมาของชีวิตให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

แม้ว่าในชีวิตที่ผ่านมาฉันอาจจะปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไป แต่นับจากนี้ฉันจะไม่ปล่อยให้คำว่า ‘ไม่มีเวลา’ มาหยุดฉันอีกแล้ว จะไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดที่ฉันสร้างขึ้นมาเองมาขวางกั้นระหว่างฉันกับโอกาสที่จะได้ให้คำตอบกับตัวเองว่ามีอะไรอยู่ที่สุดปลายฟ้านั้นอีกต่อไป

ที่สุดปลายฟ้าอาจมีหลายสิ่งหลายอย่างรอคอยให้เราไปค้นหา เมื่อหัวใจเพรียกหาขอบฟ้า ปล่อยให้ปีกของหัวใจโบยบินไป เพราะการเมินเฉยต่อเสียงร่ำร้องของหัวใจอาจหมายถึงการพลาดโอกาสที่จะได้ค้นพบสิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของเราเอง

อย่ามัวแต่คิดว่าไม่มีเวลา เพราะหากถึงวันที่ชีวิตเราหมดเวลาอย่างแท้จริง เราจะสูญเสียโอกาสในการค้นพบและเรียนรู้สิ่งใหม่จากการปล่อยให้หัวใจได้โบยบินไปโดยที่ไม่อาจเรียกมันคืนกลับมาได้

ฉันหันไปมองรองเท้าผ้าใบคู่เก่า และเป้สะพายหลังเพื่อนร่วมทางใบเดิมของฉัน

ต่อไปนี้ฉันคงจะมีโอกาสได้เขียนโปสต์การ์ดส่งถึงใครสักคนบ้าง


ป.ล. ความเรียงนี้เขียนขึ้นในระหว่างอารมณ์กำลังอยากเที่ยวค่ะ

รูปภาพที่ประกอบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องเลย
แต่เป็นภาพที่ชอบค่ะ ตั้งชื่อให้เธอเล่น ๆ ว่า ธิดาท่านข่าน น่ารัก เห็นแล้วอยากโบยบินไปหา 55




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2550    
Last Update : 28 มิถุนายน 2550 20:58:52 น.
Counter : 333 Pageviews.  

ขอแปะ fan art ของ Dragon Delivery




ฝากแปะรูปวาดแฟนอาร์ท ภาพแรกในชีวิต ก่อนหน้านี้ไม่เคยวาดรูปให้เรื่องไหนมาก่อนเลย -\\\-@

เป็นรูปเจ้าโซล ตอน 5 ขวบ เหอ ๆ

แต่ใครเป็นแฟนหนังสือของคุณพัณณิดา ภูมิวัฒน์ คงจะทราบนะคะ ว่าเป็นใครโดยไม่ต้องบรรยายใต้ภาพ เพราะตัวละครของคุณพัณณิดาที่จะมีอุปกรณ์ยังชีพเป็น 2 อย่างนี้ก็มีอยู่คนเดียว อิ อิ

แล้วจะหัดวาดมาอีกค่ะ ^\\\^

ป.ล. วาดด้วยคอมฯ ไม่เป็น เลยวาดด้วยมือเอา - -'




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 20:18:43 น.
Counter : 228 Pageviews.  

แปะ link นิยายที่ถูกกวาดลงคลังกระทู้เก่า



นาซาลอส

บทที่ 1 นครหลวงแห่งนาซาลอส
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/W3968853/W3968853.html

บทที่ 2 พบ
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/01/W4010402/W4010402.html

บทที่ 3 สัญญาณเตือนแห่งภัยพิบัติ
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/01/W4058161/W4058161.html

บทที่ 4 ปริศนาในแววตาสีมรกต
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/02/W4086420/W4086420.html

บทที่ 5 สิงห์ขาวและสิงห์ดำ
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/02/W4111220/W4111220.html

บทที่ 6 (ครึ่งแรก) ท่านชายและนายน้อย
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/02/W4143904/W4143904.html

บทที่ 6 (ครึ่งหลัง) ท่านชายและนายน้อย
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/03/W4171384/W4171384.html

บทที่ 7 (ครึ่งแรก ) การเผชิญหน้า
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/03/W4191459/W4191459.html

บทที่ 7 (ครึ่งหลัง ) การเผชิญหน้า
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/03/W4243551/W4243551.html

บทที่ 8 (ครึ่งแรก) สถานการณ์บังคับ
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/05/W4364194/W4364194.html

บทที่ 8 สถานการณ์บังคับ (ครึ่งหลัง)
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/06/W4492163/W4492163.html

บทที่ 9 จุดเริ่มต้นของปัญหา : ตอน 1 ความฝันและการพบกันที่แท้จริง
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/07/W4535420/W4535420.html

บทที่ 9 จุดเริ่มต้นของปัญหา : ตอนที่ 2 เหตุผลของมังกร (ครึ่งแรก1/3)
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/08/W4606203/W4606203.html

บทที่ 9 จุดเริ่มต้นของปัญหา: ตอนที่ 2 เหตุผลของมังกร (ส่วนที่2/3)
//topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2006/08/W4630809/W4630809.html

(ฝากแปะไว้ชั่วคราว จนกว่าจะได้เวลากลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อ)




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2549 21:04:11 น.
Counter : 246 Pageviews.  

ศึกชิงเจ้ายุทธจักรเวทมนตร์ 1 (ทดลองเขียน)

แนะนำบล็อค -- Group Blog นี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อ ไว้เป็นที่จดเล่น และทดลองเขียนอะไรก็ตามที่ผู้เขียนนึกออก เพื่อนำมาเขียนจริงจังในภายหลัง ดังนั้น จึงอาจไม่เป็นสาระนักนะคะ






นำเรื่อง และ คำเตือน : - -
1. นิยายเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้นจากความบ้าของผู้เขียน และไม่มีหลักประกันว่าจะจบเมื่อไหร่นะคะ

2. นิยายเรื่องนี้เป็นแฟนตาซี "อสาระ" จะหาสาระอันใดมิได้เลยจากนิยายเรื่องนี้

3. ชื่อตัวละครในเรื่องนี้ เป็นการยืมเสียงมาจากภาษาจีนเท่านั้น ดังนั้น จึงอาจไม่มีความหมายที่ตรงกับคำในภาษาจีนแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน "จงกว๋อ" หรือประเทศจีน แต่เป็นโลกแฟนตาซีที่มีอารยธรรมจีนโบราณ เป็นฉากหลังเท่านั้น






บทที่ 1


พู่กันที่ตวัดวาดออกมาเป็นความโค้งไหวของกิ่งไผ่ต้องสายลมแผ่วพลิ้วต้องหยุดชะงักลงเมื่อเสียงกัมปนาทดังกึกก้องมาจากหอตะวันออกแห่งวังอสูร

ฉิงคงขมวดคิ้วแล้วรีบวางพู่กันลง
เกิดเรื่อง และเป็นเรื่องใหญ่แน่ หากเขายังชักช้าไม่รีบไปทักท้วงห้ามปราม

เด็กหนุ่มลุกขึ้นก่อนจะก้าวออกไปด้วยกิริยาเร่งร้อน ทิ้งภาพวาดที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไว้เบื้องหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาผู้ซึ่งรักการวาดภาพยิ่งนักไม่เคยกระทำมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ฉิงคงสาวเท้าเร็วขึ้น แต่ก็ยังอดเกรงไม่ได้ว่าจะช้าเกินไป เขากวาดสายตาไปทั่วบริเวณลานกว้างที่คั่นอยู่ระหว่างหอกลางและหอตะวันออก ไม่มีใคร...

เด็กหนุ่มจึงเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งทันที แต่เมื่อไปถึงกลางทาง

"เจ้าวังน้อย ! "

ร่างโปร่งแสง แต่ยังพอมองเห็นเค้าลางว่ามีรูปเป็นมนุษย์ในวัยชราโผล่ขึ้นมาจากพื้นศิลาเบื้องหน้า

"อย่าวิ่งสิขอรับ ถ้าหกล้มบาดเจ็บขึ้นมาจะทำอย่างไร"

หากเป็นคนอื่นคงแหกปากร้องลั่นไปแล้วที่เห็นปรากฏการณ์วิญญาณกลางวันแสก ๆ แต่ฉิงคงเพียงแต่ทำหน้ารำคาญ

"ถึงจะย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่อากาศยังเย็นอยู่ ทำไมถึงใส่เสื้อผ้าบางแบบนี้ขอรับ"

ฉิงคงแน่ใจว่าหากให้บุคคลอื่นลงความเห็นเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของเขาในเวลานี้ สองคำที่ทุกคนจะใช้คงจะเป็น เกะกะรุ่มร่าม

"พ่อบ้าน ข้ากำลังรีบ"

"ถึงรีบก็ไม่ควรวิ่งขอรับ สุขภาพร่างกายของท่านไม่แข็งแรงเช่นนี้ แล้วหาก..."

เด็กหนุ่มไม่อยู่รอฟัง 'อดีตพ่อบ้าน' จนจบ เขาวาดมือในอากาศเปิดประตูมิติ แล้วก้าวผ่านเข้าไป





ฉิงคงมาถึงทันได้เห็นภาพอสูรแดงหิ้วศิษย์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของวังอสูรด้วยมือข้างหนึ่ง (ส่วนอีกข้างหอบเอาห่อผ้าขนาดใหญ่ซึ่งเขารู้ทันทีว่าเป็นของใคร) ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วหายลับไปทางทิศใต้ในพริบตา

อีกครั้งแล้วที่เขามาไม่ทัน

ไม่ใช่เพราะผีพ่อบ้าน แต่เพราะเขาเองที่ชักช้า และต้นเหตุสำคัญ...

เด็กหนุ่มหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นต้นเหตุแท้จริงของเรื่อง

ชายชราผมขาว หนวดเคราขาวราวเมฆาบนนภา แววตากล้าด้วยแรงโทสะแต่ก็ลึกล้ำจนยากจะประมาณการผ่านมาแล้วซึ่งกาลเวลา มือยาวที่แม้จะปรากฏร่องรอยแห่งวัยแต่ยังคงความแข็งแรงยกขึ้นลูบเคราที่ยาวจนจรดอก แต่ก็ยังมิกล่าววาจาแม้เพียงคำ

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คาดผ้าที่เขียนอักษรว่า "ตัดฟืน" สีหน้าเรียบสนิทไร้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่สีหน้าของมนุษย์ ในมือถือขวานเล่มหนึ่ง วิ่งตรงเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ ๆ คนทั้งสอง

"เจ้าไปสลักป้ายหินเป็นคำว่า 'ปิดกิจการ' แล้วเอาไปปักไว้ที่หน้าบันไดทางขึ้นเขา " ฉิงคงสั่งโดยที่มิได้หันมามอง

ชายผู้นั้นยังคงยืนนิ่ง ในสีหน้ายังคงไม่ปรากฏความรับรู้ใด ๆ

"ตัดฟืนได้ดี แต่ทำอย่างอื่นไม่เป็นเลย" ฉิงคงถอนหายใจ แล้วยกมือขึ้นชี้ไปที่ชายตัดฝืน ก่อนจะพลิกมือหงายขึ้น ร่างสูงใหญ่นั้นหดเล็กลงและบางลีบลงเรื่อย ๆ จนหนาเพียงเท่ากระดาษ ก่อนจะกลายเป็นแสงสีเขียวพุ่งเข้าหามือของเด็กหนุ่มที่แบรอรับอยู่ เมื่อแสงเรืองรองเลือนหายไปเหลือเพียงตุ๊กตาที่ทำจากกระดาษตัวหนึ่งเท่านั้น

...ต่อไปคงต้องสร้างแบบที่ทำได้หลายอย่างขึ้นมาบ้าง... ฉิงคงนึกในใจพลางทำท่าจะเดินออกไปจากบริเวณนั้น

"เจ้าจะไปไหน" ชายชราเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงก้องกังวานนั้นทรงอำนาจแต่ฉิงคงก็เพียงแต่
หันหลังกลับมา

" ขออภัยขอรับที่ข้าลืมไปว่ายังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านปู่"

" แสดงความยินดีเรื่องอะไร " คิ้วขาวของชายชราขมวดเข้าหากัน

" เรื่องที่ต่อไปนี้ไม่มีศิษย์คนใดที่จะทำให้เกียรติภูมิของวังอสูรต้องมัวหมองดังเช่นที่ท่านปู่พร่ำบ่นอยู่ทุกวันได้อีกแล้ว เพราะท่านปู่ได้ไล่ศิษย์ทุกคนออกไปจากวังอสูรแล้วจนหมดสิ้น "

ฉิงคงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบแล้วน้อมกายคารวะผู้เป็นปู่

" ดังนั้น ข้าจึงคิดว่าควรจะนำป้ายปิดกิจการไปปักไว้ที่บันไดทางขึ้นเขามายังวังอสูรของเรา แต่เจ้าตุ๊กตาของข้ามันไม่ได้เรื่อง ทำงานเป็นกันแค่ตัวละอย่าง ดังนั้นข้าจึงจะคิดจะไปทำงานด้วยตนเองขอรับ "

" ฉิงคง !" เจ้าวังอสูรตวาดลั่น แต่ผู้เป็นหลานก็ยังคงนิ่งเฉย

"เจ้าก็เห็นว่าศิษย์รุ่นนี้ไม่มีใครที่มีความสามารถพอที่จะร่ำเรียนวิชาของวังอสูรจนสำเร็จได้ ปล่อยไว้ก็มีแต่จะทำให้เกียรติภูมิของวังอสูรต้องมัวหมอง"

"ตอนนี้ก็ไม่มีใครทำให้เกียรติภูมิของวังอสูรต้องมัวหมองได้อีกแล้วขอรับ"

คำพูดของหลานชายทำให้เจ้าวังอสูรนิ่งไป

" ข้าไล่เจ้าพวกงี่เง่านั่นออกไปหมดแล้วหรือ ตั้งแต่เมื่อใดกัน "

ฉิงคงไม่อยากย้ำให้ท่านปู่เสียใจเลย แต่เขาก็ไม่ต้องการให้ปัญหานี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

"ตั้งแต่เมื่อครู่นี้นี่เองขอรับ"

เจ้าวังอสูรนิ่งไปอีก คราวนี้นานจนฉิงคงรู้ว่าท่านคงเข้าสู่ภาวะปิดจิตไปแล้ว









 

Create Date : 02 ตุลาคม 2549    
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 18:18:39 น.
Counter : 951 Pageviews.  


จินตานุภาพ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Imagination is more important than knowledge
Friends' blogs
[Add จินตานุภาพ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.