เวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่เวลาที่ใช้อ่านหนังสือสามารถให้สิ่งที่มีค่ากว่าเงินทองแก่เราได้
Group Blog
 
All Blogs
 

“กาษานาคา” (ก็แค่อยากบันทึกว่าปลื้มเพลงนี้มาก)



ตั้งแต่อันดับแรกเลย เนื้อหาของเพลงนี้ฟังแล้วซาบซึ้งมาก รู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงประกอบละครที่บรรยายอารมณ์ความรู้สึก และบอกเล่าถึงเรื่องราวของละครได้ดีมากเหลือเกิน

แล้วยิ่งฟังทั้งสองเวอร์ชันทั้งชายและหญิงแล้ว ยิ่งรู้สึกขอบคุณผู้ประพันธ์เพลงนี้มาก ๆ เลย ที่แต่งเพลงนี้ขึ้นมาให้ได้ฟัง เพราะคำร้องแต่งมาได้ลงตัวเข้ากันทั้งสองเวอร์ชัน เหมือนเป็นการร้องรับกัน สมกับที่แต่งมาคู่กันจริง ๆ (ยังไม่นับรวมภาษาที่งามเหมือนบทกวีด้วย)

ทำนองที่อ่อนหวานทอดอารมณ์เศร้า และที่สำคัญ มีดนตรีไทยประกอบ ยิ่งทำให้บ้าเพลงนี้เข้าไปใหญ่ พูดได้คำเดียวค่ะ ว่าปลาบปลื้ม

นอกจากนั้นคงเป็นเนื้อหาของเพลงด้วยที่กล่าวถึงเรื่องกรรมกับบุญ(ฟังแล้วกึ่ง ๆ จะจรรโลงใจ) ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเราชาวพุทธอยู่แล้ว อันนี้คงต้องชื่นชมไปถึงต้นฉบับบทประพันธ์ เป็นพล็อตเรื่องที่น่าสนใจมาก จนอยากจะไปตามหาหนังสือมาอ่านเสียเดี๋ยวนี้เลยค่ะ (อ่านไป ฟังเพลงไป คงจะได้อารมณ์มาก)

กาษานาคา (ชาย)

เห็นสายน้ำนทีที่มันไหลไป
เหมือนว่าเราเคยแหวกว่ายด้วยกันก่อนนั้น
ใจที่คอยภักดี รักที่มีให้แก่กัน
ช่างผูกพัน ผูกกันมานานแสนนาน

เป็นเวรกรรมปางก่อนที่ย้อนเข้ามา
ให้น้ำตาเราหลั่งรินแทบจะสิ้นใจ
ได้มาพบเพื่อลา จำพรากเราให้ห่างไกล
บุญเราสร้างมาน้อยไปต้องจำใจลา

ผ้ากาษาที่ให้มาพี่จะห่มไว้
อยากทำอย่างที่ตั้งใจ เลือกไปสู่แดนพระธรรม
อยู่ที่ไหนน้องจง รับบุญที่พี่หนุนนำ ขอให้เวรกรรมน้องจงสิ้นไป

สายน้ำโขงขอจงช่วยเป็นพยาน ถ้าดวงไฟขึ้นจากน้ำสองดวงวันไหน
นั่นคือรักของเราจะรักกันไม่เสื่อมคลาย เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม

ผ้ากาษาที่ให้มาพี่จะห่มไว้
อยากทำอย่างที่ตั้งใจ เลือกไปสู่แดนพระธรรม
อยู่ที่ไหนน้องจง รับบุญที่พี่หนุนนำ ขอให้เวรกรรมน้องจงสิ้นไป

สายน้ำโขง ขอจงช่วยเป็นพยาน ถ้าดวงไฟขึ้นจากน้ำสองดวงวันไหน
นั่นคือรักของเราจะรักกันไม่เสื่อมคลาย เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม

นั่นคือรักของเราจะรักกันไม่เสื่อมคลาย เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม

เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม…

กาษานาคา (หญิง)

เห็นสายน้ำนทีที่มันไหลไป
เหมือนว่าใจเคยสลายสิ้นลงตรงนั้น
ใจที่คอยภักดี รักที่มีให้พี่นั้น
ช่างผูกพัน ผูกกันมานานแสนนาน

เวรกรรมใดปางก่อนที่น้องได้ทำ
ขอรับกรรมในชาตินี้ที่ทำพี่ไว้
แค่ได้พบเพื่อลา แค่ได้มารับอุ่นไอ
จากกายพี่ ก็ซึ้งใจถึงน้องต้องลา

ผ้ากาษาโมทนาให้พี่ห่มไว้
ได้ทำอย่างที่ตั้งใจเลือกไปสู่แดนพระธรรม
อยู่ที่ไหนพี่จงอโหสิกรรมให้กัน บุญที่พี่ทำจะนำน้องไป

สายน้ำโขงขอจงช่วยเป็นพยาน ถึงดวงไฟขึ้นจากน้ำแล้วพลันดับไป
แต่ความรักของเราจะไม่มีวันเสื่อมคลาย เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม

ผ้ากาษาโมทนาให้พี่ห่มไว้
ได้ทำอย่างที่ตั้งใจ เลือกไปสู่แดนพระธรรม
อยู่ที่ไหนพี่จงอโหสิกรรมให้กัน บุญที่พี่ทำจะนำน้องไป

สายน้ำโขงขอจงช่วยเป็นพยาน ถึงดวงไฟขึ้นจากน้ำแล้วพลันดับไป
แต่ความรักของเรา จะไม่มีวันเสื่อมคลาย เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม

แต่ความรักของเรา จะไม่มีวันเสื่อมคลาย เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม

เกิดชาติไหนให้เราได้รักกันเหมือนเดิม







 

Create Date : 28 มิถุนายน 2550    
Last Update : 28 มิถุนายน 2550 22:25:01 น.
Counter : 563 Pageviews.  

อะไรก็ไม่รู้ที่นึกขึ้นมาได้ 1

หนังผีญี่ปุ่น ----
มีอยู่วันหนึ่งคุยกับเพื่อน เรื่องความแตกต่างระหว่างหนังผีโซนเอเชียกับตะวันตก ตอนนั้นฮอลลีวู้ดซื้อเดอะริง ไปรีเมคใหม่ แล้วก็อีกหลายเรื่องที่แต่เดิมเป็นสัญชาติเอเชีย

จขบ.และเพื่อนได้ลงความเห็นว่าเป็นเพราะฝรั่งมันพึ่งจะรู้ว่าหนังผีที่น่ากลัวจริง ๆ นั้นควรเป็นอย่างไร ถ้าหนังผีฝรั่งแท้สังเกตได้วาจะเน้นแหวะ เน้นเละ เน้นเลือด

ส่วนหนังผีโซนเอเชียนั้น ผีมักเป็นผู้หญิง หน้าขาว ๆ ตาโต ใส่ชุดขาว ผมยาวปิดหน้าไปทั้ง 2 ซีก และคลานมา...






กรุงเทพที่รถไม่ติดช่างน่าอยู่เสียเหลือเกิน ----
ประสบการณ์การเดินทางเนื่องจากวันหนึ่งต้องนั่งรถไปสามพราน จากอนุเสาวรีย์ นั่งสายที่อ้อมโลกมาก ผ่านทุกแยก ทุกย่านที่ปกติแล้วจะรถติดมหาติด วินาศสันตะโร แต่โชคดีที่วันนั้น เป็นวันที่ 12 เม.ย. รถจึงไม่ติดเลยในตอนเช้า

และไปถึงสามพรานภายใน 1 ชม. เท่านั้นเอง...




 

Create Date : 21 เมษายน 2550    
Last Update : 21 เมษายน 2550 16:26:17 น.
Counter : 136 Pageviews.  

นิราศงานหนังสือ 4 เม.ย. 2550

และแล้วงานหนังสือก็เวียนมาบรรจบอีกครั้ง พร้อมกับวัฏจักรแห่งการหมดตัวของใครหลายคนที่บริโภคหนังสือเป็นอาหารมื้อที่ 4 ของชีวิต

งานหนังสือเดือนเม.ย. ครั้งนี้ จขบ. ได้บีบคอสาบานกับตนเองไว้ตั้งแต่ก่อนวางแผนจะไปงานว่า "ห้ามใช้เงินเกิน 1000 บาทเด็ดขาด " (แม้ว่าจิตใต้สำนึกของตนเองจะหยามน้ำหน้าไว้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ก็ตาม )

4 เม.ย. 50 เวลา 12.30 น. เริ่มออกเดินทาง โดยรถเมล์ไปต่อรถไฟใต้ดิน ระหว่างทางที่โดยสารก็โทรตามเพื่อน(รัก) ที่นัดกันไว้เรียบร้อยแล้ว ไปเรื่อย ๆ เนื่องจากโทรครั้งแรกไม่มีมนุษย์รับสาย ทำให้เดาได้ทันทีว่า เจ้าคนปลายสายยังไม่ตื่นแน่นอน แต่จขบ.ก็เย็นใจโทรไปเรื่อย ๆ นั่นแหล่ะ กะจะปลุกสหายสนิทให้ตื่นด้วยการโทรฯ ให้ได้

และแล้วเมื่ออยู่ในรถไฟใต้ดินจนเกือบถึงแล้ว สวรรค์ก็เมตตาให้มีมนุษย์รับสายโทรฯของจขบ.จนได้ แต่ปรากฏว่าเป็นน้องของเพื่อน - - แต่ก็ได้คุยกับเพื่อนจนได้ (ขอบคุณสวรรค์) ก็นัดแนะกันไปเจอที่งานเรียบร้อย

ถึงงานซักบ่ายโมง ขึ้นไปจากสถานีฯ ก็เห็น บูธเหลือง เต็มพื้นที่ที่เคยว่างเปล่าเมื่องานคราวก่อนก็สนใจ เลยแวะดูก่อนจะเข้าไปในศูนย์ประชุมฯ พบสิ่งที่น่าสนใจมากมายกว่าที่คิด เดินดูไปเรื่อย ๆ จากที่ตั้งใจจะไม่ซิ้ออะไร รู้ตัวอีกที ได้มาได้ไงไม่รู้ 6 เล่ม - -" (แอบขอยืมสำนวนพี่ปัน(ลวิตร์) มาใช้)

6 เล่มที่ว่า ก็มี
1. เต๋าฉบับจวงจื่อ
2. รอยยิ้มในปัญญา
3. ผิวขลุ่ย ฯ (จำชื่อไม่ได้ เป็นเรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์จีน)
4. วรรณคดีวิจารณ์ (จำชื่อตรงๆไม่ได้เช่นกัน แต่เป็นบทความว่าด้วยการศึกษาวิเคราะห์วรรณคดี)
1-4 จากเคล็ดไทย

5. ศึกอ้วนผอม วรรณกรรมเยาวชนซึ่งดูจากสภาพแล้วเก่ามาก แต่ยังดีพอที่จะอ่าน เห็นว่าน่าสนุกดีก็เลยหยิบมา
6. รวมเรื่องสั้นอะไรสักอย่าง จำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่จำได้ว่าคนเขียนชื่อ "จาริก แรมรอน"
5-6 นี่มาจากบูธขายหนังสือเก่า สักบูธนึงแถว ๆ นั้น

โดยสรุป ยังไม่ทันเข้างานเลย ก็ได้มา 6 เล่มแล้ว แต่เล่มละแค่ 10 บาท ถือว่าคุ้มมาก ๆ ก็เลยเชิญชวนค่ะ ไปคุ้ยหาหนังสือดี ๆ อ่านที่บูธหนังสือเก่าข้างหน้างาน แต่จขบ. คงไม่ไปแล้วเพราะเปลืองค่ารถไฟใต้ดิน จ่ายไปแล้วแทบจะดมยาดม เอาไว้เดือนตุลาไปคุ้ยใหม่ (มีความสุขมากมาย)

สักพัก(เดินดูบูธแถวนั้นไป 2 รอบ) เพื่อนรักจขบ.ก็มาถึง แล้วก็เลยเข้างานกัน พอเข้างานก็เอาหนังสือวรรณคดีวิจารณ์(หมายเลข 4) ให้ดู เพื่อนเปิดอ่านแล้วก็บอกสนุกดี เลยยุให้ไปซื้อ เพื่ออ่านไว้เตรียมเรียนป.โท

เข้างานโซน C ก่อนก็เดินไปเรื่อย เพราะตอนแรกเพื่อนบอกว่ามีน้องฝากซื้อโดเรมอน จขบ.ก็แซว+แกล้งข่มขวัญว่า ซื้อชุดใหญ่ 45 เล่มรึเปล่า เจ้าเพื่อนเลยทำหน้า - -" แต่ก่อนถึงแวะบูธรวมสาสน์ ก็ได้มาอีก 1 เล่ม

7. ลำนำไอยคุปต์ หนังสือแปลซึ่งเก่ามากแล้วพอควร เล่มละ 50 บาท (^^)

และเมื่อมาถึงบูธเนชั่น ก็ต้องโทรถามคนฝากซื้อ ว่าตกลงจะเอากี่เล่ม เจ้าเพื่อนรักจขบ.ทำสีหน้าลุ้นระทึกเล็กน้อยตอนที่ถาม พอน้องตอบว่า แค่ 5เล่มก่อน ก็ถึงกับโล่งอก ส่วนจขบ. ไม่ได้อะไรจากบูธนี้ เพราะบาร์ติเมอัส เล่ม 3 ก็ยังไม่ออกตามที่คาดการณ์ไว้ (แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก)

หลังจากนั้นก็เดินตามหาบูธนวนิตาอย่างบ้าคลั่ง เพราะตั้งใจจะมาอุดหนุนเรื่อง "ลิเวีย" ของพี่กก (ฯคีตกาล) สุดท้ายก็ได้มาแต่หนังสือ ไม่ได้ลายเซ็นผู้เขียนเนื่องจากท่านกลับไปแล้วในขณะที่จขบ.มัวมะงุมมะงาหราตามหาบุษบา...เอ๊ย...บูธนวนิตาอยู่

ตอนแรกเดินไปเรื่อย ๆ เจอบูธจิตจักรวาลก่อน และพบผลงานของพี่ปันวางเด่นหราเต็มแผง (ทั้ง มาโอ 1-2 ,เซรีญา 1-2-3,ไมรอน,ฯพณฯแห่งกาลเวลา,อันเซลมา พิมพ์ครั้งที่ 1,ปวงเทพผู้นิราศ,ดรากอนเดลิเวอรี่ และ แมวข้าวปั้น ขาดแต่ มิตร์ เอ๊ย นิทานจักรวาลเรื่องเดียว ถ้าจำไม่ผิด)

และก็สามารถโน้มน้าวจนเพื่อนซื้อมาโอไปอ่านได้ในที่สุด เนื่องจากบางที่สุด และเจ้าตัวติดใจมาจากดรากอนเดลิเวอรี่(ซึ่งซื้อไปแล้ว)

นอกจากนั้น ท่านใดเป็นสาวกของคุณพัณณิดา (ขออนุญาตโฆษณา) พลาดไม่ได้กับเสื้อยืดสวย ๆ 99 บาทเท่านั้น มี 2 ลายคือ ลายปกอันเซลมาฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 มี 2 สี คือสีขาวกับสีดำ และอีกลายที่น่ารักมากจนจขบ.แทบตบะแตกซื้อมาใส่ คือลายแมวข้าวปั้นสีดำ น่ารักมาก ๆ >< แต่จขบ.ไม่ได้ซื้อมา เพราะเกรงว่าจะกลับไม่ถึงหอเพราะหมดตัว มาถึงวันนี้ยังนั่งเสียดาย เพราะน่ารักมาก ๆ จริง ๆ T T ถ้างานหนังสือฯ หน้าเจอ จะซื้อเป็นอย่างแรกเลย

และก่อนจะออกจากบูธจิตจักรวาล ก็เลยถาม (อย่างไม่อาย) ว่า บูธนวนิตาอยู่ไหนทราบไหมคะ พี่เขาก็ใจดีบอกว่าจำไม่ได้จ๊ะ เราก็ยังไม่สำนึกขอแผนที่ พี่ประจำบูธก็ยังใจดีมาก ๆ หยิบออกมาให้ ขอบคุณมาก ๆ ไว้ ณ ที่นี้ค่ะ ขอโฆษณาบูธนี้ด้วยแล้วกันว่าพี่ประจำบูธใจดีมาก

และเมื่อเดินออกมาจากบูธ เพื่อนรักของจขบ.ก็ชมและทำหน้าเหลือเชื่อว่าจขบ.สามารถมากที่กล้าขนาดนั้น (แล้วตกลงนั่นชมรึเปล่า) จขบ.ก็ยิ้มรับคำชมแล้วลากเพื่อนไปบูธนวนิตา ระหว่างทางก็แวะอัมรินทร์กับสถาพรด้วยแต่ไม่ได้อะไรติดมือมา สุดท้ายเมื่อเจอบูธนวนิตาก็ได้

8. ลิเวีย ของพี่กก (ฯคีตกาล) แต่ไม่พบพี่กก เนื่องจากพี่ท่านกลับไปแล้ว (เสียดายเล็ก ๆ) และขอบคุณพี่ประจำบูธมากค่ะที่ใจดี เสนอว่าฝากไว้ขอลายเซ็นก็ได้ แต่จขบ. ไม่สามารถไปได้อีกแล้ว - - (เฮือกกับค่ารถ)

หลังจากนั้นก็แวะบูธ Come-on แต่ก็ไม่ได้อะไรติดมาทั้งคู่ แล้วก็ออกไปโซนแพลนนารีเลย เพราะจขบ.ตั้งใจจะไปบูธสยามฯ ส่วนเพื่อนจขบ. ตั้งใจจะไปบูธศรีสยามฯ (ชื่อคล้ายแต่ห่างกันมากทั้งที่ตั้งและแนวหนังสือ)

ก็เดินไปเรื่อย ๆ แต่สอดส่ายสายตาดูบูธนั้นบูธนี้บ้าง แต่ไม่แวะเพราะกลัวตบะแตก มุ่งมั่นจะซื้ออยู่เรื่องเดียวคือที่บูธสยามฯ ระหว่างทางผ่าน ณ บ้านวรรณกรรม ก็แวะดู แต่ยังไม่ได้ซื้ออะไร เพราะขืนซื้อคงหมดตัว เพราะนิยายป้าที่ยังไม่ได้ซื้อเก็บยังมีอีกหลายเรื่อง (และแพงขึ้นทุกครั้งที่พิมพ์ใหม่ - -" )

และผ่านแจ่มใส แต่ก็ไม่ซื้ออะไร ด้วยใจมุ่งมั่น และกอปรกับ บูธนี้คนเยอะยังกับแจกฟรี ขี้เกียจเบียดกับสาว ๆ (เป็นป้าแล้ว) อ่านเรื่องรักทีไรก็ - - ทุกที (โรคต่อมโรแมนติกพิการแต่กำเนิดยังรักษาไม่หาย ) อยากอ่านแต่ไม่รู้จะทำไงให้ทนอ่านได้จนจบ (เฮ้อ...)

และแล้วเมื่อมาถึงบูธศรีสยามฯ เพื่อนก็ไปคุ้ยหาไอน้ำเล่มที่ยังไม่มี ส่วนจขบ. ก็ดูไป ชวนคนขายคุยไปบ้าง เพราะคนขายเป็นสาวน้อยน่ารักดี ตอนที่เธอโฆษณาก็บอกไปตรง ๆ ว่า ไม่อ่านนิตยสาร ยกเว้นจะ"ยืมอ่าน" หรือ "ยืนอ่าน" เธอฮาใหญ่ตอนที่จขบ.บอกว่า ยืนอ่านนี่ชั่วยังไงไม่รู้ สักพักเพื่อนจขบ.ก็เลือกซื้อได้ จขบ.ก็แก้ตัวกับคนขายว่า เพื่อนซื้อแล้ว (เหมือนจะบอกว่าจขบ.ขอไม่ซื้อเพราะเพื่อนซื้อแทนแล้วยังไงไม่รู้ 555)

และเมื่อมาถึงบูธสยามฯ เข้าจริงๆ เพื่อนจขบ.กับจขบ.ก็แยกกันคนละมุมเลย จขบ.ไปความหาพ็อคเกตบุ๊คส์ ฝ่ายเพื่อนไปดูการ์ตูน จขบ. ตรงดิ่งไปหา "12 อาณาจักรเทพยุทธ์" ซึ่งจขบ.รอคอยการแปลมาเป็นเวลากว่า 3 ปี (ก็ไม่มีปัญญาอ่านภาษาญี่ปุ่น) ตั้งแต่รู้จักเรื่องนี้ครั้งแรกตอนเป็นแอนนิเมชัน และได้ข่าวว่ามีสนพ.ใหญ่แห่งหนึ่งซื้อลิขสิทธิ์มาแปล และเหลือแค่ 2 เล่มแรก เล่ม 3 หมดแล้ว ก็เลยซื้อมาแค่ 2 เล่ม (เหลืออีกแค่ 10 เล่มก็จบแล้ว - - ...เฮือก...)

9.12 อาณาจักรเทพยุทธ ภาค มหาสมุทรแห่งเงาจันทรา เล่ม 1
10. 12 อาณาจักรเทพยุทธ ภาค มหาสมุทรแห่งเงาจันทรา เล่ม 2 (จบภาค)

ฝ่ายเพื่อนจขบ. ได้การ์ตูนมา 3 ตั้ง เพราะแม่ของเพื่อนเอารถมา เธอเลยกล้าซื้อ ตอนแรกลังเลมาก เพราะถ้าไม่เอารถมาคง...(นึกภาพตอนขนด้วยความสยองเกล้าแทน)

หลังจากนั้นก็หิ้วหอบข้าวของกันไป บูธต้นไม้ เพราะจขบ.ขอร้อง แวะไปดูเผื่อว่าจะเจอ ซีรีส์ วงล้อมแห่งมนตรา (Circle of Magic) ซึ่งจขบ.ชอบมาก แต่ต้องพลัดพรากจากกันไปด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจเมื่อหลายเดือนก่อน ปรากฏว่าเจอมันขายยกชุด ลด 50 % อยู่ ก็แทบกรีดร้อง และควักเงินซื้อโดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น

คนขายยังบอกเลยว่า เหลือแค่ 2 ชุดเท่านั้น จขบ.ก็เลยเลือกเอาชุดที่สภาพสวยงามกว่าเล็กน้อยไป จริงๆ ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ และยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ใครจะได้ชุดสุดท้ายไป เป็นปริศนาของจักรวาล (อ้างอิงประโยคมาจากลุงเจวาน)

11. - 16. วงล้อมแห่งมนตรา (Circle of Magic) 6 ตอนจบ เล่มบาง ๆ แต่สนุกดี เป็นเรื่องที่ชอบแบบไม่มีเหตุผล

ต่อจากนั้นก็ไปบูธมติชนเลย ไม่แวะบูธอื่น เพราะหนัก+หมดไปหลายแล้ว ก็ได้จากบูธมติชนอีก 2 เล่ม จริง ๆ แล้วไม่ค่อยอยากแวะมติชน เพราะเต็มไปด้วยหนังสือที่อยากอ่าน แวะไปแล้วจะเสียเงินเยอะ ครั้งนี้ก็ไปยืนน้ำลายไหลอยู่ที่โต๊ะลด 50 % มีหลายเล่มมากที่อยากอ่าน แต่หมดงบ สุดท้ายได้มาแค่

17. เด็ดดอกไม้ริมทาง ของเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย
18. เจ้าสาวจอมเวทย์ หนังสือแปลออกใหม่ เห็นแล้วอยากอ่านเลยอดใจไม่ไหว ^^"

และก็ตั้งใจจะไม่ซื้ออะไรแล้วเพราะหมดไปร่วมพันแล้ว แต่พอพาเพื่อนย้อนออกไปข้างนอกงานที่บูธหนังสือเก่าเพื่อไปซื้อหนังสือวรรณคดีวิจารณ์ (4.) (ฝากหนังสือทั้งหมดก่อนหน้านั้นไว้กับคุณแม่ของเพื่อน) ก็อดใจไม่ไหวกับบูธเล็กของสถาพรที่ลด 50 % ก็ซื้อมาอีก 2 เล่ม

19. ซัมเมอร์รัก หัวใจพักร้อน เล่มนี้ซื้อมาเพราะเคยได้ยินชาวบอร์ดหนังสือที่ไหนสักแห่งพูดถึงว่าน่ารัก และมีหมา ก็เลยซื้อ ตอนแรกที่ถามคนขายว่าเรื่องไหนที่มีหมา คนขายทำหน้าอึ้ง ๆ จขบ.เห็นแล้วสงสารยังไงไม่รู้ที่มาเจอคนซื้อประหลาด ๆ เช่นจขบ. สุดท้ายจขบ.รู้เองเพราะเหลือบเห็นรูปพระเอกจูงหมาบนปก - -

20.ติชิลา ร้อยรักวันวาร เล่มนี้ซื้อมาเพราะเป็นผลงานของพี่ทะเลกับความมืด ก็เลยอยากลองอ่านดู + เป็นเรื่องแนวข้ามภพชาติ ซึ่งจขบ.ชอบเป็นพิเศษ

- สรุปว่า งานหนังสือครั้งนี้ คุ้มมากกว่าที่คิด เพราะเจอหนังสือน่าอ่านที่ลดถึง 50 % เยอะ ก็รู้สึกเป็นสุขมากที่หมดไปแค่ไม่ถึง 1200 บาท แต่ได้หนังสือมาเชยชม(บริโภคแทนข้าว) ถึง 20 เล่ม

กลับมาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะอธิษฐานขอให้งานฯหนังสือฯ อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป

เพราะชีวิตนี้อาจจะขาดงานหนังสือไม่ได้เสียแล้ว

ขอบคุณค่ะ ทุกฝ่ายที่จัดให้มีงานนี้ขึ้นมาได้

ขอบคุณสำนักพิมพ์และนักเขียน

สุดท้ายต้องขอบคุณหนังสือที่ทำให้ จขบ. ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (แม้ว่าจะจนไปบ้างก็ตาม)




 

Create Date : 05 เมษายน 2550    
Last Update : 29 มิถุนายน 2550 18:05:20 น.
Counter : 197 Pageviews.  

นิราศงานฯหนังสือฯ (27 ต.ค. 49)




งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติก็ได้ผ่านวันสุดท้ายไปแล้ว พร้อม ๆ กับเงินเก็บบาทสุดท้ายในกระเป๋า(และคลังสำรอง) ของจินตา ตอนนี้พึ่งผ่านมาแค่ 3 วันหลังงานหนังสือ คงถือว่านี่เป็นควันหลงหลังงานได้ไม่ช้าเกินไปนัก

ปีนี้กว่าจะได้ฤกษ์ไปเดินงานหนังสือก็ล่วงเข้าไปถึงวันเกือบ ๆ สุดท้ายของงาน ตอนแรกคาดไว้ว่า ไปวันศุกร์คงจะคนเยอะ แต่เอาเข้าจริง ช่วงเที่ยงถึงบ่าย คนยังไม่เยอะมากเท่าที่กลัว คงเพราะมันเป็นวันท้าย ๆ แล้ว

มีเรื่องฮาเกิดขึ้นตั้งแต่ที่สถานีรถไฟใต้ดินศูนย์ประชุมฯ นั่นคือในระหว่างที่จินตาและเพื่อนกำลังรอรวมพล (เพื่อนอีกคน) ที่สถานี ตรงหน้าทางขึ้นไปศูนย์ประชุม ก็พบเพื่อนในเอกเดียวกันคนหนึ่งเดินผ่านไปก็เลยเรียก ปรากฏว่าเขานัดกับเพื่อนในเอกอีกสองคน สักพัก เพื่อนในเอกอีกคนที่ไม่ได้นัดกับพวกเราทั้งสามที่ยืนอยู่แต่อย่างใดก็เดินออกมา พวกเราก็รีบเรียก แล้วก็ขำร่วมกันว่านี่ขนาดไม่ได้นัดกันนะเนี่ย แล้วก็พูดเล่นกันว่าสักพักอาจมีพวกเราทั้ง'เจอร์ (เมเจอร์) มาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก็เป็นได้

หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกัน(โดยไม่ได้คิดว่าจะเดินมาเจอกันได้ในงาน) จากนั้นเมื่อเพื่อนอีกคนที่เรารออยู่มาถึง พวกเราสามคนก็ได้เข้างานกันจริงๆ เสียที

โซนแรกที่พวกเราแวะไป คือโซนแพลนนารี เพราะจินตาและเพื่อนวางแผนไว้แล้วว่าจะไปซื้ออะไรบ้าง แต่เพื่อนอีกคนมาแล้วครั้งหนึ่งก็เลยไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเท่าไหร่ว่าจะไปไหนก่อน (ตามใจคนที่ยังไม่ได้มานั่นเอง)

บูธแรกที่แวะไปคือ ณ บ้านวรรณกรรม เพราะตั้งใจจะไปซื้อ "ราชินีชีบา" ที่รอมานานหลายงานแล้ว สุดท้ายแพงกว่าที่คิดเล็กน้อย แต่ก็จำเป็นต้องซื้อแต่โดยดี พี่ที่ขายของอยู่ที่บูธมีอยู่คนหนึ่งเป็นสาว... เธอตื๊อ(ขาย)เก่งมาก จินตากับเพื่อนก็ได้แต่บอกว่าอ๋อ เล่มนั้น เล่มนี้มีแล้วค่ะ ยกเว้นหนังสือใหม่ ๆ ที่พึ่งออก พอถามว่าเป็นสมาชิกกันหรือยัง ก็ประสานเสียงสามเสียงว่าเป็นแล้ว แล้วก็อำลาคุณพี่เดินทางไปบูธต่อไป พร้อมกับตั้งใจว่าเย็น ๆ จะแวะมาขอลายเซ็นป้าอี๊ด

หลังจากนั้นพวกเรา โดยจินตาเสนอว่าควรรีบตรงดิ่งไปที่บูธสถาพรก็ได้เดินทางข้ามโซน แต่แล้วก็พบบูธสนพ.อะไรก็ไม่รู้ กำลังโปรโมทวรรณกรรมเยาวชน "เพนดรากอน" จินตาก็เลยชักชวนเพื่อน ๆ แวะเข้าไปดู ก็มีพนักงายขายปรี่เข้ามาแนะนำเมื่อจินตาหยิบขึ้นดู เขาก็ถามก่อนว่าชอบอ่านแฮร์รี่ไหม จินตาก็แกล้งตอบว่าตอนนี้เริ่มเบื่อแล้ว ปรากฏว่าคนขายพลิกสถานการณ์รวดเร็วมาก โดยการบอกว่าเรื่องนี้ไม่เหมือนแฮร์รี่ และแนะนำเรื่องย่อ ๆ

พอจินตาเปิดอ่านบทแรก สักครู่ก็หันไปบอกเพื่อนว่าเป็นสำนวนแบบหนังสือวัยรุ่น (ก็มันวรรณกรรมเยาวชนนี่นะ) แล้วก็ลงความเห็นว่าพักนี้ไม่ปลื้มสำนวนแนวนี้ ยังไม่มีอารมณ์อ่าน แล้วจินตากับเพื่อนซึ่งบ้าลอร์ดฯ และสำนวนที่เป็นแนวโบราณ และนวนิยายไทยนักเขียนรุ่นใหญ่ ก็ลงความเห็นกันว่า เราชอบสำนวนโบราณกันเนอะ แล้วก็หัวเราะ แล้วก็จะไป แต่ก่อนไปจินตาหันไปมองถุงที่เขาจะแถมกับหนังสือ แล้วคนขายก็เอาถุงมาล่อ แต่จินตาก็แซวว่าไม่สำเร็จแล้วเล่นมุข "เดี๋ยวจะแวะมาดูใหม่" หนีไปได้อย่างง่ายดาย

ระหว่างทางกว่าจะไปถึงบูธสถาพร จินตายังถูกรังควานอีกด้วยบูธหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งเอาเบื้องหลังการสร้างลอร์ดฯภาค 2 ขึ้นมาโชว์หราบนชั้น แต่แน่นอน พิมพ์สี่สีดีปานสารานุกรมเช่นนั้น จินตาก็ไม่มีงบซื้อ แม้ว่าจะลดถึง 50% ได้แต่น้ำตาตกใน

เมื่อไปถึงบูธสถาพร จินตาก็พยายามชักจูงเพื่อนให้ซื้อเล่มอื่นที่จินตาไม่ซื้อ เพื่อจะได้ยืมอ่าน และในระหว่างนั้นก็ยังล้างสมองให้เพื่อนอีกคนอุดหนุนพี่ปัน โดยการซื้อ ดรากอนเดลิเวอร์รี น่าเสียดายอย่างยิ่งที่สุดท้ายไม่สำเร็จทั้ง 2 ภารกิจ แต่ก็ไม่เป็นไร โอกาสหน้ายังมี 5555

สุดท้ายจินตาก็ได้"ดรากอนเดลิเวอร์รี่" และ "พ่อมดแห่งราชสำนัก" มาไว้ในความครอบครอง และรวมทั้งขอที่คั่นหนังสือเซวีน่า 4 แบบมาได้อีก 1 ชุด เพิ่มจากที่เขาแถมให้อยู่แล้ว 2 อัน 5555 และได้ทราบว่า พี่วัสส์จะมาตอนประมาณ 3 โมงเย็น จึงวางแผนว่าจะกลับมาขอลายเซ็นในภายหลัง ที่บังเอิญอีกรอบก็คือ เจอเพื่อนเอกเดียวกันที่เจอในสถานีรถไฟใต้ดิน อีกครั้งที่บูธนี้ด้วย ก็เลยพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายอีกรอบ ถ้าเจอกันอีกคงยิ่งกว่าบังเอิญ ถ้าซื้อหวยอาจจะถูกหวยมั้ง 555

จากนั้นผ่านบูธนานมีบุ๊คส์และแจ่มใสซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ก็ปล่อยให้ เพื่อน 2 คนไปสำรวจบูธแจ่มใส เพราะไม่ใช่แนวของจินตา ส่วนจินตาเองก็ไปสำรวจนานมีบุ๊คส์ พอเพื่อน ๆ ออกมา พวกเราก็ไปต่อ แล้วก็พบหนังสือของว.ณ. ประมวลมารค และ ท่านคึกฤทธิ์ ที่มุมบูธ ก็เลยแวะดู แล้วถามราคา ปรากฏ ว่าซื้อ 1 แถม 1 เหมือนเสียงสวรรค์ จินตาเลยชวน เพื่อนอีกคนที่ชอบเรื่อง "รัตนาวดี" เหมือนกัน ซื้อกันคนละเล่ม ที่ชอบมาก ๆ ของบูธนานมีบุ๊คส์คือถุงที่ใส่หนังสือ เป็นถุงที่ดี หูหิ้วทนเพราะไม่เหมือนแบบทั่วไป แล้วก็หนาดี

จากนั้น ก่อนจะออกจากโซนแพลนนารี ผ่านเจบลิส เลยแวะนิดนึง ปรากฏ เพื่อนกำลังสนใจหนังสือแปลญี่ปุ่นเล่มเล็ก ๆ เลยยุว่าให้คนนึงซื้อเรื่องนึง อีกคนซื้ออีกเรื่อง เพราะดูท่าจะสนใจกันคนละเรื่อง แล้วจินตาก็จะได้ยืมอ่าน ผลคือ โดนเพื่อนสวดเล็กน้อย สุดท้ายก็มีคนเดียวที่ซื้อ และซื้อทั้งสองเรื่อง ซึ่งจินตาก็สามารถยืมอ่านได้ทั้งสองเรื่อง

ออกไปโซน C ตั้งใจจะไปบูธนายอินทร์ เพราะเพื่อนสนใจเอรากอน ส่วนจินตาเสนอว่าอยากไปบูธ องค์การค้าของคุรุสภา จิตจักรวาล นวนิตา

แต่ปรากฎเจอบูธเนชันก่อน เลยแวะ ๆ ไปดู จินตาไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไร แต่ก็พูดเล่น ๆ ว่ารอ "บาร์ติเมอัสภาค 2" มาสองปี สี่งานหนังสือ แล้ว จะไปดูว่าออกไหม พอเดินเฉียดไป ก็เห็นหนังสือเล่มหนึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่

เอ... ทำไมชื่อคนเขียนมันคนเดียวกับบาร์ติเมอัสเลยหว่า พอมองชื่อหนังสือ กรี๊ด มันออกแล้วนี่ แล้วก็เลยเข้าไปดู พอเห็นราคา และควักเงินจ่ายไปโดยไม่รู้ตัว ก็พบว่า เราหมดงบจะซื้อต่อแล้ว T T

และก็ได้แวะที่คุรุสภาเป็นที่ที่สอง จินตาตั้งใจจะไปหาหนังสืออ่านนอกเวลาเรื่องนึงที่เคยอ่านสมัยประถมแล้วหาซื้อไม่ได้ ปรากฎ ว่าก็หาไม่พบอยู่ดี แต่ได้เห็นหนังสือ อ่านเสริมพวกวิทยาศาสตร์สมัยนี้แล้วก็บ่นกับเพื่อน ๆ ว่า สมัยเราหนังสือไม่เห็นน่าอ่านอย่างนี้เลย และก็บ่นว่าตอนเด็ก ๆ ชอบอ่านอยู่นะ หนังสือมีสาระเนี่ย ความรู้ทั่วไป วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แต่ทำไมโตมาอ่านแต่เรื่องไร้สาระหว่า เพื่อนก็ขำและว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง (บ้านิยายทั้งคู่) สุดท้ายจินตาไม่ได้ซื้ออะไร แต่เพื่อนซื้อ

ต่อมาแวะตรงไปที่บูธจิตจักรวาล เพื่อตามหา "แมวข้าวปั้น" ของพี่ปัน พัณณิดา แล้วก็พบ วางเด่นอยู่บนชั้นจึงหยิบมาเปิด และซื้อทันที เพราะเล่มเล็กมาก เลยยังพอสามารถซื้อได้ ปรากฎว่าเพื่อนอีกคนนึง โดนรังสีแมวจู่โจมเลยซื้อมาด้วย โดยที่มีจินตาหัวเราะ (เหอ...เหอ... สำเร็จแล้ว) อยู่ในใจ ที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือ ซื้อ ปวงเทพผู้นิราศไม่ได้ เลยได้แต่น้ำลายหก เอ๊ย ... น้ำตาตก

สุดท้ายขึ้นไปที่บูธอัมรินทร์ ซึ่งเขาเอาทีวีมาฉายตัวอย่างหนัง Eragon พอคนบ้าหนังแฟนตาซีสามคนเห็นเข้าเท่านั้น ก็นัดกันไปดูล่วงหน้า 2 เดือนเรียบร้อย

และสุดท้ายท้ายสุด จินตาในสภาพหมดตัวก็ไปถึงบูธนวนิตาเพื่อหวังจะไปพบกับพี่กก ฯคีตกาล และสิงอยู่แถว ๆ นั้นจะได้พบกับพี่ ๆ นักเขียนคนอื่น ๆ พี่กกก็ถามว่าทำไมไม่แวะมาซื้อที่นี่ล่ะ จินตาก็ทำหน้าน่าสงสาร แล้วบอกพี่กกว่าหมดตัว + ไม่รู้ค่ะว่าที่นี่จะมีหนังสือเยอะ

รอสักพักก็ให้เพื่อน ๆ ไปตามหาเอรากอนฉบับภาษาอังกฤษต่อไป ส่วนจินตาก็รอพี่ปัน จนถึงเวลาที่คิดว่าจะกลับไปขอลายเซ็นพี่วัสส์ พอไปก็พบพี่วัสส์ (กรี๊ด) และขอลายเซ็น+แนะนำตัว และก็ได้รับของรางวัลปลอบใจจากการเล่นเกมในถนนนักเขียนที่พี่วัสส์จัดขึ้นให้ผู้อ่าน "พ่อมดแห่งราชสำนัก" (ขอบคุณค่า ^^ ) หลังจากนั้นจึงเรียนพี่วัสส์ว่าจะขอกลับไปรอขอลายเซ็นพี่ปันที่บูธนวนิตา พอกลับไปพี่ปันก็มาถึงพอดี (เฮ) จึงได้ขอลายเซ็น (55) และสิงอยู่แถวนั้นอยู่พักหนึ่ง

เมื่อเพื่อนมาตามกลับก็ยังไม่กลับ แต่แนะให้เพื่อนนำแมวข้าวปั้นมาขอลายเซ็นพี่ปันก่อนกลับ แล้วปล่อยให้เพื่อนกลับก่อน ตัวเองก็สิงอยู่แถวนั้นต่อไป (กับพี่ ๆ ) ก่อนจะคะเนเวลาว่าน่าจะกลับไปขอลายเซ็นป้าอี๊ด ทมยันตีได้แล้ว ก็เลยแวะไปที่บูธ ณ บ้านฯ เมื่อได้แล้ว (อิ อิ) ก็กลับมาลาพี่ ๆ ทุกคน รวมทั้งพี่วัสส์ที่มาสมทบภายหลัง และเดินทางกลับด้วยสภาพถังแตก จนรู้สึกเสมือนว่าค่ารถไฟใต้ดินจะแพงขึ้นอีกเท่าตัว




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2549    
Last Update : 29 มิถุนายน 2550 18:05:48 น.
Counter : 219 Pageviews.  


Valentine's Month


 
จินตานุภาพ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Imagination is more important than knowledge
Friends' blogs
[Add จินตานุภาพ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.