ทะเลทุกข์...กว้างไกล กลับใจ......คือฟากฝั่ง

9 คาถาเสริมเสน่ห์ในพริบตา




เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมบางคนรูปร่างหน้าตาก็ดูธรรมดาๆ แต่เธอหรือเขาคนนั้นช่างดูดีมีเสน่ห์ไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำอะไร

การมีเสน่ห์ชวนมองเป็นเรื่องน่าแปลก คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่า รูปร่างหน้าตาเป็นตัวกำหนดความมีเสน่ห์ และถ้าคุณเป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆคนที่คิดเช่นนี้ละก็ ขอบอกว่า คุณคิดผิดอย่างแรง!!

แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะเป็นสิ่งแรกที่คนทั่วไปมองเห็น แต่สติปัญญาและวิถีชีวิตของคุณ กลับมีอิทธิพลต่อการที่คนอื่นมองคุณมากกว่า เพราะความจริงก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าสไตล์ใหม่ล่าสุด เพื่อให้ดูทันสมัย หรือควบคุมอาหารการกิน เพื่อให้หุ่นดีชวนมอง ขอเพียงแค่คุณมีทัศนคติที่ดี ก็สามารถเปล่งประกายความงามตามธรรมชาติจากภายในออกมาให้คนอื่นเห็นได้ ทำอย่างไรน่ะหรือ?

1. เป็นตัวของตัวเอง

คนจำนวนมากพยายามซ่อนตัวตนที่แท้จริง โดยแสดงออกในอีกแบบหนึ่ง การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะปิดกั้นสิ่งดีๆและความภาคภูมิใจในตัวเองที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ยังเป็นการปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิดด้วย และการแสแสร้งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบ

ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปกปิดข้อบกพร่องในตัวเอง หรือทำเสมือนว่าคุณไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเลย จงยอมรับในแบบอย่างที่คุณ เป็นเพราะไม่มีใครคาดหวังว่าคุณต้องเพอร์เฟ็คไปซะทุกเรื่อง

การเป็นตัวของตัวเองหมายถึง การยอมรับและรักในสิ่งที่คุณเป็น คุณต้องรักตัวเองก่อน จึงจะเริ่มต้นรักคนอื่นได้ และไม่มีอะไรที่ดูดีไปกว่าความรักหรอกนะ จำไว้ว่าคนที่เป็นตัวของตัวเองมัก เป็นคนที่มีเสน่ห์ พวกเขาไม่อายเมื่อทำผิดพลาด เพราะเมื่อผิดพลาดก็ยอมรับ และแก้ไขให้ดีขึ้น

2. พูดอย่างมีเป้าหมาย

คนที่พูดอย่างมีเป้าหมาย เป็นอะไรที่ดูน่าสนใจ น่าติดตาม จงหลีกเลี่ยงการพูดแบบขอไปที แต่เมื่อต้องพูด ควรพูดด้วยสติ ไม่พูดตามอำเภอใจ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้ว่าควรพูดอะไร ในสถานการณ์ไหน และกับใคร อย่างไร เป็นต้น

3. เป็นนักฟังที่ดี

โลกนี้เต็มไปด้วยคนที่ยึดถือความเห็นของตนเป็นใหญ่ และคนพวกนี้ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หานักฟังที่ดีได้ยาก ดังนั้น การเรียนรู้ทักษะการเป็นนักฟังที่ดี จึงเป็นสิ่งจำเป็น

เมื่อเป็นฝ่ายพูด ต้องพูดอย่างมีเนื้อหาสาระ และเมื่อเป็นฝ่ายฟัง ก็ต้องเป็นนักฟังที่ดีเช่นกัน ฟังอย่างสงบ อย่าเพิ่งแสดงความคิดเห็นสวนขึ้นมาในเวลาที่คนอื่นพูด และต้องเปิดใจกว้างยอมรับ เชื่อเถอะ ไม่มีใครชอบคนที่พูดอยู่ฝ่ายเดียวหรอก

คุณรู้หรือเปล่าว่า คนที่ใส่ใจคอยรับฟังผู้อื่น มักเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้คนอยากเข้าใกล้จริงๆ

4. มีอารมณ์ขัน

เมื่อคุณหัวเราะ มันเป็นการสะท้อนความงดงามในตัวคุณออกมาให้คนรอบข้างได้สัมผัส คนมักตีความการหัวเราะไปในทางที่ดีเสมอ การมีอารมณ์ขันจึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดอย่างหนึ่ง เพราะคนที่หน้าหงิกหน้างอ อารมณ์บูดบึ้งอยู่ตลอดเวลาน่ะ ไม่มีใครอยากเสวนาด้วยแน่ๆ

5. ยิ้มแย้มแจ่มใส

การยิ้มเป็นหนึ่งในหลายๆวิธีที่ง่ายที่สุด ที่ทำให้คุณดูมีเสน่ห์ขึ้นในพริบตา เพราะรอยยิ้มคือใบเบิกทางสร้างมิตรภาพกับคนรอบข้าง รู้มั้ยว่า คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ก็คือคนที่ยิ้มมากที่สุดนั่นเอง

6. เลิกบ่น

ถ้าคุณเหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ ที่ชอบบ่นไปซะทุกเรื่อง บอกได้เลยว่า มันจะทำให้คุณหมดเสน่ห์ เพราะคนที่ยิ่งบ่น จะยิ่งเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องบ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นลองเปลี่ยนมุมมองว่า ทุก ๆโอกาสที่เข้ามา เปรียบเสมือนประสบการณ์อันมีค่า และถ้าคุณยังเลือกที่จะบ่นพึมพำอยู่ละก็ อย่าหวังว่าจะเห็นสายรุ้งบนท้องฟ้าเลย

7. รู้สึกดีๆกับตัวเอง

คุณจะดูมีเสน่ห์ชวนมองได้อย่างไร ในเมื่อตัวคุณเองยังไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย!! จริงๆแล้วทุกคนมีความงามที่ธรรมชาติให้มา และถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนน่ามอง มีเสน่ห์ คุณก็ต้องปล่อยมันออกมา แต่ต้องระวังสักนิด ระหว่างความมั่นใจในตัวเอง กับความมั่นใจในตัวเองที่มีมากเกินไป จนกลายเป็นหยิ่งยโส จงพยายามหลีกเลี่ยงข้อหลัง เพราะเมื่อคุณเชื่อจริงๆว่า ตัวเองเป็นคนที่น่าสนใจ มีเสน่ห์ดึงดูดตามธรรมชาติ ซึ่งมิได้ปรุงแต่งขึ้น มันจะทำให้คนที่อยู่รอบๆตัวคุณ คิดเช่นนั้นไปด้วย

8. จริงใจ เปิดเผย

ไม่มีใครชอบคนที่ดูลึกลับ ปิดกั้นตัวเอง ไม่สุงสิงกับใคร ดังนั้น จงแสดงความจริงใจและเปิดเผย เพื่อสร้างมิตรภาพที่ยั่งยืน และคุณจะได้เห็นสัมพันธภาพที่ดีเริ่มก่อตัวขึ้น มีบ่อยครั้งที่หลายๆคนทำราวกับว่า ตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น แต่ความเป็นจริงก็คือ ทุกคนมีความเป็น ‘มนุษย์’ เท่าๆกัน เมื่อคุณเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาทำความรู้จัก คุณจะกลายเป็นคนที่น่าสนใจขึ้นมาทันที ดังนั้น ควรเปิดเผยและมีความจริงใจ และคุณจะได้พบมิตรภาพที่แท้จริง

9. เดินอย่างสง่างาม

เคยสังเกตท่าเดินของตัวเองบ้างมั้ยว่าเป็นอย่างไร คุณเดินคอตกหรือเปล่า คุณรู้มั้ยว่าแค่การปรับเปลี่ยนท่าเดินเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้คุณดูมีเสน่ห์ขึ้นทันตา และทุกครั้งที่ก้าวเดินอย่างสง่างาม ความมั่นใจในตัวเองจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าเดินก้มหน้า แต่จงมองความสวยงาม รอบๆข้าง แล้วเสน่ห์ในตัวคุณจะเปล่งประกายออกมา

ขณะที่คนอีกหลายล้านคน พยายามเสาะแสวงหาสิ่งภายนอก มาทำให้ตัวเองดูดีมีเสน่ห์มากขึ้น แต่แท้จริงนั้น ยังมีทางเลือกอีกทางหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุมาปรุงแต่ง นั่นก็คือเลือกแสดงสิ่งที่อยู่ภายในตัวตน ซึ่งธรรมชาติได้มอบให้มาตั้งแต่เกิดแล้ว ทั้งด้านงดงาม และด้านที่มืดสลัว เพียงแต่ต้องเลือกหยิบออกมาใช้ให้เป็นเท่านั้น

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 109 ธันวาคม 2552 โดยประกายรุ้ง)




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2552    
Last Update : 30 ธันวาคม 2552 5:38:32 น.
Counter : 396 Pageviews.  

เทคนิคฝึกจิตไปสู่ความเป็น nobody



การเป็น somebody อยู่ตลอดเวลาทำให้เราเหนื่อย
การปฏิบัติจึงนำไปสู่การเปลี่ยนชีวิต
ที่ประกอบด้วย reaction
ไปสู่ชีวิตแห่งการ response



เทคนิคฝึกจิตไปสู่ความเป็น nobody

หากจะพูดถึงความไวของใจมนุษย์ คงเคยคุ้นกับคำเปรียบเทียบว่าไวยิ่งกว่าปรอท ไวยิ่งกว่าเสียง หรือแสง ไวยิ่งกว่าใดๆ ทั้งสิ้น ความไวเป็นที่มาแห่งภัยหากมีสติติดตามควบคุมไม่ทัน โดยเฉพาะในยุคนี้ที่อะไรๆ ก็ไฮเทค มีแต่ของล่อกิเลสเยอะแยะ จนเงินในกระปุกไม่มีเหลือให้แคะ และบ่อยครั้งก็มักได้เห็นภาพเด็กเล็กส่งเสียงร้องรบกวนโสตประสาทผู้ปกครองเพราะไม่ได้ของ ที่ใจอยากได้ น่าเห็นใจผู้ใหญ่ยุคใหม่เป็นที่สุด ดูเหมือนจะเกิดมา เป็นทาสลูกเล็กเด็กแดง ไม่เหมือนผู้ใหญ่ยุคเก่าที่มีสิทธิ์ในการฝึกวินัยให้เด็กได้

การแสดงออกซึ่งความรักของคนรุ่นก่อนแตกต่างจากรุ่นใหม่ มาก รุ่นก่อนขัดใจเด็กด้วยความรัก แต่รุ่นใหม่กลับตามใจด้วยความรัก อยากได้อยากดีอยากมีอะไรหาประเคนให้หมด เห็นหัว พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นนอต ต้องทำงานกันจนตัวเป็นเกลียว

อยากถามว่า ระหว่างการแสดงบทบาทเป็นผู้ปกครองที่เข้มงวด แต่ไม่เหี้ยมโหด กับการเป็นผู้ปกครองที่สนองความต้องการของเด็กไปเสียทุกเรื่องเพื่อให้เด็กรัก ผลลัพธ์จากการเก็บสถิติของ นักสังคมสงเคราะห์ หรือนักวิชาการการศึกษา มีคำตอบบ้างไหม?

ในหนังสือ ไฮเทค ไฮทุกข์ คัดย่อข้อธรรมจากธรรมะบรรยาย ณ สถาบัน M.I.T. Boston เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2539 โดย ท่านอาจารย์ ชยสาโรภิกขุ ซึ่งบรรพชาเป็นสามเณรมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2522 และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี 2533 ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี เคยรับหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส วัดป่านานาชาติ ช่วงปีพุทธศักราช 2540-2544 ปัจจุบันพำนักอยู่ ณ สถานพำนักสงฆ์ จังหวัดนครราชสีมา ได้กล่าวว่า

*ในสังคมปัจจุบันเราถูกล้างสมองมานานแล้วว่า ความรักคือคำตอบปัญหาชีวิตที่ดีที่สุดและง่ายที่สุด เจอคนสมบูรณ์แบบสำหรับเราเมื่อไหร่ ความเหงา เซ็ง เบื่อหน่าย วิตกกังวล ความทุกข์ ทุกอย่างจะละลายไปหมด เหมือนขี้ไคลถูกถูด้วยสบู่หอม หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งนับว่าเป็นความหวังที่ไม่ยุติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์เราเลย เพราะใครจะไปเป็นที่พอใจของเราได้ตลอดกาล

ความคิดผิดอย่างนี้ทำให้สามีภรรยาหย่ากันไม่รู้กี่คู่แล้ว เพราะหลงไปหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อหวังแบบผิดๆ ก็ต้องผิดหวัง แต่แทนที่จะโทษความหลงงมงายของตนเอง แต่กลับไปโทษคนอื่น หรือหากเจอรักร้าวบ่อยๆ เข้า อาจลงโทษตนเองว่าเป็นคนไม่มีใครรัก ไม่มีคุณค่าจนอยากฆ่าตัวตาย เพราะหลงไปมอบคุณค่าของชีวิตไว้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง ทำให้หาความมั่นคงไม่ได้ ชีวิตจึงพร้อมที่จะเป็นทุกข์ตลอดเวลา*

การจะให้ของขวัญเป็นความคิดดีเพื่อต้อนรับปีแห่งชีวิตใหม่ จึงน่าจะดีกว่าการให้วัตถุสิ่งของที่ตัณหาเรียกร้องอยู่ไม่เลิก ความคิดดีคือความรู้คิดว่าชีวิตแท้จริงคืออะไร ดังที่ท่านอาจารย์ ชยสาโรภิกขุได้กล่าวเสริมไว้ว่า

*การหันมาทำความเข้าใจความจริงของชีวิต ต้องมองเข้ามา เพื่อหาคำตอบให้ได้ เช่น ชีวิตคืออะไร เราผู้ดำเนินชีวิตคือใครกันแน่ เราหวังอะไรจากชีวิต มีอะไรบ้างที่อยู่ในวิสัยที่หวังได้และหวังไม่ได้ เราควรจะให้อะไรไว้กับโลกและสังคมที่เราอยู่อาศัย ทำอย่างไรจึงจะหาคำตอบเองได้โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น ไม่ต้องเชื่อสังคม ไม่มีทางใดหรือทางอื่น นอกจากการปฏิบัติตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่มีไว้ในโลกเพื่อช่วยผู้ใฝ่หาความจริง

ปฏิบัติไปแล้วไม่นาน เราจะซาบซึ้งในความงดงามของ กุศลธรรม เช่น ความเมตตากรุณา ความอดทน ความสงบ ตระหนักชัดว่าคุณค่าของชีวิตอยู่ที่คุณธรรม ไม่ใช่โลกธรรม คนอื่นเขาจะรักเราหรือไม่รัก เราก็ไม่ได้มีอะไรน่ารักหรือน่าเกลียด ไปกว่าเดิม หากเรามีจุดยืนอยู่ภายใน ใจก็ไม่หวั่นไหว

การภาวนามีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันโดยตรงอย่างนี้ คือช่วยให้เรารู้ว่าอะไรคืออะไร แล้วหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีพิษมีภัย หันมาพัฒนาสิ่งที่มีคุณต่อเรา ถ้าเราขาดความรู้ประเภทนี้เสียแล้ว ถึงจะอยู่ในสถาบันไฮเทคอย่าง M.I.T. ก็มีแต่ไฮทุกข์

การนั่งดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นการค้นคว้าในส่วน ของธรรมชาติที่ใกล้ตัวที่สุดที่เอื้อต่อการศึกษาทุกเวลานาที เป็นวิธี ที่ไม่มีอะไรลึกลับ เพียงดูความรู้สึกตรงจุดที่ลมหายใจสัมผัสกับปลายจมูกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย แรกๆ หากรู้สึกยาก ก็อาจใช้คำบริกรรมพุทโธช่วยประคับประคองไปก่อนได้ ให้ความรู้สึกอยู่กับลมสัก 80% และอยู่กับพุทโธสัก 20% ให้คำว่าพุทโธยาวพอดีกับความยาวของลม สำคัญที่ว่าเรารักษาความเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ

มีอีกวิธี เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่คิดไม่ค่อยหยุด ซึ่งเป็นโรค ระบาดอยู่ในหมู่ปัญญาชน ก็ให้ใช้การนับลมหายใจเข้า-ออกรอบหนึ่ง คือ นับตั้งแต่ 1-5/1-6/1-7/ไล่เรื่อยจนถึง 1-10 จากนั้นเริ่มใหม่ ทำไปหลายรอบ เมื่อจิตละเอียดขึ้น ควรปล่อยการนัับและดูแต่ลมต่อไป อาจเจออุปสรรคที่เรียกว่านิวรณ์บ้าง เช่นอาการฟุ้งซ่านครุ่นคิด หงุดหงิด รำคาญ หรือง่วงเหงาหาวนอน อาจสงสัยหรือลังเล ก็ให้อดทนทำไปเรื่อยๆ จะไปถึงจุดหนึ่งที่พ้นอำนาจ ของสิ่งเหล่านี้ได้ ในขณะนั้นจิตจะมีความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน อยู่ในปัจจุบันอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อนั้นสิ่งหนึ่งที่เราอาจเจอ จะมีคุณค่าต่อชีวิตเรามากคือการเป็น nobody

เพราะที่เรารู้สึกว่าชีวิตของเราหนัก เต็มไปด้วยภาระต้องแบก ลำบากลำบน เพราะความรู้สึกกดดันอยู่ด้วยความเชื่อว่าเราเป็น somebody เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นนั่นเป็นนี่สารพัด การเป็น somebody อยู่ตลอดเวลาทำให้เราเหนื่อย ถ้าพอใจอยู่กับ somebody ที่เราคิดว่าเราเป็นก็ประมาท หากไม่พอใจก็กระสับกระส่าย กระวนกระวาย อยากเป็น somebody else

การนั่งสมาธิบ่อยๆ เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับการเป็น nobody เป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง เพราะใจจะเห็นชัดว่า จริงๆ แล้วเราก็ไม่มีอะไร มีแต่การเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ตามเหตุตามปัจจัย ในขณะใดที่เราหยุดคิดปรุงแต่ง การเป็นนั่นเป็นนี่ ก็ไม่มีปรากฏ มีแต่ธรรมชาติของกายและใจอยู่ในปัจจุบัน

ที่บอกว่าการภาวนามีเป้าหมายอยู่ที่การเข้าใจชีวิตของตนเอง เพื่อพ้นจากการบีบคั้นจากการไม่เข้าใจนั้นบ้าง และได้หลุดไปชั่วคราวจากความคิดฟุ้งซ่านและการปรุงแต่งซึ่งโดยปกติทำให้การพิจารณาสิ่งต่างๆ เป็นไปอย่างผิวเผิน

ความสงบเป็นรากฐานของการเจริญปัญญา เพราะความตั้งมั่น แน่วแน่อยู่ภายในทำให้เราสามารถอยู่กับความจริงได้ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นอยู่ในใจ แทนที่เราจะวิ่งตามมัน เราจะมีเวลารับรู้ว่าอะไรคืออะไร และตัดสินด้วยสติปัญญาว่าควรหรือไม่ควรอย่างไร การปฏิบัติจึงนำไปสู่การเปลี่ยนจากชีวิตที่ประกอบด้วย reaction ไปสู่ชีวิตแห่งการ response

คำว่า react คือการโต้ตอบที่ไม่มีสติปัญญาคุม react คือจิตใจที่มีแต่อวิชชา ตัณหาเป็นเจ้าการ จิตในระดับนี้เหมือนหุ่นที่ถูก เขาชัก ไม่เป็นอิสระ แต่การฝึกอบรมจิตตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนาทำให้เราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เป็นอิสระในการที่ จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่ไม่ถูกใจ แต่ถ้ายังไม่ได้ฝึกใจ จิตยังอ่อนแอก็ทำไม่ได้ สิ่งที่ถูกใจจะเป็นนายของเราอยู่เรื่อย ทนต่อกิเลสไม่ได้ พอตัณหาหมดแล้วจึงคิดได้ เรียกว่าทฤษฎีที่เรียนรู้มาช่วยไม่ทัน

ปัญญาที่ต้องการทางพุทธศาสนาคือปัญญาที่ดับทุกข์ได้ เกิดขึ้นแล้วจึงจะเอาตัวรอดได้ ปัญญาที่ทันต่อปัญหาชีวิตก็คือปัญญาที่อาศัยสัมมาสมาธิ แต่จะเกิดสมาธิได้ก็ต้องรู้เทคนิคและอุบายในการภาวนาอย่างที่กล่าวมา และต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

พื้นฐานที่ขาดไม่ได้ก็คือ การประพฤติต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อมด้วยความเรียบร้อยดีงาม คือ ศีล ระมัดระวังในการพูด การกระทำ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มีสติ มีความพยายามที่จะงดเว้นการเบียดเบียนผู้อื่นในทุกๆ ทาง *

ดังนั้น ใครที่สงสัยว่าทำไมต้องปฏิบัติธรรม ตอบได้ง่ายๆ ว่า ก็เพื่อชีวิตที่สดใส เป็นอิสระจากกิเลส ไร้ปัญหาจากตัณหา เมื่อมีชีวิตถูกต้อง เราก็จะเป็นอิสระจากพันธกรรม มีความสุขภายใน คนที่รอบคอบจริงๆ จะไม่ได้คิดแต่ความสุขเฉพาะหน้า แต่จะคิดถึงความสุขที่เกิดจากการถอนเหตุแห่งทุกข์ได้

อย่าท้อถอยเมื่อเกิดปัญหา พยายามพิจารณาให้เห็นคุณค่าของการปฏิบัติธรรมทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง และเห็นโทษของการไม่ปฏิบัติด้วย หมั่นรดน้ำ พรวนดิน สร้างต้นไม้แห่งความดีความงามให้มีขึ้นในชีวิตตนเอง สังคม และประเทศชาติ จะเป็นบุญอย่างยิ่งค่ะ

ที่มา: สื่อใจสมานสร้างสรรค์,

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2552    
Last Update : 23 ธันวาคม 2552 5:31:13 น.
Counter : 473 Pageviews.  

กำลังใจดี ๆ ให้ตัวเอง




.. ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า
แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง
และคนฉลาดที่สุด
ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง ..

.. ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า
การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต

ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป
ที่จะทำในสิ่งที่ตนฝัน ..

.. คนที่ไม่เคยหิว
ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม

ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว
ย่อมหอมหวานกว่าเดิม ..

.. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน อีกคนนึง
ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า
ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร

ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป

หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง ..

.. คนเรา
ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง
แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น
ที่ได้ทำ ..

หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย
หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง .. มากกว่า



........................................

บทความจาก
//www.watsuthatschool.com/viteput/






 

Create Date : 02 ธันวาคม 2552    
Last Update : 2 ธันวาคม 2552 3:45:26 น.
Counter : 254 Pageviews.  

ประโยชน์ 3 อย่างที่มนุษย์ควรบำเพ็ญ



คนเราเกิดมาต้องรู้จักทำประโยชน์ ถ้าไม่ทำประโยชน์ก็ไม่ใช่มนุษย์ เขาเรียกว่า หมานุษย์ พระพุทธองค์ท่านสอนมนุษย์ให้ทำประโยชน์ทั้ง 3 ประการคือ

1.ประโยชน์ปัจจุบัน

2.ประโยชน์ภายภาคหน้า

3.ประโยชน์อย่างยิ่ง

ประโยชน์เหล่านี้ มนุษย์เราควรจะกระทำไปพร้อมๆ กับชีวิตที่ยังเป็นๆ สดๆ อยู่

• ประโยชน์ปัจจุบัน •

ประโยชน์ปัจจุบัน ยังพอแยกแยะออกไปอีกว่า เราควรจะบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ใครบ้าง

- โลกัตถประโยชน์ ให้ทำประโยชน์แก่โลก คือ แก่ส่วนรวม สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ก็ให้พากันปรับปรุงพัฒนาขึ้นในวัตถุนั้น สิ่งนั้น ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ด้านวัตถุ ก็ให้ สร้างสรรค์ถาวรวัตถุที่จะเป็นประโยชน์ใช้สอยได้สำหรับส่วนรวม เช่น ถนน วัดวาอาราม ศาลา สระน้ำ โรงเรียน เป็นต้น ด้านจิตใจ ก็ให้ช่วยเหลือเจือจาน เทศนา สั่งสอน แนะนำให้เขามีความคิดที่ถูกต้อง ดีงาม ไม่หลงใหลไปในทางที่ผิด ให้รู้จักทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์...ให้มีความสุขกาย สบายใจ

- ญาตัตถประโยชน์ ให้ทำประโยชน์แก่ญาติพี่น้อง คือ สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน อันคำว่า “ญาติ” นี้ มิใช่หมายความเฉพาะญาติทางสายโลหิตอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายความถึงญาติทางโลกด้วย มนุษย์เราเกิดมาร่วมชาติร่วมศาสนา ร่วมพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน ก็เหมือนญาติสนิทมิตรสหายกันทั้งนั้น ต้องมีการสงเคราะห์บำรุงซึ่งกันและกัน ด้วยกายสงเคราะห์ ด้วยวาจาสงเคราะห์ และด้วยใจสงเคราะห์ มีการแบ่งสันปัน ส่วนซึ่งกันและกัน มีความเห็นพร้อมเพรียงกัน มีทิฏฐิเสมอกัน มีความสามัคคีปรองดอง กัน ไม่แตกแยกกัน รักษา พัฒนา บำรุง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของตน อย่าไปคิดโค่น หรือล้มทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันเป็นสิ่งอัปรีย์ เป็นของไม่ดี ทำ ความชั่ว ความเสียหาย เป็นบาปเป็นกรรม เป็นโทษแก่ตน

- อัตตัตถประโยชน์ ให้ทำประโยชน์แก่ตน สิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่ตนก็ทำขึ้น บาป... มันเป็นโทษ มีโทษ ไม่มีประโยชน์ ทำแล้วมันเป็นโทษ เป็นทุกข์ เป็นภัย เป็นอันตราย ก็อย่าทำ ส่วนบุญกุศล คุณความดีมันเป็นประโยชน์ พึงพากันหมั่นบำเพ็ญกระทำขึ้น สิ่งใดที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดศีลธรรม ตามพระพุทธศาสนา พึงพากันเลิก ละ หลีก เว้น อย่ากระทำ

นอกจากจะไม่กระทำแล้ว อย่าพากันดำริ ตริตรึกนึกคิดขึ้น มันเป็นโทษ มันทำลายประโยชน์ของชาติ ของศาสนา ของพระมหากษัตริย์ ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือทำตนให้เป็นพลเมืองดี ทำมาหากินโดยซื่อสัตย์สุจริต ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง เป็นผู้ประกอบแต่การงานที่ปราศจากโทษ เว้นการงานที่มีโทษ หมั่นประกอบการงานที่เป็นประโยชน์ หมั่นรักษาทรัพย์สมบัติของตน ที่ตนแสวงหามาได้ ด้วยความหมั่นในทางที่ชอบ อย่าพากันเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายทรัพย์ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ พึงพากันเว้นสิ่งที่เป็นอบาย เช่น การดื่มน้ำเมา เหล้า กัญชา ยาฝิ่น เฮโรอีน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท และเป็นเหตุแห่งความฉิบหายของโภคสมบัติ...เหล่านี้พึงพากันหลีก ละ เลิก เว้น อย่าพากันทำขึ้น

การเที่ยวกลางคืนในตรอกมืดให้ผิดเวลาเนืองๆ หรือเที่ยวล่าสัตว์ในป่าดงในเวลากลางคืน อันนี้ก็เป็นเหตุแห่งความฉิบหายของโภคสมบัติ และแม้ร่างกายของเราด้วย อย่าพากันนิยมยกย่องสรรเสริญ การเที่ยวดูการละเล่น การเล่นการพนัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท พึงพากันหลีกเว้น อย่านิยมชมชอบ คบคนชั่วเป็นมิตร พึงพากันละเว้น เพราะเป็นเหตุแห่งความฉิบหายโภคสมบัติ การเป็นคนขี้เกียจ ขี้คร้าน งอมือ งอเท้า ไม่ทำกิจการงาน ก็เป็นสิ่งควรหลีกเลี่ยงละเว้นทั้งสิ้น ให้เลี้ยงชีพในทางที่ชอบ อย่าพากันประกอบอาชีพในทางที่ผิด มันไม่ดี เป็นบาป เป็นโทษ พึงคบมิตรที่ดี คบเพื่อนดี อย่าคบ คนชั่วเป็นมิตร คบแต่คนที่ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตาอารี สามัคคีปรองดองซึ่งกันและกัน

การทำประโยชน์ ทั้งแก่โลกโลกัตถประโยชน์ แก่ญาติ-ญาตัตถประโยชน์ และแก่ ตน-อัตตัตถประโยชน์นี้ เป็นประโยชน์ปัจจุบัน เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน พึงพากันประพฤติปฏิบัติให้ได้ครบทั้ง 3 ประการ มีชีวิตอยู่ ก็ต้องบำรุงรักษาตน ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเราเอง ให้เป็นประโยชน์แก่ญาติมิตร มิตรสหายรอบข้าง ให้เป็นประโยชน์แก่โลกโดยส่วนรวม เช่นนี้จึงถือว่า พร้อมด้วยประโยชน์ 3 เป็นคนมีประโยชน์ เป็นมนุษย์ ไม่ใช่หมานุษย์ มีแต่ผู้ยกย่องสรรเสริญ ถ้าเราอยากได้ความสุข ความเจริญ อยากได้ประโยชน์ในปัจจุบัน ก็ต้องประพฤติปฏิบัติเช่นนี้

• ประโยชน์ภายภาคหน้า •

ประโยชน์ภายภาคหน้า คือ นับแต่กายแตกสลายแล้ว ต้องมีคติที่ไปเพราะยังมี กรรม ท่านจึงให้บำเพ็ญประโยชน์ไว้สำหรับเป็นที่พึ่งของเราเมื่อตายไปแล้ว ถ้าเราไม่บำเพ็ญประโยชน์ไว้ ตายไปก็จะเป็นคนตายทุกข์ตายยาก ตายลำบากตายหิว ตายกอด ตายกุม ตายคุมตายขัง ตายอดตายอยาก เพราะตนไม่บำเพ็ญประโยชน์ไว้ในภายภาคหน้า เรียกว่า ไม่มีสมบัติติดตัวไปในภพในชาติข้างหน้าเลย การที่จะให้มีประโยชน์ภาย ภาคหน้านั้น ต้องมีศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในทาน ศีล ภาวนา เชื่อในบุญ เชื่อในบาป

พึงพากันให้ทาน เป็นนักเสียสละ บำเพ็ญการกุศล ช่วยสาธารณกุศล สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน รักษาศีล เว้นสิ่งที่เป็นบาป ประกอบแต่สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล เป็นประโยชน์แก่ตน แก่ญาติ แก่โลก พึงพากันหมั่นสดับตรับฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงมีปัญญารอบรู้ในบาปบุญคุณโทษ การใดเป็นประโยชน์และการใดมิใช่ประโยชน์ ภาวนา-พิจารณาสังขารร่างกายของตนให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ให้เห็นเป็นของมิใช่ตน ประเดี๋ยวเดียวมันก็ร่วงหล่น ตายไป ดับไป ฉิบหายไป ไม่มีอะไรที่จะเหลืออยู่เลย สิ่งจะติดตัวของเราได้ ก็มีแต่บาปและบุญเท่านั้น ฉะนั้นท่านจึงให้เลิกบาป บำเพ็ญแต่บุญ ถ้าเราเกิดมาทำแต่บาป ตายไปเราก็ไปสู่ทุคติ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้าเราทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ตายไปเราก็ไปสู่สุคติ มนุษยสุข สวรรคสุข นิพพานสุข ถ้าเราประสงค์ประโยชน์ภายภาคหน้า ก็ต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้

• ประโยชน์อย่างยิ่ง •

ประโยชน์อย่างยิ่งของมนุษย์เราก็คือ พระนิพพานนั่นเอง ให้รู้จักดับกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าให้มีที่ใจของเรา ถ้าเราดับกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เหล่านี้หมดแล้ว ก็ถึงพระนิพพานเท่านั้น ไม่มีความสงสัยเลย ดังนั้นพวกเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นโชคอันประเสริฐของเรา อย่าปล่อยชีวิตของตนให้ล่วงเลยจากประโยชน์เปล่าๆ เกิดมาต้องทำประโยชน์จึงเป็นมนุษย์

ถ้าไม่ทำประโยชน์เหล่านี้ เขาไม่เรียกว่ามนุษย์ เขาเรียกว่า หมานุษย์-สัตว์เดรัจฉาน ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง ตายไปก็ทุกข์ยากปากหมอง ตายทุกข์ ตายยาก ตายลำบาก เพราะไม่ได้ทำคุณงามความดี ตายอดตายอยาก เพราะไม่ได้บำเพ็ญทานไว้ ตายกอดตายกุม ตายคุมตายขัง ตายมีหนี้สิน ตายมีโทษ เพราะไม่ได้รักษาศีล ให้พากันเข้าใจดังนี้แล

จาก ธรรมลีลา ฉบับที่ 104 กรกฎาคม 52




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2552 14:31:20 น.
Counter : 213 Pageviews.  

55 สถานที่ปฏิบัติกรรมฐาน (ยอดนิยม)



คู่มือสำหรับผู้แสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม

๑. วัดธรรมมงคล

๑๓๒ ถ.สุขุมวิท ซอย ๑๐๑ ตรอกปุณณวิถี ๒๐
แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ๑๐๒๖๐
โทร. ๐๒-๓๑๑-๑๓๘๗, ๐๒-๓๓๒-๔๑๔๕, ๐๒-๗๔๑-๗๘๒๒
วิปัสสนาจารย์ พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
สถานที่ปฏิบัติมีหลายแห่ง คือ ๑. ศาลาปฏิบัติธรรม เป็นห้องมุ้งลวด
๒. ถ้ำวิปัสสนา (จำลอง) ๓. ศูนย์สมาธิวิริยานุภาพ มี ๘๐ ห้องพัก
ทุกห้องมีเครื่องปรับอากาศ ๔. ห้องสำหรับทำสมาธิ
๕. สถานปฏิบัติธรรม จ.เชียงราย ๖. สำนักสงฆ์น้ำตกแม่กลาง

๒. วัดอัมพวัน

๕๓ หมู่ที่ ๔ ถ.เอเชีย กม. ๑๓๐ บ้านอัมพวัน
ต.พรหมบุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ๑๖๑๖๐
โทร. (๐๓๖) ๕๙๙-๓๘๑, (๐๓๖) ๕๙๙-๑๗๕
วิปัสสนาจารย์ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ บริกรรม “ยุบหนอ พองหนอ”

๓. ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย

ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
๕๘/๘ ถ.เพชรเกษม ๕๔ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ๑๐๑๖๐
โทร. ๐๒-๔๑๓-๑๗๐๖, ๐๒-๘๐๕-๐๗๙๐-๔
วิปัสสนาจารย์ คุณแม่สิริ กรินชัย
แนวการปฏิบัติ แนวสติปัฏฐาน ๔ เจริญสติอย่างต่อเนื่อง
ตามแนวพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
สถานที่เป็นตึกทันใหม่ทันสมัยหลายหลัง โดยทั่วไปการอบรมใช้เวลา ๘ วัน ๗ คืน

๔. สวนโมกขพลาราม (วัดธารน้ำไหล)

๖๘ หมู่ ๑ ต.เลเม็ด อ ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ๘๔๑๑๐
โทร. (๐๗๗) ๔๓๑-๕๙๖-๗, (๐๗๗) ๔๓๑-๖๖๑-๒
วิปัสสนาจารย์ ท่านพุทธทาสภิกขุ
แนวการปฏิบัติ อานาปานสติภาวนา

๕. วัดป่าสุนันทวนาราม

๑๑๐ หมู่ที่ ๘ บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
วิปัสสนาจารย์ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
แนวการปฏิบัติ อานาปานสติภาวนา
เปิดอบรม “อานาปานสติภาวนา” แก่ผู้สนใจ ครั้งละ ๙ วัน
เปิดรับครั้งละ ๑๐๐-๑๕๐ คน เป็นการปฏิบัติที่เคร่งครัด กินอาหารวันละ ๑ มื้อ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิมายา โคตมี คุณดารณี บุญช่วย
โทร. ๐๒-๓๒๑-๖๓๒๐, ๐๒-๖๗๖-๓๔๕๓, ๐๒-๖๗๖-๔๓๒๓

๖. วัดภูหล่น

๙ บ้านภูหล่น ต.สงยาง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๕๐
ปฐมวิปัสสนาจารย์ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
(วัดภูหล่น เป็นสถานที่หลวงปู่มั่นออกธุดงค์ครั้งแรกกับหลวงปู่เสาร์)
วัดนี้ค่อนข้างจะห่างจากตัวเมือง บรรยากาศดีมาก เย็นสบาย และเงียบสงบ
มีสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนเขาไม่สูงนัก สามารถกางกลดอยู่ได้
มีโบสถ์บนเขาและมีกุฏิโดยรอบ บ้างก็ซ่อนอยู่ตามซอกเขา
ที่นี่เหมาะกับผู้เคยปฏิบัติธรรมมาแล้ว ต้องการมาปฏิบัติขั้นอุกฤษฎ์

๗. วัดถ้ำขาม

บ้านคำข่า หมู่ที่ ๔ ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ๔๗๑๓๐
วิปัสสนาจารย์ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดมีเนื้อที่ ๘๔๐ ไร่ พื้นที่จรดเขตอุทยานป่าแนวเทือกเขาภูพาน
วัดอยู่บนเขาสูง แต่ก็มีบันไดขึ้นลงสะดวก มีลิงป่า และไก่ป่า
ที่พัก มีที่พักเป็นกุฏิ (กุฏิละ ๑ คน) หรือพักรวมบนศาลาก็ได้
เหมาะสำหรับผู้ต้องการมาปฏิบัติขั้นอุกฤษฎ์

๘. วัดมเหยงคณ์

ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ๑๓๐๐๐
โทร. (๐๓๕) ๒๔๒-๘๙๒, (๐๓๕) ๒๔๔-๓๓๕
วิปัสสนาจารย์ พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํสี)
แนวการปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ กำหนดรู้รูป-นาม

๙. สำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต

หมู่ ๑ สี่แยกหินกอง ต.โคกแย้ อ.หนองแค จ.สระบุรี ๑๘๒๓๐
โทร. (๐๓๖) ๓๗๙-๔๒๘, (๐๓๖) ๓๐๕-๒๓๙
วิปัสสนาจารย์ พระครูปลัดสุวัฒนเมตตาคุณ (พระอาจารย์สมชาติ ธมฺมโชโต)
แนวการปฏิบัติ เน้นให้ผู้ฝึกมีสติรู้ในอิริยาบท ภาวนา “พุทโธ”
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์, วันสำคัญทางศาสนาและวันสำคัญของชาติ
จะมีการจัดอบรมฝึกวิปัสสนากรรมฐาน บวชชีพราหมณ์ เนกขัมมะ

ปัจจุบัน สำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต มีวัดสาขาอีก ๒ แห่งคือ
(ก) วัดป่าสว่างวีระวงศ์ (แสงธรรมส่องชีวิต)
บ้านสะพานโดม ต.แก่งโดม กิ่ง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ๓๔๑๙๐
เจ้าหน้าที่ : แม่ชีแวว โทร. ๐๘-๑๖๐๐-๐๘๔๘

(ข) สำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต (สาขาปากช่อง)
หมู่ ๘ บ้านหนองตาแก้ว ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ๓๐๑๓๐
เจ้าหน้าที่ : แม่ชีนลินรัตน์ โทร. ๐๘-๙๗๗๗-๑๖๒๕
สาขาปากช่องนี้ มีเนื้อที่ ๒๐๐ กว่าไร่ บรรยากาศเหมือนรีสอร์ท
อากาศเย็นสบาย ร่มรื่น สัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนาเป็นยิ่งนัก
โดยเราอาจเลือกปฏิบัติบนศาลาร่วมกับหมู่คณะ
หรือเลือกปฏิบัติแบบเข้ม-เข้ากรรมฐาน ปิดวาจา พักในกุฏิ ก็ได้
นอกจากนี้แล้ว สาขานี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดอบรมปฏิบัติธรรม
โดยเฉพาะจัดอบรมปฏิบัติธรรมแก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา
คณาจารย์ จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ข้าราชการตำรวจ-ทหาร
และข้าราชการฝ่ายปกครอง เช่น โครงการพัฒนาจิตเพื่อสันติสุข ฯลฯ

๑๐. วัดสนามใน

๒๗ หมู่ ๔ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ๑๑๑๓๐
โทร. ๐๒-๔๒๙-๒๑๑๙, ๐๒-๘๘๓-๗๒๕๑
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
แนวการปฏิบัติ เน้นการเจริญสติรู้การเคลื่อนไหวของกาย ตามหลักสติปัฏฐาน ๔
วิธีที่เป็นที่นิยมคือวิธีสร้างจังหวะ เป็นวิธีสร้างสติแบบนั่งทำสมาธิแต่ไม่ต้องหลับตา

๑๑. วัดป่านานาชาติ

หมู่ที่ ๗ บ้านบุ่งหวาย ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ๓๔๓๑๐
(สาขา ๑๑๙ ของวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี)
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อชา สุภัทโท และพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
เป็นวัดป่าที่มีต้นไม้ใหญ่มาก มียุงและแมลงต่างๆ มาก
คนที่แพ้ยุงก็ควรหายากันยุงไปด้วย อากาศเย็นสบาย ทานอาหารวันละ ๑ มื้อ
การไปให้เขียนจดหมายไปขออนุญาตจากเจ้าอาวาส แล้วจึงเดินทางไปอยู่

๑๒. วัดปทุมวนาราม

ถ.พระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๓๓๐
โทร. ๐๒-๒๕๑-๒๓๑๕, ๐๒-๒๕๒-๕๔๖๕
วิปัสสนาจารย์ พระราชพิพัฒนาทร (หลวงพ่อถาวร จิตฺตถาวโร)
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
นั่งปฏิบัติในศาลาพระราชศรัทธา มีอาสนะและผ้าคลุมตักให้หยิบใช้ได้
บริเวณโดยรอบมีการปลูกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ร่มรื่นสวยงาม
กำหนดการปฏิบัติธรรมที่ศาลาฯ ประจำวันจันทร์-ศุกร์ วันละ ๓ เวลา
เช้า ๗.๐๐-๘.๐๐ น. กลางวัน ๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. เย็น ๑๗.๐๐-๒๐.๐๐ น.

๑๓. วัดปากน้ำภาษีเจริญ

๘ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ๑๐๑๖๐
โทร. ๐๒-๔๖๗-๒๑๖๖
วิปัสสนาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด จนฺทสโร)
แนวการปฏิบัติ ตามแนวธรรมกาย ใช้คำบริกรรม “สัมมาอรหัง”
สถานที่ปฏิบัติ ๑. หอเจริญวิปัสสนาฯ ชั้น ๒ เป็นห้องแอร์ปูพรม
๒. หอสังเวชนีย์มงคลเทพนิมิต ๓. ตึกบวรเทพมุนี

๑๔. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์

๓ ท่าพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
วิปัสสนาจารย์ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)
แนวการปฏิบัติ ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ใช้คำบริกรรม “ยุบหนอ พองหนอ”
สถานที่ปฏิบัติ คณะ ๕ สำนักงานกลาง กองการวิปัสสนาธุระ
เปิดทุกวัน สอนเดินจงกรมและนั่งสมาธิ
เช้า ๐๗.๐๐-๑๐.๐๐ น. กลางวัน ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. เย็น ๑๘.๐๐-๑๙.๐๐ น.

๑๕. วัดอินทรวิหาร

อาคารปฏิบัติธรรม “เฉลิมพระเกียรติ” วัดอินทรวิหาร
แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทร. ๐๒-๖๒๘-๕๕๕๐-๒
วิปัสสนาจารย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
แนวการปฏิบัติ แนวหลักสูตรของคุณแม่สิริ กรินชัย ๘ วัน ๗ คืน หรือ ๔ วัน ๓ คืน
เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมขยายผล จากผู้ปฏิบัติธรรมกับคุณแม่สิริ กรินชัย
เป็นอาคารทันสมัย ๕ ชั้น จุได้ประมาณ ๕๐๐ คน

๑๖. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล

ถ.พุทธมณฑลสาย ๔ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐
โทร. ๐๒-๔๔๑-๙๐๐๙, ๐๒-๔๔๑-๙๐๑๒
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ กำหนดรู้อารมณ์ บริกรรม “ยุบหนอ พองหนอ”
สถานที่ปฏิบัติ ชั้น ๒ ของหอประชุม มีเครื่องปรับอากาศ ห้องนอน
มีเครื่องนอน เช่น หมอน มุ้ง ผ้าห่มให้พร้อมหรือนำไปเองก็ได้ ทานอาหาร ๒ มื้อ

๑๗. ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์ที่ ๒ จังหวัดปทุมธานี

๑๙ หมู่ที่ ๑๖ ต.คลองสาม อ.คลองสาม จ.ปทุมธานี ๑๒๑๒๐
โทร. ๐๒-๙๘๖-๖๔๐๓-๕ โทรสาร ๐๒-๙๘๖-๖๔๐๓-๔ ต่อ ๑๑๑
เป็นสาขาของยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เพชรเกษม ๕๔
วิปัสสนาจารย์ คุณแม่สิริ กรินชัย
แนวการปฏิบัติ แนวสติปัฏฐาน ๔ เจริญสติอย่างต่อเนื่อง
ตามแนวพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
สถานที่ร่มรื่น สงบเย็น สัปปายะดีมาก โดยทั่วไปการอบรมใช้เวลา ๘ วัน ๗ คืน

๑๘. วัดอโศการาม

๑๓๖ หมู่ที่ ๒ กม. ๓๑ ถ.สุขุมวิท (สายเก่า) ซ.สุขาภิบาล ๕๘
ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ๑๐๒๘๐
โทร. ๐๒-๓๘๙-๒๒๙๙, ๐๒-๗๐๓-๘๔๐๕
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อลี ธมฺมธโร
บริเวณกว้างขวาง มีสระน้ำใหญ่ในบริเวณวัด
กุฏิพระ แม่ชี และที่พักแยกเป็นสัดส่วนเรียงรายรอบวัดเป็นร้อยๆ หลัง
ส่วนมากอยู่ติดริมทะเลซึ่งเป็นป่าชายเลน

๑๙. วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร

บ้านห้วยใหญ่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ๒๐๑๕๐
โทร. (๐๓๘) ๒๓๗-๕๐๖, (๐๓๘) ๒๓๗-๖๔๒, (๐๓๘) ๒๓๗-๙๑๒
วิปัสสนาจารย์ พระจุลนายก (พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)
สถานที่ปฏิบัติ เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น มีอาคาร ญส. ๗๒ ชาย และ ญส. ๗๒ หญิง
ชั้นละ ๑๐ ห้อง มีห้องน้ำในตัว เรือนปฏิบัติธรรมมี ๑๗ หลัง

๒๐. สำนักวิปัสสนากรรมฐานวิเวกอาศรม

ซ.ประชานุกูล ๗ ถ.ชลบุรี-บ้านบึง ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ๒๐๐๐๐
โทร. (๐๓๘) ๒๘๓-๗๖๖, (๐๓๘) ๒๘๓-๓๔๐
วิปัสสนาจารย์ พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ ใช้คำบริกรรม “ยุบหนอ พองหนอ”
มีเรือนพักปฏิบัติธรรมทั้งหญิงชายแยกเป็นสัดส่วนอยู่จำนวนมาก
การอยู่ปฏิบัติให้พักคนเดียว เน้นการเก็บอารมณ์ ไม่พูดคุยกัน อย่างเคร่งครัด
การรับประทานอาหารจะมีปิ่นโตส่งถึงห้อง ๒ มื้อ
ทุกวันจะมีการสอบอารมณ์กรรมฐานโดยพระอาจารย์
ค่าน้ำไฟ อาหาร วันละ ๕๐ บาท หรือเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ห้ามอยู่เกิน ๙๐ วัน

๒๑. วัดภัททันตะอาสภาราม
สำนักวิปัสสนาสมมิตร-ปราณี

๑๑๘/๑ หมู่ที่ ๑ บ้านหนองปรือ ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ๒๐๒๒๐
โทร. (๐๓๘) ๒๙๒-๓๖๑, ๐๘๑-๗๑๓-๐๗๖๔, ๐๘๑-๙๒๑-๑๑๐๑
เป็นสถานที่ซึ่งมีผู้บริจาคเพื่อขยับขยายมาจากสำนักวิปัสสนากรรมฐานวิเวกอาศรม
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ ใช้คำบริกรรม “ยุบหนอ พองหนอ”
สถานที่ล้อมรอบด้วยทุ่งและธรรมชาติ มีกุฏิสงฆ์สร้างในแบบธรรมชาติมุงจาก
อาคารปฏิบัติธรรมขนาดกลางและอุโบสถ ยังรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ไม่มากนัก

๒๒. วัดเขาสุกิม

๑๒ ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ๒๒๑๒๐
โทร. ๐๘-๙๙๓๑-๕๕๔๔, ๐๘-๑๔๕๖-๘๓๘๔
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อสมชาย ฐิตวิริโย
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ใช้คำบริกรรม “พุทโธ”
วัดตั้งอยู่สูงขึ้นไปบนเชิงเขา กว้างขวางกว่า ๓,๒๘๐ ไร่
มีทางบันได และรถรางขึ้นไปบนวัด บริเวณร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย
มีศาลาที่พักที่สะดวกสบาย เป็นห้องมุ้งลวด มีเตียง ที่นอนหมอนให้ หรือพักที่กุฏิว่างต่างๆ

๒๓. วัดจันทาราม (วัดท่าซุง)

๖๐ หมู่ที่ ๑ บ้านท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ๖๑๐๐๐
โทร. (๐๕๖) ๕๑๑-๓๖๖, (๐๕๖) ๕๑๑-๓๙๑
วิปัสสนาจารย์ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
แนวการปฏิบัติ มโนมยิทธิ บริกรรม “นะ มะ พะ ธะ” และสอนอนุสติ บริกรรม “พุทโธ”

๒๔. วัดถ้ำผาปล่อง

ต.บ้านถ้ำ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๗๐
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
สำนักสงฆ์แห่งนี้อยู่บนดอย ทางขึ้นลงเทปูนเป็นบันไดเดินได้สะดวกแต่ค่อนข้างสูง
หลวงปู่เคยเล่าไว้ว่าที่ถ้ำผาปล่อง และถ้ำเชียงดาวนี้ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ให้สำรวมระวัง รักษาความสงบ ไม่ร้องรำทำเพลง เล่นตลกคะนอง
เพราะเคยมีพระอรหันต์ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ากกุสันโธ
พระอรหันต์สมัยพระพุทธเจ้าโกนาคม พระอรหันต์สมัยพระกัสสโป
และพระอรหันต์สมัยพระพุทธโคดม มาบำเพ็ญเพียรและละสังขารอยู่หลายองค์
การนั่งภาวนาที่นี่จะทำเหมือนสมัยที่หลวงปู่ยังอยู่ คือ
ท่านจะให้ทุกคนที่ไปภาวนานั่งสมาธิเพชรฟังเทศน์ ด้วยเหตุผลว่า
“การนั่งสมาธิเพชรนั้นเป็นการฝึกฝนคนเราให้เกิดความตั้งใจมั่น”

๒๕. วัดป่าสาลวัน

ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ๓๐๐๐๐
โทร. (๐๔๔) ๒๕๔-๔๐๒, ๐๘-๑๙๖๗-๑๔๓๕
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
แนวการปฏิบัติ แนวหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น ภาวนา “พุทโธ”
วันที่ ๑-๕ ของทุกเดือน จะมีการอบรมการปฏิบัติแก่อุบาสกอุบาสิกา
ที่ใต้ศาลา และบนวิหารชั้น ๒ โดยจะมีพระให้การอบรม

๒๖. วัดแดนสงบอาสภาราม

๙๙ ซอย ๑๙ ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ๓๐๐๐๐
โทร. (๐๔๔) ๒๑๔-๑๓๔, (๐๔๔) ๒๑๔-๘๖๙-๗๐
วิปัสสนาจารย์ พระครูภาวนาวิสิฐ (ศรีสิวรรณ สิริสุวณฺโณ)
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ ใช้คำบริกรรม “ยุบหนอ พองหนอ”
วัดเป็นศูนย์วิปัสสนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีการจัดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตลอดทั้งปี

๒๗. วัดป่าวะภูแก้ว

หมู่ที่ ๑๑ บ้านวะภูแก้ว ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ๓๐๑๗๐
โทร. (๐๔๔) ๒๔๙-๐๔๕
เป็นวัดสาขาของวัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
แนวการปฏิบัติ แนวหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น ภาวนา “พุทโธ”
วัดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ มีต้นไม้ใหญ่น้อยมาก สถานที่เงียบสงบ สวยงาม
มีอาคารอบรมขนาดใหญ่ สำหรับผู้มาทำสมาธิเป็นหมู่คณะ

๒๘. วัดหนองป่าพง

๔๖ หมู่ ๑๐ บ้านพงสว่าง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ อุบลราชธานี ๓๔๑๙๐
โทร. (๐๔๕) ๓๒๒-๗๒๙
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อชา สุภัทโท
แนวการปฏิบัติ เน้นให้มีสติสม่ำเสมอ ฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ

๒๙. ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน

๖ หมู่ที่ ๒๕ บ้านเนินทาง ต.บ้านค้อ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ๔๐๐๐๐
โทร. (๐๔๓) ๒๓๗-๗๘๖, (๐๔๓) ๑๒๗-๗๙๐
เป็นสถานปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสาขาของวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี
วิปัสสนาจารย์ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ บริกรรม “ยุบหนอ พองหนอ” เช่นเดียวกับวัดอัมพวัน

๓๐. วัดป่าวิเวกธรรมวิทยาราม (วัดป่าเหล่างา)

ซ.ศรีจันทร์ ๑๓ ถ.ศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ๔๐๐๐๐
โทร. (๐๔๓) ๒๒๒-๐๔๒
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม และหลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”

๓๑. วัดถ้ำผาบิ้ง

บ้านนาแก ต.ผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย ๔๒๑๓๐
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่หลุย จันทสาโร
เมื่อไปถึงจะพบศาลาสร้างด้วยไม้ที่โปร่งสะอาดน่านั่งสมาธิ มีกุฏิหลายหลัง
มีถ้ำอยู่ไม่สูงจากเชิงเขา มีบันได้ขึ้นสะดวก เป็นที่สงบวิเวกมาก
เหมาะแก่การปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์ พระในสายพระอาจารย์มั่นมักมากจำพรรษา
และปฏิบัติธรรมที่นี่ เพราะเป็นที่สัปปายะ บรรยากาศเงียบสงบ ห่างไกลจากตัวเมือง

๓๒. วัดถ้ำกองเพล

ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ๓๙๐๐๐
โทร. (๐๔๒) ๓๑๒-๓๗๗
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่ขาว อนาลโย
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
เป็นวัดป่ากว้างขวาง พร้อมศาลาปฏิบัติธรรมสร้างภายในถ้ำ
ทางไปถ้ำสะดวกอยู่ริมถนน รถเข้าถึงปากถ้ำได้ ไม่ต้องปีน
บางกุฏิก็ซ่อนอยู่ตามเหลือบผาต่างๆ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม
เมื่อไปถึงให้ติดต่อศาลาประชาสัมพันธ์เพื่อขออนุญาตก่อน ปฏิบัติธรรมอย่างเข้ม

๓๓. วัดป่าบ้านตาด

บ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ๔๑๐๐๐
วิปัสสนาจารย์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
ในวัดมีกุฏิที่พักหลายกุฏิ มักจะมีลูกศิษย์มาอยู่ปฏิบัติกันมาก
แต่ผู้มาปฏิบัติที่นี่ต้องกินน้อย นอนน้อย ปฏิบัติมาก
กลางคืนมักจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ จนดึก หรือโต้รุ่งก็มี
ไม่ใช้ไฟฟ้าในตอนกลางคืน ผู้ปฏิบัติจึงควรจำไฟฉายหรือเทียนติดตัวไปด้วย
เพื่อใช้ส่องทางเดิน ทางจงกรม ซึ่งมักจะเป็นทางดิน
และอาจมีสัตว์ เช่น งู อยู่บ้าง ต้องเจริญเมตตาไม่เบียดเบียนต่อกัน

๓๔. วัดหินหมากเป้ง

หมู่ที่ ๔ บ้านไทยเจริญ ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ๔๓๑๓๐
โทร./โทรสาร (๐๔๒) ๔๒๑-๔๐๙
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
ในวัดมีกุฏิเรือนรับรองอยู่มาก บริเวณกว้างขวาง ประกอบด้วยป่าโปร่ง ป่าไผ่
ทะเลสาบใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ร่มรื่น สงบเย็น เหมาะแก่การอยู่ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง

๓๕. วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก)

บ้านนาคำแคน ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย ๔๓๒๑๐
วิปัสสนาจารย์ พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
วัดตั้งอยู่บนภูทอก ทางขึ้นค่อนข้างชัน
สร้างด้วยความอัศจรรย์และด้วยจิตที่เด็ดเดี่ยวของพระเณร
ท่านพระอาจารย์จวนได้ทำทางขึ้นเป็นขั้นบันไดและทางเดินด้วยไม้รอบภูจนถึงยอด
บริเวณหน้าผา ท่านใช้ไม้ ๒ ลำมัดให้แน่นยื่นออกไป ๔ เมตร
เอาเชือกบังสุกุลผูกปลายไม้ที่ยื่นออกไป ตรึงใส่เสาที่ปักไว้ แล้วไปนั่งที่ปลายไม้นั้น
เพื่อตอกหินเจาะหลุมที่หน้าผา ปรากฏว่า ถ้าให้ฆราวาสไปนั่งปลายไม้ครั้งใด
ก็ไม่สามารถควบคุมสติสมาธิได้ เพราะมองไปข้างบ่างก็เกิดความหวั่นไหว
จนไม่สามารถตอกหินได้สำเร็จ ผู้สร้างจึงเป็นพระและเณร สิ่งปลูกสร้างนี้มี ๗ ชั้น
มีกุฏิที่พักเชิงเขาที่ชั้น ๒ หรือจะพักกุฏิว่างรอบเขาก็ได้ (ต้องขออนุญาตก่อน)
เหมาะกับผู้ปฏิบัติที่ฝึกมาดีพอสมควร มีความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้
เนื่องจากเปลี่ยวและสูงอยู่บนภูเขา แต่บรรยากาศเย็นสบาย เงียบสงบ

๓๖. วัดดอยธรรมเจดีย์

หมู่ที่ ๓ บ้านนาสีนวล ต.ตองโขบ อ.ศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ๔๗๒๘๐
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ และพระอาจารย์แบน ธนากโร
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
ปกติจะปฏิบัติที่ศาลา ส่วนที่พักมีกุฏิและอาคารซึ่งสะอาดทันสมัย

๓๗. วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (วัดถ้ำพวง)

ถนนรพช. หมู่ที่ ๑ ต.ปทุมวาปี อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ๔๗๑๙๐
โทร. (๐๔๒) ๗๒๒-๐๐๒
วิปัสสนาจารย์ พระอาจารย์วัน อุตฺตโม
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภาวนา “พุทโธ”
ที่นี่มีหลายถ้ำ มีถ้ำหนึ่งชื่อถ้ำพวง ซึ่งพระอาจารย์มั่นเคยเล่าให้ฟังว่า
เป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เคยมีพระอรหันต์ชื่อ พระนรสีห์ มานิพพานที่นี่

๓๘. วัดป่าสุทธาวาส

๑๓๙๖ หมู่ที่ ๑๐ บ้านคำสะอาด ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ๔๗๐๐๐
โทร. (๐๔๒) ๗๓๓-๐๔๑, (๐๔๒) ๗๑๑-๕๗๓
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
มีอาคารเป็นตึกปูน ๓ ชั้นหลังใหญ่ จุคนได้หลายร้อยคน เย็นสบาย

๓๙. วัดคำประมง

๒๐ หมู่ที่ ๔ บ้านคำประมง ต.สว่าง อ.พรรณนานิคม จ.สกลนคร ๔๗๑๓๐
โทร. ๐๘-๑๖๐๑-๖๙๖๐, ๐๘-๑๓๒๒-๗๑๐๗
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
เนื่องจากเป็นวัดที่มีพระจำพรรษาอยู่น้อยในฤดูนอกพรรษา จึงเงียบสงบ
มีเจ้าหน้าที่ตัดหญ้า ปลูกดอกไม้สวยงามอย่างดี
มีพระพุทธรูปปางต่างๆ และสิ่งก่อสร้างสวยงาม มีสระน้ำทะเลสาบใหญ่
ฝูงปลามากมาย มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมและให้อาหารปลาอยู่เสมอ

๔๐. สำนักปฏิบัติธรรมศิริธรรม (ถ้ำชี)

เขากิ่ว ต.ไร้ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ๗๖๐๐๐
โทร. (๐๓๒) ๔๒๘-๕๒๒
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อกนฺตสิริ (กนฺตสิริ ภิกฺขุ)
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ และอานาปานสติ
เขากิ่วเป็นภูเขาเตี้ยๆ มีต้นไม้หนาแน่นมาก อยู่ใกล้เมือง เดินทางสะดวก
บนเขามีลิงอยู่บ้าง แต่ไม่ทำร้ายคน บนสำนักฯ มีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ศาลา ถ้ำชี ซึ่งใช้เป็นอุโบสถ กุฏิที่พัก ห้องน้ำ-ส้วม พอสะดวกสบายแก่การปฏิบัติ
ที่นี่เน้นการปฏิบัติเคร่งครัด กินน้อย พูดน้อย นอนน้อย ปฏิบัติมาก

๔๑. เสถียรธรรมสถาน

๒๔/๕ ซ.วัชรพล (รามอินทรา ๕๕)
แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ๑๐๒๓๐
โทร. ๐๒-๕๑๐-๖๖๙๗, ๐๒-๕๑๐-๔๗๕๖
วิปัสสนาจารย์ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ และอานาปานสติภาวนา
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ โอเอซิสธรรมกลางกรุง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ร่มรื่น
สงบเงียบ สงบเย็น ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงเทพมหานคร สาธุชนทุกท่านสามารถ
เข้าไปปฏิบัติธรรมได้ ถือได้ว่าเป็นธรรมสถานแห่งการฝึกฝนเรียนรู้ที่เหมาะ
อย่างยิ่งสำหรับแม่ชี และผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นผู้หญิง

๔๒. บ้านซอยสายลม

๙ ถ.พหลโยธิน ซอย ๘ ซอยสายลม (ระหว่างตึกชินวัตร ๑ และตึกพหลโยธินเพส)
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐
วิปัสสนาจารย์ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
แนวการปฏิบัติ มโนมยิทธิ บริกรรม “นะ มะ พะ ธะ” และสอนอนุสติ บริกรรม “พุทโธ”

๔๓. วัดพิชยญาติการาม

๖๘๕ ถ.ประชาธิปก แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม. ๑๐๖๐๐
โทร. ๐๒-๘๖๑-๔๓๑๙, ๐๒-๔๓๘-๔๔๔๒
วิปัสสนาจารย์ พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) และแม่ชีทศพร ชัยประคอง
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ อานาปานสติภาวนา
มีการปฏิบัติธรรม อบรมกรรมฐาน และดูกฎแห่งกรรม ทุกวันเสาร์-อาทิตย์

๔๔. วัดผาณิตาราม

ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตาราม อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ๒๔๐๐๐
โทร. (๐๓๘) ๕๐๒-๐๐๐, (๐๓๘) ๕๐๒-๐๘๗-๘
วิปัสสนาจารย์ คุณแม่สิริ กรินชัย
แนวการปฏิบัติ แนวสติปัฏฐาน ๔ เจริญสติอย่างต่อเนื่อง
ตามแนวพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
มีการจัดอบรมวิปัสสนากรรมฐานสำหรับเยาวชน และบุคคลทั่วไป
สถานที่ร่มรื่น สงบเย็น สัปปายะดีมาก ที่พักสะอาด สะดวก ปลอดภัยดีมาก
และที่ปฏิบัติมีเครื่องปรับอากาศ โดยทั่วไปการอบรมใช้เวลา ๘ วัน ๗ คืน

๔๕. วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์)

๖๒/๑ หมู่ที่ ๕ บ้านเขาวง ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ๑๘๑๒๐
โทร. (๐๓๖) ๒๓๖-๕๐๐-๕, ๐๘-๖๑๓๓-๖๘๘๙, ๐๘-๔๓๑๐-๙๔๔๒
วิปัสสนาจารย์ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
แนวการปฏิบัติ มโนมยิทธิ บริกรรม “นะ มะ พะ ธะ” และสอนอนุสติ บริกรรม “พุทโธ”
รับผู้เข้าพักปฏิบัติธรรมตลอดทั้งปี ตามระเบียบและจารีตของสำนัก

๔๖. วัดสังฆทาน

๑๐๐/๑ หมู่ที่ ๓ บ้านบางไผ่น้อย ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐
โทร. ๐๒-๔๔๗-๐๗๙๙, ๐๒-๔๔๗-๐๘๐๐
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก และหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ อานาปานสติภาวนา
มีการจัดบวชเนกขัมมปฏิบัติทุกวัน ทั้งบวชคนเดียวและบวชหมู่

๔๗. ศูนย์วิปัสสนาตามแนวทางอาจารย์โกเอ็นก้า

ประเทศไทยมีศูนย์วิปัสสนาตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า รวมทั้งหมด ๕ ศูนย์
อยู่ในความดูแลของสำนักงานมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์

(๑) ศูนย์วิปัสสนาธรรมกมลา
กม. ๑๖๖+๙๐๐ ทางหลวงหมายเลข ๓๓ (สุวรรณศร)
๒๐๐ บ้านเนินผาสุก ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ๒๕๐๐๐
โทร. (๐๓๗) ๔๐๓-๑๘๕, ๐๘-๙๗๘๒-๙๑๘๐

(๒) ศูนย์วิปัสสนาธรรมอาภา
กม. ๔๙+๔๐๐ ทางหลวงหมายเลข ๑๒ (พิษณุโลก-หล่มสัก)
๑๓๘ แยกเข้าบ้านห้วยพลู ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ๖๕๒๒๐
โทร. (๐๕๕) ๒๖๘-๐๔๙, ๐๘-๑๖๐๕-๕๕๗๖, ๐๘-๖๔๔๐-๓๔๖๓

(๓) ศูนย์วิปัสสนาธรรมสุวรรณา
๑๑๒ หมู่ที่ ๑ ต.บ้านกง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ๔๐๒๔๐
โทร. ๐๘-๖๗๑๓-๕๖๑๗, ๐๘-๔๗๙๖-๖๐๖๙

(๔) ศูนย์วิปัสสนาธรรมกาญจนา
๒๐/๖ หมู่ที่ ๒ บ้านวังขยาย ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ๗๑๒๔๐
โทร. (๐๓๔) ๕๓๑-๒๐๙, ๐๘-๑๘๑๑-๖๔๔๗, ๐๘-๑๘๑๑-๖๑๙๖

(๕) ศูนย์วิปัสสนาธรรมธานี
๔๒/๖๖๐ หมู่บ้านเค.ซี. การ์เด้นโฮม ถ.นิมิตใหม่
แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ๑๐๕๑๐
โทร. ๐๒-๙๙๓-๒๗๑๑, ๐๒-๙๙๓-๒๗๐๐, ๐๘-๑๘๔๓-๖๔๖๗

วิปัสสนาจารย์ ท่านอาจารย์สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า (S.N. Goenka)
แนวการปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ และอานาปานสติภาวนา
มีการจัดการอบรมวิปัสสนา (หลักสูตรสติปัฏฐาน) หลักสูตร ๑๐ วัน
สำหรับพระภิกษุ สามเณร และฆาราวาสทั่วไป รวมทั้งเด็กและเยาวชน
เริ่มต้นในเย็นวันแรก และสิ้นสุดในตอนเช้าของวันสุดท้าย ตลอดทั้งปี

๔๘. มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

๕๔๙/๙๔ ซ.ยิ่งอำนวย (จรัญสนิทวงศ์ ๓๗) ถ.จรัญสนิทวงศ์
แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
โทร. ๐๒-๔๑๒-๒๗๕๒
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
แนวการปฏิบัติ แนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาวนา “พุทโธ”
มีการจัดกิจกรรมทุกเดือน ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม นั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม
และปฏิบัติจิตภาวนา นำพาโดยครูบาอาจารย์พระวิปัสสนาจารย์สายหลวงปู่มั่น
ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐-๑๑.๓๐ น. ซึ่งในแต่ละครั้งนั้นจะมีพระภิกษุมาหลายองค์

๔๙. วัดชลประทานรังสฤษฎ์

๗๘/๘ หมู่ที่ ๑ ก.ม.๑๔ ถ.ติวานนท์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ๑๑๑๒๐
โทร. ๐๒-๕๓๘-๘๘๔๕, ๐๒-๕๘๔-๓๐๗๔
วิปัสสนาจารย์ พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
แนวการปฏิบัติ แนวอานาปานสติภาวนา
ทุกวันอาทิตย์สาธุชนจะมาทำบุญใส่บาตร ฟังเทศน์ฟังธรรมกันเป็นจำนวนมาก

๕๐. วัดเขาพุทธโคดม

ศาลาธรรมสันติ ๔๒/๒ หมู่ที่ ๔ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ๒๐๑๑๐
โทร. (๐๓๘) ๗๗๒-๑๓๒, (๐๓๘) ๗๗๒-๙๔๔, (๐๓๘) ๓๑๒-๖๐๘
วิปัสสนาจารย์ คุณแม่สิริ กรินชัย
แนวการปฏิบัติ แนวสติปัฏฐาน ๔ เจริญสติอย่างต่อเนื่อง
ตามแนวพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
ทางวัดได้จัดเครื่องนอนพร้อม อาหารเลี้ยงฟรี เป็นมังสวิรัติแต่รสดี
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดมีปัญหาสุขภาพรับศีล ๘ ไม่ได้
ก็ขอให้รับศีล ๕ แทน จะมีการตระเตรียมอาหารเย็นไว้ให้
ห้ามบอกบุญเรี่ยไรใดๆ ทั้งสิ้น จะทำบุญให้ไปที่กุฏิธุรการเท่านั้น
และห้ามทรงเจ้าเข้าผี และงดพูดมาก

๕๑. วัดบูรพาราม

ถ.กรุงศรีใน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ๓๒๐๐๐
โทร. (๐๔๔) ๕๑๔-๒๓๔
วิปัสสนาจารย์ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
แนวการปฏิบัติ แนวดูจิต ตามหลักสติปัฎฐาน ๔
วัดตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุรินทร์ หน้าศาลากลางจังหวัด
แต่สงบเงียบ สงบเย็น สัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม
เป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกในจังหวัดสุรินทร์
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ท่านมีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต
จนกระทั่งได้รับสมญาว่าเป็น ‘บิดาแห่งภาวนาจิต’

๕๒. วัดไตรสิกขาทลามลตาราม และวัดนิเพธพลาราม

บ้านฝาง ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร ๔๗๒๕๐
โทร. ๐๘-๑๘๗๒-๘๔๓๓, ๐๘-๑๓๒๐-๗๘๖๒, ๐๘-๑๘๗๑-๙๘๔๕
วิปัสสนาจารย์ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ
แนวการปฏิบัติ แนวเจริญอานาปานสติกรรมฐาน
วัดนิเพธพลาราม ตั้งอยู่ห่างจากวัดไตรสิกขาฯ ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
ทางวัดมีการจัดปฏิบัติธรรม เนื่องในโอกาสสำคัญ เช่น
- งานเสขปฏิปทา เป็นงานปฏิบัติธรรมประจำปี
- วิสาขบูชามหาพุทธชยันตี งานวันนัดพบผู้ใฝ่ธรรม ฯลฯ
ซึ่งจะมีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จากทั่วทุกสานุทิศ
เดินทางมาปฏิบัติธรรม เจริญจิตตภาวนา เป็นจำนวนมาก

๕๓. วัดปัญญานันทาราม

๑ หมู่ที่ ๑๐ ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ๑๒๑๒๑
โทร. ๐๒-๙๐๔-๖๑๐๑-๒, ๐๒-๙๐๔-๖๑๐๗ โทรสาร ๐๒-๙๐๔-๖๐๖๕
วิปัสสนาจารย์ พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
และพระครูสีลวัฒนาภิรม (พระมหาสง่า สุภโร)
แนวการปฏิบัติ แนวอานาปานสติภาวนา
วัดปัญญานันทาราม มีโครงการสําหรับสาธุชนทั่วไปมากมาย เช่น
- โครงการเพิ่มโอกาสบวชธรรมจาริณี
- โครงการสืบสานวัฒนธรรมรักษาอุโบสถ (วันพระ)
- โครงการชีวิตใหม่ (บําเพ็ญบารมีวันอาทิตย์)
- โครงการสร้างความสุขด้วยการบําเพ็ญบุญ (วันสําคัญต่างๆ)
- โครงการวิปัสสนาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ฯลฯ

๕๔. ศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม “สวนสันติธรรม”

บ้านโค้งดารา ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ๒๐๑๑๐
(สาขาของวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์)
โทร. ๐๘-๑๙๑๕-๗๓๐๐, ๐๘-๑๕๕๗-๙๘๗๘
วิปัสสนาจารย์ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แนวการปฏิบัติ แนวดูจิต ตามหลักสติปัฎฐาน ๔
บรรยากาศภายในสวนสันติธรรมสงบเย็น ร่มรื่น สัปปายะ
ควรไปถึงวัดก่อนเวลา ๐๘.๐๐ น. เพราะเป็นเวลาที่พระฉัน
จะมีการสอบถามถึงผลและปัญหาในการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฎฐาน ๔
ตลอดจน รายงานผลการปฏิบัติของแต่ละคน ซึ่งเรียกว่า ‘ส่งการบ้าน’
ไม่มีการแจกวัตถุมงคล ไม่มีการรดน้ำมนต์

๕๕. วัดป่าสุคะโต สถาบันสติปัฏฐาน

หมู่ที่ ๘ บ้านใหม่ไทยเจริญ ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๕๐
โทร. ๐๘-๕๔๙๒-๗๗๐๙, ๐๘-๗๙๕๗-๑๖๘๔
วิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
แนวการปฏิบัติ เน้นการเจริญสติรู้การเคลื่อนไหวของกาย ตามหลักสติปัฏฐาน ๔
วิธีที่เป็นที่นิยมคือวิธีสร้างจังหวะ เป็นวิธีสร้างสติแบบนั่งทำสมาธิแต่ไม่ต้องหลับตา
มีการจัดอบรมเจริญสติภาวนา (หลักสูตร ๗ วัน) เป็นประจำทุกเดือน

ที่มา[url=//www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1912]::




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2552 14:45:06 น.
Counter : 335 Pageviews.  

1  2  3  4  

Jingjoknoi
Location :
Fl United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Jingjoknoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.