All Blog
โครงกระดูกในตู้ : คึกฤทธิ์ ปราโมช







โครงกระดูกในตู้


ผู้เขียน : หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช


ISBN 974-690-131-1 ฉบับปก สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000. พิมพ์ครั้งที่ 4. 2543.

จำนวน 109 หน้า ราคา 110 บาท


---------------------------------------------------------------------------------

“...ธรรมเนียมของโลกนั้นมักจะปกปิดความผิดพลาด

หรือความตกต่ำของบรรพบุรุษ

มิให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบ

ทำให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้จักบรรพบุรุษของตนแต่เพียงครึ่งเดียว

หมายความว่ารู้จักไม่ทั่ว ไม่จริง

เมื่อเป็นบรรพบุรุษของตนก็ยิ่งไม่ควรรู้จักเช่นนั้น

เพราะฉะนั้นในการเขียนหนังสือเล่มนี้จึงได้ตั้งใจเอาไว้ว่า

จะเขียนถึงปู่ย่าตายาย ตลอดจนพี่ป้าน้าอาและพ่อแม่

ในทางทั้งได้ทั้งเสีย ทั้งบวกและทั้งลบ

ตามที่บิดา มารดา และบรรดาญาติผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟัง...”

- โครงกระดูกในตู้

--------------------------------------------------------------------------------- 



โครงกระดูกในตู้ ที่ผมหยิบมารีวิวเล่มนี้ เป็นสารคดีและเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติของราชสกุลปราโมช หรือก็คือครอบครัวของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งท่านได้เรียบเรียงขึ้นจากคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่ในตระกูล พอผมได้อ่านแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นการบันทึกเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมา ไว้เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร เพื่อบอกถึงที่มาของ สายราชสกุลปราโมช ซึ่งข้างหนึ่งสืบสายมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ส่วนอีกข้างหนึ่งสืบสายมาจากตระกูลบุนนาค 

เดิมทีคุณชายคึกฤทธิ์ตั้งใจเขียนขึ้น ก่อนอายุจะครบ 60 ปี เพื่อบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับวงศ์ตระกูลของตน เอาไว้ให้ลูกหลานอ่าน ได้จัดพิมพ์ครั้งแรกเพื่อแจกเป็นหนังสือที่ระลึกในงานเลี้ยงฉลองแซยิดของท่าน เมื่อปี 2514 หน้าปกเป็นรูปตู้พระธรรมเขียนลายรดน้ำ พื้นหลังสีขาว ดูแล้วขลังดีเหมือนกัน จากนั้นก็ได้พิมพ์แจกและจำหน่ายอีกครั้ง เมื่อคราวท่านผู้เขียนอายุครบแปดสิบปี ก่อนที่สำนักพิมพ์ดอกหญ้าจะนำมาจัดพิมพ์จำหน่ายเอาใจแฟนนักอ่านของคุณชายคึกฤทธิ์ นับแต่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 เป็นต้นมา 

โครงกระดูกในตู้ ตอนแรกที่ผมเห็นชื่อหนังสือและภาพปก ยอมรับว่าจินตนาการไปไกลมาก นึกว่าท่านผู้เขียนจะเล่าเรื่องผีๆ ในตระกูลของท่านเสียอีก แต่พอได้อ่านคำนำ จึงได้ข้อกระจ่างว่า โครงกระดูกในตู้ หมายถึง “คนในตระกูลที่มีประวัติที่ต้องร่วมกันปกปิด” ขยายความเพิ่มสักหน่อยก็คือ ความลับของคนในตระกูลที่เปิดเผยไม่ได้ ถ้าหากถูกเปิดเผยแล้ว คนผู้นั้นหรือวงศ์ตระกูลอาจเดือดร้อน เสื่อมเสียชื่อเสียง หรืออับอายขายหน้า ดังนั้น ความลับเหล่านั้นจึงเปรียบเหมือนโครงกระดูกที่ต้องถูกปิดตายอยู่ในตู้ของบ้านใดบ้านหนึ่ง ซึ่งสำนวนดังกล่าวแปลตรงตัวมาจากภาษาอังกฤษว่า Skeleton in the Cupboard 

เพียงแต่ผู้เขียนมีความตั้งใจจะให้ลูกหลานได้รู้จักคนในวงศ์ตระกูลของตน ทั้งในแง่ดีงาม และแง่เสื่อมเสีย รู้ไว้เป็นสิ่งเตือนใจ หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่องเสื่อมเสียของคนในราชสกุลปราโมชเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยเรื่องคุณงามความดีของบรรพบุรุษด้วย 

หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาสาระมากมายที่น่าสนใจ โดยรวมแล้วถือเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ หรือชีวประวัติที่เรียบเรียงได้ดี อ่านสนุก และให้แง่คิดควบคู่ไปด้วย สำหรับใครที่ชอบอ่านสารคดีเกี่ยวกับเจ้านาย-ราชวงศ์ ก็น่าจะรู้สึกสนุก เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวและการเล่าของผู้เขียนมาก เพราะช่วยเติมภาพประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์จากหลากหลายตำราให้ชัดเจนขึ้น 

เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกประหลาดใจ เพราะไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ก็คือ บทกาพย์ที่กล่าวว่า “สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังเจ้านัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว” ซึ่งคนทั่วไปเชื่อกันว่าเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ในหนังสือเล่มนี้เล่าว่า คนในตระกูลปราโมชแต่ก่อนยืนยันว่า บทกาพย์ดังกล่าว เป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระราชทานแก่ เจ้าจอมมารดาอำภา พระมารดาของ พระองค์เจ้าปราโมช กรมขุนจักรธรานุภาพ ต้นราชสกุลปราโมช โดยผู้เขียนได้อธิบายความเพิ่มถึงความเป็นไปได้ว่า...


“สายหยุดพุดจีบจีน” นั้นตรง เพราะเจ้าจอมมารดารอำภาเป็นจีน 

“เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์” ก็ตรงอีก เพราะเจ้าจอมมารดาอำภาเป็นลูกเจ้าสัวเตากระทะร่ำรวยมาก และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทรงมีพระราชศักดิ์เป็นล้นพ้น

“คนทั้งวังเขาชังเจ้านัก” นั้นก็น่าจะตรง เพราะความเป็นเจ้าจอมที่โปรดปราน ความมีทรัพย์และความเป็นเจ๊กเป็นจีน น่าจะทำให้คนทั้งวังอิจฉาริษยาและเกลียดชังได้มาก

“แต่พี่รักเจ้าคนเดียว” นั้นตรงทีเดียว เพราะในบรรดาเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 2 นั้นปรากฏว่าเจ้าจอมมารดาอำภาประสูติพระโอรสธิดาถึง 6 พระองค์ มากกว่าเจ้าจอมมารดาใดๆ ทั้งหมด ถ้ามิใช่เพราะ “แต่พี่รักเจ้าคนเดียว” แล้วก็คงจะไม่มีมากพระองค์ถึงเพียงนั้น


อีกหนึ่งเรื่องที่สนุกดี คือ หม่อมเจ้าฉวีวาด ปราโมช หรือผู้เขียนเรียกว่า ท่านป้าฉวีวาด เป็นเจ้านายหญิงที่ขนละครไทยโรงใหญ่ของเจ้าจอมมารดาอำภาไปถวายกษัตริย์เขมร ซึ่งสมัยก่อนการละครและนาฏศิลป์ ถือเป็นของสูงและของต้องห้าม มีได้เฉพาะกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ใครได้ครอบครองคณะละครจึงถือกันว่ามีบารมี ดังนั้น การขนละครของราชสำนักไทยไปถวายกษัตริย์เขมร จึงถือเป็นความผิดใหญ่หลวง นี่เป็นความผิดข้อหนึ่งของเจ้านายในราชสกุลปราโมชองค์นี้ ซึ่งคุณชายคึกฤทธิ์ท่านแสดงความคิดเห็นไว้ชัดเจนว่า


“...ท่านป้าฉวีวาดเป็นโครงกระดูกในตู้โดยแท้ เพราะเรื่องราวของท่านถูกปิดบังซุบซิบกันมานาน ไม่ให้ลูกหลานได้รู้ ที่ผู้เขียนเรื่องนี้บังเอิญรู้โดยละเอียด ก็เพราะสมัยหนึ่งที่ท่านป้าฉวีวาดชรามากแล้ว ท่านเกิดโปรดปรานหลานคนนี้ขึ้นมาและเอาไป "เลี้ยง" ไว้กับท่าน การเลี้ยงหลานของท่านออกจะแปลก เพราะท่านบรรทมกลางวันเป็นส่วนมาก แต่ปลุกหลานขึ้นมาคุยตอนกลางคืน เล่าเรื่องอะไรต่ออะไรให้ฟัง ท่านเสวยข้าวเย็นหรือข้าวเช้าก็ไม่แน่นัก ตอนราวๆ ตีสองของวัน และเสวยอะไรแปลกๆ เช่น เปลือกส้มเขียวหวานจิ้มกับน้ำพริก เป็นต้น ท่านปลุกหลานที่ท่าน "เลี้ยง" ให้ลุกขึ้นกินข้าวด้วยในยามวิกาลเช่นนั้นทุกคืนไป...”


เนื้อหาที่นำมารีวิว เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในหนังสือเล่มบางๆ เล่มนี้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องให้อ่านกันไป ค้นคว้ากันไป เช่น กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 4 และการสถาปนารัชกาลที่ 5 ขึ้นเป็นกษัตริย์สยาม เรื่องนี้ก็สนุกมากๆ พออ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ผมเลยได้แรงบันดาลใจ อยากจะไปสอบถามประวัติครอบครัวจากญาติผู้ใหญ่บ้าง เผื่อมีโอกาสหยิบจับมาเขียนเอาไว้ให้ลูกหลานได้อ่านบ้างก็น่าจะดี

ยิ่งใครชอบนวนิยาย สี่แผ่นดิน ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ยิ่งต้องหาโครงกระดูกในตู้มาอ่าน เพราะทำให้เราได้รู้เลยว่า ชีวิตของตัวละครหลายๆ ตัวในเรื่องสี่แผ่นดิน แท้จริงแล้วได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของคนในสาแหรกวงศ์ตระกูลของท่านผู้เขียนนี่เอง

แนะนำให้ลองอ่านกันดูนะครับ



พระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง ปราโมช

ถ่ายรูปร่วมกับบุตรธิดาทุกคน

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สวมชุดกะลาสี นั่งตรงกลางด้านหน้า

Cr. Sarakadee.com


Jim-793009

20 : 11 : 2016




Create Date : 20 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2559 17:21:55 น.
Counter : 707 Pageviews.

2 comments
  
อ่านชื่อเรื่องกับเห็นปกก็หลอนเลย แต่พอได้อ่านรีวิวได้รู้ว่าไม่ใช่อย่างที่เห็น น่าสนใจเลยค่ะ
โดย: kunaom วันที่: 24 พฤศจิกายน 2559 เวลา:16:19:08 น.
  
คุณ kunaom --- เล่มนี้สนุกครับ ผมนั่งอ่านจากกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรี 3-4 ชั่วโมงจบเล่มรวดเร็ว เพลินมากครับ แนะนำเลยถ้าสนใจเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ใช้การเล่าเรื่องแบบมีอรรถรสครับ
โดย: Jim-793009 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2559 เวลา:19:59:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



Jim-793009
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



"เขียน" ถ้าสิ่งนั้นคือความสุขอย่างแรกที่เรามองเห็นและนึกถึง ^_^

วรรณกรรมจึงงามกว่าเพชร คมกว่าดาบ เป็นโอสถอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก
- กฤษณา อโศกสิน

"หนังสือบางเล่มผมไม่ได้อ่านเพราะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อเป็นนิยายรักยอดนิยม ถ้าไม่อ่านก็เสียโอกาสทำความเข้าใจคนอื่น...ดีสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจ หรือชอบในระดับเดียวกัน"
- ประชาคม ลุนาชัย [ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก]

"...สำหรับนักอ่าน หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือการพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านออก แต่ตกหลุมรักมัน ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจะไม่มีวันถูกลืม..."
- Finders Keepers, Stephen King
New Comments