ย้อนความทรงจำหลังเลนส์ 19th Century Photography of Siam by Robert Lenz






ย้อนความทรงจำหลังเลนส์

19th Century Photography of Siam by Robert Lenz



“ภาพหนึ่งภาพ แทนคำพูดได้นับพัน นับหมื่นคำ” 

ผมนึกถึงวลีข้างต้นขึ้นมาทันที หลังจากได้ฟังวิทยากรนำชมเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับภาพถ่ายเก่าแต่ละภาพ ซึ่งแขวนเรียงกันอยู่บนผนังสีขาวภายในห้องจัดนิทรรศการ

เมื่อวันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ผมได้นัดกับเพื่อนซึ่งเป็นช่างภาพสาวคนหนึ่งไปชมนิทรรศการ 120 ปี โรเบิร์ต เลนซ์ และห้องภาพในสยาม : 19th Century Photographs of Siam by Robert Lenz แม้จะเป็นนิทรรศการเล็ก ๆ สำหรับโชว์ภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ณ Open House ชั้น 6 เซ็นทรัลแอมบาสซี กรุงเทพฯ แต่เมื่อได้เดินเข้าไปชม สัมผัสรายละเอียดของแต่ละภาพ และฟังเรื่องราวเบื้องหลังจากจัดนิทรรศการแล้ว ก็ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจมาชมภาพถ่ายเก่าเหล่านี้ ก่อนการจัดแสดงวันสุดท้ายเพียงหนึ่งวัน (แต่ได้ข่าวมาว่าเขาขยายเวลาเพิ่มอีกหนึ่งวันด้วย)














มุมจัดแสดงภาพภายในนิทรรศการ มีโปสการ์ดที่ระลึกจำหน่ายด้วย


ภาพถ่าย 17 ภาพจากฝีมือของ โรเบิร์ต เลนซ์ (Robert Lenz) ถูกคัดสรรมาจาก Collection สะสมส่วนหนึ่งของคุณอรรถดา คอมันตร์ โดยลิขสิทธิ์ภาพต้นฉบับเป็นของสำนักพิมพ์สยาม เรเนซองส์ (Siam Renaissance) ภาพที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ

1.ภาพทิวทัศน์กรุงสยามสมัยพระพุทธเจ้าหลวง จำนวน 8 ภาพ

2.ภาพบุคคล แบ่งเป็น ภาพพระบรมวงศานุวงศ์ จำนวน 4 ภาพ และภาพบุคคลทั่วไป จำนวน 5 ภาพ












บรรยากาศภายในนิทรรศการ มีวิทยากรนำชมภาพถ่ายเก่า


ภาพถ่ายเก่าทุกภาพที่นำมาใส่กรอบจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ ไม่ใช่การล้างอัดภาพแล้วนำมาโชว์เฉย ๆ แต่ทางผู้จัดนิทรรศการได้ทำการคัดเลือกภาพ แล้วพิมพ์ลงบนเนื้อกระดาษที่มีความพิเศษด้วยเทคนิคแบบ Fine Art จากนั้นจึงระบายสีน้ำลงบนบางส่วนของภาพ เรียกว่าเทคนิค Multiple Tone เป็นการเพิ่มสีสัน ให้ภาพดูมีชีวิตชีวา ด้วยการแต้มสีน้ำบาง ๆ ลงบนตำแหน่งภาพที่มั่นใจว่าน่าจะมีสีนั้น ๆ เช่น สีเขียวของใบไม้ สีเหลืองของกระเบื้อง ฯลฯ เพื่อให้ผู้ชมภาพเกิดจินตนาการถึงสีสันที่แท้จริงของภาพในอดีต หรือลองเปรียบเทียบความเข้มของสีในแต่ละตำแหน่ง แล้วจินตนาการต่อไปว่า ตำแหน่งใดบ้างที่น่าจะเป็นโทนสีเดียวกัน ดังนั้น การลงสี Multiple Tone จึงไม่ใช่เทคนิคการลงสีเพื่อให้เกิดเป็นภาพสีแต่อย่างใด





วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มองเห็นประตูเมือง พระเจดีย์สี่รัชกาล ถ่ายจากพระปรางค์วัดอรุณฯ


ช่างเขียนฝรั่งกำลังวาดภาพวัดโพธิ์


เรือนแพในแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยรัชกาลที่ 5


การคล้องช้าง เชื่อว่าเป็นการแสดงคล้องช้างให้ชาวต่างชาติได้ชมในสมัยรัชกาลที่ 5

วิทยากรนำชมแนะนำให้ผมฟังว่า หากมองผ่าน ๆ ภาพทิวทัศน์หลาย ๆ ภาพ ดูจะเป็นภาพธรรมดาทั่วไป แต่เชื่อหรือไม่ ว่าภาพบางภาพก็มีที่มาไม่ธรรมดา เพราะเกิดจากการเซตฉาก หรือเป็นภาพ Stop Motion ซึ่งนายโรเบิร์ต เลนซ์ เซตทุกอย่างไว้ก่อนลั่นชัตเตอร์ ไม่ใช่เดิน ๆ ไปเจอแล้วกดถ่ายเลย

ตัวอย่างภาพที่วิทยากรชี้ให้ผมชม คือภาพเรือนแพกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มีทั้งคนไทย คนฝรั่ง บ้างนั่งบ้างยืนอยู่ในเรือและเรือนแพ ภาพนี้มีความคมชัดมากแทบทุกจุด ด้วยถูกเซตตำแหน่งไว้ให้นิ่งก่อนถ่ายแล้ว เพราะถ้านายโรเบิร์ตนั่งเรือผ่านมาเห็นแล้วกดถ่ายภาพทันที คิดว่ากล้องยุคโบราณไม่น่าจะจับภาพได้คมชัดขนาดนี้ เช่นเดียวกับภาพบุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมาย เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งรูปที่ดูเหมือนนายเลนซ์พยายามจะเซตให้บุคคลในภาพอยู่นิ่ง ๆ แต่ปรากฏว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในเฟรมพากันขยับตัว ขะยุกขะยิก ใบหน้าของพวกเขาเลยเบลอ กลายเป็นเสน่ห์ของภาพแทน



ตัวอย่างภาพ Stop Motion ของโรเบิร์ต เลนซ์
Cr. art.com


การส่งโทรเลข หรือคนสยามเรียกกันว่า "ตะแล็บแก๊บ" เพี้ยนมาจากคำว่า Telegraph


บุรุษไปรษณียุคแรกของสยาม เด็กขยับตัวจนหน้าเบลอ มีการลงสีเขียวตรงใบมะขาม


นางละคร (เดาว่าอาจเป็นผู้ชายแต่งหญิงแบบขนบละครนอก) มีการลงสีแดงตรงผ้าห่มนาง


หญิงสาวชาวบ้าน มีการลงสีเขียวตรงใบไม้


นอกจากนี้ ผู้จัดนิทรรศการยังได้คัดเลือกบางภาพมาขยายใหญ่ด้วย แต่วิธีขยายของเขาใช้เทคนิค Lithography หรือภาพพิมพ์หิน เป็นเทคนิคการพิมพ์ภาพแบบโบราณ ประดิษฐ์ขึ้นโดย อล็อยส์ เซอเนอเฟลเดอร์ (Alois Senefelder) ชาวบาวาเรีย เมื่อปี พ.ศ.2339 (ค.ศ.1796) ซึ่งทางผู้จัดตั้งใจนำมาถ่ายทอดให้ผู้ชมลองสังเกตรายละเอียดความงามของภาพพิมพ์ และถือเป็นการอนุรักษ์นวัตกรรมการพิมพ์แบบโบราณไปในตัวด้วย




ภาพเจ้าฟ้าวลัยอลงกรณ์ฯ ในพิธีโสกันต์ 
ได้รับการขยายด้วยเทคนิคภาพพิมพ์หิน (Lithography)


ตัวอย่างแม่พิมพ์หิน
Cr. SCIENCE MUSEUM GROUP

ว่าแต่ “นายโรเบิร์ต เลนซ์” เป็นใคร ทำไมถึงต้องเลือกรูปถ่ายของเขามาจัดแสดง คิดว่าหลายคนคงเริ่มสงสัยกันแล้ว ? ผมเลยเรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจากหนังสือประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย และจากป้ายนิทรรศการมาให้อ่านกันพอสังเขปครับ

โรเบิร์ต เลนซ์ เป็นช่างถ่ายรูปชาวเยอรมัน เคยตั้งร้านถ่ายรูปขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า และประเทศสิงคโปร์ ก่อนจะเดินทางเข้ามารับหน้าที่ช่างภาพหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยในปี พ.ศ.2437 นายเลนซ์เคยพาคณะช่างภาพเข้ามารับจากถ่ายรูปในเมืองไทยเป็นการชั่วคราว มีสำนักอยู่แถวโรงแรมโอเรียนเต็ล ย่านบางรัก ต่อมาในปี พ.ศ.2439 นายเลนซ์และบริษัทของเขาจึงได้เข้าตั้งร้านถ่ายรูปถาวรขึ้น ณ บริเวณหัวมุมถนนเจริญกรุงตัดกับถนนตีทอง



โฆษณาร้านถ่ายรูปโรเบิร์ต เลนซ์
Cr. ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย


ตัวอย่างภาพถ่ายจากร้านเลนซ์ แล บริษัท (ด้านหนัง)
(ข้อมูลบนภาพ : ถ่ายวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๒๔ อายุได้ ๒๕ ปี
หลวงประไพพิทยาคุณ ผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา)
ตัวอย่างภาพถ่ายจากร้านเลนซ์ แล บริษัท (ด้านหลัง)
Cr. ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย

ว่ากันว่า ร้านของโรเบิร์ต เลนซ์ติดตั้งกล้องและจัดห้องถ่ายภาพอย่างหรูหรา มีการลงโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อเชิญชวนชาวสยามให้มาใช้บริการ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะกิจการถ่ายภาพของเขาดำเนินไปได้ด้วยดี กลายเป็นร้านถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคสมัยนั้น ลูกค้ามีตั้งแต่พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง พ่อค้า และผู้มีสตางค์ทั้งหลาย นอกเหนือจากรับถ่ายรูปเป็นอาชีพ ร้านของเขายังเป็นแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายรูปต่าง ๆ เช่น กล้องถ่ายรูป น้ำยา กรอบรูป อัลบั้มภาพ โปสการ์ด และบัตรอวยพรต่าง ๆ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่คนไทยกำลังนิยมเล่นกล้องถ่ายรูปกันอย่างแพร่หลาย เมื่อนายโรเบิร์ต เลนซ์ ผู้มีฝีมือในการถ่ายรูปและมีฐานะเป็นถึงช่างภาพหลวงมาเปิดร้านให้บริการ จึงมีผู้นิยมและเชื่อถือในฝีมือของเขาค่อนข้างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เมื่อคราวมีงานประชันรูปในปี พ.ศ.2448 ซึ่งนายเลนซ์ได้รับงานเป็นผู้เข้ากรอบรูป ความว่า


“...เวลานี้กำลังชุลมุนกันไปทุกหนทุกแห่ง แต่ค่าปิดรูปทำกรอบอ้ายเลนซ์เห็นจะรวยสักร้อยชั่ง...”


กระทั่งในปี พ.ศ.2449 นายเลนซ์จึงได้ขายกิจการร้านถ่ายรูปให้แก่นายอีมิล กรูต (Emil Groote) และนายซี ปรุส (C. Pruss) แต่เข้าใจว่านายเลนซ์เองยังคงช่วยงานและเป็นช่างภาพที่ร้านต่อไป และร้านถ่ายรูปแห่งนี้ก็ดำเนินกิจการเรื่อยมาจนเมื่อปี พ.ศ.2460 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ร้านถ่ายรูปโรเบิร์ตเลนซ์จึงถูกรัฐบาลสยามยึดเอาไว้ ด้วยเหตุว่าเป็นร้านของคนเยอรมัน จากนั้นรัฐบาลก็เข้าไปบริหารกิจการต่อในปี พ.ศ.2461 แล้วเป็นชื่อเสียใหม่ว่า ร้านฉายานรสิงห์



นายอีมิล กรูต (Emil Groote) ผู้ซื้อกิจการต่อจากนายเลนซ์

เรื่องราว Inside ของโรเบิร์ตเลนซ์ ไม่ได้มีแต่เพียงเท่านี้ ใครสนใจอยากรู้จักอดีตช่างภาพ ผู้บันทึกความทรงจำของสยามในอดีตผ่านภาพถ่ายเอาไว้มากมาย ผมขอแนะนำให้ลองเข้าไปอ่านในเพจ Siam Renaissance หรือในหนังสือ ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย เขียนโดย เอนก นาวิกมูล กันดูนะครับ

การได้มาชมนิทรรศการ 120 ปี โรเบิร์ต เลนซ์ และห้องภาพในสยาม ครั้งนี้ นับเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ดี เพราะไม่เพียงแต่เราจะได้เห็นภาพถ่ายเก่าแสนล้ำค่า แต่ยังได้รู้จักช่างภาพที่มีชื่อเสียงแห่งยุคคนหนึ่ง ผู้ทำให้ภาพความทรงจำหลังเลนส์เป็นเหมือน “จิ๊กซอว์ของอดีตกาล” ที่ค่อย ๆ ปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


Jim-793009

15 : 07 : 2017





Create Date : 15 กรกฎาคม 2560
Last Update : 17 กรกฎาคม 2560 10:31:43 น.
Counter : 948 Pageviews.

2 comments

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณTui Laksi

  
ได้อ่านเป็นความรู้เพิ่มดีมากๆคะ
ชอบดูภาพเก่าๆย้อนอดีตที่บ่งบอกเรื่องราวในอดีต
ที่เราไม่เคยเห็นด้วยตา ผ่านภาพหลังเลนซ์ที่มีคุณค่ามหาศาล
สำหรับประว้ติศาสตร์แห่งสยามอดีตกาลเลยทีเดียว
นิทรรศการนี้ น่าชื่นชมและน่าสนใจมากๆคะ ...ขอบคุณคะ
โดย: Tui Laksi วันที่: 16 กรกฎาคม 2560 เวลา:7:51:59 น.
  
คุณ Tui Laksi --- ดีใจที่ชอบและขอบคุณที่แวะเข้ามาชมเช่นกันครับ
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบภาพถ่ายเก่ามาก ไปชมมาหลายนิทรรศการ ไว้จะทยอยลงให้ชมกันอีกนะครับ
โดย: Jim-793009 วันที่: 16 กรกฎาคม 2560 เวลา:11:38:04 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Jim-793009
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



"เขียน" ถ้าสิ่งนั้นคือความสุขอย่างแรกที่เรามองเห็นและนึกถึง ^_^

วรรณกรรมจึงงามกว่าเพชร คมกว่าดาบ เป็นโอสถอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก
- กฤษณา อโศกสิน

"หนังสือบางเล่มผมไม่ได้อ่านเพราะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อเป็นนิยายรักยอดนิยม ถ้าไม่อ่านก็เสียโอกาสทำความเข้าใจคนอื่น...ดีสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจ หรือชอบในระดับเดียวกัน"
- ประชาคม ลุนาชัย [ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก]

"...สำหรับนักอ่าน หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือการพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านออก แต่ตกหลุมรักมัน ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจะไม่มีวันถูกลืม..."
- Finders Keepers, Stephen King
New Comments