Love on top เป็นเพลงที่เธอร้องในวันประกาศผล MTV ปีนี้ด้วย(ในคอนเสิร์ตที่ต้อนท้ายเธอนำมือลูบท้องค่ะ)
ในท่อน "But it's worth it after fighting through my fears." สื่อถึงความรู้สึกของผู้หญิงคนนึงที่มีความกลัวหลังจากที่เธอต้องเลือกตัดสินใจอะไรบางอย่าง(กลัวได้แฟนไม่ดีพอ กลัวเค้าเปลี่ยนใจ กลัวการเกิดลูก ฯลฯ)แต่มันก็อาจคุ้มค่าหลังจากที่เราได้ต่อสู้กับความกลัวนั้น และได้ลิ้มรสผลอันหวานชื่น(บิยอนเซ่เคยสัมภาษณ์ว่าเธอกลัวการมีลูกค่ะ ซึ่งก่อนที่เธอจะตั้งครรภ์ เธอคงจะคิดเยอะอยู่และอาจกลัวอยู่ลึกๆ แต่ผลของการมีลูกก็คงจะสร้างความชื่นใจให้เธอและเจซีมากๆ ซึ่งมันก็คงคุ้มค่าที่ได้ต่อสู้และก้าวผ่านความกลัวนั้นไปได้)
เพลงนี้ Beyoncé ยังมีส่วนในการแต่งเพลง กับ Terius Nash และ Shea Taylor
คำศัพท์น่าสนใจ
Love on top = ประมาณ "รักสุขล้น" หรือ ประมาณ รักที่สมหวังจนทำให้ตัวลอย
It's worth it after fighting through my fears = มันคุ้มค่าหลังจากที่ฉันต่อสู้(ฟันฝ่าหรือเอาชนะ)กับความกลัว
I can feel the sun whenever you're near = ถ้าจะแปลว่าฉันรู้สึกถีงพระอาทิตย์ทุกที่ที่อยู่กับคุณ ก็ดูจะตรงตัวเกินไป เลยแปลให้สละสลวยอีกนิดว่า "ฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นทุกที่ที่มีคุณ"
Smiling out from ear to ear = ยิ้มแป้น ยิ้มกว้าง (ลองนึกภาพถึงคนที่แย้มแก้มแทบปริ มุมปากแทบจะถึงหูแต่ละข้าง)
Honey, honey
ที่รัก ...
I can see the stars all the way from here
ฉันมองเห็นดวงดาวพร่างพราวจากตรงนี้
Can't you see the glow on the window pane?
แล้วคุณล่ะ เห็นแสงเรืองรองจากหน้าต่างนั่นไหม
I can feel the sun whenever you're near
ฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นทุกที่ที่มีคุณ
Every time you touch me I just melt away
ทุกครั้งที่คุณสัมผัส นั่นทำให้ฉัน(ใจ)ละลาย
[ คอรัสที่ ๑ ]
Now everybody asks me why I'm smiling out from ear to ear.
ตอนนี้มีแต่คนถามว่าทำไมฉันถึงได้ยิ้มกว้างอย่างนี้
(They say love hurts)
(เค้าว่าความรักทำให้เจ็บ)
But I know
แต่ฉันรู้
(It's gonna take the real work)
(ฉันจำเป็นต้องลองด้วยตัวเอง)
Nothing's perfect, but it's worth it after fighting through my fears
Best Thing I Never Had เป็นเพลงอกหัก ผิดหวังจากคนรัก จากเพลงนี้ทำให้บางคนเอาไปพูดว่าบิยองเซ่คงเลิกกับเจซีแล้ว ยิ่งมีฉากแต่งงานอะไรเงี้ย แต่ก็ยังไม่มีแหล่งข่าวที่ยืนยันแน่นอน
What goes around comes back around=ใครทำอะไรไว้ก็จะได้สิ่งนั้นตอบ หรือ กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนองนั้นเองค่ะ
dodged the bullet = หลบกระสุนได้ในเนื้อเพลงความหมายประมาณว่า"พ้นมาได้"
Outta my mind=ในที่นี้แปลว่า "ตัดใจ"คำนี้มาจาก out of one's mindที่แปลว่า เสียการควบคุมร่างกายหรือจิตใจ(เสียสติ), ตัดใจ หรือ อาหารเสียใจ(ทุกข์)จากปัจจัยแวดล้อม
เพลงนี้ถูกร้องโดยรักร้องสองวงค่ะ แต่รู้สึกที่จะฮิตที่สุดก็คงจะเป็นเวอร์ชันของวง Wet Wet Wet เพลงนี้ได้ร้องครั้งแรกโดยวง The Troggs ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 โน่นค่ะ และได้ถูกนำมาร้องอีกครั้งโดยวง Wet Wet Wet ในปี พ.ศ. 2537 และกลายเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดของวง Wet Wet Wet แถมยังขึ้นอันดับหนึ่งบน UK Single Chart ถึง 15 สัปดาห์เลยทีเดียวค่ะ
เราได้ลองฟังเวอร์ชันของ The Troggs ก็เพราะดีเหมือนกันค่ะ แต่จะเป็นคนละแนว เราคิดว่าของวง The Troggs จะออกสไตล์คล้ายๆเพลงของ The Beatles (หากบางคนที่เป็นแฟนของวง The Beatles ไม่เห็นด้วย เราต้องขอโทษจริงๆ แต่เราแค่รู้สึกว่าคล้ายๆกัน) ยังไงก็ลองฟังเปรียบเทียบกันดูนะคะ
เพลงนี้ยังได้เป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง "Four Weddings and a Funeral" อีกด้วยค่ะ Love Is All Around มีความหมายดี ประมาณว่า "ความรักนั้นอยู่รอบๆตัวฉัน ฉันรักเธอและถ้าเธอก็คิดแบบเดียวกัน ได้โปรดแสดงให้ฉันเห็นได้ไหม"
คำศัพท์น่าสนใจ
My minds made up= คำนี้มาจาก make up one's mind ซึ่งแปลว่า ตัดสินใจ แต่ในเนื้อเพลงเราพยายามแปลให้ดูเพราะขึ้น เลยกลายเป็น "จิตใจของฉันนั้นทำตามความรู้สึก"
You can depend=ในประโยคนี้แปลว่าเธอเชื่อใจได้, เธอมั่นใจได้
Come on = มานี่สิ, เร็วๆ เข้า, เถอะน่า
There is= แปลว่า "มี"ส่วนมากใช้เขียนขึ้นต้นประโยคค่ะ