-=Jfk=- Blog ดินแดน แห่ง มิตรภาพ ใน Cyber Space ที่ไร้พรมแดน
Group Blog
 
All Blogs
 
===ลุยรับลมหนาว ปักกิ่ง และ เทศกาลโคมหิมะน้ำแข็งฮาร์บิ้น -20C หนาวถึงสะดือ (ตอนที่1พระราชวังกู้กง)==

เปิดบล้อคกลุ่มนี้ ด้วยทริปล่าสุด ปักกิ่งฮาร์บิ้น ล่ะกัน

Tripนี้ ความจริง ตั้งใจอยากไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่เตรียมตัวจะไปแต่ ติดธุระด่วน ทำให้พลาดไป

ปีนี้ เลยเตรียมเคลียร์งานล่วงหน้าหาวันว่าง ได้ 6 วัน บินลัดฟ้าไป รับลมหนาว กับเทศกาลโคมหิมะน้ำแข็ง และ แวะเที่ยวปักกิ่ง ด้วยเลย เป็นทริปเที่ยว 6 วันเต็มเหยียดแบบลืมเหนื่อยกันเลย

Plan ไว้ว่า เพื่อไม่ให้รูปเยอะ จะแบ่งเป็น 3 Blog

Blog แรก คือ blog นี้ เป็นวันแรกที่อยู่ในปักกิ่ง พาชม พิพิธภัณฑ์สงคราม อนุสรสถาน พระราชวังต้องห้าม (กู้กง) และ ตลาดรัสเซีย

Blog ที่สองเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ คือวันที่ 2-3-4 ซึ่งอยู่ในฮาร์บิ้น ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 ถึง -20 C ตะลุยงานแกะสลักหิมะ และ โคมปราสาทน้ำแข็ง และ สวนเสือไซบีเรีย และ วิหาร เซนต์โซเฟีย สวนสตาลิน และ Ski Resort และ ขี่อูฐ ขี่ม้า ขับ Ski Cruiser ที่ ทะเลสาบอาหลง

และปิด Blog สุดท้าย ด้วยการอำลาปักกิ่ง ในวันที่ 5 และ 6 ด้วยการไปเยือน สิ่งมหัศจรรย์ของโลก กำแพงเมืองจีน ถึงป้อมบนสุด และ พระราชวังฤดูร้อน อี้เหอหยวน ตำหนักโปรดของซูสีไทเฮา ก่อนอำลาปักกิ่งกลับเมืองไทย

เสร็จแล้ว จะทำลิ้งค์โยงไปด้วยกันนะครับ
########################################
คืนวันที่ 16 มกรา ออกจากบ้านตอนเย็น แล้ว แวะทานข้าวที่กทม.ตอนค่ำ ก่อนนำรถไปจอดที่อาคารจอดรถ 3 ของสุวรรณภูมิ ด้านใกล้ประตู 9 เพื่อเข้าเช็คอิน เตรียมเดินทาง ปกติ ถ้าเดินทางไม่เกิน อาทิตย์ผมนิยม นำรถไปจอดที่ Air Port ยอมเสียค่าจอดวันล่ะ 250 แทนการ ให้คนรถไปรับส่ง ซึ่งสิ้นเปลืองพอกัน แต่สะดวกน้อย กว่า :P

01:30 วันที่ 17 มค. 07 เราออกจากสุวรรณภูมิด้วย เที่ยวบิน CA 980 บินตรงไปยังปักกิ่ง ถึง ปักกิ่ง เวลา 7 โมงเช้าๆกว่าๆ เวลาท้องถิ่น อุณหภูมิที่ Air Port จากการรายงานของกัปตันก่อนเครื่องลง คือ - 6 C หนาวกำลังได้ที่ เสื้อแจ็คเก็ตที่อุตส่าห์หอบติดขึ้นเครืองได้ ใช้งานตอนนี้แหละ เพราะว่าตอนลงเครื่องไม่ได้เข้างวง ต้องลงไปเดินรับลมหนาวก่อนต่อบัส ไปเข้า Terminal



มองไปตามหลุมจอด ในแอร์พอร์ต เห็นน้ำแข็งเกาะตามพื้นบ้าง แต่หิมะที่นี่ไม่ค่อยมี แม้อากาศจะหนาวมาก แต่เนื่องจากอากาศแห้ง ความชื้นต่ำ

หลังจากออกจาก Air Port หาอาหารเช้ารองท้องแล้ว ก็เริ่มตะลุยกันเลย ตามประสาคนบ้านไกลเวลาน้อย



จุดแรก ที่แวะเที่ยว และถ่ายรูปกัน ก็คือ อนุสาวรีย์ วีรชน พิพิธภันฑ์สงคราม ศาลาประชาคม และ อนุสรณ์สถานประธานเหมาที่มีประชาชนเข้าคิวยาวกันเป็นร้อยๆเมตร เพื่อเข้าคำนับศพ อดีตผู้นำจีน



จากบริเวณอนุสรณ์สถาน และจตุรัส เทียนอันเหมิน เราเดินตัดข้าไปยัง ซุ่มประตูเทียนอันเหมิน ซุ้มประตูหนึ่งของ พระราชวังต้องห้าม กู่กง ซุ้มประตูนี้ จัดว่าฉากเมืองปักกิ่งที่พวกเราคุ้นตากันดี มากที่สุดทีเดียว



ก่อนผ่านเข้าไปในพระราชวังต้องห้ามกู้กง แวะเข้าห้องน้ำกันหน่อย ห้องน้ำอยู่ด้านข้างซุ้มประตูนั่นแหละหลายคนที่ไปเมืองจีนแล้ว เคยสยองขวัญกับห้องน้ำเมืองจีน ขอบอกเลยครับ เด๋วนี้ พัฒนาไปเยอะแล้ว บางแห่งทันสมัยพอๆกับรร.ชั้นหนึ่งบ้านเรา



สังเกตุบานประตู ทางเข้าสถานที่ต่างๆ ถ้าเป็น ที่อยู่ของกษัตริย์ จะมีจำนวนสัมพันธ์ กับ เลข 9 อย่างเช่นบานประตูเข้าวังนี้ ปุ่มสีทองที่ประตู มีจำนวน แถวล่ะ 9 ปุ่ม รวม 9แถว


พระราชวังต้องห้ามกู่กง เป็นพระราชวังหลวงของจีน สร้างเมื่อ 600 กว่าปีที่แล้ว เป็นที่ประทับของกษัตริย์จีน ราชวงษ์หมิง ของแมนจู รวม 24 รัชกาล จนถึงจักรพรรดิจีนองค์สุดท้าย "ปู้ยี่" ที่ถูก ท่านนายพล (นพ.ซุนยัดเซ็น) นำประชาชนยึดอำนาจ และโค่นล้มลง

ตัวพระราชวังมีขนาดใหญ่มหึมา ว่ากันว่ามีจำนวนห้องที่สร้างรวมกันถึง 9999 ห้องครึ่ง ขาดไปครึ่งห้อง ครบหมื่น เนื่องจากสุดยอดความยิ่งใหญ่ของจีน คือ เจ้าบนสวรรค์ จะยึดเลขหนึ่งหมื่น ดังนั้นจักรพรรดิ ขอเป็นรองแค่ ครึ่งห้อง

แต่ถ้าไปเดินนับจริงๆ จำนวนห้อง ไม่ได้มี เกือบหมื่นห้องอย่างที่ว่าหรอก เพราะว่าเค้านับตามเสา ที่เรียงกัน โดยพื้นที่ที่อยู่ระหว่าง 4 เสา นับเป็นหนึ่งห้อง (สมมติเสาปักติดกัน เป็นตารางหมากรุก 9 ต้นเรียงกัน แถวละสาม ก็จะมีพื้นที่ระหว่างเสานี้ รวม 6 ห้อง อย่างนี้เป็นต้น)

การก่อสร้างยึดหลักฮวงจุ้ย ด้านหน้าต้องมีน้ำ ด้านหลังต้องมีเขา แต่เมื่อพื้นที่ก่อสร้างเป็นพื้นราบ แรงงานมีเยอะดังนั้น จัดการ ขุดด้านหน้า ให้เเป็นทะเลสาบ และ เอาดินจากการขุดทะเลสาบ ไปถมด้านหลัง สร้างภูเขาขึ้นมา เจ๋งมะ :P

พื้นที่พระราชวังโดยรวมประมาณ 72000 ตร.กม. รอบกำแพงพระราชวัง มีความยาวรวมกันถึง 6 กม.เศษ

พระราชวังแห่งนี้นี่เอง ที่อนุญาติให้ภาพยนต์เรื่องเดียวได้เข้าไปถ่ายทำ ในสถานที่จริง นั่นก็คือ เรื่อง จักรพรรดิ องค์สุดท้าย The Last Emperor ที่โด่งดังนั่นเอง

ผ่านซุ้มประตูเทียนอันเหมินเข้าไปเรายังคงต้องผ่านซุ้มประตู และ โครงสร้างอาคาร ที่มีมากมาย จนจำกันไม่หวัดไม่ไหว ฟังไกด์โม้ให้ฟัง ประวัติศาสตร์ ว่าตำหนักนี้ คนนี้อยู่ ตำหนักนี้ องค์ชาย สี่กับองค์ชาย 13 ในศึกสายเลือด พำนัก แก้พินัยกรรม ฟั้งแล้วมึน



เข้ามาข้างใน เราพบ ฮ่องเต้ (จำลอง) อยู่บนระเบียงสูง คอยออกว่าราชการ โบกมือต้อนรับนักท่องเที่ยว อยู่ไกลๆ (เด๋วจะหาว่าไม่ไกลจริงเพราะว่ารูปใหญ่นั่น Close UP ออกมา เลยเอารูปเต็มใส่ไว้ให้ดูด้วย อิๆ)



ผ่านประตูเทียนอันเหมินเข้าไปแล้ว ภายในยังมีซุ้มประตูและตำหนัก เป็นชั้นๆ ตลอดทาง สังเกตุ แต่ละประตู จะมีช่องประตูสามช่อง

ช่องกลาง จะเป็นช่องที่ สงวนไว้ เฉพาะ ฮ่องเต้ และฮองเฮา ของพระองค์เท่านั้น และ คนอีกพวกที่ ได้รับสิทธิ์ ให้ผ่านช่องนี้ได้ คือ "จอหงวน"บัณฑิต ที่ทรงความรู้ ที่สอบเข้ามารับใช้ราชการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จีนสมัยนั้น ก็ยังให้เกียรติ คนมีความรู้ความสามารถมาก

ส่วนช่องซ้าย สงวนไว้สำหรับ ราชนิกูลอื่นๆ

และช่องขวา สำหรับพวกขุนนาง

ว่ากันว่า การที่คนอื่นประตูช่องกลางไม่ได้นี่เอง ที่ทำให้ ซูสีไทเฮา ผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นหงส์เหนือมังกร เป็นคนที่ยิ่งใหญ่กุมอำนาจเหนือกว่าฮ่องเต้ ไม่ชอบพระราชวังกู่กง และ ได้ย้ายไปพำนักส่วนใหญ่ที่ วังฤดูร้อนอี้เหอหยวน มากกว่า (เด๋วตอนท้ายก่อนอำลาปักกิ่ง ค่อยแวะไปเที่ยววังนี้กันอีกที )



เนื่องจากอุณหภูมิช่วงนี้อยู่ในหน้าหนาว อากาศติดลบตลอดมาเดือนกว่าๆแล้ว แม้แต่กลางวันอย่างวันที่ไปถึงก็ยังติดลบ อยู่ประมาณ 6C ดังนั้นน้ำตามแม่น้ำ และทะเลสาบ จึงกลายเป็นน้ำแข็งกันเกือบหมด รวมทั้ง ในลำธารต่างๆภายในวัง


เนื่องจากปัญหาการที่น้ำแข็งตัวในหน้าหนาวตลอด นี่สร้างปัญหามาให้ตั้งแต่โบราณ ดังนั้นกระถางที่ใส่น้ำไว้ดับไฟเวลามีปัญหาไฟไหม้ ในหน้าหนาวน้ำเป็นน้ำแข็งใช้ไม่ได้ จึงต้องมีช่องด้านล่างเอาไว้ใส่ฟืนติดไฟทำเป็นเตาต้มน้ำแข็งไม่ให้แข็ง



ทางเดินในพระราชวังปูด้วยหินแกรนิต แต่ส่วนใหญ่สึกกร่อนผุพังไปมากแล้วมีการบูรณะปูใหม่ให้เรียบ บางส่วนสำหรับนักท่องเที่ยวได้เดินสะดวก




ตามหลังคาตำหนักต่างๆ ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่าตรงปลายของสันหลังคาแต่ละด้านจะมีรูปสัตว์ต่างๆ ตกแต่งอยู่ จำนวนมากน้อยต่างกันไป จำนวนสัตว์ที่มากขึ้น บ่งฐานะของเจ้าของตำหนักที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นไปด้วย (คล้ายๆ กับช่อฟ้า (ยอดปราสาท) บน สิม(โบสถ์) บนหลังคาของวัดที่ หลวงพระบางเลยแฮะ:




วิวส่วนใหญ่ของ พระราชวัง ก็คล้ายๆกันไปหมด เป็นตำหนักใหญ่เล็กๆ สลับกันไป มองจากที่สูงเห็นแต่หลังคาต่อเนื่องกันไป สลับกับลานกว้าง ถ้าปล่อยให้เดินหลงแน่ อิๆ



ก่อนจะเดินทะลุออกประตูด้านหลังของพระราชวังกู่กง แวะถ่ายรูปกับต้นสนโบราณสองต้นนี้ซะก่อน เป็นต้นสนที่พันเกี่ยวกัน ประมาณว่าคู่รักที่มีสัมพันธ์แน่นแฟ้น (หลายคนเลยไม่ยอมถ่าย อิๆ)


ออกจากพระราชวังกู้กงแล้ว เราไปทานอาหารกลางวันกัน


แวะลิ้มรสเป็ดปักกิ่งต้นตำหรับ ซึ่งก็คล้ายๆเป็ดปักกิ่งบ้านเรา แต่ต่างกันหลักๆ ก็ตรงเค้าแล่เป็ดทั้งหนังและเนื้อมาด้วยกันต่างกับ เป็ดปักกิ่งบ้านเรา ที่ทานแต่หนังเท่านั้น แต่เรื่องความกรอบ ความมัน พอๆกัน อิๆ



หน้าร้านเป็ดปักกิ่งหลายร้านจะมีเป็ดยืนต้อนรับ
แต่ดูหน้าเป็ดตัวนี้สิ ผมว่ามันหน้าเศร้าๆ แฮะ




สำหรับ ซุปถ้วยนี้ รสชาติงั้นๆแต่ชอบใจ หม้อต้มแขวน ยังกะหม้อสนามอดถ่ายรูปมาไม่ได้ อิๆ

หลังจากอิ่มท้อง ทางทัวร์เราเปลี่ยนโปรแกรมจากการไปเที่ยว พระราชวังอี้เหอหยวน มาเป็น ช้อปปิ้งเสื้อผ้ากันหนาว รองเท้ากันหิมะ หมวก และเสื้อผ้าหนาหนัก ที่ตลาดรัสเซีย เพื่อไปผจญหนาวที่ฮาร์บิ้นกัน แทนที่จะไปวันกลับ ซึ่งไม่ได้ใช้เสื้อผ้าพวกนี้แล้ว ใครที่จะไป ปักกิ่งต่อฮาร์บิ้น น่าจะปรับโปรแกรม มาซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดนี้ก่อนไปฮาร์บิ้น เช่นกัน ครับ

ที่ตลาดรัสเซีย แทบไม่ได้ ถ่ายรูปมัวแต่ไล่เลือกเสื้อผ้ากันหนาว รองเท้ากันหิมะ ถุงมือ และหมวก ซึ่งออกแบบได้สวยแต่คุณภาพก็งั้นๆ โค้ท ราคาบอกกันตัวล่ะ 1000-1500 หยวน(หยวนละ 5 บาท) แต่ต่อราคากันจริงเหลือ 100 -200 หยวน เท่านั้นสำหรับโค้ช ขนเป็ด ขนห่าน ส่วนกั๊ก ก็ต่ำกว่า 100

รองเท้า กันหิมะบุขน ราคาต่อจาก 400-500 หยวน มาอยู่แถว 60-80 หยวน ถุงมือ ก็ 10-20 หยวน

ช้อปกันเพลินลืมเวลา เลย อิๆ

ค่ำกินข้าวแล้ว เข้านอน เพราะว่าต้องตื่นเช้า เตรียมขึ้นเครื่องไปฮาร์บิ้น เช้ามืดวันรุ่งขึ้น

นอนก่อนครับ เด๋วค่อยไปต่อ Blog 2 ที่ฮาร์บิ้นกัน

กระซิบก่อน ว่า ปราสาทโคมหิมะน้ำแข็งที่ฮาร์บิ้นสวยไม่แพ้ที่ใดในโลก อิๆ


Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2550 23:37:41 น. 4 comments
Counter : 1071 Pageviews.
Share to Facebook

 
ผมตั้งใจว่าจะชวนแมไปตอนตุลาอ่ะครับอาหมอ

ตั่งตั๊ง ยู่อี่ ครับอาหมอ สุขภาพแข็งแรงครับป๋ม


โดย: หลานยายจุล วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:0:20:45 น.  

 
อยากไปจังคะ ชอบจัง


โดย: nakwan6 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:0:25:29 น.  

 
อยากไปเหมือนกัน

คุณหมอ ไม่เอารูปมาให้ดูบ้างล่ะคะ

อิอิ


โดย: law of nature วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:23:58:02 น.  

 
ว้าววววววววว
Top Star โค้ทสีเหลืองรูปคู่นั้นใครกัน........
เท่.......มากมาก


โดย: komi_to วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:21:45:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

-=Jfk=-
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




มิตรภาพ อาจจะเป็นสิ่งเดียว ที่เราแจกจ่ายออกไปเท่าไรก็ไม่มีวันหมด

ยิ่งให้ออกไป มอบออกไป มากเท่าไร ก็ยิ่งผลิบาน ไปทั่ว และย้อนกลับคืนมามากเท่าทวีคูณ

ขอบคุณ Internet ที่ช่วยหว่านเมล็ดพันธ์แห่งมิตรภาพให้กระจายไปทั่วใน Cyber Space ที่ไร้พรมแดนนี้
Friends' blogs
[Add -=Jfk=-'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.