เราเป็นตัวเรานั่นดีที่สุด
Group Blog
 
All blogs
 

ตราบนิรันตร์ บทที่ 15



บทที่ 15 รักคือความเข้าใจ




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 1:03:05 น.
Counter : 162 Pageviews.  

ตราบนิรันดร์ บทที่ 14


บทที่ 14 จะเอ่ยคำรักอย่างไรดี

ณุคอยแอบชำเลืองพาสตั้งแต่เช้าที่เข้าทำงานมาจนจะล่วงเข้าเที่ยงวันอยู่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เขายังคงเห็นหญิงสาวเอาแต่ทอดถอนใจอย่างปลงไม่ตก ทำเอาเขาไม่เป็นอันทำงานไปด้วยเพราะอดเป็นห่วง


“การนั่งคิดคนเดียวบางครั้งก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะพาส”


“แต่พาสไม่รู้จะทำยังไงดีนี่ฮะ” พาสเงยหน้าขึ้นคุยกับผู้ที่เข้ามาแตะไหล่


“ทำในสิ่งที่ถูกต้องสิ พาสเป็นคนรักความถูกต้องไม่ใช่เหรอ” กรลูบผมพาสอย่างแผ่วเบา


“ฮะ มันก็ใช่แต่นี่เป็นคนกันเองนะฮะ พาสไม่คิดเลยว่าจะเป็นเขา....” พาสค้างไว้ในฐานที่เข้าใจกันเอง


“ใครจะคิดว่าเป็นไปได้ แต่เมื่อเป็นไปแล้ว พาสเองก็ต้องทำหน้าที่ของตนเอง”


“ฮะ.... เฮ้อ... เซ็งจัง” พาสถอนใจยาว


“เอาน่า..... ไป... ไปหาข้าวกินกันดีกว่าอย่าเก็บมารกสมอง.. ตอนนี้กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” กรตบตรงท้องที่มีแต่กล้ามเนื้อของตน


“ฮ่ะฮ่ะ... ขอบคุณฮะพี่กรที่ทำให้พาสหายเครียด” พาสหัวเราะ เธอรู้ว่ากรต้องการให้เธอยิ้มได้


อีกหนุ่มที่มองทั้งสองคนด้วยความรู้สึกแปลกๆ เขาอยากจะเป็นคนปลอบพาสเองมากกว่าแต่กลับถูกผู้กำกับหนุ่มใหญ่แย่งหน้าที่ไปซะแล้ว และพอเห็นว่าทั้งสองคนตั้งท่าจะเดินออกไปก็รีบส่งเสียงมาแต่ไกล “จะไปทานข้าวกันหรือครับ ผมไปด้วย”


“นี่อีกคน ถ้าพาสยังคงนั่งเครียดอยู่อย่างนี้ ท่านสารวัตรคงไม่มีใจจะทำงาน.... ใช่ไหมนายณุ” กรถามยิ้มๆ กับลูกน้องหนุ่ม


“ เอ่อ...” คนถูกแซวถึงกับยิ้มแห้งๆ


“อย่างพี่ณุน่ะหรือฮะ พาสว่าหาเรื่องเบี้ยวงานมากกว่าเห็นพักนี้บ่นว่างานเต็มโต๊ะ” พาสว่า


“โธ่ พี่เป็นห่วงพาสนะ ยังมาหาว่าพี่เบี้ยวงาน” ณุพูดอย่างอ่อนแรงทำตาปรอยๆ


“เชื่อยากนา......” พาสลากเสียงยาวทำยักคิ้วหลิ่วตา


“เฮ้... พี่ไม่เคยเหลวไหลซักหน่อย” ณุพูดเสียงสูง


“ทำเป็นเสียงดัง” พาสว่า


“เอ้า สองคนนี่จะเถียงกันอีกนานไหม” กรต้องเป็นกรรมการห้ามทัพ


“งั้นไปกินข้าวกันเถอะฮะ พาสชักจะหิวซะแล้วสิ” พูดจบหญิงสาวก็ออกเดินนำหน้าทั้งสองหนุ่ม


เมื่อเดินลงมายังไม่ทันได้ไปไหนทั้งสามต่างต้องหยุด เพราะเสียงหวานแหลมของสาวเมืองกรุงที่ตะโกนเรียกเสียงดัง


“พี่ณุขา.... พี่ณุรอวรรณด้วยค่ะ”


ณุถึงกับเกาท้ายทอยด้วยความหงุดหงิด เขามองไปทางพาสเหมือนจะแก้ตัว ยิ่งเห็นพาสยืนนิ่งเขายิ่งกังวล แต่ยังจำต้องหันมายิ้มให้กับสาวที่เข้ามากอดแขน


“จะไปไหนกันหรือคะ” เธอยิ้มหวานให้กับสองหนุ่ม แต่กับพาสนั้นเธอยิ้มเหยียดๆ


“ไปทานข้าวเที่ยงกันน่ะครับ คุณวรรณจะไปทานด้วยกันไหมครับ” กรกล่าวเชิญตามมารยาท


“ไปค่ะ นี่วรรณกะจะมาทานข้าวกลางวันกับพี่ณุนะคะเนี่ย” หญิงสาวกระตือรือล้นจนเกินงาม


“คุณวรรณจะทานร้านข้างสถานีได้หรือฮะ” พาสถามด้วยความเป็นห่วง


“ที่ไหนที่มีพี่ณุ วรรณทานได้ทุกที่แหละค่ะ” สาวเปรี้ยวพูดโดยตามองแต่หน้าของสารวัตรไม่ได้สนใจพาส


พอได้ยินอย่างนั้นและพฤติกรรมของผู้มาเยือนก็ทำเอาพาสเลิกสนใจในทันที เธอไม่กล่าวอะไรอีกแต่กลับหันไปดึงแขนของกร “งั้นไปเถอะฮะ เดี๋ยวจะไม่มีที่นั่ง”


“จ้ะ” กรเดินตามพาสไปอย่างว่าง่าย


“คอยพี่ด้วยสิพาส พี่กรครับ” ณุปัดมือของสาวที่เกาะเขาอยู่ออกพร้อมกับรีบจ้ำตามทั้งสองคนที่นำหน้าไปติดๆ


ปวรวรรณมองตามหลังพาสอย่างไม่สบอารมณ์นักเธอได้แต่พึมพำกับตนเอง “ฝากไว้ก่อนเถอะยัยทอม คนอย่างฉันไม่มีทางแพ้หล่อนที่มาทีหลังหรอก”
-----------------------------------------------------------------------------1
ที่ร้านของติ๊ดตี่ซึ่งกำลังมีลูกค้าแน่นร้าน แม่ค้าสาวกำลังจัดอาหารมาส่งให้กับลูกค้าที่โต๊ะจึงยังไม่ทันเห็นพาส แต่คนที่เห็นและรีบลุกจากโต๊ะมาหาพาสกลับเป็นหนิงและนิด


“หมวดพาสขา” หนิงเข้ามาควงแขนพาส


“นี่ยายหนิง ต้องเรียกผู้กองสิผู้กองคนใหม่จริงไหมคะ” นิดมาควงอีกข้างที่ว่างอยู่


“เรียกยังไงก็คนเดิมแหละฮะสำหรับหนิงกับนิดแล้ว พาสยินดีรับใช้เสมอ” พาสออกตัว


“แหม... น่ารักจังค่ะ” สองสาวยิ้มหวานให้พาส แล้วต่างก็แย่งกันดึงจะให้พาสไปนั่งกับตน


ปวรวรรณมองสองสาวที่ยื้อแย่งพาสด้วยใบหน้าหมิ่นๆ เธอดึงรั้งให้ณุเดินตามไปตรงโต๊ะที่ว่างด้านใน “พี่ณุคะ ไปนั่งทางนั้นกันเถอะคะ”


“พาส...” ณุยังเหลียวหลังมองพาส ที่ยังคุยติดพันอยู่กับสองสาว


“ไปนั่งกันก่อนเลยฮะเดี๋ยวพาสตามไป” พาสพยักเพยิดกับสองหนุ่มต่างรุ่น


ทำให้ณุทำหน้าเซ็งๆ แต่จำใจต้องไปกับสาวเปรี้ยวด้วยแรงฉุด ส่วนกรเดินเอื่อยๆ ตามหลังณุเขาเองก็ได้แต่ยิ้มแบบปลงๆ กับทั้งสองคนที่ต้องหาทางแก้ปมกันเอาเอง


ติ๊ดตี่ที่เมื่อครู่มัวแต่สนใจลูกค้าเมื่อได้ยินเสียงสองสาว จึงรู้ว่าพาสมาร้านก็รีบผละเข้ามาหาทันทีเหมือนกัน “ผู้กองคะ คิดถึงจังเลย พักนี้ไม่เห็นงานยุ่งมากหรือคะ”


“นี่พวกหล่อนน่ะกลับไปนั่งที่ของตัวเองซะทีสิยะ ยืนขวางทางคนอื่นเค้าอยู่ได้” เจ้าของร้านสาวเข้ามาเบียดสองสาวจนกระเด็น


“นี่ยายติ๊ดตี่” สองสาวโวยวายขั้นพร้อมกัน


แม่ค้าสาวยักคิ้วให้กับทั้งสองคนแล้วหันมาควงแขนพาสพาไปยังโต๊ะด้านใน เจ้าของร้านสาวมองไปทางแม่สาวแปลกหน้าที่เอาแขนกอดรัดแขนแมนของณุ อกอิ่มที่แทบจะหลุดพ้นจากเสื้อรัดรูปนั้นเบียดชิดจนน่าหมั่นไส้ ทั้งที่สารวัตรพยายามจะปลดแขนขาวให้ออกห่างแต่ดูท่าจะไม่เป็นผลเท่าใดนัก


ติ๊ดตี่หันกลับมามองหน้าพาสที่พยายามทำตัวให้เป็นปกติแต่คิ้วน้อยๆ ของผู้กองสาวกลับย่นเข้าหากันนิดๆ


“ไปค่ะ” แม่ค้าสาวพาพาสมาลงนั่งตรงที่ว่างข้างๆ ผู้กำกับ


“แหม... สารวัตรพาใครมาด้วยคะเนี่ย ไม่เคยเห็นหน้า เป็นญาติหรือคะ” ติ๊ดตี่ชวนณุคุย


“คะ....ครับ น้องวรรณเป็นเหมือนน้องสาวของผม วรรณครับนี่ติ๊ดตี่เป็นเจ้าของร้านนี้จ้ะ” ณุรีบออกตัวพร้อมกับแนะนำให้สองคนรู้จักกัน


“พี่ณุ..” ปวรวรรณไม่พอใจกับคำตอบที่ณุมีให้กับแม่ค้าข้าวแกงสักเท่าไหร่ เธอหันไปทำสีหน้าน้อยใจกับณุ แต่ก็ไม่กล้าโต้แย้งคำใดออกมา


“ สวัสดีคุณวรรณค่ะ ร้านเรายินดีต้อนรับค่ะ” แม่ค้าสาวกล่าวทักตามมารยาทที่ดี แต่พอเห็นแม่สาวเปรี้ยวทำหน้าเชิดไม่สนใจ ก็ทำเฉยเสียทั้งที่ในใจอยากจะหักคอเสียนัก


“งั้นเดี๋ยววันนี้ติ๊ดตี่จะโชว์ฝีมือเองเชียวค่ะ” ติ๊ดตี่หันมายิ้มหวานให้พาส


“อืม ดีฮะ” พาสยิ้มตอบ พาสหันกลับมามองทุกคนในโต๊ะ “จะทานอะไรกันดีฮะ เป็นอาหารจานเดียวดี หรือจะสั่งเป็นกับข้าวมาทานด้วยกัน”


“เป็นอาหารจานเดียวดีกว่าค่ะ” สาวเปรี้ยวชิงตอบเสียก่อน เธอแสดงท่าทางถึงการไม่อยากร่วมทานเป็นกลุ่มกับพาสนัก


“งั้นก็ได้ฮะ” พาสรับคำเรียบๆ


“เชิญคุณวรรณสั่งเลยครับ พวกผมมีเมนูประจำกันอยู่แล้ว ติ๊ดตี่ของพี่สามคนเอาเหมือนเดิม แล้วขอต้มยำแซ่บๆ ให้พาสซดน้ำด้วย" กรสั่งอาหารแทนน้องทั้งสอง โดยไม่จำเป็นต้องถามกันอีก


“วรรณขอเป็นข้าวผัดน้ำพริกลงเรือก็แล้วกันค่ะพี่ณุ” หญิงสาวหันไปบอกกับณุแทนที่จะสั่งกับติ๊ดตี่เอง


“ข้าวผัด...” ณุกำลังจะทวนเมนูของปวรวรรณ


“ทราบแล้วค่ะสารวัตร” ติ๊ดตี่พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อนที่ณุจะบอกจบ “รอสักครู่นะคะ”


เจ้าของร้านสาวผละไปจากโต๊ะเพื่อดำเนินการตามที่ลูกค้าสั่ง “เดี๋ยวเถอะยายตัวดี หล่อนเจอดีแน่” ติ๊ดตี่พึมพำหลังจากเดินห่างจากโต๊ะของทั้งสี่มา
_____________________________________________________2

ครั้งนี้เป็นการนั่งรอทานอาหารที่อึดอัดมากที่สุดของพาส ซึ่งณุเองก็ดูไม่ต่างไปจากหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามเท่าใดนัก ท่านผู้กำกับเข้าใจน้องทั้งสองเป็นอย่างดี


สาวเปรี้ยวทำท่าจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแต่เมื่อเห็นแก้วพลาสติกเข้า เธอถึงกับไม่กล้าที่จะจับสีหน้าแสดงออกถึงความรังเกียจ สาวเจ้าชะเง้อมองซ้ายมองขวาหาพนักงาน


“นี่... นี่หล่อนน่ะ ขอน้ำอัดลมให้ฉันขวด แก้วไม่ต้องขอหลอดด้วยรู้ไหมที่บอกเนี่ย” เธอสั่งเสียงดังอย่างไม่ให้เกียรติกับเด็กในร้านที่เดินเสริฟข้าวอยู่ แล้วหันกลับมายิ้มหวานให้กับณุและกร


“ค่ะ...” เด็กสาวรับคำอย่างงงๆ เดินกลับไปหาติ๊ดตี่ ติ๊ดตี่คุยกับเด็กสักครู่แล้วจึงปล่อยให้เด็กไปจัดการตามที่ถูกสั่งมา


ณุแอบถอนใจนิดๆ กับมารยาทของหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกผู้ดีมีสกุล เขาสบตากับนายและสาวที่เขารู้ว่าเธอนั้นงามทั้งมารยาทและหน้าตา เขาแสดงอาการเป็นเชิงขอโทษทั้งสอง


“น้ำมาแล้วค่ะ” เด็กสาววางน้ำลง พร้อมกับยื่นหลอดให้กับปวรวรรณ


“ขอบใจ” สาวเจ้าสะบัดเสียงใส่


เด็กสาวดูจะไม่อีนังขังขอบกับสาวเปรี้ยวนัก พอลับหลังกลับดูมีรอยยิ้มแปลกๆ ผลุดขึ้นบนใบหน้า


สาวเจ้าหยิบกระดาษทิชชู่จากกระเป๋าตนเอง ออกมาเช็ดรอบๆ ขอบปากขวด ก่อนจะใช้หลอดดูดน้ำอย่างสบายอารมย์ โดยไม่ทันได้มองสีหน้าของผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะอาหาร


กรชวรปวรวรรณคุย “คุณวรรณมาที่นี่บ่อยนะครับ มีธุรกิจอยู่ทางนี้หรือครับ”


“เปล่าหรอกค่ะ วรรณอยู่กับบ้านเฉยๆ เหงาก็เลยมาเยี่ยมพี่ณุนะค่ะ ที่นี่ใกล้ไปมาง่ายกว่าสมัยพี่ณุประจำอยู่ทางเหนือค่ะ” พูดไปนิ้วมือเรียวลูบไล้ไปตามแขนของณุ


พาสมองการกระทำของสาวเปรี้ยวด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอรู้ดีว่าถ้าแสดงอาการอะไรออกไปคงสมใจแม่สาวเปรี้ยวอย่างแน่นอน


“อ้อ.. หรือครับ แต่ช่วงนี้ยังไงคงต้องโทรเช็คสารวัตรหน่อยดีกว่านะครับ” กรบอก


“ทำไมหรือคะ พี่ณุจะไปไหนคะ” สาวเจ้าหันกลับมามองหน้าชายหนุ่มข้างตัว


“ก็ไม่ได้อะไรมากหรอกครับ พักนี้พี่ไม่ค่อยว่าง วรรณน่าจะรู้ว่างานอย่างพวกพี่ไม่ได้ว่างอยู่กับที่นี่ครับ” ณุตอบ เขาแอบหันไปยิ้มกับท่านผู้กำกับเป็นเชิงขอบคุณ


“ค่ะ วรรณทราบ คราวหน้าวรรณจะโทรมาก่อน นี่ดีนะว่าวันนี้โชคเข้าข้าง ไม่งั้นคงมาไม่ทัน” วรรณพูดยิ้มๆ แต่ปรายตามองไปทางพาส สายตาส่อแววไม่เป็นมิตรนัก


พาสทำเป็นไม่สนใจพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้าม เธอเสมองไปรอบๆ ตัวแต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง นี่ถ้าปวรวรรณไม่ใช่ผู้หญิงพาสคงขอตะบันหน้าสักที

.
ติ๊ดตี่กับเด็กคนเดิมถือถาดอาหารมาที่โต๊ะ เจ้าของร้านสาวจัดวางอาหารให้จนเป็นที่เรียบร้อย เธอยิ้มหวานให้กับทุกคนก่อนผละไป “ทานให้อร่อยนะคะ”


ทั้งสี่เริ่มลงมือทานอาหาร กรตักน้ำซุปใส่ถ้วยส่งให้กับพาส “เอ้าน้ำซุปของเรา”


“ขอบคุณฮะ” พาสยิ้ม พร้อมกับเอาช้อนตักน้ำซุปเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย


ณุชวนให้ปวรวรรณทานอาหารที่สั่งมา เมื่อเห็นท่าเขี่ยอาหารของเจ้าหล่อนอยู่นาน “ทานสิครับ”


“เอ่อ... ค่ะ” สาวเปรี้ยวค่อยๆ ตักเข้าปาก พอได้ลิ้มรสอาหารก็ดูจะพอใจไม่น้อย เธอเริ่มลงมือทานอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้น


“เป็นอย่างไรบ้างครับ พอทานได้ไหม” กรถาม


“ค่ะ ก็พอใช้ได้ค่ะ” ปวรวรรณตอบไม่ตรงกับการกระทำนัก


เมื่อทานกันไปได้สักพัก สาวเปรี้ยวกำลังจะตักอาหารเข้าปากก็สังเกตเห็นอะไรสักอย่างดูแปลกตา เธอค่อยๆ วางช้อนลง เขี่ยเบาๆ สิ่งที่เห็นคือลักษณะของขาแมลงสาบ เท่านั้นเองเสียงกรี๊ดของสาวเปรี้ยวก็ดังลั่นร้าน ทำเอาคนหันมามองกันทั้งร้านสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น


“กรี๊ดดดดดดดดดดดด แมลงสาบ พี่ณุคะ แมลงสาบ” พูดไปพร้อมกับพยายามคายอาหารออกจากปากใส่กระดาษทิชชู่ แล้วหันไปดูดน้ำขวด


พาสแปลกใจที่จู่ๆ อาหารที่ติ๊ดตี่ทำจะมีขาแมลงสาบได้ไง พาสก้มดูในจานของปวรวรรณ เห็นชิ้นเนื้อกับขาที่สาวเปรี้ยวบอก ถึงกับยิ้มออกมา


“ไม่ใช่แมลงสาบหรอกฮะ แมงดาน่ะฮะ แมงดานา” พาสบอกกับทุกคน


พอรู้ว่าเป็นอะไรณุกับกรดูจะโล่งอก ทั้งสองกำลังจะลงนั่งแต่ยังไม่ทันจะได้หย่อนก้นเลยแล้วเสียงกรี๊ดที่สองก็ตามมา


“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด”


“อะไรอีกวรรณ” ณุถามด้วยความหงุดหงิด


“ในขวดค่ะ ในขวด” สาวเปรี้ยวชูขวดมือไม้สั่น ตกใจจนลืมที่จะวางขวดน้ำลง


ณุรับขวดมาส่องดูที่ก้นขวด เขาเห็นอะไรขาวๆ คล้ายๆ หนอน แต่เมื่อมองดีๆ จึงรู้ว่าเป็นวุ้นเส้นที่ถูกตัดจนเหลือขนาดพอๆ กับหนอนตัวเล็กๆ เขาแทบอยากจะหัวเราะ เพราะรู้ได้ทันทีว่าเป็นการแก้แค้นของเจ้าของร้านสาว


ทุกคนยังไม่ทันได้ว่ากระไรแม่สาวเปรี้ยวถึงกับหัวเสียอย่างมาก คว้าได้กระเป๋ามากอดไว้กับตัว พร้อมกับชี้หน้าต่อว่าแม่ค้าสาว และพาลไปที่พาสอีกคน “หล่อน หล่อนแกล้งฉันใช่ไหม หล่อนนัดแนะกับยายทอมนี่แกล้งฉัน”


“นี่คุณอาหารนั่นมันเป็นสูตรเฉพาะของร้าน แล้วในน้ำนั่นใครเค้าจะคิดว่ามันจะมีอะไรตกลงไปหล่ะไม่ใช่อยู่ในแก้วน้ำสักหน่อย อย่ามาว่ากันชุ่ยๆ สิ แล้วผู้กองมาเกี่ยวอะไรด้วยไม่ทราบ” ติ๊ดตี่พูดอย่างฉะฉาน


“ฉันไม่เชื่อ ยังไงฉันก็ไม่เชื่อ” เสียงนั้นยิ่งดังขึ้น


“น้องวรรณครับ เบาหน่อยอายคนเขาน่า” ณุเข้าไปจับแขนเพื่อดึงสาวเปรี้ยวออกจากร้าน


“พี่ณุ พวกนี้ทำกับวรรณขนาดนี้ยังไม่สนใจอีกหรือคะ”


“เอ่อ...” ณุอ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดอะไรได้


“พี่ณุอ่ะ...” สาวเจ้าน้อยใจวิ่งถลาออกจากร้านไปทันที


ณุทำอะไรไม่ถูกจะไม่วิ่งไปก็ไม่ดีจะวิ่งตามไปก็เกรงใจพาสที่ยืนอยู่ไม่ห่าง เขาเกาหัวแกรกด้วยความลำบากใจเป็นที่สุด


“ไปเถอะฮะ” พาสแตะไหล่ชายหนุ่ม


“ขอบคุณจ้ะ” ณุยิ้มกับพาส แล้วจึงตามสาวเปรี้ยวไป
________________________________________________3
กลับมาแล้วคร้าบ 25/10/07


หลายๆ คนในร้านมองตามสาวเปรี้ยวที่วิ่งไปอย่างสะใจ กรได้แต่มองหน้าลูกน้องสาวเขาเดาอาการนิ่งของพาสไม่ออกได้แต่ยืนทอดถอนใจอย่างไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้ ก่อนจะขยี้หัวน้องสาวเป็นเชิงให้กำลังใจ


แม้จะรู้สึกเจ็บเล็กๆ ในใจแต่สิ่งที่แสดงออกของหญิงสาวคือยิ้มบางๆ ให้กับผู้เป็นทั้งพี่ชายและหัวหน้าเธอไม่ต้องการให้ใครเห็นถึงความอ่อนแอ
“พาสไม่เป็นอะไรหรอกฮะพี่กร”



ณุเดินกลับมาที่สถานีอย่างเซ็งๆ เขาไม่รู้จะทำอย่างไรให้ปวรวรรณเลิกยุ่งกับเขาเสียที กับคนที่เขารักนั้นยิ่งไม่อยากให้ต้องมาเสียความรู้สึกกับเรื่องอย่างนี้ เขามองตรงมาที่โต๊ะทำงานของพาสแต่ไม่เห็นร่างน้อยนั่งอยู่ ชายหนุ่มจึงเดินตรงไปที่ห้องของกร


“ขออนุญาตครับ”


“เชิญ” เสียงดังฟังชัดลอดประตูออกมาเป็นเชิงอนุญาต


ชายหนุ่มเปิดพร้อมกับปิดประตูเมื่อเข้าห้องของหัวหน้าเป็นที่เรียบร้อย เขาทำความเคารพและลงนั่งตรงเก้าอี้ด้านหน้าโต๊ะของกร


“พาสไปไหนหรือครับ พี่กร”


“อ้อ เห็นว่าจะไปดูลาดเลาของพวกค้ายา” กรตอบ เขามองคนตรงข้ามนิ่ง


ณุเงียบไปสักครู่เขารู้ดีว่าพาสคงอยากอยู่คนเดียวสักพักจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับรู้ไม่ถามอะไรต่อ นิ่งไปพักก่อนจะสบตากับหัวหน้า


“ผมต้องขอโทษกับการกระทำของวรรณด้วยนะครับ”


“ไม่เป็นไรหรอก พี่เข้าใจ แต่กับพาสเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ” กรบอกยิ้มๆ


"ครับ” สารวัตรหนุ่มยิ้มตอบแหยๆ


“พาสโกรธผมมากไหมครับพี่กร”


“ไม่หรอกเขาไม่แสดงออกให้ใครเห็นง่ายๆ อยู่แล้ว” กรบอก


ณุฟังแล้วยิ่งยิ้มไม่ค่อยออกเขารู้สึกหนาวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก “เหรอครับ เฮ้อ”


“คุณวรรณเป็นไงบ้างละ อารมย์ดีขึ้นไหม” กรเอ่ยถาม


“ไม่รู้สิครับ ผมแค่ไปส่งขึ้นรถแล้วก็ได้แต่ฟังเขาบ่นไปเรื่อยไม่ได้เข้าสมองสักนิด”


“โทษฝ่ายหญิงคนเดียวคงไม่ได้ อยู่ที่ฝ่ายชายด้วยที่ต้องทำอะไรให้เด็ดขาด พี่ไม่อยากเห็นพาสต้องเจ็บ ไม่อย่างนั้นพี่คงต้องหาทางดึงพาสกลับมาให้ได้ หวังว่าณุคงเข้าใจ” กรมองหน้าคนตรงข้ามใบหน้าแฝงความเอาจริง


“ครับผม” ณุรับคำ เขารู้ว่ากรยังคงรักพาส และพร้อมจะยอมทุกอย่างเพื่อให้หญิงสาวมีความสุข เขาเองยอมรับถึงความรักที่มีแต่ให้ของกร


.
ประตูห้องพักเปิดออกพร้อมกับร่างที่ดูเหนื่อยกว่าทุกครั้งเดินมาลงนั่งตรงโซฟา พาสค่อยๆ เอนกายนอนพิงพนักที่นั่งสีหน้าหมองเศร้า


“เฮ้อ.... เซ็ง” ทอดถอนใจหนักๆ งานหนักแค่ไหนหญิงสาวไม่เคยท้อใจสักนิด แต่ทำไมกับเรื่องของผู้ชายคนเดียวกับทำให้เธอแย่ขนาดนี้ ทำไมต้องเป็นตนเองด้วยหญิงสาวไม่เคยคิดไม่อยากให้มีเรื่องยื้อแย่งผู้ชายกับใครสักนิด


“ติ๊ดติ๊ด...” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พาสล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมควานหาอยู่สักพัก เมื่อเห็นเบอร์ที่โชว์ขึ้นมา พาสก็ดีดตัวขึ้นนั่งพร้อมกับกดรับ


“ว่าไง” พาสกรอกเสียงไปตามสาย


"คิดถึงสิ ไม่งั้นจะโทรหาเหรอ” เสียงใสๆ ปลายสายทำให้คนที่เหนื่อยมาถึงกับยิ้ม


“จ้า คิดถึงเหมือนกัน เนี่ยจะผอมตายแล้วอดกินของอร่อยๆ” พาสว่า ทั้งที่เบื่อๆ อยู่ แต่เธอก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องรับรู้ความเศร้าของตน


“โธ่ นึกว่าคิดถึงเรา ที่แท้ก็คิดถึงของกิน น้อยใจนะ” สาทำเสียงน้อยใจ แต่ใบหน้ากับยิ้มแย้ม


“โอ๋ๆ คิดถึงสาสิของกินน่ะของแถม เป็นไงบ้างว่าที่น้องเขยของพี่กรสบายดีเหรอ” พาสแซวเพื่อนที่ยุ่งๆ อยู่กับการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว


“ขานั้นน่ะกระดี้กระด้าจะตายไป” สาเอ่ยถึงคนรักอย่างขำๆ


“แหม อย่างว่านะคนเค้ารอมาตั้งนาน ก็ต้องกระตือรือร้นเป็นธรรมดา สาเหอะเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว มีอะไรให้ช่วยบอกได้นะ พร้อมเสมอสำหรับเพื่อนรัก”


“จ้า มีแน่นอน แต่ไว้บอกทีหลัง อย่าเบี้ยวก็แล้วกัน” สายิ้มกับตัวเอง อย่างมีเลศนัย


“อืม” ตอบไปอย่างไม่ทันได้คิดอะไร เพราะไม่คิดว่าเพื่อนรักจะมีแผนร้าย


“งั้นไปนอนซะ พักผ่อนให้มากๆ นะเดี๋ยวไม่สวย” พาสไล่เพื่อนไปนอน


“ก๊อก ก๊อก”


เสียงประตูห้องดังขึ้น ทำให้พาสที่เพิ่งเลิกคุยกับเพื่อนรักต้องลุกขึ้นไปที่ประตู เธอมองตรงช่องประตูเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างนอกเธอทำท่าจะไม่เปิดประตูรับ


“พาสพี่เองนะ พี่มีเรื่องจะคุยด้วย”


“ไว้พรุ่งนี้ดีไหมฮะ วันนี้มันมืดแล้ว” พาสพูดเสียงเรียบ


“ถ้าไม่เปิดพี่จะเคาะอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนจริงๆ ด้วย” ณุเคาะประตูเสียงดังไม่หยุด


“พอแล้ว” พาสจำต้องเปิดประตูให้ ณุง้างมือไว้ทันไม่งั้นคงโดนศรีษะของหญิงสาวเป็นแน่


“พี่โทรหาพาสตั้งหลายครั้งทำไมไม่รับโทรศัพท์พี่” ณุพูดทันทีที่ตั้งหลักได้


“พาสคุยอยู่กับคนอื่น” พาสตอบ


“คุยกับใครเป็นนาน ผู้ชายที่ไหนพี่รู้จักไหม” ณุจับแขนพาสเขย่า อย่างคาดคั้น


“พี่ณุปล่อยพาสนะ พาสเจ็บ แล้วพาสจะคุยกับใครพี่ณุไม่เกี่ยว” พาสสวนทันควัน


“ต้องเกี่ยวสิ ก็พี่รักพาส พี่ไม่อยากให้พาสไปยุ่งกับคนอื่น”


“รักพาสเหรอ.... ฮึ” พาสสะบัดเสียงใส่ เธอเองก็มีอารมย์ครุอยู่ภายใน


“ทำไมทำเสียงอย่างนั้นกับพี่ล่ะ พี่รักพาสคนเดียวจริงๆ นะ” ณุมีท่าทีที่อ่อนลง


“แล้วคุณวรรณล่ะ พี่ณุจะทำยังไงกับเธอ พาสไม่อยากต้องรบกับใคร ไม่ต้องการแย่งผู้ชายคนไหนกับใครทั้งนั้น” พาสยังคงเสียงดัง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า การรักใครสักคนมันช่างหนักหนาจริงๆ


“พาส... พาส อย่าร้องไห้พี่ขอโทษ พี่จะจัดการเรื่องของปวรวรรณให้เด็ดขาด พี่บอกแล้วว่าพี่ไม่ได้มีอะไรกับเค้าจริงๆ เชื่อพี่นะครับ” ชายหนุ่มเช็ดน้ำตาให้ เขาดึงเธอให้ซบกับอกอุ่นโอบกระชับปลอบโยนอย่างนุ่มนวล


“ฮือ.. ฮือ” พาสยิ่งสะอื้นไห้


“พี่รักพาส รักพาสคนเดียวเท่านั้น” ชายหนุ่มจูบที่ข้างหู


คำรักจากปากคนที่กอดกระชับเธออยู่ เป็นยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ให้เธอได้มั่นใจในตัวเขา เพียงเท่านี้เธอก็ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่น ความน้อยใจเจ็บภายในเมื่อช่วงบ่ายหายไปสิ้น นี่เองหนอผู้หญิงเรา


“พี่ณุปล่อยได้แล้ว อย่าฉวยโอกาสสิ” พาสอายจนหน้าแดง เธอพยายามดันตัวเองออก


“ไม่ปล่อยโอกาสอย่างนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ นี่นา หอมก็หอม ตัวนิ้มนิ่ม” ณุกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นจมูกกับปากซุกไซ้ไปทั่วทั้งแก้มและเรือนผม


“ไม่เอาแล้ว ปล่อยนะ” พาสเริ่มทุบแขนอย่างเอาเป็นเอาตาย


เมื่อคนรักออกแรงทุบทำเอาเขาต้องจำใจปล่อย ยิ่งเห็นหน้าขาวๆ ที่ตอนนี้แดงระเรื่อทำเอาเขายิ้มอย่างยินดี อยากจะดึงเธอเข้ามากอดอีกสักครั้ง


“ยิ้มทำไม พี่ณุบ้า” พาสหันหลังหนีเดินไปลงนั่งที่โซฟา


ชายหนุ่มรีบเดินตามมาลงนั่งข้างๆ ยิ่งพาสหันหน้าหนีเค้ายิ่งอารมย์ดี ณุกระแซะเข้าไปอีกพาสจะขยับหนีก็ไม่รู้จะหนีไปทางไหนเพราะนั่งจนชิดด้านหนึ่งไปแล้ว พาสอายแล้วอายอีกไม่รู้จะทำอย่างไรกับคนคนนี้ดี


“รักพี่บ้างไหมคะ”


“ไม่รู้” พาสพยายามเก็บอาการ บอกออกไปเสียงแข็งแต่ก้มหน้างุด


“ไม่บอกพี่หอมแก้มอีกนะ จะบอกหรือไม่บอก” ไม่พูดเปล่าใบหน้าคมยื่นเข้าไปใกล้


“ไม่เอานะ ออกไปไกลๆ” พาสใช้สองมือผลักใบหน้าของชายหนุ่ม


“บอกมาสิ” เขาจูบที่มือน้อยเม้มเบาๆ จนหญิงสาวต้องชักมือหนีด้วยความรู้สึกสะท้านแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก


“บอกแล้วจะเลิกยุ่มยามใช่ไหม” พาสถามเสียงอ่อย


“ฮื้อ.. แต่คำตอบต้องถูกใจด้วยนะ” ณุยักคิ้ว


“เรื่องมากจังพี่ณุเนี่ย” พาสหน้าตูมแก้มป่อง


“ว่าไง”


“พาสรักพี่ณุค่ะ” บอกออกไปตนเองก็ได้แต่รู้สึกอายหนักเข้าไปอีก ได้แต่หลบตาก้มหน้ามองมือตนเองที่ถูกเขากุมไว้ไม่ปล่อย


“พี่รักมากกว่า” เขาพูดยิ้มๆ


“ บ้า.... พี่ณุกลับไปได้แล้วดึกมากแล้ว” พาสทำเสียงเข้มใส่ เธอเอี้ยวตัวหันหน้ามาสบตาคม


“ยังไม่อยากกลับนี่คะ พี่อยากอยู่อย่างนี้นานๆ”


ณุทำท่าจะเอาแขนสองข้างโอบรอบตัวพาส เขาต้องการกอดเธอไว้แนบอกตลอดเวลา อยากเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองคนที่แข็งนอก แต่เขารู้ว่าภายในของเธอนั้นอ่อนโยนเพียงไหน แต่ดูเหมือนสาวเจ้าจะรู้ทัน ศอกน้อยๆ กระทุ้งเข้าที่สีข้างของชายคนรักพร้อมกับร่างน้อยที่ลุกหนีไปทางประตูหน้าห้อง


“ไปได้แล้ว พรุ่งนี้มีงานแต่เช้า” พาสเปิดประตูรอ


“ฝากไว้ก่อนเถอะ” ณุเดินมาหาเขาเขกศรีษะของหญิงสาวเบาๆ “หลับฝันดีนะจ๊ะ สุดที่รักของพี่” ณุยังไม่วายหยอดคำหวาน ดวงตาคมจ้องเข้าไปใกล้หน้าของหญิงสาวบอกความนัยให้เธอได้รู้ว่าเขาพูดจริง


“ชริ” พาสย่นจมูกใส่ พร้อมกับปิดประตู ใบหน้างามหลังบานประตูนั้นยิ้มแก้มปริ เธอไปหยุดยืนนิ่งที่ระเบียงมแหงนมองท้องฟ้ากว้าง วันนี้ดูดาวช่างระยิบระยับสดใส

.
.
เสียงดังแว่วจากลำโพงของงานบุญประจำปีนั้นทำให้เด็กหนุ่มสาว หรือแม้กระทั่งเจ้านายทั้งในเรือนเล็กและเรือนหลังใหญ่ดูจะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ฑิมพิกานั่งรอสามีอยู่ที่ระเบียงหน้าเรือน ในมือหญิงสาวมีพวงมาลัยดอกไม้ธูปเทียนสองชุด เธออยากไปนมัสการพระพุทธบาทจำลองประจำวัดหลวง สาวใช้ของเรือนเล็กต่างนั่งอยู่ปลายบันไดเพื่อตามนายไปเที่ยว ต่างพากันติชมชุดของกันและกัน วันนี้ดูสาวๆ จะแต่งตัวงามกันเป็นพิเศษ เสื้อผ้าชุดงาม ผัดหน้านวลขาว กลิ่นแป้งร่ำหอมบาง ทุกคนยังคงอดมองนายสาวที่แม้จะแต่งตัวเรียบร้อยตามแบบ แต่หน้านวลบางวันนี้มีสีสันขึ้นด้วยสีผึ้งทาปากอิ่ม กลิ่นน้ำปรุงจากเมืองนอกยิ่งหอมนัก แล้วแสงไฟจากพาหนะของนายหนุ่มถูกสาดส่องเข้ามา ทุกคนต่างรีบลุกปัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ส่วนเจ้านายสาวก้าวลงบันไดมาต้อนรับผู้เป็นสามี


“หืม.... ไปกันหมดบ้านเชียวหรือ ” พิชญะก้าวลงจากรถมองกลุ่มที่กำลังรออยู่ยิ้มๆ


“เจ้าค่ะ” เด็กสาวต่างรับคำเป็นเสียงเดียว


“จะไปกันอย่างไรดีจ้ะพิกา” นายหนุ่มหันมาถามภรรยา


“เดินไปดีไหมคะคุณพี่ วัดอยู่ไม่ไกลนัก”


“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ พี่ตามใจน้อง” ชายหนุ่มยิ้มหวานใส่


พิกามองหน้าสามีที่ดูจะยังเหนื่อยอ่อน ใบหน้านั้นมีเหงื่อซึมตามไรผมหญิงสาวดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้


“เหนื่อยไหมคะคุณพี่ อยากพักก่อนไหมคะน้องให้เด็กๆ ล่วงไปก่อนได้นะคะ” พิกาถามด้วยความห่วงใย


“ไม่เป็นไรจ้ะ ไปกันเถอะ” กล่าวพร้อมกับออกเดินนำหน้าไป เขาเหลียวมองภรรยาสาวที่ก้าวตามหลังทิ้งระยะห่างไม่ไกลนักด้วยรอยยิ้ม


งานบุญนั้นจัดขึ้นในบริเวณลานโล่งของวัดแสงไฟประดับประดาอยู่ทั่วไป เสียงร้องรำเสียงกลองยาวจากซุ้มรำวง เสียงระนาดและกลองของคณะลิเกเรียกให้ฝูงชนเข้าไปนั่งเพื่อดูนักแสดงที่แต่งองค์ทรงเครื่องแวววาวสวยงามร่ายรำอย่างอ่อนช้อยเสียงหวานๆ ของนางเอกช่างสะเนาะหู นอกจากนั้นบริเวณรอบๆ มีร้านขายของกินทั้งคาวหวาน ทำเอาเด็กสาวผู้ติดตามหันซ้ายแลขวาอย่างตื่นตา ทุกคนต่างอยากไปในทิศทางที่ตนเองต้องการแต่ยังคงเกรงนายทั้งสอง


“อยากไปไหนก็ไปเถอะ” พิชญะที่รู้ใจเป็นอย่างดี


“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ทุกคนไหว้อย่างงามแล้วก็แยกกันไปตามที่ตนเองต้องการ


“พิกาจ๋า ไปทางไหนกันดีคะ” เมื่อปล่อยให้เด็กไปกันหมดแล้วเจ้านายหนุ่มก็ทำเสียงหวานใส่ภรรยา


“เข้าไปไหว้พระด้านในดีกว่าค่ะ” เธอยิ้มอย่างรู้ทัน กับการไล่ให้เด็กๆ แยกไปของสามี


“งั้นหลังจากไหว้พระแล้ว ไปด้านโน้นกันนะคะ” ชายหนุ่มชี้ไปทางโรงละครหุ่นกระบอก ที่มีคนชักอยู่ด้านหลังเวทีหุ่นกระบอกชายหญิงสามารถแสดงท่าทางไปตามแต่ผู้เชิดพาไป ผู้เชิดนั้นได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีเพื่อให้หุ่นนั้นสามารถแสดงอารมย์ได้คล้ายคลึงกับคนจริงๆ


“ค่ะ” ภรรยาสาวรับคำ


ทั้งสองไม่รู้เลยว่ามีสายตาวาวที่มองตามทั้งสองอยู่ พิรัฐร์กับจิราภาอีกทั้งผู้ติดตามอีกกลุ่มหนึ่งจิราภานั้นเม้มปากแน่นด้วยความริษยา เธอหันไปคุยอะไรบางอย่างกับพี่ชายและผู้ติดตาม ห่างไปไม่ไกลนักมีกลุ่มชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมอีกสี่คนมองไปทางสองสามีภรรยาเช่นกัน ถ้ามองให้ดีหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นมีนายอุดมรวมอยู่ด้วย


ด้วยคนรับใช้ต่างพากันแยกย้ายไปทางไหนบ้างไม่รู้ สองสามีภรรยาจึงตัดสินใจที่จะกลับกันก่อนทั้งสองเดินไปได้สักระยะพิชญะรู้สึกถึงความผิดปกติเขาเหลียวหลังกลับมองไปตามทางมีอใหญ่คว้ามือภรรยาเร่งให้เดินเร็วขึ้น


“พิกาพี่รู้สึกไม่ค่อยดี แถวนี้ไม่น่าจะเงียบปานนี้”


“ค่ะน้องเองก็คิดเช่นนั้น” หญิงสาวนั้นเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น


แต่ทั้งสองยังไม่ทันสำหรับคนใจบาปที่ดักซุ่มอยู่ก่อนแล้ว นายอุดมก้าวกับลูกน้องคนหนึ่งก้าวออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่ด้านหน้าและมีลูกน้องอีกสองคอยกันหลังไม่ให้ทั้งสองหนีไปทางอื่นได้


“จะรีบไปไหนกัน คุยกันหน่อยสิครับคุณพิชญะ” เสียงนายอุดมดูคุกคามอย่างมาก


“คิดจะทำอะไรกัน หลีกทางไปซะ” พิชญะเอ่ยเสียงเข้ม


“ไม่มีทาง... วันนี้เป็นวันตายของเอ็งแล้ว ขอดีๆ ไม่ชอบ วันนี้ข้าจะเอาทั้งเงินและขอน้องพิกามาเป็นเมียของข้าเสียเลย จัดการ” พูดจบนายอุดมให้สัญญาณลูกน้องทันที


การต่อสู้เริ่มขึ้นพิชญะนั้นทั้งห่วงภรรยา อีกทั้งไม่มีอาวุธใดๆ ในมือทำให้ลำบากอยู่ไม่น้อยเขาพยายามทั้งแตะทั้งชกกลุ่มคนร้ายแต่ยังคงโดนฟันเข้าที่แขนขวา แต่ยังคงสู้ไม่ถอยเพราะถ้าเขายอมนั่นเท่ากับพิกาจะอยู่ในอันตราย พิกานั้นตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ เธอมองรอบตัวเห็นไม้ท่อนใหญ่จึงรีบจะเข้าไปคว้า แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะนายอุดมตรงเข้าไปฉุดดึง


“จะทำอะไรหรือจ๊ะน้องพิกาคนงาม”


“ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย” พิการ้องเสียงดัง


“เงียบ” นายอุดมเอามือปิดปากพิกาแน่น หญิงสาวทั้งขัดขืนดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากเงื้อมมือคนร้าย

คนใจสัตว์หันไปสั่งลูกน้องให้มาช่วยพาพิกาไปที่อื่น “เฮ้ย มาช่วยกันหน่อยสิวะ”


หนึ่งในสามนั้นรีบวิ่งเข้ามาหมายจะช่วยนาย แต่ก็ถูกถีบจนกระเด็นไปอีกทาง พิรัฎร์เข้ามาช่วยพิกาเขาและคนติดตาม ตามหลังคนทั้งสองมาจากงานวัดเพื่อหวังลักพาพิกาไปจากพิชญะเช่นกันแต่ในเวลานี้เขาจำต้องเข้ามาสอดอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาไม่ยอมให้หน้าไหนมาพาพิกาไปจากเขาแน่

พิรัฏร์เข้าช่วยพิกาส่วนผู้ติดตามนั้นสู้กับลูกน้องนายอุดมที่วิ่งเข้ามาหลังจากล้มคลุกฝุ่นไปเมื่อครู่ พิกาที่หลุกจากนายอุดมหวังจะเข้าไปช่วยสามี เธอตกใจจนตะลึงทำอะไรไม่ถูกเพราะขณะนี้พิชญะมีบาดแผลเต็มตัวใบหน้านั้นอาบเลือด เขาหันมาตวาดไล่ให้หญิงสาวหนีไป


“ไป... หนีไป พิกาหนีไป”


“ไม่...” พิกาส่ายหัว เธอตรงเข้าไปหาสามี


“ไม่พิกา.. ไป หนีไป” พิชญะใช้มือทั้งสองจับมีดยาวที่เงื้อฟันเขาอยู่ไว้แน่น


หญิงสาวพยายามตั้งสติเธอจำต้องวิ่งให้สุดแรงเกิด เพื่อช่วยสามีเธอต้องไปตามคนมาช่วยเขาให้จงได้ ส่วนพิชญะที่ล้มนอนอยู่ดึงขากันไม่ให้คนร้ายวิ่งตามไปได้ เขาถูกคนร้ายอีกคนแทงเข้าที่ท้อง


“ตายซะ”


“อืยยยยย” เสียงของชายหนุ่มขาดหาย แต่ยังมีแรงที่จะเกาะขาของคนร้ายไว้แน่น


จิราภาที่วิ่งไปตามคนมาช่วยวิ่งตามหลังผู้คนมาไม่ห่าง เธอเป็นห่วงชายที่รักและพี่ชายที่คิดแต่จะช่วยพิกา ภาพที่เธอเห็นนั้นเป็นช่วงที่พิชญะถูกแทงพอดี เสียงกรีดร้องนั้นดังก้อง ในขณะที่เมื่อฝูงชนมามากขึ้นทำให้คนร้ายทั้งหมดแตกฮือวิ่งหนี แต่ไปไหนไม่รอดแม้แต่คนเดียว พิรัฏร์บาดเจ็บไม่น้อยลูกน้องเข้าไปช่วยประคอง


“ไม่...” หญิงสาวโผไปหาร่างที่จมกองเลือด


ร่างคมเข้มที่ตอนนี้แทบจะจำไม่ได้นั้นมองไม่เห็นสิ่งใดเสียงสุดท้ายที่หลุดออกมาพร้อมๆ กับลมหายใจเฮือกสุดทาย “พิ..กา”


“ไม่ พี่พิชญะอย่าตาย” จีจี้ร้องไห้แทบขาดใจ


พิกาวิ่งมากับคนที่เรือนแต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เท้าของหญิงสาวหยุดนิ่ง ก้าวต่อไปไม่ออกร่างสามีที่ถูกจิราภาประคองกอดไว้นั้น เธอรู้ได้ว่าเขาไม่อยู่กับเธอแล้วเขาจากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดวงตาเอ่อคลอหัวใจเหมือนดั่งจะแตกสลาย น้ำตาหยดลงบนมือน้อยเป็นสายอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงชีวีของเธอตายไปแล้วเขาตายไปแล้ว



จบบทที่ 14 แล้วคร้าบบบบบบบบบ




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 1:00:21 น.
Counter : 149 Pageviews.  

ตราบนิรันดร์ บทที่ 13


บทที่ 13 ใจเอยช่างยากจะควบคุม


พาสที่ทีแรกเมื่อได้สติเธอคิดจะผลักไสเขาไปให้ห่างจากตัว แต่ร่างกายเธอกลับไม่สนองตอบต่อความต้องการที่สมองสั่ง มันกลับสนองต่อจิตใจที่ไหวเอนของเธอแทน หญิงสาวปล่อยให้ชายที่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในใจน้อยๆ กอดเธอไว้เช่นนั้น จนเวลาล่วงไปสักพักหญิงสาวจึงขยับตัวเป็นเชิงเตือนให้คนที่เธออาศัยอกอุ่นเป็นที่พักชั่วคราวนั้นปล่อย


“เอ่อ พี่” ณุไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ยอ้าง


“กลับกันดีกว่าฮะ นี่ก็ดึกมากแล้ว” พาสบอกอย่างแผวเบา แล้วเธอก็หมุนตัวเดินนำหน้าไป


ถ้าณุได้สังเกตสักนิดเขาจะได้เห็นร่องรอยแห่งความเขินอายจากใบหน้านวลงามนั้น แต่เขานั้นมัวแต่พะวงกลัวว่าจะถูกพาสต่อยเอา จึงไม่ทันได้สนใจอย่างอื่น


ยามดึกสงัดร่างน้อยต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ หญิงสาวลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียงเธอเทน้ำจากขวดที่วางไว้บนโต๊ะตัวเล็กตรงหัวเตียงใส่แก้วด้วยมืออันสั่นเทา พาสมองน้ำในแก้วนิ่ง ภาพความฝันที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่เป็นภาพเดิมๆ ภาพชายหนุ่มที่เนื้อตัวเปื้อนเลือด แต่คราวนี้ฝันนั้นกลับทำให้เธอเป็นทุกข์หนักขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อเย็นหรือด้วยความห่วงใยลึกๆ ภายในที่ก่อตัวขึ้นโดยที่เธอเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นไปได้


“พี่ณุ ขออย่าให้พี่เป็นอะไรเลยนะ” น้ำเสียงแผ่วเบานั้นบอกถึงความรู้สึกภายในของเธอ


หลังจากดื่มน้ำแล้วพาสก็ลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่าง หญิงสาวยืนพิงขอบด้านหนึ่งที่เมื่อมองจากห้องของเธอไปจะเป็นเรือนพักของคนที่โอบกอดเธอไว้เมื่อค่ำที่ผ่านมา พาสยืนอยู่นานดวงตากลมโตมองเหม่อ จนเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ได้เธอจึงเริ่มรู้สึกว่ามีสายตาของใครบางคนมองมา


พาสสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นตาวาววามที่เธอนิ่ง เขายิ้มหวานเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ทำไมคราวนี้ยิ้มนั้นกลับสามารถทำให้เธออายจนหน้าเปลี่ยนสีเป็นชมพูระเรื่อ หญิงสาวทำอะไรไม่ถูกจะยิ้มตอบก็ไม่เคยครั้นจะปิดหน้าต่างก็ไม่กล้า


“มายืนชมวิวอะไรอยู่หรือจ๊ะพาส ทำไมยังไม่นอนอีก” ณุถาม ตัวเขาเองนั้นก็นอนไม่หลับเฝ้าคิดถึงแต่คนๆ นี้จนต้องลุกออกจากห้อง หวังเพียงเห็นแค่ที่พักของพาสเท่านั้น ไม่คิดว่าฟ้าจะเป็นใจให้เขาได้เห็นคนที่ปองรักนั้นมายืนเหม่อให้เขาได้ยลโฉม


“พาสน่าจะถามพี่ณุมากกว่าว่ามายืนทำอะไรตรงนี้ ห้องตัวเองมีไม่อยู่” พาสสวนคำของชายหนุ่ม


“พี่ออกมาเดินเล่นนอนไม่หลับ ก็มาเห็นพาสยืนอยู่เลยขอมองให้ชื่นใจสักหน่อย” พูดไปก็ขยิบตาให้


“ชริ.......... เลี่ยน” พาสหยีตาแลบลิ้นให้ด้วยความหมั่นไส้ต่อคารมของคนข้างล่าง


“เลี่ยนน่ะ แล้วเริ่มสนใจพี่หรือยังหล่ะจ๊ะ” ณุหยอกเหย้า


“ชริ.... ไม่คุยด้วยแล้วเบื่อคนหลงตัวเอง” พาสปิดหน้าต่างใส่หน้าชายหนุ่ม


“พาสจ๋า พี่รักพาสนะ” ณุยังไม่วายบอกรักเสียงดังอย่างไม่แคร์ว่าใครจะได้ยิน


พาสที่ยืนเอาหลังพิงขอบหน้าต่างบานเดิมนั้นได้ยินเต็มสองหู เธอถึงกับหน้าแดงหนักกว่าที่เป็นอยู่


“คนติงต๊อง” ว่าเขาแต่ใบหน้างามกลับมีรอยยิ้มจางๆ ออกมา


.
เช้าวันใหม่ที่สำนักงานตำรวจพาสที่นั่งทำงานง่วนอยู่ เธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นอิทธิศักดิ์จ้ำพรวดเข้ามานั่งเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะ


“พาส......... ลูกน้องอิทเห็นรถพาสถูกลากมาที่สถานี เกิดอะไรขึ้น พาสเป็นอะไรหรือเปล่า”


“อิท ช้าๆ พาสสบายดี เนี่ยเห็นไหมไม่มีส่วนไหนบุบสลาย อีกอย่างคนที่เป็นไม่ใช่พาสหรอกแต่เป็นสารวัตรพิษณุต่างหาก” พาสพูดเสียงเรียบ


“แต่...” อิทธิศักดิ์ทำท่างง เพราะลูกน้องเขารายงานว่าเป็นรถของหญิงสาวแน่นอน


“คืองี้ สารวัตรเขายืมรถพาสขับกลับที่พักหน่ะ ส่วนพาสพวกสามารับไปกินข้าว” พาสตอบอย่างรู้ทันคำถามบนใบหน้าของเพื่อนชาย


“เฮ้อ...โล่งอก พาสรู้ไหมอิทเป็นห่วงพาสมากเลย นี่ก็ทิ้งงานมาหากลัวพาสจะเป็นอะไรมาก” อิทธิศักดิ์ยกมือตบอกสองสามที


“ขอบใจนะ พาสนึกว่าจะเสียเพื่อนไปแล้วหลังจาก... เอ่อ.......” พาสไม่อยากพูดต่อเธอเกรงเขาจะเสียใจ


“อิทบอกพาสแล้วไง ไม่ว่าอย่างไรอิทก็รักและจะหวังดีกับพาสเสมอ” ชายหนุ่มยิ้มให้เธอทั้งที่ดวงตามีแววเศร้า


“อืม พาสก็เช่นกันยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันตลอดไป” พาสยิ้มบางๆ เป็นการปลอบใจเพื่อน


ทั้งสองคุยเรื่องต่างๆ กันอีกพัก ก่อนที่พาสจะขอตัวเมื่อกรใช้ให้กำธรมาเรียกตัวเธอไปพบ


“ขอตัวก่อนนะอิท ไว้วันหลังคุยกันใหม่”


“จ้ะ อิทเองก็มารบกวนเวลาทำงานของพาสเสียนาน” อิทธิศักดิ์ลุกขึ้นเป็นการขอตัวกลับเช่นกัน


“อืม” พาสยืนส่งเพื่อน พออิทธิศักดิ์คล้อยหลังไปเธอจึงเดินไปยังห้องทำงานของกร


หญิงสาวเปิดประตูห้องเข้าทำงานของกร เธอก็พบว่าณุนั้นมานั่งคุยอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองคนนั้นมีสีหน้าที่เคร่งขรึม เธอลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ณุ


“คุยเรื่องเมื่อคืนกันอยู่หรือฮะ”


“ใช่ พี่เป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องอย่างเมื่อคืนนี้อีกมันไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นพาสก็น่าจะจำได้”


“ฮะ แต่อย่างเหตุการณ์เมื่อคืนพาสไม่แน่ใจนักว่ามันต้องการอะไรกันแน่ พาสสั่งให้จ่าโต้งกับเจคคอยระวังแล้วฮะ มันมีหลายประเด็นด้วยกันไหนจะพวกค้ายากลุ่มเก่าที่ยังแค้นไม่เลิก หรือแม้จากกลุ่มของนายหนึ่งไม่แน่ว่าตัวหัวหน้าใหญ่มันอาจจะอยากเก็บพาสก่อนที่พาสจะสาวไปถึงตัวก็เป็นได้ ที่สำคัญพาสยังไม่ตัดประเด็นว่ามันอาจต้องการขู่สารวัตรหน้าใหม่ที่ไม่ยอมรับสินบนก็ได้นะฮะ” พาสหันไปยักคิ้วให้ณุ


“ไม่ว่าจะด้วยประเด็นไหนพี่ต้องขอสั่งให้เรามีคนติดตามตลอด”


“พี่กรฮะ..พาส....” พาสทำท่าจะแย้ง


“ไม่มีการปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น พี่ต้องป้องกันมือขวาของพี่ไว้ก่อน ไม่ได้เกี่ยวว่าพาสจะเป็นผู้หญิงพาสเองก็รู้ว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้ไม่ว่ากับคนของเราคนไหนพี่ก็ต้องให้มีคู่หูคอยดูแลกัน” กรชิงโต้วาทะของพาสเสียก่อน


“ฮะ พาสจะทำตามคำสั่งของพี่กร” พาสหน้าจ่อยลง ที่จำต้องทำตามคำสั่ง


“ดีมากว่าง่ายๆ อย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อย” กรว่ายิ้มๆ


“เฮอะ พาสไม่เห็นอยากจะน่ารักเลย” พาสเบ้ปาก


“เอาน่า ทำตามอย่างนี้ก็ดีแล้ว พี่เป็นห่วงเรามากไม่อยากให้เป็นอะไรไป” กรมองพาสตรงๆ เหมือนทุกครั้ง เขายิ้มอย่างอ่อนโยน


“ขอบคุณพี่กรที่เป็นห่วง พาสรับรองว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดฮะ เพื่อไม่ให้ยายสาต้องมานั่งร้องไห้ว่าเพื่อนไม่อยู่กวนประสาท” พาสยิ้มยิงฟัน


“ฟังพูดเข้าเราเนี่ยจริงๆ” กรส่ายหัว


“พาสขอตัวไปทำงานนะฮะ นี่ยังมีงานค้างกองพะเนินให้สรุป” พาสลุกขึ้นทำความเคารพทั้งสองคนก่อนออกจากห้องทำงาน


เมื่อคล้อยหลังสาวมาดเท่ห์ทั้งสองหนุ่มต่างหันหน้าเข้าหากันเพื่อปรึกษาหารือกันต่อ ทั้งสองไม่ได้ผิดใจต่อกันทั้งที่หมายปองหญิงคนเดียวกัน ก่อนหน้านี้เขามีอาการหึงพาสบ้าง


แต่เมื่อได้รับรู้จากสาถึงอาการร้อนรนของพาสที่แสดงออกมาตอนที่ได้รับข่าวว่าณุถูกรอบยิงนั้น ทำให้เขาต้องนิ่งไป น้องสาวคนสวยปลอบโยนพี่ชายได้ดีและอีกทั้งกรเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนไร้เหตุผล ตัวสานั้นแม้จะเชียร์เพื่อนสาวให้เขาอย่างไร เขาก็รู้ดีว่าน้องสาวเข้าใจในตัวเพื่อนและไม่ขัดถ้าเพื่อนจะเจอคนที่ดีแม้จะไม่ใช่พี่ชายของเธอคนนี้ก็ตาม อีกอย่างเขาก็มองออกว่าคนตรงหน้านี้ปราถนาความรักจากพาสไม่ต่างกัน


หนุ่มใหญ่จึงปลงตกและคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ตัวของพาสเอง เขาสัมผัสได้ในระยะเวลาที่ผ่านมาว่าทั้งสองหนุ่มสาวดูจะมีอะไรที่เชื่อมโยงกันมากกว่าเรื่องงาน เขาคงต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ กรยิ้มน้อยๆ ให้กับณุที่พูดถึงแนวทางการป้องกันภัยของสถานี เขารู้ว่าจุดมุ่งหมายหลักของหนุ่มรุ่นน้องนั้นจริงๆ แล้ว ต้องการคุ้มครองปกป้องพาสเป็นหลักใหญ่


ณุที่กำลังอธิบายรายละเอียดต่างๆ ไปเรื่อย แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาของผู้กำกับเขาก็ต้องยิ้มเขินออกมา ด้วยสายตาของหัวหน้านั้นบอกให้รู้ว่าเขารู้ทันความคิดของตน


“เอาพูดต่อได้เลยพี่กำลังฟังอยู่” กรกล่าวยิ้มๆ


“เอ่อ.... ครับ” ณุจึงเสก้มหน้าก้มตาอธิบายงานต่อ


.
หลังเลิกงานวันนี้แม่อัญได้ส่งรถมารับพาสไปพบที่บ้าน ท่านแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเด็กสาวที่เปรียบดังลูกคนนี้มากหลังจากได้ทราบข่าวว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นทำเอาท่านถึงกับลมจับ พอพาสก้าวเท้าเข้าไปภายในตัวบ้านเด็กสาวคนสนิทของเจ้าบ้านรีบออกมาเชื้อเชิญให้พาสเข้าไปหานายผู้หญิงในห้องพักด้านใน


เมื่อสายตาของผู้สูงวัยเห็นพาสที่เข้ามาท่านก็รีบลุกขึ้นนั่งสองมือกางออกรอให้พาสเข้ามาหา “พาสลูก....”


“แม่อัญเป็นอย่างไรบ้างคะ ใครเอาข่าวผิดๆ อะไรมารายงานให้แม่ฟังคะ” พาสลงมานั่งคุกเข่าตรงด้านหน้าเก้าอี้ตัวยาวที่คุณอัญนั่งอยู่ เธอสวมกอดรอบตัวผู้สูงวัย


“คุณติณณภพสิลูกเห็นเขาว่าได้ข่าวมาเลยแวะมาบอกแม่แต่เช้า”


“คุณติณเหรอคะ ทำไมเขารู้ได้เรื่องเพิ่งเมื่อคืนคนที่รู้น่าจะเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับพาสมากกว่า เขามาบอกกับแม่อัญว่าไงบ้างคะ” พาสเริ่มสะกิดใจกับนายคนนี้มากขึ้นทุกที


“แม่ก็จำไม่ค่อยได้เสียแล้วสิ มัวแต่ห่วงพาส แต่ประมาณว่าเขาไปได้ข่าวมาจากคนรู้จักอีกทีบอกว่าพาสถูกยิงหน่ะลูก” คุณอัญพูดไปมือก็ลูบหัวลูบหลังสาวน้อยในอ้อมกอดไป


“อืม.... ค่ะ เขาคงได้ข่าวมาผิด พาสไม่ได้ขับรถหรอกค่ะเมื่อคืน คนรับเคราะห์ไปเป็นสารวัตรน่ะค่ะ” พาสมีสีหน้าครุ่นคิด


“แล้วสารวัตรเป็นอะไรหรือเปล่าลูก” แม่อัญแสดงความเป็นห่วงขึ้นมาอีกครั้ง


“ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ นิดหน่อยไกลหัวใจเยอะค่ะ” พาสเงยหน้าขึ้นยิ้มให้กับคุณอัญ


“เฮ้อ.... ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ยังไงพาสก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะลูก แม่อดเป็นห่วงไม่ได้เลยจริงๆ” ท่านเชยคางมนขึ้นสบตา


“ค่ะ พาสจะระวังตัวค่ะแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ลูกของแม่คนนี้เก่งจะตาย” พาสทำเป็นโชว์กล้ามให้ท่านดู


“จ้า ลูกแม่น่ะเก่งแต่ไงเราก็ผู้หญิงนะลูกอย่าประมาท”


“ค่ะ รับรองค่ะ” พาสยิ้มหวานพร้อมกับเอาหน้าซุกลงที่ตักของผู้สูงวัยอย่างออดอ้อน


ที่คอนโดฯ พาสกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียงห้อง เธอคิดถึงนายติณณภพตั้งแต่เมื่อแรกที่พบกัน และคำพูดของแม่อัญเมื่อเย็นที่ผ่านมา


“ทำไมนายติณณภพนั่นถึงคิดว่าเป็นเราที่เกิดเหตุ แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเราถูกรอบยิงในเมื่อข่าวนี้ไม่ได้แพร่งพรายให้ใครได้รู้ นอกจาก”


พาสหยุดความคิดลงหญิงสาวยกโทรศัพท์ขึ้น “พี่ณุ พาสมีเรื่องจะรบกวนนะฮะ”


“มีอะไรหรือพาส” ณุถามเมื่อได้ยินน้ำเสียงของพาสที่แปลกกว่าเคย


“คือพาสอยากให้พี่ณุช่วยสืบเรื่องนายติณณภพพ่อค้าชากาแฟคนหนึ่งน่ะฮะ”


“ติณณภพเหรอ ทำไม”


“พาสไม่ค่อยไว้ใจเขาน่ะฮะได้กลิ่นทะแม่งๆ คือเขามาแจ้งข่าวว่าพาสถูกรอบยิงกับแม่อัญ และอีกอย่างดูเขาจะมีพิรุธหลายอย่าง เขาเข้ามาตีสนิทกับแม่อัญเมื่อหลายที่แล้ว ดูเขาล่ำซำมากเห็นว่าค้าชากาแฟได้ดีแต่พาสว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่าที่บอก”


“อืม พี่จะลองสอบถามไปทางสายเหนือให้ว่าพอจะรู้จักนายคนนี้หรือเปล่า พาสหารูปนายคนนี้ให้พี่หน่อยนะ จะได้ไม่ผิดตัว”


“ฮะ ยังไงฝากเรื่องนี้ไว้กับพี่ณุด้วยนะฮะ”


“จ้ะ......... เอ่อ พาส” ณุเรียกหญิงสาวไว้


“ฮะ พี่ณุมีอะไรหรือ”


“นอนหลับฝันดีนะ ระวังตัวด้วยประตูหน้าต่างปิดให้สนิท อย่าเปิดรับใครง่ายๆ พี่เป็นห่วง”


“ฮ่ะ ฮ่ะ พี่ณุสั่งซะ” พาสหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เธออดขำกับคำพูดของณุไม่ได้


“นี่พาส พี่เป็นห่วงจริงๆ นะ อย่าหัวเราะสิ” ดูณุจะไม่อารมณ์ดีตามเธอนัก


“ฮะ ได้ฮะ ทำเสียงซะดุเชียวนะฮะ” พาสหยุดหัวเราะลงได้ เธอเองก็รู้ว่าเขานั้นห่วงใย


“พี่ขอโทษแต่พี่อยากให้พาสระวังตัว พาสน่าจะรู้ใจพี่ดีไม่ใช่หรือ” เสียงเขาเปลี่ยนเป็นอ้อนอ่อนหวาน


“ไม่รู้สิพาสไม่ได้ไปนั่งอยู่ในใจพี่ณุนี่ฮะ ไงพาสขอตัวไปนอนก่อนละกันนะฮะพรุ่งนี้พบกัน” พาสตัดบทเธอนั้นเขินอายต่อคำพูดของชายหนุ่มไม่น้อยและไม่อยากได้ยินต่อด้วยเกรงจะอายไปกว่านี้แล้วจะพาลต่อคำกับเขาไม่ได้


ณุได้ยินเสียงสัญญาณถูกตัดไปเขาก็ได้แต่เซ็งกับตัวเองที่หญิงที่เฝ้าปองดูจะยังคงแข็งขืนต่อความรักที่เขามอบให้


“เฮ้อ..........” ถอนใจยาวพร้อมๆ กับวางหูโทรศัพท์ลง


ชายหนุ่มไม่ได้รู้สักนิดว่าการกระทำดังกล่าวของหญิงสาวนั้นเป็นเพราะความอายต่างหาก ถ้าเขาสามารถเข้าถึงใจเธอได้คงยินดีไม่น้อย แต่ยามนี้เขาจึงต้องเข้านอนอย่างคนคิดหนัก


.
อาทิตย์หนึ่งที่ผ่านมาพาสยังคงเข้าตรวจตามผับบาร์และสถานบริการต่างๆ ของเขตที่เธอต้องรับผิดชอบ แต่ก็ไม่ลืมที่จะให้ลูกน้องติดต่อสืบความคืบหน้าจากนายหนึ่ง ซึ่งนายหนึ่งเองก็พยายามทำงานตามที่รับมาแต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงตัวใหญ่ได้


ทางด้านณุเองก็ได้ไหว้วานเพื่อนสนิทที่ประจำหน่วยปราบปรามยาเสพติดอยู่ทางภาคเหนือให้ช่วยสืบข่าวของนายติณณภพที่พาสนำรูปมาส่งให้เมื่อสองวันก่อน เพราะเขาเองก็สนใจเช่นกันเพราะยาเหล่านี้มักจะเข้ามาจากทางเหนือเพื่อผ่านไปยังแหล่งอื่นในประเทศหรือแม้แต่ส่งออกไปยังต่างประเทศ
-----------------------------------------------------1 ยังไม่จบนะคะ
หลังจากหายไปนานเนาะกลับมาแล้วจ้า_______________

ในเวลาไม่กี่วันต่อมาณุได้รับโทรศัพท์จากทางหน่วยเหนือ ชายหนุ่มพูดคุยอยู่เป็นพัก ก่อนที่จะเดินไปที่เครื่องโทรสารเขาได้รับแฟกส์อีกหนึ่งปึกใหญ่ เขาแสดงสีหน้าที่ต้องใจกับสิ่งที่ได้รับ


“ขอบใจมากเพื่อน...... เออ แล้วจะขึ้นไปสมนาคุณถึงที่เลยเว้ย.... เออ เออ”


หลังจากตัดสายไปแล้วณุหอบเอกสารทั้งหมดมุ่งตรงไปที่โต๊ะทำงานของสาวมาดเท่ห์ที่นั่งหาวปากกว้างอยู่ เขาอดยิ้มให้กับพฤติกรรมที่ถ้าเป็นหญิงสาวคนอื่นคงไม่ทำ แต่สำหรับเขานั่นดูจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นธรรมชาติของสาวคนนี้


“พาส พี่มีข่าวดีมาบอก” เสียงของเขาดังฟังชัด


เสียงของณุทำเอาสาวที่กำลังง่วงงุนถึงกับสะดุ้ง เธอจ้องหน้าชายหนุ่มที่ลงนั่งตรงข้ามโต๊ะด้วยสายตาพิฆาต


“พี่ณุ.... มาดีๆ ไม่ได้หรือไง”


“ก็ถ้ามาดีๆ พาสก็ไม่หายง่วงสิ” เขายักคิ้ว ทำเหล่ตามอง


พาสถอนใจยาวๆ อย่างปลงตกกับคนตรงหน้า “มีข่าวดีอะไรฮะ ถึงดูระรื่นขนาดนี้เนี่ย”


“ก็เรื่องที่พาสให้พี่ถามให้ไง”


“ได้ข่าวแล้วหรือฮะ ดีจัง.... ไหนขอพาสดูหน่อยสิ” ไม่พูดเปล่ามือนั้นทำท่าจะตะครุบเอกสารจากมือณุ


ชายหนุ่มกลับรีบเบี่ยงตัวหลบดึงเอกสารไปทางหนึ่ง ทำเอาพาสคว้าลมซะงั้น “เรื่องอะไร ยังไม่ให้รางวัลคนติดต่อเลยจะเอาไปเฉยๆ ได้ไง”


“อีกแล้ว.... เฮอะ” พาสทำหน้าง้ำ


“เอ้า... ไม่เอารางวัลก็ได้ จะว่าไปนะพี่ว่าพี่ไม่เคยได้รางวัลอะไรจากพาสสักที” ณุพูดไม่จริงจังนัก


“ก็พาสไม่มีอะไรจะให้นี่ เงินราชการก็แค่นี้” พาสยื่นมือไปรอรับเอกสารจากชายหนุ่ม


“มีสิ แต่พาสไม่ยอมให้เองต่างหาก” ณุยื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ ตอนยื่นเอกสารให้กับคนตรงหน้า


“อะไรพาสมีอะไรให้พี่ณุ ไม่เห็นมีสักอย่าง” ยังคงทำเฉไฉไป


“เอาเถอะ ไว้ได้เมื่อไหร่จะรวบยอดทีเดียวเชียว” เขาหลิ่วตาใส่ ก่อนจะผละลุกไปปล่อยให้พาสได้อ่านเอกสารสำคัญนั้น


หญิงสาวมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป แล้วก็ต้องรีบหลบตาลงมองของในมือเมื่อคนคนนั้นหันกลับมายิ้มให้


ณุยังคงยิ้มหวานก่อนจะหันหลังกลับเดินเข้าห้องทำงานของตนเองไป แต่ยังไม่วายชะโงกหน้าออกมามองอีกครั้ง แต่พอเห็นว่าพาสไม่ได้มองมา เพราะสาวห้าวเอาแต่สนใจกับงานตรงหน้าก็ทำเอาเขาต้องผลุบกลับเข้าห้องทำงานไปอีกครั้งด้วยสีหน้าจ๋อยๆ


หลังจากอ่านเอกสารหมดทุกแผ่น พาสกลับมีสีหน้าที่บรรยายไม่ถูก เธอหันไปสั่งการกับลูกน้องคนสนิท “ธร เรียกพวกเราไปรวมกันที่ห้องประชุมด้วย เดี๋ยวนี้”


“ครับผม” กำธรรับคำสั่งทันที


สั่งงานกำธรเสร็จพาสก็มุ่งตรงไปที่ห้องทำงานของณุ เธอเคาะบานประตูที่เปิดค้างอยู่สองสามครั้ง “พี่ณุฮะ รบกวนเข้าประชุมร่วมกันหน่อยสิฮะ”


ชายหนุ่มเห็นสีหน้าจริงจังของหญิงสาว เขาก็ลุกขึ้นเดินจากโต๊ะทำงานมาโดยไม่มีการสักถามเหตุผลใดๆ


ทั้งสองเดินเข้าห้องประชุมไปสักพัก พวกที่เหลือก็เดินตามเข้าไป มีสายตาหลายๆ คู่มองตามเข้าไปก่อนที่ประตูห้องจะปิดตัวลง และกว่าประตูจะเปิดออกอีกครั้งก็ล่วงเข้าเย็นย่ำเต็มที จ่าโต้งและคนอื่นๆ ต่างแยกตัวไป พาสเดินกลับมาเก็บงานที่โต๊ะแล้วจึงเดินลงบันไดลงมา เธอขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ของณุ ทั้งสองไม่ได้กลับไปที่เรือนพักแต่กลับบ่ายหน้าออกถนนใหญ่


ที่บ้านสวนกำลังตั้งวงทานข้าวกันอยู่ แล้วผู้เป็นแม่ก็ต้องทิ้งจานข้าวลุกเดินมายังลูกสาวคนโตที่เดินเข้ามาตามหลังมาติดๆ ด้วยสารวัตรหนุ่ม


“พาสเป็นอะไรหรือเปล่าลูก” ผู้เป็นแม่ที่ตอนนี้มีแต่ความกังวลใจเรื่องลูกสาวต้องเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นลูกสาวมาหาทั้งที่ไม่ได้โทรมาบอกล่วงหน้า


“สวัสดีครับ ขอรบกวนนะครับ” ณุไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง


“ไหว้พระเถอะสารวัตร” ผู้เป็นพ่อเอ่ย ท่านยิ้มให้


“พาสว่าไงล่ะลูกแม่ถามนะ” คุณพัชรีสะกิดแขนลูกสาว


พาสมองไปทางผู้เป็นพ่อและน้องก็ดูเหมือนจะรอคำตอบจากหญิงสาวเช่นเดียวกัน เธอยิ้มบางๆ ให้กับทุกคน “ไม่มีอะไรน่าพ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงพาสหรอก ที่มาเนี่ยอยากมาคุยเรื่องงานกันนิดหน่อย ไม่อยากคุยกันที่โน่นน่ะ”


“จริงนะ” ผู้เป็นแม่คาดคั้น


“จริงสิแม่ก็ พาสจะโกหกแม่ทำไมล่ะคะ” หญิงสาวหอมแก้มมารดา


“นี่.... มาทำอะไรต่อหน้าสารวัตรยะ ยัยลูกสาวคนนี้”


“ก็พาสคิดถึงแม่นี่”


“ไม่ต้องเลยย่ะแม่คุณ.... มา..... มาทานข้าวกันก่อน เชิญค่ะสารวัตรทานข้าวด้วยกัน” แม่จัดแจงดันหลังลูกสาวไปนั่งที่โต๊ะ


“นั่งเลยค่ะพี่ณุ เดี๋ยวเหมียวตักข้าวให้” เจ้าเหมียวตบที่นั่งตรงข้างๆ พี่สาว


ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปลงนั่งตรงที่เหมียวบอก เขาหันไปยิ้มให้กับคุณธเนศและคุณพัชรีก่อนจะมองคนข้างตัวที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้


.
พิชญะที่เดินกลับเข้าบ้านมาก็พบกับเด็กมะลิเค้าส่งกระเป๋าทำงานกับเสื้อนอกให้ พร้อมกับถามถึงนายผู้หญิงของบ้าน


“คุณผู้หญิงอยู่ไหน...”


“อยู่ในครัวเจ้าค่ะ... มะลิไปเรียนคุณผู้หญิงให้นะคะว่าคุณผู้ชายกลับมาแล้ว”


“ไม่ต้อง ขอบใจนะมีงานอะไรก็ไปทำเถอะ” ชายหนุ่มกล่าว


“เจ้าค่ะ” เด็กสาวรับคำก่อนจะถอยหลังกลับออกไป


ชายผู้ทรงภูมิเดินอย่างแผ่วเบาเข้าไปในห้องครัว เขาหยุดยืนนิ่งมองหญิงคนรักที่ขมีขมันกับการแกะสลักผักสดเครื่องเคียงน้ำพริก ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจสิ่งรอบข้าง แต่เสียงหวานๆ ของเธอก็ทำให้เขารู้ได้เช่นกันว่าเธอนั้นรับรู้ได้ไวไม่น้อยกลับสิ่งรอบตัว


“เป็นอย่างไรบ้างคะคุณพี่ งานหนักสินะคะ” หญิงสาวหันมายิ้มหวาน ให้กับคนที่ดูจะมีท่าทีเหนื่อยอ่อนทั้งที่เขาเองพยายามไม่แสดงออก เพราะไม่อยากให้ศรีภรรยาไม่สบายใจไปด้วย


“จ้ะ...ก็หนักอยู่” เขารู้สึกผ่อนคลายลงทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มจากภรรยาคนสวย เธอเป็นดั่งน้ำที่หล่อเลี้ยงจิตใจจริงๆ


“คุณพี่ไปอาบน้ำล้างตัวเสียหน่อยก่อนสิคะ อีกสักครู่น้องก็คงจะเรียบร้อย”


“น้องไม่ไปด้วยหรือ” เขาทำเสียงอ้อน


“ไม่ล่ะค่ะ” หญิงสาวยิ้มอายๆ กับคำชวนของสามี


“งั้นพี่ไปอาบน้ำก่อน แล้วจะรีบลงมาทานของว่าง” พูดแต่ก็ไม่มีทีท่าจะขยับตัวไปทางไหนสักที


จนหญิงสาวต้องหันไปมองหน้าพร้อมกับเอ่ยปากไล่ “ ไปได้แล้วค่ะ คุณพี่”


“ขอหอมสักครั้งก่อนไม่ได้หรือคะ” พูดพร้อมกับยื่นแก้มส่งให้


“ไม่ค่ะ น้องเลอะเทอะออกยังไม่ได้ล้างตัว คุณพี่ก็เหมือนกัน” หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆ


“ใจร้ายจริง....” พูดยิ้มๆ แต่ก็ยอมตามใจ


พอคล้อยหลังเจ้าบ้าน มะลิกับพิกุลต่างพากันปิดปากก้มหน้าหัวเราะคิกคัก ทำเอานายสาวต้องหันมองด้วยสายตาดุ


“แหม คุณเจ้าขา เมื่อครู่ตอนมะลิออกไปรับหน้าเธอ ดูดุออก แต่พออยู่กับคุณ ดูเธออ่อนโยนออกเจ้าค่ะ”


หญิงสาวฟังคำของเด็กมะลิเธอก็ต้องมองไปทางที่ผู้เป็นที่รักออกไปด้วยรอยยิ้ม แต่ก็หันกลับมาดุเด็กรับใช้ในบ้าน “อย่าพูดจาเช่นนี้ ไม่ควรรู้ไหม”


“เจ้าค่ะ” เด็กสาวรับคำ แต่ยังคงแอบยิ้มกับพิกุล


เมื่อเสร็จจากงานครัวฑิมพิกาจึงให้เด็กจัดสำรับของว่างที่เฉลียง ส่วนตนเองเดินขึ้นชั้นบนเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อก้าวเข้าห้องมาเธอกลับถูกชายคนรักรวบตัวไว้แน่นพร้อมกับหอมแก้มซ้ายแก้มขวาหนักๆ


“อุ๊ย.... อย่าสิคะคุณพี่” หญิงสาวพยายามปัดป้องเป็นพัลวัน


“ไม่ อยู่ที่ทำงานพี่ก็คิดถึงแต่หน้าน้องนี่คะ อย่าใจร้ายกับพี่เลยนะคะ” เขายังคงซุกไซ้พวงแก้มและซอกคอขาวอย่างคนอดอยากปากแห้งมานาน


หญิงสาวยิ้มเอียงอายกับคำพูดที่ออกจะเปิดเผยเกินไปสำหรับสมัยนั้น เธอปล่อยให้เขาทำตามใจเป็นครู่พอได้จังหวะก็เบี่ยงตัวหนีออกจากอกกว้าง พอพ้นเธอถอยหลังห่าง


“คุณพี่ไปทานของว่างก่อนนะคะ น้องขอล้างตัวผลัดผ้าก่อน สักครู่จะตามลงไป” พูดพร้อมกับหนีมือที่ไขว่คว้า รีบก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องน้ำไม่รอคำทักท้วงจากสามี


“ฮึฮึ...” เขายิ้มบางๆ


ความสุขของครอบครัวนั้นคงดีถ้ามีเพียงสองเรา แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อญาติสามีเข้ามาวุ่นวาย เพราะเมื่อหญิงสาวลงมาจากห้องก็ต้องพบกับสองพี่น้องที่เธอไม่อยากพบหน้า


“สวัสดียามเย็นครับคุณพี่คนสวย” พิรัฏร์กล่าวทักพี่สะใภ้ ดูเหมือนเขาจะมายืนรอเธอสักพักแล้ว


“สวัสดีค่ะคุณพิรัฏร์” กล่าวทักตอบไปแต่เท้านั้นแทบจะอยากถอยหลังกลับเข้าห้องเสียนัก แต่ตามมารยาทเธอจำต้องยิ้มรับ


เท้าน้อยๆ ก้าวลงจากบันไดชั้นบนจนลงมายืนในระดับเดียวกัน หนุ่มนักเรียนนอกตั้งท่าจะเข้าประชิดตัว แต่ก็ต้องถอยออกเมื่อพิกุลเข้ามานั่งลงข้างๆ นายสาว


“คุณผู้ชายให้มาเชิญเจ้าค่ะ”


“จ้ะ.... เชิญคุณพิรัฏร์ค่ะ” หญิงสาวผายมือเชิญให้แขกเดินนำ


“ครับ” เขาจำต้องเดินไปตามคำเชิญ
________________________________________เหลืออีกนิดหน่อยค่ะยังมีต่อนะคะ
15/7/07

สิ่งที่พิกาเห็นภายในห้องรับแขกนั้นทำเอาหญิงเจ้าบ้านถึงกับชะงักไปนิด ภาพที่เห็นคือจิราภากำลังเบียดซบสามีของเธอสาวเปรี้ยวลูบไล้แผงอกที่เธอเองนั้นรู้ว่าอุ่นเพียงไหน ทั้งที่สามีพยายามผลักไสเท่าใดดูจะไม่เป็นผลนัก


แม้จะเห็นพิกาเดินเข้ามาภายในห้องกิริยาท่าทางก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย และจิราภายังหันมาทักทายพิกาด้วยสายตาที่ยั่วยวนกวนอารมณ์ไม่น้อย ผิดด้วยน้ำเสียงของสาวเปรี้ยวที่แสนหวาน “สวัสดีค่ะพี่พิกา”


“สวัสดีค่ะ คุณจีจี้” พิกายังคงยิ้มรับ


“แหม.... นี่พี่พิรัฎร์ไปตามพี่พิกาถึงไหนคะถึงช้านัก” จิราภาเอ่ยถามพี่ชาย


“พี่กำลังจะขึ้นไปเชิญคุณพี่..แต่ก็พอดีกับที่เธอลงจากห้องมาเสียก่อนน่ะจ้ะ” หนุ่มหัวนอกกับน้องสาว


“พอดีอิฉันมีกิจที่ต้องกระทำอยู่ชั้นบน.... ไม่คิดว่าจะมีแขกมาเยือนจึงลงมาช้า ต้องขอโทษจริงๆ”


พิกาเดินมาลงนั่งเก้าอี้ด้านข้างสามีปล่อยให้สามีนั่งกับจิราภาที่เก้าอี้ตัวยาว ทำให้พิรัฎร์จำต้องนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอ


“แขกที่ไหนกันคะ จีจี้ถือได้ว่าเป็นน้องสาวคนหนึ่งของพี่พิกาเช่นกันนะคะ” จิราภาทำยื่นหน้ายื่นตาเฉียดหน้าพิชญะมาคุยกับหญิงสาว


“แต่ปกติอิฉันไม่เคยทำกิริยาเยี่ยงนี้กับพี่ชายแม้กับญาติคนไหน เอ....หรือคนต่างบ้านต่างเมืองเขาเป็นเช่นนี้กันทุกคนคะ อิฉันจะได้จำไว้” พิกาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม


คำพูดของพิกาทำเอาแม่สาวจีจี้ลุกนั่งตัวตรงด้วยความโกรธที่ตนเองกำลังถูกหยามใบหน้างามด้วยเครื่องสำอางค์ดูจะสีเข้มขึ้นทันตา


“เอ๊ะ.....” น้ำเสียงที่พุ่งขึ้นสูงนั้นดูไม่พอใจคำพูดของเจ้าบ้าน


“แหมอย่างว่าละครับ คนเรียนนอกมาก็มักจะนำความทันสมัยเข้ามาเพื่อให้ประเทศก้าวทันชาติอื่นไม่ล้าหลังเขา” พิรัฎร์แก้แทนน้องสาว


พิชญะที่หลุดจากน้องสาวร่วมโลกได้ เขาไม่ได้สนใจว่าจิราภาจะทำสีหน้าไม่พอใจอย่างไรเขาลุกขึ้นมายืนด้านหลังภรรยาเอามือเท้าพนักพิงไว้เอ่ยขึ้น “ความคิดที่นำสมัยย่อมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ขึ้นได้ แต่ถ้ารับมาอย่างผิดๆ ชาติเราคงไม่สามารถเจริญไปได้หรอก รังแต่จะแย่ลงเสียมากกว่า”


“แต่ถ้าเราเป็นอย่างเดียวกับพวกชาวต่างชาติ เขาก็ไม่สามารถมาว่าเราเป็นพวกไม่มีอารยธรรมไม่เจริญ” จิริภาพูดเข้าข้างพี่ชาย


“เรามีวัฒนธรรมที่ดี ถ้าเพียงแต่เพิ่มการศึกษาให้ทุกคนมีความรู้ มีการพัฒนาในสิ่งที่ชาติเรามีให้ดีขึ้น เราก็สามารถทัดเทียมทุกชาติในโลกได้นะคะคุณจีจี้” พิกาเอ่ยขึ้น


“แหม.... ฟังคุณพี่พิกาพูดอย่างกับได้รับการศึกษามาดีนะคะเนี่ย” จิราภาพูดกึ่งประชดด้วยไม่คิดว่าสาวอย่างพิกาจะได้รับการศึกษา


“แม้การศึกษาของอิฉันจะไม่ได้จบจากประเทศนอก แต่ก็พอจะเข้าใจหลายสิ่งได้เป็นอย่างดีค่ะ”


รอยยิ้มของเจ้าบ้านสาวนั้นกลับดูเหมือนคมมีดที่บาดหัวใจของจิราภานัก ทำเอาสาวเปรี้ยวต้องเม้มปากเข้าหากันแน่นมิเช่นนั้นคงได้กรี๊ดใส่เป็นแน่


“พี่พิรัฎร์กลับ จีจี้อยากกลับแล้ว” สาวเจ้าลุกจากเก้าอี้ด้วยอาการกระฟัดกระเฟียด “จีจี้กลับก่อนนะคะ” เธอมองไปทางพิชญะเพียงคนเดียว ไม่มีแม้หางตาที่จะแลคนที่นั่งอยู่สักนิด


ผิดกับพี่ชายที่มัวแต่จับจ้องคนตรงข้าม ดูเขาไม่ค่อยอยากจะกลับสักเท่าไหร่ “อะไรกันยายจีจี้ยังคุยไม่ถึงไหนจะกลับเสียแล้ว”


“กลับ....” น้ำเสียงห้วนสั้น มือนั้นกระชากแขนพี่ชายให้เดินตาม


“ผมลานะครับคุณพี่ทั้งสองแล้วจะมาเยี่ยมอีก...” ทั้งที่อยากจะพูดอะไรต่อแต่ก็จำต้องเดินไปตามแรงฉุดของน้องสาว


เมื่อหลังของสองพี่น้องพ้นไปพิกาก็เงยหน้าขึ้นสบตากับสามี “ขอโทษนะคะ พิกาคงทำกิริยาไม่งามนัก”


“ไม่ใช่ความผิดของน้องแม้สักนิด พี่สิแย่ที่ทำอะไรไม่ได้มาก” ชายหนุ่มยิ้มปลอบภรรยาสาวมือใหญ่ลูบเรือนผมสลวยอย่างแผ่วเบา สายตาของคนทั้งคู่ที่สบกันนิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องมีคำใดๆ มากไปกว่านี้อีกแล้ว
_________________________ขอโทษนะคะที่หายไปนาน จบบทที่ 13 ค่ะ




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2549    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2550 2:45:17 น.
Counter : 131 Pageviews.  

ตราบนิรันดร์ บทที่ 12


บทที่ 12 เมื่ออันตรายมาเยือน


ยามเช้าที่อากาศสดใสเสียงนกน้อยที่ต่างพากันออกหากินในยามเช้า ส่งเสียงเจรจากันเจื้อยแจ้วทำให้หนุ่มๆ ที่ยังคงนอนเรียงรายกันอยู่ที่ระเบียงบ้านนั้นพากันงัวเงียตื่นขึ้นมารับความสดชื่นของวันใหม่อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เมื่อคืนทุกคนต่างพากันเมามายจนไม่สามารถกลับที่พักได้ พาสจึงปล่อยให้นอนกันที่บ้านห้องหับก็เตรียมไว้ให้แต่ก็ไม่ยักกะมีใครยอมเข้าไปนอน ทำให้สาวๆ ต้องเดือดร้อนหอบผ้าห่มหมอนมาให้ แล้วก็ต้องจุดยากันยุงไว้ห่างๆ รอบวง เพื่อไม่ให้พวกหนุ่มๆ โดนยุงหามไปเสียก่อน


ณุตื่นขึ้นมาเป็นคนแรกเขาเปิดประตูไม้บานเตี้ยด้านหน้าไปที่โอ่งน้ำฝนที่อยู่ด้านข้าง เขาก็พบว่ามีขันและแปรงสีฟันยาสีฟันกับสบู่วางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เขาถึงกับยิ้มให้กับการเตรียมพร้อมของคนบ้านนี้ ชายหนุ่มจัดการหยิบแปรงและยาสีฟันมาบีบใส่ เขายืนแปรงฟันอย่างอารมณ์ดี จนเมื่อเขาแปรงฟันเสร็จชายหนุ่มทำท่าหมุนซ้ายหมุนขวาเหมือนหาอะไรสักอย่าง แล้วก็มีผ้าขนหนูยื่นมาตรงหน้า ณุมองตามมือไปจนพบกับใบหน้างามที่เกลี้ยงเกลาไร้เครื่องประทินโฉมของพาส เขายิ้มหวานให้กับเธอ


“ขอบคุณจ้ะ”


“แม่ทำข้าวต้มเครื่องไว้ให้ มีปลาสลิดย่างอีกอย่าง พี่ณุทานได้ไหมฮะ” พาสถาม


“ได้สิ พี่ชอบทานปลาสลิด” ณุที่ยังเช็ดหน้าอยู่รีบลดผ้ามาตอบคำถามของหญิงสาว


“ดีฮะ กินง่ายๆ ค่อยน่าพามาหน่อย” พาสกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปไม่สนใจชายหนุ่มที่เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดหัวต่อ


“เอ่อ พาส” ชายหนุ่มพูดทั้งที่ไม่ได้มอง พอเงยหน้ามาเขาก็พบว่าหญิงสาวนั้นหันหลังเดินไปซะแล้ว “ โถ่ ไปก็ไม่บอกสักคำ”
-----------------------------------------สองบรรทัดอีกแล้วอิอิ


พาสได้จัดวางกาแฟขมๆ กับขนมปังปิ้งเอาไว้ให้กับทุกคนที่ยังคงล้างเนื้อล้างตัวกันอยู่ โดยมีเหมียวคอยเป็นลูกมือชงกาแฟให้ พาสมองไปที่สำรับกับข้าวที่วางเตรียมไว้บนโต๊ะอาหาร


“มีข้าวต้มกุ้งด้วยเหมียวทำเองเหรอเนี่ยเก่งแฮะน้องพี่” พาสยิ้มเย้าน้องสาว


“ไม่ใช่เหมียวหรอกพี่พาส แม่น่ะทำไว้ให้ก่อนไปวัดกับพ่อ”


“โถ่ ไอ้พี่ก็หลงนึกว่าน้องสาวพัฒนาเกินหน้าไปแล้ว” พาสยิ้มขัน


“อย่างเหมียวขืนลงมือทำไม่รู้จะมีใครยอมกินหรือเปล่าสิพี่พาส” เหมียวพูดขำๆ เมื่อนึกถึงว่าถ้าตัวเองเป็นคนทำข้าวต้มหม้อนี้


“เอ... ชุดนี้สำรับอาหารของป้านงค์หรือเหมียว” พาสเปิดฝาถ้วยดูรกับข้าวที่น้องสาวเตรียมให้ผู้สูงวัย


“จ้ะ ก็ข้าวต้มกุ้งฝีมือแม่แหละกับน้ำตะไคร้แล้วก็ส้ม” เหมียวเอี้ยวตัวมาทางพี่สาว


“ดีแล้วคนแก่กระเพาะไม่ค่อยดี กินอ่อนๆ ดีกว่า งั้นเดี๋ยวพี่ยกไปให้เอง” พาสขันอาสาที่จะไปหาป้านงค์ที่ท้ายสวน


“จริงนะพี่พาส หนูยกให้เลยหน้าที่วันนี้” เหมียวมีอาการดีอกดีใจเป็นอย่างมาก


พาสสงสัยในอาการของน้องสาวที่ดีใจจนผิดสังเกตุ “ดีใจอะไรนักกับอีแค่พี่อาสาเอาอาหารไปให้ป้าเนี่ย”


“ก็ป้าน่ะอารมณ์แปรปรวนบ่อยเดาไม่ค่อยถูกเดี๋ยวดีเดี๋ยวก็พูดจาไม่รู้เรื่อง หนูกลัวนะพี่” เหมียวทำสีหน้าสีตาว่ากลัวจริงๆ


“เหรอ แต่ก็นะดูแลแกหน่อยคนแก่ก็งี้แหละหลงลืมหมด” พาสพูดปลอบน้องพร้อมกับโยกหัวไปมา


พาสถือถาดอาหารมาตามทางเดินที่เป็นคันดินสูงสองข้างทางเป็นคูขุดร่องน้ำเพื่อใช้รดต้นไม้ในสวน ทั้งสองด้านเป็นพืชทางการเกษตรทั้งผักสวนครัวและผลไม้หลากชนิด ยิ่งใกล้จะถึงกระท่อมหลังน้อยหญิงสาวก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้สูงวัย ทำให้เธอต้องรีบสาวเท้าเข้าไปที่กระท่อม


“ขอโทษเจ้าค่ะ โปรดยกโทษให้ครอบครัวอิฉันด้วยเถอะเจ้าค่ะ” เสียงพูดพร้อมกับสะอื้นไห้ของป้าที่ดังลอดออกมาจากด้านใน


นั่นยิ่งทำให้พาสรู้สึกเป็นกังวล ใครที่ไหนเข้ามาถึงในสวนของเธอได้ “ป้าคะ ป้าเป็นไรหรือเปล่า” พาสตะโกนถามพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปด้านในอย่างรีบเร่ง


สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือณุที่นั่งชันเข่าพยายามปลอบโยนหญิงชราให้สงบ กับหญิงชราที่ยกมือพนมไหว้ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว ปากแกก็พร่ำแต่ขอให้ชายหนุ่มยกโทษให้ไม่หยุดปาก


“พี่ณุนี่มันอะไรกันฮะ แล้วป้าเป็นอะไรไป” พาสวางถาดลงบนโต๊ะแล้วเข้าไปหาป้าเพื่อพยุงแกลุกขึ้น


“พี่ก็ไม่รู้จ้ะ พี่อยากเดินเล่นก็เลยเดินมาเรื่อยเห็นกระท่อมนี้เข้าก็เลยแวะเข้ามาดู พอแกเห็นพี่เท่านั้นแกก็เป็นอย่างที่พาสเห็นเนี่ยหล่ะ” ชายหนุ่มอธิบายให้หญิงสาวฟังด้วยสีหน้ากังวลและงงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน


พาสมองหน้าชายหนุ่มนิ่งอยู่ครู่ก่อนที่จะหันไปสนใจหญิงชราที่สั่นอยู่ในอ้อมแขนของเธอ หญิงสาวเองก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยกับกิริยาของป้าที่เธอเห็น แต่ก็ไม่รู้จะถามเอาความได้อย่างไรในเมื่อหญิงชราดูจะไม่สนองต่อคำถามของเธอแน่


“ป้านงค์คะนี่พาสนะคะป้า ป้าจำหนูได้ไหมคะ” พาสถามเสียงนุ่ม มือน้อยๆ ก็คอยลูบหลังเบาๆ เพื่อปลอบประโลม


“คุณพิกา คุณพิกา” ชื่อที่ออกจากปากผู้สูงวัยกลับเป็นชื่อของหญิงอีกคนที่พาสพยายามคิดว่าไม่มีตัวตนอยู่จริง


“ป้า ป้า เรียกหนูว่าอะไรนะคะ ป้า” พาสผละออกจากป้านงค์เพื่อฟังให้ชัดๆ


“คุณพิชญะ คุณพิกา” เสียงเพ้อของหญิงชรายังคงเรียกชื่อของหนุ่มสาวในฝันเช่นเดิม


พาสเหลียวหลังกลับไปหาณุเหมือนขอความเห็น เขาได้แต่ยืนนิ่งตามองไปที่หญิงชราอย่างครุ่นคิดเช่นกัน ทั้งสองคิดตรงกันว่าหญิงชราน่าจะรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับหญิงชายในความฝันของพวกตนแน่นอน


“ป้าคะ ป้า” พาสลูบแขนของผู้สูงวัยเบาๆ


ป้านงค์ดูสงบขึ้นไม่เอ่ยคำใดอีก แกมองเหม่อไปไกลไม่ได้ให้ความสนใจกับสองหนุ่มสาวที่อยู่ใกล้ๆ แล้วจู่ๆ แกก็ล้มตัวลงนอนพร้อมกับพลิกตัวหันหลังให้กับพาสที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง การกระทำดังกล่าวทำให้พาสจำต้องลุกขึ้นเธอคลี่ผ้าที่ปลายเท้าหญิงชรามาห่มคลุมให้ แล้วเดินกลับมาหาณุที่อยู่ไม่ห่าง


“วันนี้คงเอาอะไรกับแกไม่ได้แล้วละฮะ คงต้องให้แกสงบกว่านี้หรือไม่ก็ต้องไปถามเอากับคนอื่น เพราะแกไม่สบายและมีอาการสติไม่สมบูรณ์มาพักใหญ่จนญาติๆ รับไม่ไหวต้องมาฝากแกไว้กับแม่ที่สวนนี่แหละฮะ” พาสบอกกับชายหนุ่ม


“...........” เขาไม่ตอบได้แต่พยักหน้ารับคำบอกกล่าวของหญิงสาว เขาสบตากับพาสที่ยังคงจับจ้องเขาอยู่


“ตกลงคนในความฝันนั้นมีจริงใช่ไหมฮะ” พาสถามเสียงเบา


“พี่เชื่อว่ามี” ณุตอบเสียงนุ่ม


“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเขาทั้งสอง ทำไมพาสต้องเห็นแต่ภาพผู้ชายคนนั้นที่มีแต่เลือดท่วมตัว พาสกลัวนะพี่ณุ” พาสมองหน้าณุเธอเห็นเขาซ้อนกับพิชญะที่เลือดท่วมตัว


“ในฝันของพาส พาสเห็นอะไรเล่าให้พี่ฟังได้ไหมจ๊ะ” ณุต้องการรู้ถึงสิ่งที่พาสเห็น ภาพที่ต่างไปจากที่เขารู้


“ไว้ก่อนนะพี่ณุขอเวลาให้พาสได้รวบรวมความคิดสักหน่อย พร้อมเมื่อไหร่พาสจะเล่าให้ฟัง”


“จ้ะ พี่เข้าใจ แต่พี่บอกก่อนนะว่าพี่ไม่เกี่ยวอะไรกับนายพิชญะทั้งสิ้น” ณุพูดหนักแน่น


“มันอาจจะเกี่ยวกับความฝันแต่พี่ไม่ได้คิดว่าพาสเป็นพิกา พาสกับพิกาต่างกันมากในทุกๆ เรื่อง แม้จะหน้าตาเหมือนกันก็ตาม” ณุย้ำ


“ทำไมฮะ พาสไม่อ่อนหวานไม่นุ่มนวลเป็นแม่ศรีเรือนเหมือนคุณพิกาเธอใช่ไหมฮะ” พาสมีอาการชักสีหน้า เธอมองจ้องหน้าณุตาเขม็ง


“ใช่พาสไม่เหมือนคุณพิกาคนนั้นตรงที่พาสบอก พาสของพี่นั้นห้าวไม่ค่อยเหมือนผู้หญิง แต่พาสก็มีความสดใส ร่าเริง มีอะไรอีกหลายอย่างที่พี่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับพาส พี่ชอบที่พาสเป็นอย่างนี้” ณุพูดไปก็อมยิ้มไปกับกิริยาอันหน้าเอ็นดูของหญิงสาวตรงหน้า


“.........” พาสเงยหน้าขึ้นสบตาคมปลาบที่ก้มมองมาเช่นกัน


“พี่รักพาสนะครับ” ณุค่อยๆ ก้มหน้าลงจนเกือบจะถึงหน้าของหญิงสาว


“เฮ้ย พี่ณุ” พาสนั้นตั้งสติได้ทันเธอผลักหน้าของชายหนุ่มออก พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง


“พาสไม่ชอบพี่บ้างหรือจ๊ะ” ณุถามเสียงอ่อนเสียงหวาน เขาเพียงแต่หันตามร่างน้อยที่มายืนอยู่ด้านหลัง ไม่ได้เดินตามเข้าไปหาเขารู้ว่าเธอยังไม่พร้อม


“ไม่รู้สิฮะ พาสยังสับสนในหลายๆ เรื่องอยู่ ขอไม่ตอบคำถามนี้ของพี่ณุนะฮะ”


“พี่รอได้จ้ะ รอวันที่พาสรู้ใจตัวเอง และเราจะช่วยกันจัดการกับเรื่องที่คาใจอยู่นี่ด้วยกันนะจ๊ะ” ณุยิ้มตาหวานเยิ้มให้กับพาส


“.........ฮะ” พาสถอนใจยาวก่อนจะพยักหน้ารับคำ
---------------------------------------------------------1


ทั้งหมดออกเดินทางจากบ้านสวนมาที่สถานีตำรวจเมื่อมาถึงก็แยกย้ายกันไป พาสกับณุก้าวขึ้นสถานนีเป็นคู่แรก เมื่อขึ้นไปก็พบว่าอิทธิศักดิ์มานั่งรออยู่ ณุจำต้องปลีกตัวเข้าห้องทำงานอย่างเสียไม่ได้ทั้งที่เขานั้นไม่อยากปล่อยพาสไว้กับนายอิทธิศักดิ์เท่าไหร่


“อิท มีอะไรหรือถึงมาหาที่สถานี” พาสเอ่ยถามผู้ที่มารออยู่


“คือ อิทคิดถึงพาสเราไม่ได้เจอกันนานแล้วนะจ๊ะ” อิทธิศักดิ์พูดไปพร้อมกับพยายามส่งสายตาหวานให้


“พาสงานยุ่งน่ะ ความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็ขอบใจนะที่อุตส่าห์มาหา” พาสยิ้มบางๆ ให้เพื่อน


“อย่าใช้คำว่าอุตส่าห์สิจ๊ะ พาสก็น่าจะรู้ว่าอิท คิดอย่างไรกับพาส อิทเต็มใจและพร้อมจะเป็นคนดูแลพาสตลอดชีวิตเลยนะ ถ้าพาสยอมให้อิทดูแล”


“อิท พาสบอกอิทไปหลายครั้งแล้วว่าเราสองคนเป็นเพื่อนกัน ส่วนเรื่องอื่นพาสยังไม่ได้คิด อิทควรให้โอกาสตัวเองในการคบหาคนอื่นดูนะ สาวๆ สวยๆ อีกตั้งมากที่อยากคบกับอิท” พาสพูดกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่จริงจัง


“แต่ว่าอิทรักพาสคนเดียว รักมาตลอด” เขาขยับตัวเข้าใกล้พาส เอื้อมมือมาคว้าแขนของหญิงสาว


“พาสไม่ได้คิดเกินเลยกว่าความเป็นเพื่อนระหว่างเราสองคน พาสบอกอิทมานานแล้วแต่อิทก็ไม่พยายามจะเข้าใจสักครั้ง” พาสยังคงพูดเสียงเรียบ เธอยังคงปล่อยให้เขาจับแขนเธอไม่ได้แสดงปฎิกิริยาขัดขืน


“พาสไม่เคยคิดจะใจอ่อนกับอิทสักนิดเชียวหรือ ทั้งที่อิททำเพื่อพาสทุกอย่าง” สีหน้าหม่นหมองดวงตาหลุบลงต่ำด้วยความเศร้า


“พาสขอโทษ แต่เรายังคงเป็นเพื่อนกันนะ อีกหน่อยอิทก็จะพบกับผู้หญิงที่ดีกว่าพาสแน่นอน ขอเพียงให้อิทเปิดรับเขาเข้ามาเท่านั้น” พาสปลอบเพื่อนเสียงนุ่ม


“เอาเถอะเมื่อพาสพูดขนาดนี้อิทก็จะทำใจ แต่ขอให้รู้ไว้นะพาสว่าอิทรักพาส และจะรักตลอดไป” อิทธิศักดิ์พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะหันหลังเดินลงจากสถานีไปด้วยอาการคอตก


หญิงสาวได้แต่มองตามอย่างช่วยอะไรไม่ได้ เธอไม่อยากให้เขามาหวังว่าจะได้รับความรักความเห็นใจจากเธอ เพราะหญิงสาวมั่นใจในตัวเองว่าคงไม่สามารถมอบความรักให้กับอิทธิศักดิ์ได้อย่างแน่นอน


“พาสพูดอะไรกับเขาหรือเขาถึงกับคอตกกลับไปอย่างนั้น” เสียงนุ่มดังมาจากทางด้านหลัง


พาสเหลียวหลังกลับไปมองคนที่พูด “พี่กร”


“หืม” กรยืนยิ้ม


“อย่าไปสนเลยฮะ เรื่องไม่เป็นเรื่อง” พาสตอบแบบตัดบท


“อย่างนั้นหรือ”


“ฮะ พาสต้องขอตัวไปทำงานก่อนนะฮะ ขืนมัวแต่ยังยืนอยู่อย่างนี้คนอื่นเขาจะเขม่นหนักขึ้น”


“จ้ะ”


“ขอบคุณฮะ”


พาสเบี่ยงตัวเดินเข้าไปด้านใน ปล่อยให้กรยืนอยู่เพียงลำพัง หนุ่มใหญ่ยิ้มกับตัวเอง เขาคิดว่าอย่างน้อยก็หมดคนที่จะเข้ามาเกาะแกะพาสไปอีกหนึ่งคน


สาเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงานของพาสในตอนใกล้เลิกงาน สายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์กับเพื่อนสาวที่เงยหน้าจากงานที่ทำขึ้นมองผู้มาเยือน


“ยิ้มอย่างนี้มีอะไรหรือสา”


“ไม่มีไรแค่จะมาบอกว่าพวกสานัดกันจะพาพาสไปหาอะไรกินกัน” สาลงนั่งที่เก้าอี้


“ไปกับใครมั่งล่ะ พวกสาเนี่ย” พาสถามอย่างอยากรู้


“มีสลิ่มกับน้องวิ แล้วก็ยายหนิง”


“หา.... ยายสลิ่มด้วยเนี่ยนะ ขอไม่ไปได้ไหมเนี่ย” พาสทำหน้าตื่นไม่อยากเจอกับเพื่อนสุดเลิฟรายนี้นัก


“ไปเหอะ สลิ่มมันไม่กัดพาสหรอกเชื่อสาเถอะ”


“แล้วหนิงเนี่ยสาไปชวนทำไม” พาสถามถึงอีกสาวอีกคน


“เปล่าชวน พอดีไปร้านยายสลิ่มคุยกันอยู่ยายหนิงเค้าเข้ามาคุยด้วยเอง” สาตอบยิ้มๆ


“เออนะ ทำไมต้องพอเหมาะพอเจาะกันขนาดนี้ด้วยเนี่ย” พาสเกาหัวแกรกๆ


“เอาน่าไปหาของอร่อยกินกัน” สายิ้มหวานให้พาส


“ไม่ต้องมายิ้มเลยยายเพื่อนตัวแสบ นัดใครไม่นัดแต่ละคนเนี่ยนะ......... เฮ้อ” พาสถอนใจเฮือกใหญ่อย่างเซ็งๆ


“อิอิ” สาได้แต่หัวเราะเบาๆ แล้วเมื่อพาสมองมาก็ทำเป็นยิ้มตาหยีให้เพื่อนสาว


“เฮ้อ..........” เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้งจากคนเดิม


.
ณุที่ออกจากห้องทำงานมาหวังว่าจะได้กลับบ้านพักกับพาสก็เป็นอันต้องอด เมื่อออกมาพบว่าพาสนั้นถูกสาจูงลงจากสถานีไปเสียก่อนแล้ว


“สารวัตรจะกลับบ้านพักหรือยังครับ” กำธรเข้ามาถาม


“ว่าจะกลับเหมือนกัน แต่พาสเค้าไปกับคุณสาแล้ว” ณุพูดเหมือนน้อยใจหญิงสาวออกมาโดยไม่ทันคิด


“อ้อครับ......... แต่พี่พาสฝากให้ผมขับเจ้ากระป๋องพาสารวัตรไปส่ง เพราะพี่พาสไปรถคุณสา” กำธรแอบยิ้มขันสารวัตรหนุ่ม


“พาสไปรถคุณสาหรือ”

“ครับ พี่พาสเป็นห่วงไม่อยากให้สารวัตรต้องเดินกลับน่ะครับ เห็นบอกไว้อย่างนั้น” ธรบอกตามที่เห็นว่าพาสว่า


“เหรอ....... อืม งั้นพี่ขับกลับบ้านพักเองก็ได้ ธรจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปส่งพี่”


“เอางั้นหรือครับ ขอบคุณครับสารวัตร” กำธรรีบส่งกุญแจให้กับณุทันทีโดยไม่ลังเล เขาเองก็อยากกลับบ้านไปหาสาวคนรักเต็มแก่


“ขี่มอเตอร์ไซด์ระวังๆ ล่ะไม่ต้องซิ่ง” ณุเตือน


“ครับ ผมไปก่อนนะครับ” กำธรทำความเคารพก่อนจะรีบแจ้นลงสถานีไป


บรรยากาศยามค่ำวันนี้ดูเงียบเชียบผิดสังเกต ณุที่ขับรถมุ่งหน้าสู่บ้านพักนั้นไม่ได้คิดสงสัยอะไรเขายังคงขับรถอย่างสบายอารมณ์ ในสมองคิดถึงแต่หน้าหญิงสาวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมใบหน้าขาวนวลที่แดงด้วยความอาย มือน้อยๆ ที่ปัดหน้าเขานั้นช่างหอมนัก แต่ความคิดทุกอย่างนั้นต้องหยุดชะงักเมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงปืนดังขึ้น


“เฮ้ย.........” ชายหนุ่มร้องออกมา


เขามองหาต้นเสียงของปืนดังกล่าวไปรอบตัว ชายหนุ่มพบว่าทางด้านหลังรถของเขามีมอเตอร์ไซด์วิ่งตามหลังมาติดๆ ชายหนุ่มรู้ได้ถึงอันตรายที่เข้ามาประชิดตัว เขาเร่งความเร็วขึ้นทำให้มอเตอร์ไซด์ที่ตามหลังมาเร่งสปีตตาม แต่รถกระป๋องของพาสดูจะไม่เป็นใจกับชายหนุ่มที่พยายามทำความเร็วสักเท่าไหร่ ทำให้รถที่ประสงค์ร้ายคันนั้นขับเข้ามาเทียบด้านข้างคนขับ


คนร้ายที่ซ้อนท้ายคู่หูมานั้นเอาปืนจ่อยิงเข้าไปที่กระจกด้านหน้าคนขับหวังให้คนขับนั้นดับด้วยลูกกระสุนปืนที่ยิงออกไปนัดนั้น ณุรู้ได้ด้วยสันชาตญาณเขาก้มตัวหลบพร้อมๆ กับมือที่หมุนพวงมาลัยรถอย่างแรงทำให้รถของเขาหมุนคว้าง พร้อมกับปาดเอามอเตอร์ไซด์ของคนร้ายนั้นล้มคว่ำไม่เป็นท่าไปด้วย เจ้ากระป๋องของพาสไม่ได้หยุดลงมันพุ่งตกลงไปที่ไหล่ทางอีกฟากหนึ่ง


“อูย.........” เสียงของณุเล็ดลอดจากปากที่เปื้อนเลือดของเขา


ปากนั้นกระแทกเข้ากับพวงมาลัยตอนที่ตกลงไหล่ทาง โหนกแก้มและศรีษะก็มีเลือดซึมออกมาเช่นกัน ชายหนุ่มตั้งสติได้ดีเค้าควักปืนออกพาพร้อมๆ กับก้าวลงจากรถ เขาค่อยๆ ปีนขึ้นจากไหล่ทางมองไปรอบๆ


“ปัง....” เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งจากทิศที่รถมอเตอร์ไซด์คว่ำอยู่


สารวัตรหนุ่มไม่รอช้าเค้ายิงสวนกลับไปในทันที “ปัง ปัง”


“โอ๊ย..........” เสียงร้องของคนร้ายที่ดังออกมาทำให้รู้ว่าเค้าต้องยิงถูกหนึ่งในคนร้าย


ณุรออีกพักแต่เขาก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก เขาค่อยๆ ชะโงกหน้าขึ้นมองด้านบนถนน ชายหนุ่มเห็นเพียงรถมอเตอร์ไซด์ที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ไม่เห็นคนร้ายเสียแล้ว ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นแต่ยังคงระแวงระวังสอดส่องสายตามองไปโดยรอบตลอดเวลา มือก็เล็งปืนไปตามทิศทางของสายตา เขาเดินไปที่รถมอเตอร์ไซด์ก็พบว่ารถคันดังกล่าวไม่มีเลขทะเบียน ชายหนุ่มเห็นเลือดที่ไหลเป็นทางลงไปที่ไหล่ทางด้านตรงข้ามกับเขา ณุกลับไปที่รถหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาติดต่อเรียกให้ทางสถานีส่งคนออกติดตามและให้มารับเขาเพื่อออกปฎิบัติการค้นหาคนร้าย
________________________________________2


เสียงไซเรนดังมาแต่ไกลรถตำรวจสองคันกับมอเตอร์ไซด์ของกำธรเข้ามาจอดตรงข้างทาง คนที่ก้าวเข้าไปหาณุเป็นคนแรกคือพาส และคนอื่นๆ ก็เดิมตามมาไล่ๆ กัน


“พี่ณุเป็นไงบ้าง” พาสวิ่งลิ่วเข้าไปจับตามเนื้อตัวของณุอย่างเป็นห่วง


“พาส” ณุเรียกหญิงสาว ใบหน้าของเขานั้นยิ้มดีใจที่เห็นหน้าคนที่เขารัก


“มันเกิดอะไรขึ้นกันน่ะพี่ณุ” พาสยังคงถามด้วยความห่วงใย


“มีคนลอบยิงพี่ แต่พลาดโดนพี่ยิงกลับ” ณุชี้ไปที่รถและรอยเลือดที่ตอนนี้พวกตำรวจต่างพากันตรวจสอบและให้สุนัขตำรวจดมกลิ่นและออกติดตามคนร้าย


“แล้วพี่ณุบาดเจ็บตรงไหนบ้าง”


“ไม่จ้ะ แต่เจ้ากระป๋องของพาสน่ะลงไปนอนข้างทางโน่นแน่ะ”


“โห สภาพใช้ได้เลย” พาสมองตามมือของณุไปที่รถของตนเอง


“คนร้ายเป็นใครพี่ยังสงสัยอยู่”


“ทำอะไรไว้ล่ะฮะ เค้าถึงต้องมาทำร้ายเอาเนี่ย” พาสเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มไม่เป็นอะไรก็ค่อยมีอารมณ์กวนประสาทชายหนุ่ม


“แต่พี่ว่าน่ามันหวังจะทำร้ายพาสมากกว่านะ เพราะพี่ขับรถของพาสมา ส่วนหนึ่งทำมันยิงพลาดอาจเป็นด้วยคาดไม่ถึงว่าคนขับจะเป็นพี่ก็ได้” ณุเริ่มมีสีหน้ากังวลเมื่อนึกถึงความน่าจะเป็นที่แท้จริงว่ารถที่เขาใช้เป็นของสาวตรงหน้า


“อืม มีเหตุผล” พาสเอามือลูบคางทำท่าครุ่นคิด


“พาสต้องระวังตัวนะ พี่ว่ามันต้องเป็นพวกที่พาสจับหรือไม่ก็พวกที่หวังจะเก็บพาสเสียก่อนที่จะสาวถึงตัวมัน” ณุแสดงอาการเป็นห่วงหญิงสาว


“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ณุพวกพาสระวังกันอยู่ตลอดแหละ คราวนี้มันอุกอาจมาก แต่อย่างว่าละฮะครั้งนี้อาจเป็นเพียงการขู่ก็ได้” พาสดูเรียบเฉย



การทำงานอย่างเธอนั้นประสบมาเยอะทั้งการถูกข่มขู่การถูกลอบทำร้าย นี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่เธอต้องเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้ เธอจึงไม่แสดงอาการทุกร้อนให้ณุได้เห็น


“ยังไงก็ต้องระวังให้มากขึ้นกว่าเคยนะจ๊ะ”


“ฮะ พาสรู้แล้ว” หญิงสาวพยักหน้ารับ


“แล้วนี่พาสมาได้ไงจ๊ะ ไปทานข้าวกับคุณสาไม่ใช่เหรอ”


“ฮะ ก็พอดีได้รับวิทยุพาสเลยให้ธรแวะไปรับ” พาสตอบพร้อมกับเดินดูรอบๆ เจ้ากระป๋องคันโปรด



แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือของพาสก็ดังขึ้น หญิงสาวหยิบขึ้นมากดรับ เธอได้ยินเสียงของเพื่อนสาวดังมาตามสาย


“พาสตกลงใครเป็นอะไร บาดเจ็บมากหรือเปล่า แล้วนี่พาสอยู่กับใครบ้าง ต้องระวังตัวด้วยนะ”


“ช้าๆ หน่อยสา ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก พาสอยู่กับพรรคพวกแหละไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ สาบอกทุกคนด้วยแล้วกันว่าไว้ค่อยนัดกันใหม่”


“แหม ก็เห็นพาสร้อนรนซะอย่างกับใครเป็นอะไรหนัก”


“เอาน่า ไม่มีไรแล้ว สาเองกลับบ้านดีๆ หล่ะ พาสเป็นห่วง”


“จ้า” สารับคำเสียงยานคาง สารู้ดีว่าเพื่อนไม่ต้องการบอกอะไรกับเธอมากไปกว่านี้ ซึ่งเธอก็ไม่อยากซักถามด้วยรู้นิสัยพาสดีว่าไม่ชอบให้ใครซักไซร้มากความ


“คุณสาโทรมาว่าไงจ๊ะ” ณุที่ยืนอยู่ไม่ห่างถามขึ้น


“ว้า อย่างนี้ก็ต้องซ่อมอีกนานแหงมเลย” พาสไม่ตอบคำถาม แต่เสบ่นเรื่องรถ เมื่อเห็นสภาพรถของเธอที่ดูจะย่ำแย่เอาการ “แล้วจะไปทำงานไงเนี่ย ไม่อยากเอารถหลวงมาใช้ด้วยสิ”


“ช่วงนี้พาสก็ซ้อนมอเตอร์ไซด์พี่ไปทำงานสิ” ณุเสนอ


“ไม่เอาหรอกพาสไม่อยากซ้อนท้ายพี่ณุ เดี๋ยวสาวๆ จะเขม่นเอาพาสไม่อยากมีปัญหา” พาสส่ายหัวทำหน้าเบ้


“สาวๆ ที่ไหนกันพี่ไม่ได้คบใครสักหน่อยพาสก็รู้ว่าพี่รักพาส” ณุพูดเสียงดังฟังชัดจนพวกตำรวจที่ทำงานอยู่หันมามอง


“บ้า พี่ณุบ้า พูดเสียงดังทำไม” พาสโวย แก้มสาวแดงหนักเมื่อเธอเห็นคนอื่นต่างแอบมองและยิ้มน้อยๆ มองตรงมาทางเธอ


“ก็พาสชอบโบ้ยพี่ไปให้สาวคนอื่นอยู่เรื่อยนี่” ณุดูไม่สบอารมณ์นัก


“เปล่าสักหน่อย” พาสเถียงหน้าตาย แล้วก็เดินเลี่ยงชายหนุ่มไปหากลุ่มพรรคพวกที่เริ่มเก็บของขึ้นรถ


“พาส...” ชายหนุ่มเรียกเสียงเบา แต่ดูหญิงสาวจะไม่ได้ใส่ใจจะหันมาขานตอบเขาก็จำต้องเดินตามหลังเธอไปเงียบๆ


“ชอบเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย”



มอเตอร์ไซด์ของคนร้ายถูกยกขึ้นท้ายรถกะบะหลังจากตำรวจได้พ่นสีรอบๆ ไว้เป็นการแสดงตำแหน่ง และได้ถ่ายรูปเก็บหลักฐานซ้ำอีกครั้งตรงที่พ่นสี ส่วนรถของพาสหลังจากถูกถ่ายรูปเป็นจุดสุดท้ายเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่ก็หันมามองที่เธอเหมือนต้องการถามว่าจะเอาอย่างไร


“ทิ้งไว้นี่ก่อนก็ได้ฮะ พรุ่งนี้ค่อยให้รถยกมาลาก” พาสตอบยิ้มๆ


“ครับ” เขารับคำแล้วจึงเดินกลับไปขึ้นรถ


กลุ่มที่บุกเข้าไปในพงข้างทางกลับออกมาอย่างผิดหวัง กำธรส่ายหัวให้กับพาสเป็นการบอก


“ไป......... กลับไปคุยกันที่สถานี” พาสบอกกับทุกคน


“ครับ” เมื่อขานรับคำสั่งทุกคนต่างแยกย้ายกันขึ้นรถ


พาสมองรอบๆ อีกครั้งแล้วจึงชักชวนณุให้ขึ้นรถเพื่อออกไปจากจุดเกิดเหตุ เมื่อทั้งสองเข้าประจำที่รถทั้งสองคันก็เคลื่อนออกไปจากจุดนั้นทันที


.
กำธรแจงให้พาสได้รู้ว่าคนร้ายคงข้ามคูน้ำที่เป็นทางยาวตลอดแนวถนนที่อยู่ลึกถัดพงเข้าไป และน่าจะเป็นคนที่ชำนาญพื้นที่ดีพอควรถึงสามารถหลบหนีไปได้


ณุเองก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับทุกคนได้รับรู้อีกครั้ง เขาสรุปเป็นสองประเด็นคือคนร้ายหวังจะฆาตกรรมหรือทำร้ายเขา กับประเด็นที่สองคือความจริงคนร้ายต้องการฆาตกรรมหมวดพาสนา ดังนั้นจึงมีการสั่งการให้ระวังป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดซ้ำขึ้นอีก


เขาได้สั่งให้ตำรวจในหน่วยของเขาดูแลและคอยประกบพาสอย่าให้คลาดสายตา ทำให้พาสที่ฟังอยู่แสดงสีหน้าไม่พอใจนัก เธอไม่ต้องการให้ใครมาคุ้มครองหญิงสาวคิดเสมอว่าตนเองสามารถปกป้องตนเองได้เป็นอย่างดี แต่เธอก็ไม่อยากขัดเขาต่อหน้าลูกน้อง


หลังจากปรึกษาและวางแผนงานกันเป็นที่เรียบร้อย ณุจึงให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนหรือไปทำงานตามหน้าที่ของแต่ละคนตามปกติ พออยู่กันเพียงลำพังพาสก็ออกลายทันที


“พาสไม่ต้องการให้ใครมาดูแล พี่ณุต้องยกเลิกคำสั่งที่วางไว้ซะ”


“พาสมีเหตุผลหน่อย พี่ทำไปเพราะหวังดี พี่ไม่ต้องการให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับพาส”


“แต่พาสไม่ชอบให้ใครมามองว่าพาสอ่อนแอ ถึงกับต้องมีคนมาคอยตามแบบนี้”


“มันไม่เกี่ยวกันเลยนะพาส นี่เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ไม่มีใครมาว่าพาสว่าอ่อนแอได้หรอก” เสียงของเขาดังขึ้นตามเสียงของหญิงสาวที่ดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว


“ถึงงั้นก็เถอะ พี่ณุยังไม่รู้อะไรดี ที่นี่มีคนตั้งเยอะที่ไม่พอใจพาส เพียงแต่เค้ารอโอกาสเท่านั้น รอให้พาส พลาดท่าเปิดโอกาสให้เค้าได้ตี” พาสเผลอพูดในสิ่งที่ค้างคาอยู่ภายในออกมา


เธอนั้นกว่าจะได้มาทำงานนี้ กว่าจะก้าวมาถึงนี่ได้ต้องรบกับใครต่อใครตั้งมากมาย มีทั้งนายตำรวจยศสูงกว่าและพวกที่ยศต่ำกว่าไม่พอใจที่เธอมาถึงนี่ได้ แทนที่จะเป็นเพียงเสมียนหน้าห้อง


“ใครพาส บอกพี่มา ใครกันที่คิดไม่ดีกับพาส” ณุจับไหล่หญิงที่เค้ารักเขย่า


“ไม่ บอกไปก็เท่านั้น พี่ณุอย่ามาสนใจเลย”


“จะไม่ให้พี่สนใจอย่างนั้นเหรอ นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพาสนะ พี่ต้องสนใจกว่าเรื่องอื่นเสียอีก”


แล้วเหตุการณ์ที่พาสไม่ทันได้คิดก็เกิดขึ้น ชายหนุ่มรวบตัวเธอเข้ามากอดไว้แนบอก เขาใช้แขนแมนทั้งสองข้างรัดเธอไว้แน่น


“พี่รักพาส พาสก็รู้ พี่ต้องการแบ่งเบาความทุกข์ของพาสไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม”


“พี่ณุ.........” พาสอึ้งไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการเรียกชื่อคนที่รัดตัวเธอไว้
---------------------------------------------------จบบทที่ 12 ซะทีนะคะ





 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 1 ธันวาคม 2549 0:33:14 น.
Counter : 179 Pageviews.  

ตราบนิรันดร์ บทที่ 11


บทที่ 11 รักอย่างผิดๆ

ทุกคนที่สถานีตำรวจดูจะใจจดจ่ออยู่กับทางเข้าด้านหน้าเป็นอย่างมากว่าพาสนั้นจะมาในชุดไหนทุกคนกระตือรือร้นไม่เว้นแต่กรที่เฝ้ารอเช่นกัน เขาไม่ได้เห็นพาสในชุดตำรวจหญิงมานานเป็นปี และรองเท้าที่หญิงสาวแทบจะขว้างทิ้งมาหลายครั้งแล้วที่ต้องใส่


“วันนี้พี่พาสจะใส่มาเลยหรือว่าเอามาเปลี่ยนที่นี่วะ พวกเอ็งคิดว่าไง” กำธรจับกลุ่มคุยอยู่กับพักพวก


“ข้าว่าไม่มีทางที่หมวดจะใส่มาหรอก ข้าว่าเอามาเปลี่ยนที่นี่มากกว่า” จ่าโต้งว่า เพราะครั้งหลังสุดตอนเลื่อนยศพาสก็เอาชุดมาเปลี่ยน แถมส้นสูงยังเอาไปใส่ก่อนเข้าแถวเลย


“ผมก็ว่าเหมือนพี่โต้งแหละ” หมู่เจดเห็นด้วยกับจ่าโต้ง


“มาดูกันว่าจะเป็นไง” กำธรพูด


แล้วรถกระป๋องของพาสก็แล่นเข้ามาในบริเวณ เมื่อทุกคนเห็นรถเข้ามาก็พากันกลับเข้าประจำที่นั่งของตนเอง


พาสนั้นเดินขึ้นมาบนสถานีฯ ด้วยชุดตำรวจสาวมือข้างหนึ่งถือเอกสารกับหมวก เธอแต่งชุดมาเต็มยศ สวมกระโปรงใส่รองเท้าหุ้มส้นไม่สูงนัก เดินมาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ทำเอาทุกคนพากันตาค้างอย่างคาดไม่ถึง
-------------------------------------------------------1/1

ชุดตำรวจหญิงเข้ารูปกระโปรงสั้นแค่เข่า เสื้อพอดีตัวแขนยาวทำให้เห็นสัดส่วนที่กลมกลึงของพาสได้อย่างชัดเจน หน้าที่แทบจะไม่ได้แต่งแต้มเครื่องประทินผิวใดๆ นั้นขาวนวลอย่างคนสุขภาพดี วันนี้จะแตกต่างไปก็เพียงแต่ริมฝีปากอิ่มนั้นเป็นสีชมพูระเรื่อ เพียงเท่านี้ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าเธอนั้นดูผ่องผาดสวยไม่เป็นสองรองใคร


หญิงสาวยิ้มขันที่พวกในกรมต้องผิดหวังกับการมาของเธอในครั้งนี้ พาสผ่านมาทางพรรคพวกแล้วยักคิ้วให้นิดหน่อยก่อนจะเดินเลยไปทางห้องของกรเพื่อรายงานตัว แต่เมื่อพ้นสายตาจากด้านนอกมาได้ พาสลงนั่งตรงเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของกรอย่างหมดท่า เธอจัดแจงถอดรองเท้าวางไว้ข้างๆ ตัว ก้มตัวไปนวดเท้าทั้งสองข้างด้วยความปวดเมื่อย


“โอย ไมมันทรมานอย่างนี้” พาสเริ่มโวยวาย


“ฮ่ะฮ่ะ” กรหัวเราะเบาๆ


“พี่กรอย่าหัวเราะสิ เนี่ยพาสเก๊กแทบแย่” พาสหน้ามุ่ยใส่กร


“พี่ว่าพาสแต่งเต็มยศอย่างนี้ก็ดีนะ ดูเท่ห์ไปอีกแบบ” กรพูดเอาใจ


“ไม่หล่ะ นานๆ ครั้งเห็นของแปลกทีก็พอแล้ว”


“พูดเข้านั่น สวยดีออกไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย” กรยิ้มบางๆ ให้ “แล้ววันนี้แต่งหน้าด้วยเหรอ...........อืมสวยดี”


“อย่าชมกันเองเลยพี่กร พาสไม่หลงกลพี่กรหรอก ยังไงพาสก็ไม่ใส่ทุกวันเด็ดขาด” พาสยิ้มอย่างรู้ทันความคิดของกร


“แล้วเนี่ยเจ้าเหมียวมันจัดการเอาลิปสติกมาทาให้” พาสพูดอย่างหัวเสีย


“ดีออก เหมียวคงอยากให้....” กรพูดค้างเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้อง


“ขออนุญาตครับ” ณุเข้ามาในห้องพร้อมกับแฟ้มเอกสาร เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะของกร


“เอกสารสรุปของคดีฆาตกรรมที่ขอไว้ครับ”


“อืม ขอบใจมากณุ”


“ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัวนะครับ” ณุก้มมองพาสเพียงแว่บเดียวแล้วถอยออกจากห้องไป


พาสนั้นไม่ได้มองคนที่เพิ่งจากไป เธอไม่อยากเห็นหน้าณุเธอไม่ต้องการรับรู้ว่าเขาจะยิ้มหรือจะขำที่เธอใส่ชุดนี้


คุยกับกรอยู่พักใหญ่กว่าพาสจะยอมก้าวเท้ากลับออกมาให้พวกข้างนอกเห็นตัวอีกครั้ง หญิงสาวเดินผ่านหน้าห้องทำงานของณุ เธอเหลือบมองเข้าไปในห้องก็พบสายตาหวานที่ส่งมาให้ ใบหน้างามถึงกับแดงขึ้นกระทันหัน เธอรีบเบนหน้าหนีสายตาคมวาวนั้นไปทางอื่น


“พี่พาส สวยจริงๆ เลยวันนี้เท่ห์สุดๆ” กำธรตรงเข้ามาเดินขนาบข้าง


“ไอ้บ้า ทำเป็นไม่เคยเห็นไปได้” พาสว่า


“โธ่พี่ ก็คราวนี้ใส่เต็มยศนี่ครับ มีทาปากด้วย ไอ้พวกนั้นตาค้างไปเลยนี่ดีนะที่พี่พาสไม่ให้พนันกันไม่งั้นผมคงได้หลายตังค์”


“เอออย่าให้รู้เชียวว่าเล่นการพนันกันบนสถานีฯ จะจับขังลืมซะให้เข็ด” พาสขู่เสียงเข้ม


“รู้หรอกน่า” กำธรยิ้มเจ้าเล่ห์


“ไป.... กลับไปโต๊ะตัวเองได้แล้ว พี่จะทำงาน” พาสไล่


“ครับ”


พอได้เวลาทุกคนไปรวมตัวกันที่หน้าเสาธง เพื่อทำความเคารพและมอบเหรียญตราให้กับผู้ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งไม่ได้มีเพียงพาสเท่านั้นแต่ยังคงมีเพื่อนตำรวจทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องอีกหลายคน


เมื่อถึงพาสเธอก้าวเท้าขยับออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวท่านผู้การเป็นคนติดเหรียญให้ พาสทำความเคารพอีกครั้งก่อนกลับเข้าประจำตำแหน่งเดิม หลังจากติดเหรียญตราให้ทุกคนเรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จพิธี พาสแสดงความยินดีกับคนอื่นและได้รับสิ่งเดียวกันกลับแต่ก็มีบ้างที่ตำรวจบางนายอาจแสดงความไม่พอใจนักกับการเลื่อนตำแหน่งของหญิงสาว แต่ก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไร เพราะจากผลงานของพาสที่ผ่านมาจึงทำได้เพียงนิ่งเฉยไม่แสดงความยินดีใดๆ


พาสไม่ว่าอะไรเธอยอมรับทุกอย่างทุกการกระทำของคนอื่นที่แสดงออกให้เห็น เธอถือว่าสิ่งที่ได้มานั้นเป็นเพราะการทำงานจริงๆ มิใช่เส้นสายเธอจึงยิ้มรับอย่างภาคภูมิกับตำแหน่งงานที่ได้แต่เธอก็ยังคงเป็นตัวเองไม่เปลี่ยน ยังคงเป็นกันเองกับลูกน้องและผู้ใต้บังคับบัญชาและยิ่งกับนายตำรวจเก่าๆ นั้นเธอจะให้ความเคารพเสมอ


รองเท้าผ้าใบตกกระทบพื้นพร้อมกับเสียงถอนใจอย่างเซ็งๆ ของพาส “เมื่อไหร่จะไม่ต้องใส่ชุดนี้เนี่ย เบื่อๆ” บ่นไปมือก็หยิบชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ออกมา


“บ่นอะไรจ๊ะ” ณุมาหยุดยืนด้านหลังของพาส


“อยากบ่นคนเหมือนกันแหละ แต่ไม่รู้จะบ่นไรดี” พาสหันกลับมาทำหน้าบูดใส่ณุ


“อ้าว พี่ยังไม่ได้ทำไรเลยจะบ่นพี่เรื่องไรละ” ณุยิ้มยียวน


“ไม่รู้ แล้วนี่ไม่ต้องทำงานเหรอฮะ ตามมาทำไม พาสแค่จะมาเปลี่ยนชุด”


“พี่แค่อยากเห็นพาสในชุดนี้อีกหน่อย เพราะคิดว่าคงไม่ได้เห็นอีกนาน” ณุมองตั้งแต่หัวจรดเท้า


“ไม่ต้องเลย ไม่ต้องมาอยากเห็นเลย พี่ณุกลับไปทำงานได้แล้วพาสจะเปลี่ยนชุด” พาสเอ่ยปากไล่


“จะมาเปลี่ยนอะไรตรงนี้ล่ะ ไปเปลี่ยนที่ห้องดีกว่า”


“ไม่ต้องหรอก เปลี่ยนตรงนี้ได้ กลับไปห้องมันเสียเวลา เดี๋ยวจะต้องออกตรวจอีก” พาสส่ายหัวเธอยังคงจัดการกับเสื้อผ้าต่อไป


“พาส อย่าดื้อสิเป็นผู้หญิงเปลี่ยนชุดแถวนี้ไม่ดี” ณุยังคงโต้แย้งกับพาส


“นี่พี่ณุน่ะแหละอยู่ตรงนี้ไม่เหมาะ คนเค้าจะเปลี่ยนชุด” พาสโวยใส่ หญิงสาวถอดเสื้อตัวนอกออก


“พาส....” ชายหนุ่มกำลังจะโวยแต่พอเห็นเสื้อยืดแขนสั้นตัวในก็ต้องหยุดค้างไว้


“เห็นไหมล่ะว่าไม่ต้องห่วงพาสน่ะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ทีนี้พี่ณุไปได้ยังพาสจะได้เปลี่ยนให้เสร็จซะที” พาสโบกมือไล่


“จ้ะ......... ขอโทษจ้ะ” ณุยิ้มแหยๆ แล้วก็ต้องเลี่ยงจากตรงที่พาสยืนอยู่กลับไปที่ตึก


“เฮ้อ” พาสได้แต่ส่ายหัว


หลังจากเปลี่ยนชุดเรียบร้อยพาสก็โทรหาพรรคพวกเพื่อออกปฏิบัติงาน หญิงสาวได้รับงานให้ไปตรวจยาเสพติดในสถานศึกษาที่เดี๋ยวนี้ค่อนข้างแพร่หลายเข้าไปมากชึ้นทุกวัน


โดยจะเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกันเองที่เอาเข้าไปขาย สาเหตุอาจจะเพราะตนเองติดแล้วต้องหาเงินมาซื้อหรือบางครั้งก็มาจากการที่ติดหนี้พนันบอล พวกโต๊ะพนันนั้นไม่ได้ตั้งแต่โต๊ะพนันเท่านั้นยังมีทั้งขายยาเสพติดและเป็นพวกนอกกฎหมายอีกหลายอย่างเรียกได้ว่าทำกันครบวงจรทีเดียว


พาสขับรถของกรมมาจอดด้านหน้าเพื่อรับพรรคพวก ทั้งสี่หนุ่มก้าวขึ้นรถด้วยความว่องไวไม่ให้เสียเวลา ส่วนณุนั้นได้แต่ยืนมองจากข้างบน กรเองก็เช่นกันเค้ามองรถของพาสจากทางหน้าต่างห้องทำงาน


.
ที่บ้านพักนายตำรวจนั้นพวกพาสพากันกลับมาด้วยความเหนื่อยอ่อน พอถึงแคร่หน้าห้องพักของพาสก็พากันนอนแผ่หลาไปตามๆ กัน ไม่มีใครได้ทันสังเกตว่าสารวัตรหนุ่มนั้นกำลังนั่งคุยอยู่กับปวรวรรณสาวเปรี้ยวที่มาในชุดยั่วยวนเหลือขนาด พาสมองภาพคนทั้งคู่นิ่งไม่มีใครมองออกว่าหญิงสาวนั้นคิดอะไร เธอเดินขึ้นบ้านไปเงียบๆ


สารวัตรหนุ่มเองก็ใช่จะไม่เห็นพาสเค้านั้นพยายามแล้วที่จะไม่ให้ปวรวรรณเข้ามาใกล้ชิดแต่ดูเหมือนจะยากเหลือเกินสาวเปรี้ยวนั้นเกาะติดเป็นหมึกแกะไม่ออกสักที ยิ่งเห็นพาสนิ่งอย่างนั้นเค้ายิ่งไม่สบายใจ


เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยพาสก็กลับลงมาหาพวกที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ที่แคร่เธอตรงเข้าไปขย่มแคร่เพื่อให้ทุกคนตื่น


"ตื่นกันได้แล้ว ไปล้างหน้าล้างตาวันนี้ไปกินข้าวกันที่บ้านสวน เร็วๆ ไปล้างหน้าล้างตา”


ได้ผลทุกคนเกือบจะกระเด้งขึ้นนั่งพร้อมๆ กันเมื่อได้ยินคำว่าบ้านสวน ต่างรีบพากันแยกย้ายไปล้างหน้ากันเป็นแถว


พาสมองเลยไปทางณุที่พยายามแกะตัวเองออกจากปวรวรรณ หญิงสาวกอดอกมองนิ่งอยู่สักครู่ก่อนตัดสินใจตะโกนถามณุ


“ไปไหมพี่ณุบ้านสวนน่ะ ถ้าไปก็มาขึ้นรถ”


“ไปจ้ะ ไปด้วย” ณุดูเหมือนจะมีแรงแกะปวรวรรณออกได้อย่างประหลาด “พี่ต้องไปแล้วยังไงกลับบ้านดีๆ นะน้องวรรณ”


“พี่ณุ.....” น้ำเสียงของสาวเปรี้ยวนั้นกระเง้ากระงอด เธอทำท่าจะกระทืบเท้าแต่ก็ยั้งไว้ไม่กล้าแสดงออกให้ณุเห็น


ณุรีบขึ้นนั่งหน้ารถของพาสโดยไม่ต้องให้เจ้าของเชิญซ้ำสอง เขาเข้าไปนั่งได้ก็คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย แถมยังมีการพยักเพยิดบอกกับพาสให้ขึ้นรถอีกต่างหาก


“เร็วสิพาส”


“จะให้เร็วไปไหน พวกนั้นยังไม่มาเลย” พาสตอบกลับ


เพียงครู่จากที่พาสพูดทั้งสี่ก็มาถึงรถกำธรกับหมู่เจดไปกับพาส ส่วนอีกสองคนนั้นขอขี่มอเตอร์ไซด์ไปต่างหาก

--------------------------------------------------------1

“เสร็จแล้วครับพี่พาสไปกันได้แล้ว ผมงี้หิวจะแย่” กำธรลูบท้องบอกถึงความหิว


“แกหิวข้าวหรือหิวเหล้ากันแน่เจ้าธร” พาสแซวหมู่คนสนิทด้วยความหมั่นไส้


“คงทั้งสองอย่างหละครับผู้กอง ผมเนี่ยขออย่างหลังเป็นหลัก ขอแถมกับแกล้มฝีมือคุณแม่ก็พอ” จ่าโต้งว่า


“เฮ้อ..........” พาสส่ายหัว แล้วจึงเข้าประจำที่


หญิงสาวมองไปทางปวรวรรณเพียงแว่บเดียวก็รู้ถึงความไม่พอใจของสาวเปรี้ยวที่ยังคงยืนกระฟัดกระเฟียดไม่ไปไหน


“พี่ณุจะปล่อยเธอไว้อย่างนี้เหรอฮะ” พาสหันมาถามคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับตนเอง


“พี่บอกเค้าแล้วไม่เป็นไรหรอก” ณุตอบอย่างไม่ต้องคิด


“............” พาสไม่พูดอะไรอีกเธอขับเจ้ากระป๋องคันน้อยผ่านหน้าปวรวรรณออกจากบ้านพักไป


จากการจราจรที่พลุกพล่านในตัวเมือง ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเมื่อรถคันน้อยมุ่งหน้าตรงสู่บ้านสวน สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาตลอดสองข้างทาง เมื่อถึงทางแยกเล็กๆ พาสจึงขับรถเลี้ยวเข้าไปหญิงสาวขับต่อเข้าไปอีกไม่ไกลนักก็เป็นพื้นที่ว่างพอให้จอดรถได้ เธอขับเข้าไปจอดและปิดเครื่องยนต์ สองหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังเปิดประตูลงจากรถไปก่อน


“ลงที่นี่ละฮะ ต้องเดินเท้าเข้าไปเพราะรถเข้าไปไม่ได้” พาสหันมาบอกกับณุ


“จ้ะ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ เขาลงมายืนรอให้พาสปิดล็อครถให้เรียบร้อย


สองหนุ่มสาวเดินเคียงคู่กันไปโดยเห็นหลังสองหนุ่มที่เดินนำไปก่อนอยู่ไม่ไกลนัก พาสชี้ให้ณุได้มองต้นไม้ที่ปลูกไว้ทั้งสองฝั่งของเส้นทางที่เดินกันไป ชายหนุ่มตั้งใจฟังการบรรยายของพาสอย่างตั้งใจ แต่แล้วเค้าก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นสุนัขเฝ้าสวนทั้งสองตัวของพาสวิ่งกรูเข้าหาเขา


“เมฆ.... หมอก หยุด” พาสตะโกนสั่งคำเดียวทั้งสองตัวก็หยุดยืนนิ่ง มองมาทางนายสาว


“เจ้าสองตัวนี้เป็นสุนัขตำรวจที่ปลดประจำการแล้วน่ะฮะ แต่ยังคงจำคำสั่งได้เป็นอย่างดี” พาสลูบหัวทั้งสองตัวเบาๆ
พาสเงยหน้ากลับมามองทางณุที่ดูจะซีดไปนิดเธอได้แต่ยิ้มบางๆ “พี่ณุเลี้ยงสุนัขไหมฮะ”


“เลี้ยงจ้ะ แต่ก็ยังอดที่จะกลัวทั้งสองตัวนี้ไม่ได้” ณุยอมรับตามจริง เพราะทั้งสองดูสมกับเป็นสุนัขเฝ้าสวนทั้งตัวใหญ่หน้าตาก็น่ากลัว


“คงงั้นล่ะฮะ แต่เจ้าสองตัวนี้ไม่ทำร้ายใครถ้าไม่มาทำลับๆ ล่อๆ หรอกฮะ ไปฮะ อีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้ว” พาสบอกก่อนจะเดินนำหน้าไปโดยมีเจ้าสองตัวขนาบข้างไปด้วย
ผู้มาใหม่ได้แต่เดินตามหลังห่างๆ จนเมื่อมาถึงหน้าบ้านพาสเปิดประตูเชิญให้ผู้มาเยือนเข้าไปก่อนส่วนเธอเดินตามหลัง ณุได้ยินเสียงเครื่องดนตรีไทยหลายชิ้นกำลังบรรเลงอยู่เขาหันกลับมามองพาส


“ที่บ้านรับสอนดนตรีไทยน่ะฮะ นี่เด็กๆ คงยังอยู่ต่อเพลงกัน” พาสไขข้อสงสัยของณุ


“เพราะดีนะ”


“เชิญฮะ เข้าข้างในดีกว่า” พาสเอ่ยชวน


ทั้งคู่เข้าไปด้านในก็พบกับเหล่านักเรียนตัวน้อยที่ยังคงเล่นเครื่องดนตรีของตนเองอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่เมื่อพาสก้าวเท้าเข้าไปทั้งวงถึงกับหยุดและเสียงนกกระจอกแตกรังก็ดังมาแทนที่


“พี่พาส พี่พาสมา” เด็กๆ พากันวางมือจากเครื่องดนตรีพากันกรูแย่งเข้ามากอดพาส


“เป็นไงบ้างเด็กๆ ต่อเพลงไปถึงไหนกันแล้ว” พาสลงนั่งคุกเข่ากอดคนนั้นหอมคนนี้จนครบทุกคน


เด็กๆ ต่างแย่งกันนำเสนอว่าตนเองเล่นได้แค่ไหนต่อเพลงอะไรกันบ้าง พาสยิ้มรับกับคำบอกเล่าของเด็กๆ ภาพนั้นดูช่างเป็นสิ่งที่น่ามอง แววตาที่เปล่งประกายใบหน้าที่สดใสของเด็กๆ บอกได้เป็นอย่างดีว่าพวกเขารู้สึกต่อหญิงสาวอย่างไร


พาสที่กำลังพูดคุยกับเด็กๆ เหลียวมามองทางณุ “เข้ามาสิฮะพี่ณุ”


“เด็กๆ จ๊ะนี่พี่ณุเป็นเพื่อนของพี่” พาสแนะนำชายหนุ่มให้ได้รู้จักกับเหล่าเด็กน้อย


“สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ”


ทุกคนไหว้และมีทีท่าสนใจชายหนุ่มแปลกหน้า น้องเหมี่ยวเด็กสาวตัวน้อยเดินเข้าไปเกาะแขนของณุ ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบย่อตัวลงมานั่งให้อยู่ในระดับสายตากับเด็กน้อย


“ว่าไงคะ” ณุพูดเสียงนุ่ม


“พี่เป็นแฟนกับพี่พาสหรือคะ” เสียงใสถามด้วยความอยากรู้


“เอ่อ ก็กำลังน่ะจ้ะ” ณุตอบยิ้มๆ


“พี่ณุ พูดอะไรน่ะ” พาสโวยเสียงดัง “เหมี่ยวมานี่สิคะ”


เมื่อเด็กน้อยเดินกลับมายืนใกล้ๆ พาสจับที่คางของเด็กน้อย “ทีหลังอย่าถามอย่างนั้นนะคะ เป็นเด็กเป็นเล็ก แก่แดดเกินไปแล้ว”


“ค่ะ” เหมี่ยวขานรับเสียงใสยิ้มอ้อนพี่พาส


“เอาล่ะไปเรียนกันต่อได้แล้ว ไป” พาสดุนเด็กๆ ให้กลับไปเรียนต่อ กว่าจะดูแลเด็กๆ ให้เข้าที่ได้ก็ใช้เวลาไปพอควร
เหมียวและมารดาพากันเดินออกมาจากทางหลังบ้าน ก็มาเจอกับพาสที่กำลังจะพาณุเข้าไปหาเช่นกัน


“อ้าว แม่มาพอดีเลย” พาสตรงเข้าไปหามารดา


“แม่คะ นี่พี่ณุเป็นสารวัตรกองปราบของสถานีค่ะ” พาสบอก


“พี่ณุฮะ สาวสวยคนนี้เป็นแม่ของพาส และนั่นเจ้าเหมียวน้องสาวคนเล็กของบ้าน”


“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มพนมมือไหว้อย่างสวย


“จ้ะ สวัสดี”


“สวัสดีค่ะ พี่ณุ” เหมียวไหว้และยิ้มให้กับสารวัตรหนุ่ม


“ดีจ้ะ” ณุยิ้มตอบเช่นกัน


“วันนี้แม่มีอะไรเลี้ยงพวกขี้เหล้าบ้างล่ะคะ” พาสถาม


“เตรียมไว้แล้วล่ะจ้ะ มีเนื้อแดดเดียวของโปรดพวกกินกับอย่างเราด้วย” มารดาบีบจมูกลูกสาวคนโดอย่างรักใคร่


“ดีจัง งั้นเดี๋ยวพาสไปช่วยเตรียมด้วย”


“ไม่ต้องหรอกธรกับเจดก็อยู่ช่วยในครัวแล้ว” ผู้เป็นแม่ยิ้มให้ลูกสาว


“พวกนั้นวุ่นอยู่ในครัว ครัวก็เต็มแล้วหละพี่พาส ตัวโตๆ ทั้งนั้น” เหมียวนึกถึงครัวเล็กๆ ที่มีหนุ่มสองคนเดินไปเดินมาแล้วก็อดขำไม่ได้


“พาพี่เขาไปนั่งพักให้สบายดีกว่าหน้าบ้านน่ะแม่ให้เหมียวปูเสื่อไว้แล้ว”


“ค่ะ” พาสรับคำมารดา


“ไปกันพี่ณุ ไปนั่งหน้าบ้าน” พาสหันไปชวนชายหนุ่ม


“ผมไปนั่งข้างนอกนะครับ” ณุบอกกับสองแม่ลูกที่กำลังหันกลับเข้าด้านใน


“จ้ะ” ผู้สูงวัยกว่ายิ้มอย่างปราณี


พวกบรรดาขาเหล้าต่างพากันครื้นเครงจ่าโต้งนั่งร้องเพลงเคาะพื้นโดยมีกำธรเป็นลูกคู่หมู่เจดก็งีบหลับอยู่ข้างๆ วง ส่วนพาสกับณุนั้นพากันออกมาเดินชมพระจันทร์และบรรยากาศยามค่ำคืนของบ้านสวน ซึ่งมีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรบริเวณรอบๆ มีแต่ความมืดอาศัยเพียงแสงนวลจากพระจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้า อากาศกำลังเย็นสบายพาสปล่อยให้ณุเดินนำหน้า


“ที่นี่อากาศสดชื่นดีนะ พี่ชอบ” ณุเหลียวหลังมามองคนที่เดินตามนิดหน่อย


“อืม บ้านสวนก็งี้แหละฮะไม่มีมลภาวะมารบกวน”


“เห็นเหมียวบอกว่าพาสเล่นดนตรีได้ตั้งหลายอย่าง ไว้เล่นให้พี่ฟังบ้างได้ไหมจ๊ะ” ชายหนุ่มหยุดรอให้พาสมายืนเคียงข้าง


“รอไปก่อนนะฮะพาสมีอารมณ์เมื่อไหร่จะเล่นให้ฟัง” พาสพูดกวนๆ


“ต้องมีอารมณ์ด้วยเหรอเล่นดนตรีเนี่ย” ณุทำหน้าง้ำ


“ดนตรีนะฮะ ถ้าเล่นด้วยความสุขเพลงที่ออกมาก็จะเพราะ”


“งั้นพี่จะรอวันนั้น พี่ต้องการเพลงที่มาจากความสุขและเป็นความเต็มใจที่จะเล่นให้พี่ฟังด้วยตัวของพาสเอง” เขายิ้มตาหวานจ้องหน้างามที่ยืนข้างกาย


“................” พาสถึงกับต้องหลบตาเสมองไปทางอื่น หญิงสาวไปลงนั่งที่ม้านั่งใต้ต้นโมกต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านอยู่เลยตัวบ้านไปไม่ไกลนัก


“วันหลังขอพี่ตามมาอีกได้ไหม” ณุที่ตามมานั่งข้างๆ ถามขึ้น


“ตามสบายฮะ แม่คงดีใจที่มีคนมาชิมอาหารฝีมือท่านอีกคน”


“ขอบคุณจ้ะ” ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้อีกนิด


พาสรีบลุกขึ้นเธอเหลือบมองณุที่มองตามมานิดหนึ่ง “กลับเข้าด้านในเถอะฮะ ไปร่วมวงกับพวกนั้นดีกว่า”
---------------------------------------------------------2


เรือนใหญ่ได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ซึ่งมีพิกาเป็นแม่งานใหญ่ หญิงสาววุ่นวายกับการจัดสถานที่เธอควบคุมดูแลเด็กๆ ในบ้านให้วางทุกอย่างให้สวยงามเรียบร้อย


“อย่าลืมเอาแจกันดอกไม้พุ่มใหญ่มาวางตรงนี้ด้วยนะพิกุล” พิกาสั่งงานกับเด็กสาวคนสนิทที่เพิ่งเอาถาดขนมมาวาง


“พานพุ่มที่คุณพิกาจัดไว้ใช่ไหมเจ้าคะ” พิกุลถามเพื่อความแน่ใจ


“จ้ะ ให้พวกผู้ชายช่วยยกมาล่ะ ไม่ต้องยกเองรู้ไหม” พิกาเป็นห่วงเด็กสาวมากกว่าของที่จัดไว้


“เจ้าค่ะ” เด็กสาวรับคำ


เด็กมะลิเดินเข้ามาทางด้านหลังนายสาวที่กำลังจัดเรียงของบนโต๊ะ มะลิมีความลังเลที่จะพูดกับนายสาว จนเมื่อพิกาหันกลับมามองด้านหลังเธอรู้สึกว่ามีคนยืนอยู่


“ว่าไงมะลิ มีอะไรทำไมไม่พูดหือ”


“คือว่า ที่เรือนเล็กน่ะค่ะ” มะลิมีท่าทีอ้ำอึ้ง


“ที่เรีอนเล็ก ทำไมคุณพิชญะมีธุระอะไรกับฉันหรือ” พิกาสงสัย


“คือคุณพิชญะน่ะเจ้าค่ะ กำลังมีปากเสียงกับใครก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”


“คุณพี่” พิกาเอ่ยชื่อสามีด้วยความกังวล เธอรู้นิสัยความใจร้อนของสามีเป็นอย่างดี ถ้าอะไรไม่ถูกไม่ต้องเขาจะไม่ค่อยฟังใครทั้งนั้น


“มะลิให้ป้าชมมาช่วยดูแลทางนี้ให้ก่อนนะ ฉันจะกลับเรือน” พิกาสั่งการกับเด็กสาวให้ไปตามชมคนเก่าคนแก่ของบ้านที่เป็นทั้งคนดูแลและจัดการทุกอย่างที่เรือนใหญ่


พิการีบเดินมุ่งหน้ากลับมาที่เรีอนเล็ก เธอมาจนจะถึงเรือนก็ได้ยินเสียงของสามีมาแต่ไกล หญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าให้ถึงเรือนเร็วขึ้น เมื่อมาถึงเรือนเธอก็พบว่าสามีนั้นคุยกับนายอุดมซึ่งเป็นญาติห่างๆ สีหน้าท่าทีของสามีนั้นดุดันอยู่ไม่น้อย


“คุณพี่คะ แต่งตัวเรียบร้อยหรือยังคะ ไปที่เรีอนใหญ่ได้แล้วค่ะ” พิกาทำเชิงเป็นมาตามสามี


พิชญะที่กำลังจะพูดอะไรต่อต้องหยุดการสนทนาที่ดูเหมือนจะฟาดฟันกันนั้นลง ตัวนายอุดมเองก็หันกลับมาตามเสียงหวานๆ ของหญิงสาว เขานั้นยิ่งได้ยลโฉมนางเท่าใดเขาก็ยิ่งให้อิจฉาพิชญะที่มีทั้งเงินทองหน้าที่การงานที่ดีและยังมีภรรยาที่งามพร้อมทั้งหน้าตามารยาท ยิ่งเธอนั้นดูช่างกล้าไม่เกรงใครเขายิ่งชอบดูเร้าใจดี


พิกาสบตาเล้าโลมของนายอุดมอย่างไม่ชอบใจนัก แต่ก็ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา “สวัสดีค่ะ คุณอุดมมางานหรือคะเชิญที่เรือนใหญ่ดีกว่าค่ะ ทางเรือนใหญ่เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว”


“พี่มาหาพิชญะน่ะ มีเรื่องมาคุยด้วยนิดหน่อย” นายอุดมตอบเสียงนุ่มส่งสายตาโลมเลียหญิงสาว


“หรือคะ คุยกันเรียบร้อยหรือยังคะ เพราะนี่ก็ใกล้เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ท่านจะลงมาแล้ว” พิกาเบนสายตามาทางสามี


“ไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วจ้ะ พี่อุดมคงไม่อยู่ทานเลี้ยงกับเราหรอกจ้ะพิกา เธอคงไม่สะดวก” พิชญะพูดพร้อมกับส่งสายตาคมกริบจ้องหน้านายอุดม


“พี่มีธุระที่อื่นน่ะแม่พิกา คงต้องกลับก่อน”


“ถ้าเช่นนั้นก็สวัสดีค่ะ” พิกายกมือไหว้ลาหนุ่มร่างใหญ่


“พี่ไปก่อนแล้ววันหน้าจะแวะมาใหม่” ชายร่างใหญ่มองพิกาอย่างอ้อยอิ่ง แล้วหันกลับไปมองหน้าพิชญะด้วยความไม่สบอารมณ์และก็จำต้องสะบัดหน้าเดินจากเรือนไป


พิกามองตามหลังไปเพียงแว่บเดียวแล้วจึงก้าวเท้าขึ้นไปยืนเคียงข้างสามี เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะที่หน้าอกอุ่นของผู้เป็นสามีมือน้อยๆ ลูบเพียงเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน เพียงเท่านี้อารมณ์ที่ขุ่นมัวก็เบาบางลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ พิชญะก้มมองหน้าภรรยาอันเป็นที่รักเขารวบตัวเธอมาแนบอกเขาจูบที่เรือนผม


“พี่รักพิกาจริงๆ”


“มีเรื่องอะไรกันคะ” พิกาเงยหน้ามองสามี


“ช่างเถอะ พี่ไม่อยากเอ่ยถึงให้เสียงอารมณ์” เขายังคงกอดร่างน้อยไว้แน่น


“มีอะไรก็เล่าให้น้องฟังได้นะคะ ถ้าช่วยอะไรหรือผ่อนหนักให้เป็นเบาได้น้องก็อยากช่วย” พิกาลูบคางสามี


“จ้ะ ไว้วันหลังนะแล้วพี่จะเล่าให้ฟัง” ชายหนุ่มจับมือน้อยนั้นมาจูบเบาๆ


“ไปที่เรือนใหญ่กันดีกว่าค่ะ คุณพ่อคุณแม่ท่านคงลงมาที่งานแล้ว” พิกาดันตัวเองออกเธอจูงมือสามีให้ตามไปด้วยกัน


สองสามีภรรยาเดินเคียงกันเข้าไปในงาน ที่ตอนนี้มีแขกเรื่อมากหน้าหลายตาทั้งญาติใกล้ชิดและแขกที่นับถือกัน ทั้งสองต่างต้องแยกย้ายกันต้อนรับและเป็นตัวแทนของผู้เป็นบิดามารดาในการดูแลเอาใจใส่ต่อผู้มาเยือน ทำให้เป็นโอกาสของสองพี่น้องจิราภาและพิรัฏร์ สองพี่น้องต่างแยกไปหาคนที่ตนเองหมายปอง พิรัฏร์เข้าไปหาพิกาที่ยืนคุยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ของฝั่งสามี


ส่วนจิราภาก็เดินด้วยมาดนางพญาเข้าไปยืนเคียงข้างพิชญะที่คุยกับแขกของบิดา พิชญะเหลียวมองมาทางสาวที่มายืนข้างๆ เพียงนิด แล้วเค้าก็หันกลับไปสนใจกับแขกต่อปล่อยให้สาวเปรี้ยวยืนอย่างโดดเดี่ยว แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมเพียงเท่านั้นหญิงสาวเอามือคล้องแขนของพิชญะ เธอแสดงตัวเกินเลยกว่าการเป็นเพียงน้องสาว เธอยิ้มและกล่าวทักทายกับแขกอย่างสนิทสนมเกินงาม ทำเอาแขกทั้งหลายถึงกับมองสาวเปรี้ยวแบบงงๆ


“ภรรยาของหลานหรือพิชญะ” แขกท่านหนึ่งเอ่ยถาม


พิชญะเองก็มีอาการไม่ชอบใจนักแต่ก็ไม่กล้าแสดงอะไรมากมายนัก เขาค่อยๆ จับเอามือของจิราภาออกอย่างเบามือ “มิได้ขอรับ นี่น้องจิราภาเธอเป็นญาติห่างๆ น่ะขอรับ”


จิราภาดูเงียบงันไม่พอใจกับการแสดงออกของพิชญะ แต่เธอก็จำใจต้องยิ้มรับกับคำว่าญาติห่างๆ ที่ชายหนุ่มกล่าว


“นั่นสิลุงก็ว่าอย่างนั้น เพราะจำได้ว่าเมื่องานแต่งงานของหลานนั้นไม่น่าใช่แม่หนูคนนี้” แขกอีกท่านกล่าวเสริม


“ขอรับ ภรรยาของผมรับรองแขกอยู่อีกด้านน่ะขอรับ” พิชญะมองไปทางด้านหลังตรงที่คิดว่าภรรยายืนอยู่


“ภรรยาของหลานน่ารักมาก เป็นผู้หญิงที่งามพร้อม”


“ขอบคุณขอรับ” ชายหนุ่มยิ้มแก้มปริที่ผู้ใหญ่เอ่ยชมภรรยา เขารู้สึกเหมือนถูกชมเสียเอง


เขาชะเง้อคอมองภรรยาที่ยืนอยู่กับผู้ใหญ่อีกกลุ่มทำให้เห็นว่าข้างกายของภรรยานั้นมีนายพิรัฏร์คอยขนาบข้าง เขารู้ได้ว่าภรรยาของเขานั้นไม่พอใจแต่เธอก็ยังสามารถยิ้มแย้มพูดคุยกับแขก และหลีกเลี่ยงการกระทำที่ไม่ควรของนายพิรัฏร์ที่พยายามจะโอบและแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทำเอาเขาไม่พอใจพี่น้องคู่นี้หนักเข้าไปอีก


“กระผมขอตัวก่อนนะขอรับ ขอไปคุยกับผู้ใหญ่ทางด้านกระโน้นนะขอรับ” ณุกราบสวัสดีแล้วปลีกตัวไปทิ้งจิราภาให้ยืนเก้อเพียงลำพัง ทำเอาหญิงสาวทำหน้าไม่ถูกเธอได้แต่ฝืนยิ้มกับผู้ใหญ่


ชายหนุ่มเข้าแทรกเขาเบียดตัวมายืนคู่กับภรรยา พิกาหันมายิ้มหวานให้กับสามีที่เข้ามายืนชิด เธอรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่สามีมาช่วยกันเธอจากพิรัฏร์ แต่นายพิรัฏร์นั้นกลับหัวเสียอย่างมากที่ถูกกันออกห่างจากพิกา และเมื่อพิชญะหันมามองนิ่งก็ทำเอาเขาจำต้องถอยออกห่างและถอนตัวออกไปจากตรงนั้น


สองพี่น้องกลับมาเข้าคู่กันทั้งสองมองไปทางสามีภรรยาคู่นั้นด้วยความหมายมาด ในใจของคนทั้งสองกำลังคิดสิ่งใดไม่มีใครรู้ได้ แต่สายตาที่ส่งออกมานั้นดูไม่เป็นมิตรกับใครทั้งสิ้นยิ่งกับภาพตรงหน้าที่เห็นสองสามีภรรยาโอบประคองกันไม่ได้ห่าง ยิ่งทำให้สองพี่น้องตาเป็นประกายด้วยโทสะ

----------------------------------------------------------
จบบทที่ 11 ซะทีค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ช้างานยุ่งจริงๆ ค่ะ




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2549    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2549 22:13:05 น.
Counter : 168 Pageviews.  

1  2  3  

jd_spn
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




-ความรักเป็นสิ่งสวยงามแต่มิใช่จะเกิดได้ง่ายดาย เมื่อได้มาก็จงเก็บรักษาไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง
-อยากมอบสิ่งดีๆ ให้กับทุกคน และมอบความรักให้กับคนอันเป็นที่รักทุกคน
คุยกันหลังไมค่กดที่ตุ๊กตาเด็กเล่นน้ำนะคะ
cursor
Friends' blogs
[Add jd_spn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.