Ich bin der Welt abhanden gekommen (I am lost to the world)
Group Blog
 
All Blogs
 

Slow Music Project, Live in Seattle: May 6, 2006

Slow Music Project: Fred Chalenor, Peter Buck, Hector Zazou, Robert Fripp, Matt Chamberlain และ Bill Rieflin (คนนั่ง)
Official Site: //www.slowmusicproject.com/



การไปดูคอนเสิร์ตรอบนี้เริ่มจากตอนกำลังเซ็งๆ กับการเขียนวิทยานิพนธ์อยู่ เผอิญเปิดเนตไปเจอเว็บของ King Crimson เข้า พอเปิดดูตารางทัวร์ตอนนี้ไม่มีโปรแกรมทัวร์ของ King Crimson เลย แต่ไล่ไปไล่มาก็เจอว่า Robert Fripp จะมาเล่นที่ Seattle ในนามของ Slow Music Project ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่ก็คิดว่า Robert Fripp ซะอย่างต้องเจ๋งอยู่แล้ว หลังจากเสิร์ชหาอยู่พักใหญ่ (หายากจริงๆ มีการโปรโมตน้อยมาก) ถึงค่อยรู้ว่า Slow Music Project เป็น project ทางดนตรีของนักดนตรีฝีมือเยี่ยมหกคน (แต่ก็นั่นแหละสาเหตุหลักที่อยากไปดูคือ Robert Fripp ล้วนๆ) อ่านคำจำกัดความของทางวงจากในเว็บแล้วก็ยังงงๆ อยู่ว่ามันเป็นยังไงแต่จับใจความคร่าวๆ ได้ว่าเน้น improvisation เป็นหลัก สมาชึกที่เป็นที่รุ้จักกันมากที่สุดก็เห็นจะเป็น Robert Fripp (guitar) และ Peter Buck (guitar) มือกีต้าร์วง R.E.M. แต่คนที่เป็นตัวตั้งตัวดีจริงๆ ก็คือ Bill Rieflin (keyboard, electronic percussions) มือกลองที่ผันตัวเองมาสนใจดนตรี ambient สมาชิกที่เหลือได้แก่มือซินธ์นามกระเดี่องชาวฝรั่งเศส Hector Zazou (keyboard, sequencer), Fred Chalenor (double bass) และ Matt Chamberlain (drum, percussions) จริงๆ แล้ว Robert Fripp มาทำงานที่ Seattle ได้พับนึงแล้วโดยมาทำ sound effect ให้ Microsoft Vista ก็เลยเข้าๆออกๆ Seattle เป็นว่าเล่น ว่างๆ ก็เลยร่วมเล่นกับนักดนตรีท้องถิ่น Seattle อย่างเช่น Peter Buck หรือ Bill Rieflin ซะเลย งานนี้ก็เลยต้องรีบจองตั๋วเพราะมันกระชั้นแล้วเหมือนกัน รอบนี้ตั๋วราคาถูกครับ $22 บวกค่าบริการของ ticketwest อีก $6 ช่วงใกล้คอนเสิร์ตทางเว็บก็เริ่มเอา clips ของทางวงมาให้ฟังกัน พอฟังแล้วค่อยถึงบางอ้อว่านี่มัมไม่ใช้โปรเกรสสีพแล้ว แต่เป็น avant-garde/experimental music เต็มขั้น ไหนๆก็ไหนๆแล้วไปดูซะหน่อยก็ดีจะได้รู้ว่าดนตรีแนวนี้มันเป็นยังไง

รอบนี้เล่นกันที่ Showbox ใน downtown Seattle จริงๆ โรงนี้ผมก็เคยเห็นบ่อยๆ แต่ไม่นึกว่ามันเป็นที่เล่นคอนเสิร์ต นีกว่ามันเป็น stripe club หน้าโรง+ทางเข้า ค่อนข้างโทรมแถมยังมีบาร์เหล้าตั้งดักลูกค้าหน้าทางเข้าอีกต่างหาก ประตูเปิดสองทุ่ม ส่วนวงจะเริ่มเล่นกันตอนสามทุ่ม งานนี้เป็น general admission ก็คือใครมาก่อนก็ได้เลือกที่นั่งก่อนก็เลยต้องรีบมาซักหน่อย ผมมาก่อนร่วมชั่วโมงก็เลยต้องไปเดินเล่นแถวๆนั้นฆ่าเวลา ใกล้ๆสองทุ่มถึงค่อยวิ่งไปต่อคิว ตอนต่อคิวต้องยืนรอในบาร์เหล้าที่ว่าซึ่งกำลังฉายคอนเสิร์ตของ King Crimson อยู่เข้าสถานการ์ณจริงๆ ตอนเข้าประตูต้องตรวจบัตรประชาชนว่าอายุเกิน 21 อีกตะหาก ระหว่าวรอคิวอยู่ในโรงนั้น ก็เห้น Robert Fripp ในเสื้อหนังสีดำเดินเข้าประตูมาโบกมือทักทายคนดูแวบนีงแล้วก็เดินหายเข้าไป คุณลุงแกดูหน้าตายิ้มแย้มเหมือนคนแก่ใจดีแตกต่างจากที่เห็นในรูปถ่ายหรือคอนเสิร์ตซึ่งดูหน้าตาแกค่อนข้างมาคุๆ มากๆ พอเดินเข้าในโรงถึงค่อยเก๊ตว่ามันเป็นคลับนีหว่า บนดนนตรีมีเครื่องดนตรีเซ๊ตไว้เรียบร้อย ในส่วนพื้นที่ของคนดูซึ่งปกติจะโล่งๆ (ไว้ให้ยืน) วันนี้มีโตีะกลมพร้อมเทียนและเก้าอี้ตั้งไว้ติดขอบเวทีประมาณสิบกว่าชุด เอาไว้ให้ฟังไปดริ๊งไปว่างั้นเถอะ ส่วนด้านข้างเวทีเป็นบาร์เหล้าซึ่งส่งสาวเสิร์พเดินออกมารับออร์เดอร์จากคนดูเป็นระยะๆตอนก่อนเริ่มเล่น ผมเลือกที่นั่งเป็นโต๊ะกลมทรงสูงตัวเล็กซึ่งนั่งได้สี่คนและห่างออกมาจากเวทีหน่อยนึง นั่งได้สักพักก็มีคุณลุงคุณป้าคู่นึงเดินมาขอนั่งด้วย คุยกันไปคุยกันมาเลยรู้ว่าคุณลุงเป็นแฟนพันธุ์แท้ King Crimson แกบอกว่าแกได้ไปดูคอนเสิร์ต King Crimson ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1974! หลังจากนั่งคุยได้สักพักประมาณสองทุ่มครึ่งก็มีวงเปิดมาเริ่มบรรเลง (มีวงเปิดกะเค้าซะด้วย) เป็นวงท้องถิ่นที่ชื่อว่า Seattle Guitar Circle ซึ่งวันนี้เท่าที่เห็นมีการเล่นกีต้าร์โปร่ง 9 ตัวด้วยกัน โดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัวด้วยกัน ยืนเล่นรอบคนดูทั้งสามทิศ จริงๆ ก็ไม่เชิงเป็นวงเปิดเท่าไหร่เพราะคนดูยังไม่ทีท่าว่าจะสนใจฟังเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ยังนั่งคุยนั่งดริ๊งเคล้าเสียงเพลงซะงั้น ผมลองนั้งฟังดูเป็นดนตรีแนวavant-garde/experimental music เต็มตัวเหมือนกัน เพลงที่เล่นนี่ฟังดูประหยัดโน๊ตกันจริงเพราะแต่ละคนเล่นโน๊ตกันที่ละสามสี่ตัวเล่นวนไปกันทีละคน ฟังแล้วจับทำนองไม่ออกเล่นเพราะเล่นกันไปเรื่อยๆ จริงๆ ฟังตอนแรกๆ จะมีนๆ ว่าเพลงอะไรของมันวะ แต่พอไปเรื่อยๆ ก็จะเพลินๆ ฟังดูหลอนๆ ดี ตอนเล่นผมยังเห็น Robert Fripp ลงมายืนดูด้วย ก็เล่นกันไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พอสามทุ่มบรรดาพลพรรค Slow Music Project ก็ทยอยกันขึ้นมาบนเวที Bill Rieflin ก็เริ่มงานด้วยเสียงจากคีย์บอร์ดเป็นซาวด์แบ บ ambient ซึ่งฟังดู atmospheric สุดๆ ถึงตอนนี้วงเปิดที่เล่นกันอยู่ข้างล่างก็ยังตั้งหน้าตั้งตาเล่นกันอยู่ต่อ จนเมื่อเสียงคีย์บอร์ดดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลบเสียงกีต้าร์ พวกถึงค่อยๆ ทยอยกันหยุดเล่น เพื่อให้เพลงของวงเปิดกับวงจริงนั้นเชื่อมต่อกับแบบเนียนสุดๆ จากตรงที่ผมนั่งอยู่นั้นไม่ค่อยเห็น Robert Fripp เท่าไหร่เพราะแกยืนอยู่หลังกำแพงแอมป์ ที่เห็นชัดเลยคือ double bass ที่ตั้งอยู่กลางเวทีและเล่นโดย Fred Chalenor ตัวตา Bill Rieflin นั้นจริงๆ เป็นมือกลองแต่วันนี้เล่นคีย์บอร์ดซึ่งก็ไม่วายมีเครื่องซึ่งผมไม่รู้เรียกว่าอะไรเวลากดแล้วเป็นเสียง percussion ได้ ส่วนตัวดนตรีนั้นไม่ใช่โปรเกรสสีพแล้วแต่เป็น avant-garde/experimental music แบบเต็มขั้นสุดๆเลยสิโรบินนั่นคือไม่มีท่วงทำนองใดๆ ทั้งสิ่น แต่ละคนแจมกันไปเรื่อยๆ แบบฟังไม่ออกเลยว่าใครเล่นอะไร ทาง Matt Chamberlain ซึ่งเล่นกลองนั้นก็มีการงัดเอาเครื่องเคาะจังหวะหลากชนิดมาเล่นด้วยอาทิเช่น Maracas, ฆ้องไทย, ฆ้องจีน แถมยังมีการเล่นแปลกๆ อีกด้วยอย่างเช่นใช้ด้ามไม้กลองขูดกับฉาบเป็นต้น ดูๆ ไปก็คล้ายวงฟองน้ำเวลาเล่นคอนเสิร์ตเหมือนกัน ลองไปฟังคลิปในเว๊ปของทางวงดูได้ว่ามันเป็นยังไง ถ้ายังนึกไม่ออกก็ประมาณกลางๆ เพลง Echo ของ Pink Floyd หรือท้ายเพลง Moonchild ของ King Crimson นั่นหล่ะครับแต่เล่นกันยาวเป็นสิบๆนาทีไปเลย หลังจากเล่นติตต่อกันไปประมาณสี่สิบนาทีก็ได้เวลาพักครี่งแบบมีนๆ เล็กน้อย พักครี่งประมาณ 15 นาที ระหว่างนั้นก็เลยไปสอย CD ของวงมาแผ่นนึงก็ได้เวลามึนกันต่อ แต่ครึ่งหลังนี้เครื่องดนตรีมาเล่นเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น พระเอกเลยคือ double bass ซึ่งมีการโซโล่เป็นระยะ ช่วงครึ่งหลังนี้ยังมีการโซโล่กีต้าร์ของ Robert Fripp อีกด้วยซึ่งแกก็เล่นโดยเปลี่ยนเสียงกีต้าร์ให้เป็นเสียงเปียโนมั่ง ไวโอลินหรือเชลโลมั่ง จนตอนจบดนตรีก็ดังขึ้นๆเรื่อยๆจนถึงขึดสุด หลังเล่นจบตา Bill Rieflin ก็ได้โอกาสแนะนำคนเล่นพร้อมกับกล่าวขอบคุณคนดู หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายเดินหายไปเลยโดยไม่มีอังกอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนดูก็หันไปดริ๊งกันต่อเฉยเลยปล่อยให้ผมนั่งมีนๆอยู่ตรงนั้นอีกครู่ใหญ่ถึงค่อยออกไปนั่นรถเมล์กลับบ้าน คอนเสิร์ตคืนนี้เล่นกันสั้นมากครับคือประมาณแค่ชั่วโมงเศษๆไม่รวมพักครึ่ง โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่เพราะฟังไม่รู้เรื่อง พูดตามตรงว่างานนี้ผมมาเพราะชื่อ Robert Fripp ล้วนๆ แต่ก็ค่อนข้างผิดหวังเพราะฟังแทบไม่ออกเลยว่าเสียงไหนเป็นเสียงที่แกเล่น เพลงประมาณนี้ผมว่าฟังแบบโปรเกรสสีพแบบตั้งใจฟังเครื่องดนตรีทุกเครื่องนั้นไม่ค่อยเวอร์คเท่าไหร่ ต้องปล่อยใจลอยๆเคล้าแอลกอฮอล์เล็กน้อยถึงจะได้บรรยากาศ แต่ก็ดีถือเป็นประสบการณ์การฟังเพลง (แปลกๆ) ของผมอีกบทนึง




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2549 12:26:42 น.
Counter : 256 Pageviews.  

Jon Anderson Tour of the Universe, Seattle March 27, 2006

Jon Anderson Official Site //www.jonanderson.com



Concert ticket...$45
Parking fee...$6
Concert T-shirt...$20
Concert DVD...$25
A chance to chat with your hero...priceless



และแล้วก็ถึงคราวของบุรุษผู้มีเสียงเพราะที่สุดในโลกผู้นี้แวะเวียนมาเปิดคอนเสิร์ตที่ Seattle ซึ่งเป็นอะไรที่พลาดไม่ได้สำหรับผมเนื่องจากลุง Jon Anderson เป็นหนึ่งในนักร้องที่ผมชอบที่สุด (อีกคนก็ Peter Gabriel)จริงแล้วๆปีที่เแล้วเคยมีอภิมหาเมกะทัวร์โปรเจคต์ที่จะเริ่มที่
Seattle ในเดือนสิงหาที่เรียกว่า The More Drama Tour ซึ่งเป็นการทัวร์ร่วมกันของวงสองวงกับอีกหนึ่งคนนั้นคือวง The Syn วงเก่าของ Chris Squire, White วงเฉพาะกิจของ Alan White ซึ่งมี Geoff Downes ร่วมเล่นคีย์บอร์ดอยู่ด้วย และ Steve Howe โซโล่โชว์ ซึ่งนอกจากจะต่างคนต่างเล่นแล้ว ช่วงอังกอร์ทั้งสี่คนจะเล่นเพลงของ Yes ยุค Drama อีกด้วย งานนี้ผมตั้งหน้าตั้งรอคอยมากแต่แล้วทัวร์นี้ก็มีอันต้องยกเลิกไปเนื่องจากเหตุการณ์บึ้มที่ลอนดอนก็เลยแห้วไปตามระเบียบ รอบนี้ลุง Jon มาเปิดคอนเสิร์ตคนเดียวเลยต้องไปดูให้ได้ งานนี้ค่าตั๋วคนละ $45 เล่นที่ Benaroya Hall ซึ่งเป็นบ้านของ Seattle Symphony Orchestra ซึ่งปกติผมมาดูเป็นประจำอยู่แล้ว (เนื่องจากใช้บัตรนักเรียนซื้อตั๋วได้ใบละ $10) ซึ่งงานนี้ลุง Jon จะเล่นที่ llsley Ball Nordstrom Recital Hall ที่เป็น Hall เล็กขนาด 540 ที่นั่งสำหรับเล่นแชมเบอร์มิวสิคซึ่งผมก็ไม่เคยเข้าไปเหมือนกัน คอนเสิร์ตเริ่มประมาณสองทุ่ม แต่เป็นแบบ general admission ก็คือนั่งตรงไหนก็ได้ มาก่อนได้ก่อน เลยต้องรีบมาเร็วหน่อยจะได้นั่งหน้าๆ ผมมาถึงที่ hall ก่อนหนึ่งทุ่มก็มีคนมาเข้าแถวรอประตูเปิดอยู่ยาวเหยียดซะแล้วแถมมีตั๋วขายหน้างานซะด้วย ระหว่างรอก็เลยสังเกตคนที่มารอคิวเป็นคนวัยกลางคนอายุประมาณ 40-60 ซะเยอะไม่ค่อยมีเด็กหรือวัยรุ่นเท่าไหร่ที่มีก็พ่อแม่พามา เหลือบไปมองโต๊ะขายของก็ไม่ค่อยมีของขายเท่าไหร่มีแต่เสื้อยืดกับดีวีดีคอนเสิร์ตของแก ตอนที่รอสังเกตเห็นสุภาพสตรีมีอายุคนหนึ่งท่าทางสง่า เดินคุยอยู่กับคนดู ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นสักพักก็ได้ยินคนดูกระซิกระซาบกันว่า นั่น Alan White มา ผมก็เลยเห็น Alan White เดินมาจับมือกับคุณป้าท่านนั้น แล้วก็คุยกับคนดูอยู่หน้าผมพอดี ที่แท้ก็แฟนแกนี่เองมิน่า สำหรับคนที่ไม่รู้นะครับ ลุง Alan แกแต่งงานกับภรรยาชาวอเมริกันแล้วมาลงหลักปักฐานอยู่ที่ Seattle ได้หลายปีแล้ว งานนี้แกเลยเป็นเจ้าบ้านมาให้กำลังใจเกลอเก่าที่ย่องมาเปิดคอนเสิร์ตทั้งที ยืนรอจนประตูเปิดก็ยังเห็นคนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าลุง Jon แกกะให้เป็นคอนเสิร์ตเล็กๆ หรือขายตั๋วไม่ออกกันแน่ ## คำเตือน## เนื่องจากคอนเสิร์ตนี้เป็นอะไรที่ผมประทับใจมาก ผมเลยพยายามจะเขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจำได้เพื่อบันทึกความประทับใจไว้อ่านเอง และก็หวังว่าจะทำให้คนอ่านประทับใจไปด้วยเหมือนกับได้ไปฟังเอง ก็งานนี้อาจจะยาวซักหน่อยนะครับ ##


หลังจากเข้าไปจองที่ได้ที่นั่งตรงกลางแถวที่สี่ประจันหน้ากับเวทีพอดี มองไปรอบๆเห็นคนเข้ามานั่งประมาณค่อนโรงได้ กะๆ เอาน่าจะประมาณ 200-300 คน บนเวทีมีจอสำหรับฉาย visualization อยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยตราที่ลุงจอนออกแบบเองจากอัลบั้ม Olias of Sunhillow ทางเครื่องดนตรีผมเห็นกีต้าร์คลาสสิคสองตัว คีย์บอร์ดยามาฮ่าหนึ่งตัว และกีด้าร์ Martin Backpacker อีกสองตัว ซึ่งทั้งสองตัวผมเดาว่าเป็น custom made เพราะที่ sound hole มีตรา Olias ฉลุอยู่ แถมหัวกีต้าร์ยังงอนเป็นก้นหอยเหมือนหัวไวโอลินอีกด้วย เท่าที่เห็นในรูปจาก web site บางครั้งแกจะเล่นฮาร์ปด้วยแต่วันนี้ไม่เห็นฮาร์ปบนเวทีสงสัยวันนี้แกจะไม่เล่น นอกจากนั้นแล้วก็มี teleprompter อีกเครื่องสำหรับโชว์เนื้อเพลงเผื่อแกลืม จนประมาณสองทุ่มพอดีคนดูเริ่มตบมือเรียก ลุง Jon ก็เลยเดินถือขวดน้ำออกมา ท่าทางรีแลกซ์มาก วันนี้แกแต่งตัวสบายๆ เสื้อยืดแขนยาว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ แตกแต่งจากที่เคยเห็นแกใส่ชุดประหลาดๆ เชยๆ ที่เห็นเป็นประจำในคอนเสิร์ตดีวีดีของ Yes งานนี้แกมา one man show ครับ ไม่มีวงแบ็คอัพใดๆทั้งสิ้นเล่นเองร้องเองคนเดียวนี่แหละ set list ที่เล่นวันนี้ก็มีดังนี้

- Harmony หลังจากโบกมือทำท่าทางฮาๆ ทักทายกับคนดูแล้วแกก็สะพายกีต้าร์มาร์ตินขึ้นมาร้องเพลงแรกเลยชื่อเพลง Harmony เริ่มด้วย effect เป็นสียงนกร้อง แล้วก็ค่อยดีดกีต้าร์พร้อมเหยียบ pedal ที่พื้นคล้ายๆ กับที่เห็นในดีวีดีคอนเสิร์ตของลุง David Gilmour สร้างเสียง syn เป็นแบ็คอัพบรรยากาศแบบนิวเอจเต็มขั้น พอได้ยินเสียงแกร้องครั้งแรกก็ตะลึงทันทีเพราะเสียงแกเพราะมากๆ ฟังสดๆใกล้ๆนี่เพราะกว่าในซีดีซะอีก แถมตอนนี้แกอายุ 62 แล้ว แต่เสียงนี่ไม่มีตก ยังเพราะคงเส้นคงวาจริงๆ เวลาร้องแกจะยืนเล่นกีต้าร์หลับตาร้องดูได้อารมณ์มากๆ ส่วนจอด้านหลังก็ฉาย visualization เป็นภาพธรรมชาติบ้างภาพ CG บ้าง (projector อยู่ด้านหลังก็เลยไม่เห็นเงาลุงแก) หลังจากนั้นแกก็เล่น

- Long distance runaround เล่นเอาคนดูตบมือกันใหญ่ ถึงตอนนี้แกยังไม่ได้เริ่มพูดกับคนดูเลยครับ แกก็ต่อด้วย

- Father Sky/Standing Still ซึ่งเป็นเพลงต่อเนื่องกัน จอด้านหลังก็ฉายเป็นภาพจักรวาลดูแล้วอินไปกับจินตนาการสมกับเป็น tour of the universe จริงๆ จากนั้นเแกก็เล่น

- Yours Is No Disgrace ต่อ เพลงนี้แกเปลี่ยนคอร์ดใหม่หมดเลย ฟังๆ ดูยังสงสังเลยว่ามันเพลงเดียวกันรึเปล่าเนี่ย แต่ก็ทำให้ฟังดูแปลกใหม่ไม่จำเจดี จบแล้วถึงเวลาทักทายคนดูแล้วแกก็แนะนำเครื่องดนตรีของแก กีต้าร์มาร์ตินที่เห็นถูกดัดแปลงเป็น MIDI guitar นั่นคือสามารถทำให้แกเล่น synthesizer ได้จากกีต้าร์โดยตรง ส่วน pedal จำนวน 4-5 อันที่พื้น เวลาเหยียบจะทำให้เล่นเสียง back up ได้ อย่างเช่นแกบอกว่าอยากได้เสียงฟลุต หรือเสียงสตริง พอเหยียบปุ๊บก็มีเสียงฟลุตออกมา พอเหยียบอีกอันก็เป็นเสียงสตริง ซึ่งโดยมาก pre-record มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสียง purcussion หรือ chorus ที่แกโปรแกรมไว้แล้วว่าเหยียบแล้วจะได้เสียงอะไรออกมา ซึ่งจริงๆ ผมเดาๆ เอาว่ามันก็คล้ายคาราโอเกะนั้นแหละครับเพียงแต่แกเล่นกีต้าร์เองแล้วต้องคอยเหยียบเลือกเองได้ว่าจะเอา track ไหน back up ตรงไหนก่อนหลัง ดูๆ ไปแล้วก็เหมาะกับการเดี่ยวไมโครโฟนของแกดี


- Richard จากนั้นแกก็เริ่มเล่าเรื่องว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งแกอยู่ปารีสแล้วพยายามจะแต่งเพลงสำหรับ Yes แกก็แต่งคอร์ดออกมาชุดนึงซึ่งให้สำเนียงแบบดนตรีในยุค Medival ตอนแต่งแกนึกถึงพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ (Richard Lionheart) แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เป็นเพลงออกมา ถึงตอนนี้แกก็บอกคนดูว่าลุง Alan ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ไปนั่งอยู่ไหนแล้ว คนดูเลยช่วยกันตะโกนบอกว่านั่งอยู่ข้างหลังนู่น "ไม่แฟร์นีหว่า ทำไมไม่นั่งข้างหน้านี่" ลุง Jon แซวเล็กน้อย แต่ในที่สุดแกก็แต่งได้เป็นเพลงออกมาซึ่งจะเล่นให้ฟังซะเลยชื่อเพลง Richard ก็ฟังดูโบราณๆ ดีจริงๆนั่นแหละครับ

- You Lift Me Up พอจบแล้วก่อนเล่นเพลงต่อไปแกก็เล่าเรื่องอีกแล้ว ดีๆ ยิ่งชอบฟังแกเล่าอยู่ (ซึ่งจากนี้ต่อไปแกจะเล่าเรื่องให้ฟังก่อนเล่นเกือบทุกเพลง) เริ่มจากแกเคยไป Jamica อยู่ครั้งนึงซึ่งแกก็จำไม่ได้ว่าแกไปทำอะไรจำได้แต่ทะเลสวยมาก พอกลับมาก็เริ่มฝันเห็นชายหาดมีต้นมะพร้าว และก็มีสับปะรดกำลังเล่นกีต้าร์อยู่บนชายหาด ซึ่งไอ้เจ้าสับปะรดนี่ก็บอกลุง Jon ซ้ำๆ ว่า "Jon, write a reggae song, Jon" โอเคแต่งก็แต่ง ให้ทำไงก็ได้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็นไอ้ตัวนี้ในฝันอีก ก็เลยได้เพลงเร็กเก้ออกมาเพลงนึงซึ่งแกก็เล่นให้ฟังเลยชื่อเพลง You Lift Me Up (ตอนแรกเห็นชื่อเพลงจาก set list นึกว่าแกจะเอา Lift Me Up ของ Travor Rabin มาร้องซะแล้ว) จอด้านหลังก็ฉาย MV จ๊าบมาก ใครอยากดูคลิป MV ตัวนี้ไปดูได้ที่นี่ครับ

- I'll Find My Way Home ลุง Jon ก็เล่าเรื่องให้ฟังตอนแกเจอกับ Vangelis ครั้งแรก ซึ่งตอนแรกแกเป็นคนแรกที่สนใจจะร่วมงานกับ Vangelis ก็เลยโทรไปหาและนัดไปเจอกันที่อพาร์ตเมนต์ของ Vangelis ในปารีส ลุง Jon ก็ไปเคาะประตู พอประตูเปิดก็เจอ Vanglis ตัวเบ้อเริ่มเลยแถมสะพายธนูออกมาอีก แล้วก็พาลุง Jon เข้ามาในอพาร์ตเมนต์ ลุง Jon ก็เห็นเป้าธนูอยู่สุดปลายทางเดิน Vangelis ก็เลยชักธนูออกมายิงให้ดู แต่ปรากฏว่าลูกธนูไม่ได้เข้าใกล้เป้าเลยแต่ไปเฉียดหัวพ่อแกที่นั่งดูทีวีอยู่ มุขนี้เล่นเอาคนดูฮาตรีม ลุง Jon เลยบอกว่าเพลงที่จะเล่นให้ฟังต่อไปนี้มาจากอัลบั้มชุดที่สองของ Jon & Vangelis ที่ชื่อว่า Friends of Mr. Cairo ซึ่งขายไม่ออก คนดูเลยบอกกันใหญ่เลยว่าไม่จริงๆ แต่ลุง Jon ก็ย้ำว่านี่น่ะเรื่องจริงเลย มันขายไม่ออก เล่นเอาต้นสังกัดขาดทุนไปเลย จากนั้นก็เล่นเพลงนี้ให้ฟังครับ I'll Find My Way Home

-This is (The Buddha Song) เพลงนี้ลุง Jon เล่าว่าแกมีโอกาสได้ไปสอนเด็กวัยทีนในโรงเรียน (น่าจะแถวๆ บ้านแกในอเมริกา) ก็เลยแต่งเพลงนี้ให้เด็กๆร้อง คอนเส็ปต์ของเพลงนี้ก็คือจริงๆ แล้วศาสนาทุกศาสนาในโลกก็คือศาสนาเดียวกันนั่นแหละ แต่คนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นกัน เพลงนี้มีชื่อว่า The Buddha Song ผมชอบตรงท่อนสร้อยของเพลงนี้มากเลยที่ว่า "I want to thank you the Buddha for being my teacher. I want to thank you Jesus for bringing this love. I want to thank Muhammed for being my prophet. And singing of Krishna from heaven above." เพลงจบลงตอนนี่ visualization ข้างหลังเป็นรูปเงาพระพุทธเจ้าพอดี

- Piano Songs: Set Sail/Close to the edge (excerpt)/Marry Me Again?/Who Could Imagine/The Revealing Science of God (excerpt) ถึงช่วงนี้แกก็วางกีต้าร์มานั่งที่คีย์บอร์ดยามาฮ่าแทนพร้อมกับกดคีย์วอร์มอัพนิดหน่อย คนดูเลยตะโกนแซว "Hey, you've been practicing." แกก็เลยได้โอกาสยิงมุขโดยการกดให้คีย์บอร์ดเล่นของมันเองประมาณพวกเพลงเปียโนโซนาต้าสุดพริ้วแล้วแกทำเป็นเล่นเปียในอยู่กลางอากาศพร้อมทั้งโยกหัวอย่างได้อารมณ์ เล่นเอาคนดูฮาแตก เสร็จแล้วแกก็เล่าให้ฟังว่าช่วงคริสต์มาสปี 2002 แกปีนขึ้นไปประดับไฟบนหลังคาบ้านเพื่อที่จะเซอร์ไพรส์ภรรยา ก็เลยได้เซอร์ไพรส์จริงๆเพราะปรากฏว่าแกตกบันไดลงมาหลังหัก ช่วงที่แกพักอยู่บ้างเฉยๆไม่ได้ทำอะไรก็เลยใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นเปียโนแล้วก็ร้องเพลงซึ่งแกไม่เคยทำมาก่อน ฟังๆ ดูก็ดีเหมือนกันแฮะ ลุง Jon เลยโชว์เดี่ยวเปียโนกับร้องเพลงไปด้วย โดยร้องเพลงชุดติดต่อกันเริ่มจากเพลงใหม่ Set Sail ต่อด้วยบางท่อนจาก Close to the Edge ปกติเคยได้ยินกิติศัพท์การชอบลืมเนื้อเพลงของลุง Jon มาบ้างแล้ว มาเจอกะตัวจริงๆ ก็คราวนี้แหละซึ่งลุง Jon แกลืมเนื้อเพลงจนคนดูช่วยร้องแทนให้ส่วนแกก็ทำท่ากุมหัวประมาณว่าอีกแล้วหรือฟะอะไรทำนองนี้ เพลงต่อไปนี่ผมชอบมากเลยแต่ไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไรเหมือนกันร้องประมาณว่า Will you marry me again? ซึ่งซึ้งมากเล่นเอาผมน้ำตาคลอไปเลยทีเดียว เสร็จแล้วต่อด้วยเพลงใหม่อีกเพลง Who Could Imagine แล้วจบด้วย The Revealing Science of God ฉบับย่อ รวมๆ แล้วลุง Jon แกเล่นเปียโนใช้ได้เลยครับ ออกแนวแจ๊สนิดหน่อย หลับตาเล่นไปร้องไปดูได้อารมณ์มากๆ แต่ให้ตายสิ ไอ้เพลงที่มีเนื้อร้องยาวๆ แล้วร้องติดกันเป็นพืดเหมือนท่องบ่นแต่มันเพราะอย่างประหลาดเนี่ย น่าจะเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของลุงแกจริงๆ


- Show me จากนั้นแกก็ลุกมาหยิบกีต้าร์คลาสสิคมาเล่นเพลง Show me ซึ่งก็เป็นเพลงใหม่อีกเพลง

- Nous Sommes du Soleil จาก Ritual เพราะจริงๆ

- Owner of the Lonely Heart เริ่มจากลุง Jon เล่าเรื่องตอนแกจะไป solo tour ที่ Istanbul ในตุรกี ไม่แต่ใจว่าเป็น stage manager ทางตุรกีหรืออะไรประมาณนี้แหละโทรมาหาลุง Jon เท่าที่ฟังเอาคร่าวๆน่าจะประมาณนี้นะครับ












manager:Hello, Jon. Welcome to Istanbul. We're so happy to have you here bla..bla..bla.
ลุง Jon:O..K.
manager:Does the band come with you?
ลุง Jon:No.
manager:(ตะลึงไปพักนึง) Then who are in the band.
ลุง Jon:No, I'm going alone.
manager:(อี้งไปอีกพักนึง) Then are you gonna play your hits.
ลุง Jon:(คิดในใจ ตูมีเพลงฮิตกี่เพลงกันเชียวฟะ) So, what do you want me to play?
manager:Owner of the lonely heart.
ลุง Jon:I'm afraid not.
manager:O...ok. (เสียงอ่อยๆ แล้วก็วางหูไปเลย)

ตอนหลังแกก็มานั่งนึก เอ๊ะตูก็ช่วยแต่งเพลงนี้นี่หว่า ทำไมจะร้องไม่ได้วะ แล้วแกก็เลยเล่นให้พวกเราฟัง แค่เล่นคอร์ดสุดฮิตช่วงเริ่มเพลงก็เรียกเสียงเฮจากคนดูได้ดังสนั่นแล้ว

- Wonderous Stories นี่ก็เพราะสุดๆ ไปเลยเหมือนกัน

- White Buffalo ลุง Jon เล่าว่าตอนนี้แกมีลงหลักปักฐานที่อเมริกาได้หลายปีแล้ว แต่มีการพูดถึงอินเดียนแดงในแบบเรียนน้อยมากทั้งๆที่ที่นี่เคยเป็นแผ่นดินของอินเดียนแดงมาก่อน ส่วนตัวแล้วแกชื่นชม Chief Seattle (หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่เป็นที่มาของชื่อเมือง Seattle) ที่กล่าวสุทรพจน์
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติไว้ แกก็เลยเล่นเพลงที่เกี่ยวกับ Native American เพลงหนึ่งที่ชื่อ White Buffalo พอเล่นจบคนดูก็ตะโกนออกว่าอยากฟัง Turn of the Century ลุง Jon เลยบอกว่ารอก่อน เดี๋ยวได้ฟังแน่

- State of Independence เปลี่ยนกลับมาเล่น MIDI guitar อีกรอบ ลุง Jon ก็เล่าเรื่องที่ไปสอนเด็กที่โรงเรียนเดิมอีกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งแกถามเด็กว่า "Do you know why we live?" มีเด็กผู้หญิงคนนึงยกมือตอบ "To find God." "Yes, exactly. We live to find our creator." แกมีเพลงเหมาะกับธีมนี้มาเล่นให้ฟังนั่นก็คือ State of Independence จากอัลบั้ม Friends of Mr. Cairo ของ Jon & Vangelis อีกแล้ว จอด้านหลังก็ฉาย MV ใครอยากดูคลิป MV ตัวนี้ไปดูได้ที่นี่เช่นกันครับ

- Turn of the Century เพลงตามคำขอครับ เพลงนี้เล่นเปลี่ยนคอร์ดใหม่ทั้งเพลงอีกแล้ว ฟังดูหยั่งกะคนละเพลงไปเลยแต่ก็ยังเพราะเหมือนเดิม

- Children of Light จากอัลบั้ม Keys to Ascension II เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า Distant Thunder

- เพลงสุดฮิตครับ And You And I

- แล้วจบปิดท้ายด้วย Soon ซึ่งก็เพราะมากจริงๆ

หลังจากปล่อยให้คนดูตบมือไปซักพัก ลุง Jon ก็เลยออกมาอังกอร์ด้วย Your Move ซึ่งตอนคอรัสลุงแกก็ให้คนดูช่วยร้องให้ส่วนแกก็ร้องแถมประโยค Give peace a change ของ John Lennon เข้าไปด้วย เสร็จแล้วจบจริงๆ แบบซึ้งๆ ด้วยเพลง O're ซึ่งแกร้องแบบ acappella ไม่มีดนตรีประกอบ

"O're the green mountains
And o're the green valleys
I've walk through the country and felt me an age
People so strong needing peace for so long
The homelands lie broken
So the refugee walks such a long lonely road
The weak will die off, make the young people old
To redeem a whole country for selling its soul
To the bastions of war
O're the green mountains
And o're the green valleys
I've walk through the country and felt me an age
People so strong needing peace for so long
The homelands of Ireland"



ตอนจบผมก็เลยถือโอกาสเดินลงไปดูเครื่องดนตรีที่วางอยู่บนเวที ดูๆอยู่ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยื่นขนนกให้ลุงคนเช็คกีต้าร์บอกว่าฝากให้ลุง Jon ด้วย ลุงคนนั้นเลยบอกว่าทำไมไม่ไปให้เองล่ะ ลุง Jon จะอยู่แจกลายเซ็นหน้างาน เอาจริงดิไม่รู้มาก่อนไม่งั้นจะขนซีดีที่บ้านมาให้แกเซ็น ก็เลยต้องไปซื้อดีวีดีหน้างานราคา $25 มาให้แกเซ็น ราคานี้แพงกว่าในท้องตลาดเกือบเท่าตัวแต่ทำไงได้ ยืนรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เห็นลุง Alan White เดินควงกับภรรยาโบกไม้โบกมือให้คนดูก่อนที่จะเดินออกไป หลังจากนั้นไม่นานลุง Jon ก็เดินออกมา ลุงแกตัวเล็กมากกว่าที่คิด ผมว่าผมตัวเตี้ยแล้วลุงแกยังตัวเตี้ยกว่าผม กะว่าสูงประมาณ 165 cm ได้ ตอนยื่นดีวีดีให้แกเซ็น ผมก็ถามแกว่า ยูเคยไปเมืองไทยกับคิทาโร่เมื่อสิบสามปีที่แล้วจำได้หรือเปล่า ไอก็ไปดูมานะ แกก็ตอบว่า จำได้ จำได้สิ "It's amazing to be there" แล้วแกทำท่าคิดซักพักแล้วก็พูด "ขอบคุณครับ" ภาษาไทยออกมา เลยขอถ่ายรูปด้วยซะเลย


โดยสรุปแล้วคอนเสิร์ตครั้งนี้สุดยอดประทับใจมากครับ ให้ตายสิผมโค..ต..รจะชอบคอนเสิร์ตเล็กๆ แบบนี้จริงๆ มันใกล้ชิดและเป็นกันเองหยั่งแกมาเล่นให้ฟังที่บ้านยังไงยังงั้นเลย เล่นไปคุยไป คนดูแซวขี้นไปแกก็ยิงมุขกลับลงมา เวลาแกเล่นผิดหรือลืมเนื้อร้อง คนดูก็ฮากันหรือช่วยกันร้องแทนดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้ว่าราคา $45 กับ production ขนาดนี้จะแพงไปหน่อยแต่มันก็เป็นคอนเสิร์ตที่ผมชอบมากที่สุดไปแล้ว กลับมาแล้วยังรู้สึกอิ่มเอมใจไปหลายวัน So long, Jon. Come back soon!





 

Create Date : 02 เมษายน 2549    
Last Update : 22 เมษายน 2549 8:19:09 น.
Counter : 228 Pageviews.  

Australian Pink Floyd Show North America 2005 Tour: Seattle, November 14, 2005

จริงๆ แล้ว Australian Pink Floyd Show เคยมาเล่นที่ Seattle หยกๆ เมื่อประมาณปลายปีที่ผ่านมาหรือประมาณต้นปีนี้นี่แหละ ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรเพราะไม่ได้นึกว่ามันเป็นวงดนตรี เหมือนจะเป็นโชว์อะไรซักอย่างคล้ายๆ ที่ Las Vegas จนเมื่อช่อง PBS ซึ่งเป็นช่องสารคดีเอาดีวีดีคอนเสิร์ต ของวงมาฉายให้ดูเลยถึงบ้างอ้อว่าเป็นวงโคลนนี่เอง (ชื่อทางการเรียก Tribute band) ดูจากทีวีนี่เล่นเหมือน Pink Floyd มากๆ แทบจะโน้ตต่อโน้ตทีเดียว ส่วนแสงสีเสียงนี่ก็โคลนมาเหมือนกันเด๊ะๆ เพียงแต่ย่อส่วนมาแค่นั้น พอได้ข่าวว่า APFS จะมาเล่นที่ Seattle อีกก็สองจิตสองใจไปดูหรือไม่ไปดูดี พอดีเพื่อนคนอินเดียที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ Pink Floyd มาชวนไปดู ก็เลยตัดสินใจไปดู เอาก็เอา_ะ ถ้าคิดจะรอดู Pink Floyd จริงๆ คงต้องรอชาติหน้า ชาตินี้ขอไปดูของก๊อปก็ยังดี Australian Pink Floyd Show ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากแดนจิงโจ้ แต่หลังๆ มาปักหลักที่อังกฤษแทน วงนี้ก็ใช้ mascot เป็นรูปจิงโจ้สีชมพู (แทนที่จะเป็นหมู) น่ารักมากแบบกวนๆ ช่วงนี้กำลังดังมากเนื่องจาก PF reunion ใน Live 8 บวกกับฝีมือเข้าขั้นกับโชว์แบบอลังการงานสร้างสไตล์ Pink Floyd ทำให้แฟนๆ PF แก้คิดถึงได้ชงัดนัก ส่วนแฟนเพลงรุ่นใหม่ๆ ที่คาดว่าจะไม่ได้มีโอกาสดู PF ตัวจริงแล้ว(แบบผม) ก็อยากมาดูเผื่อจะได้บรรกาศแบบ PF จริงๆมั่ง APFS นั้นน่าจะเป็นวงโคลนที่ดังทีสุดแล้ว มีการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต-ทำดีวีดีขายแบบเป็นเรื่องเป็นราว ทางวงนั้นประกอบด้วย Steve Mac (guitar, acoustic guitar, pedal steel, lead vocal), Damian Antony Darlington (guitar, lead vocal), Colin Wilson (bass, lead vocal), Jason Sawford (keyboard) และ Paul Bonney (drum) ปกติ Steve กับ Damian จะผลัดกันร้องผลัดกันโซโล่ใน part ของลุงเดฟ ส่วน Colin นั้นรับบทเป็น Roger จะเห็นว่าต้องใช้คนถึงสองคนถึงจะเป็นลุงเดฟได้คนเดียว สงสัยลุงเดฟจะตัวใหญ่ไป (อิ อิ) ลุงเดฟตัวจริงท่าทางจะชอบ APFS อยู่ไม่น้อยเหมือนกันเพราะเคยตีตั๋วมาดูอยู่หลายครั้ง แกยังเคยเชิญ APFS ไปเล่นในงานวันเกิดครบรอบ 50 ปีของแกซึ่งในงานทางวงได้มีโอกาสร่วมแจมกับ Richard Wright อีกด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับวงตามไปดูได้ที่ //www.aussiefloyd.com/


รอบนี้มาเล่นที่ McCaw Hall ที่เป็นโรงโอเปร่าอีกแล้วครับ ค่าตั๋ว $35 บวกค่าธรรมเนียมที่โดน ticketmaster ไถไปอีกก็ตก $45 เป็นตั๋วราคาถูกสุด (อีกแล้ว) ก็เลยได้ที่นั่งหลังสุดตามระเบียบ ขณะนั่งรอแฟนๆ ก็ทยอยกันเข้ามาจนเต็มโรง มีตั้งแต่วัยรุ่นยันวัยร่วง เรียกว่า PF นี่มีแฟนทุกวัยจริงๆ (ต่างจากวงโปรเกรสสีพรุ่นเก่าอื่นๆ ที่มักจะมีแต่แฟนเพลงรุ่นเดอะ) มองไปบนเวทีก็เห็นจอวงกลมพร้อมไฟจำนวนมากเลยเดาได้ว่าแสงสีต้องเริ่ดอลังการแน่ๆ หลังจากช้าไปประมาณสิบนาทีเวทีก็เริ่มมืดลงพร้อมกับเสียงหัวใจเต้นดังขึ้นมาเป็นจังหวะพร้อมกับเสียง sound effect จาก Speak to Me คนก็เฮกันซิครับงานนี้ จริงๆ แล้วก็รู้มาก่อนหน้าเหมือนกันว่าทางวงจะเล่น Dark Side of the Moon ยกอัลบั้ม บนจอวงกลมบนเวทีก็เริ่มฉายภาพเริ่มจากโลโก้ dark side ของทางวงก่อนจากนั้นกล้องค่อยแพนออกให้เห็นเป็นภาพอวกาศก่อนที่จะเห็นว่าทั้งหมดนั้นอยู่ในดวงตาดวงหนึ่งเท่านั้น จินตนาการบรรเจิดจริงๆ ต่อจากนั้นก็ยังฉายหนังต่อพร้อมกับ sound effect ก็ราวๆ 2-3 นาทีถึงค่อยขึ้น Breath in the Air โดยที่ Steve สไลด์กีต้าร์ส่วน Damian ก็เล่นรีธึมไป ส่วนตอนร้องนั้น Steve กับ Damian ช่วยกันร้อง แล้วตามด้วย On the Run ซึ่งปกติเป็นเสียงจากซินธ์แต่บนเวทีวันนี้ Paul ตีกลองใส่บีทจริง ๆ ถ้าใครเคยดูวีดีโอคอนเสิร์ท Pulse ตอนที่เล่น On the Run จะฉายหนังเป็นรูปชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงที่วิ่งไปตามรันเวย์จนบินขึ้นไปในที่สุด คืนนี้ทางวงฉายหนังเป็น CG animation เป็นตัวจิงโจ้สีชมพูนอนอยู่บนเตียงเคลื่อนที่แทน กวนจริงๆ หลังจากเสียงดนตรีทยานขี้นไปสุดขีดแล้วอินโทรของ Time ก็เริ่มขึ้น คราวนี้มีนักร้องคอรัสสาวอีกสองคนมายืนส่ายอยู่บนเวทียังกะ PF จริงๆ จากนั้นตามด้วย Great Gig in the Sky แต่ตอนต้นเพลงที่มีเสียงพูดว่า "I'm not afraid of dying" นั้นไม่ใช้เทปแต่ Damian พูดเองใส่ไมค์สดๆ เลย จากนั้นนักร้องสาวผิวดำหนึ่งในคอรัสก็โชว์พลังเสียงกระจาย ต่อติดๆ ด้วย Money ซึ่งได้ Mike Kidson ที่เพิ่งไปเล่นคอนเสิร์ต Dark Side of the Moon กับ Dream Theater มา มาเป่า sax ส่วนตอนโซโล่กีต้าร์นั้น Steve กับ Damian โซโล่พร้อมกันแบบกีต้าร์คู่ไปเลย, Us and Them ต่อด้วย Any Colour You Like ซึ่ง Jason มือคีย์บอร์ดถือโอกาสโซโล่ซะเลย เสร็จแล้วตามติดด้วย Brain Damage พอตอนขึ้นประโยค "The lunatic is on the grass..." จอภาพข้างหลังก็ขึ้นภาพผู้ประเทศต่างๆ ไล่ตั้งแต่ แธตเชอร์, เรแกน, บุชพ่อ, บุชลูก, คลินตัน, จอห์น แคร์รี่ ยัน ซัดดัม ประธานเหมา สตาลิน สลับกับภาพสงคราม ดีไม่มีรูปท่านผู้นำประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศเข้าไปด้วย จากนั้นก็จบครี่งแรกของโชว์อย่างอลังการสุดๆ กับ Eclipse


ครึ่งหลังทางวงบอกจะเล่นเพลงจากอัลบั้มต่างๆ คละกัน เริ่มกันต่อด้วยเพลงประจำวง PF นั่นคือ Shine On You Crazy Daimond Part I-V ตามด้วยเพลงใหม่หน่อยอย่าง Learning to Fly จาก A Momentary Lapse of Reason, The Fletcher Memorial Home จาก The Final Cut แล้วก็วกกลับเพลงเก่าเลยอย่าง Astronomy Domine ของ Syd ซึ่งฟังดูซาวด์ทันสมัยและเฮฟวี่ขึ้นเยอะ จากนั้นตามด้วย Pig (Three Different One) จาก Animal ซึ่งขณะเล่นก็มีบอลลูนรูปหมูขนาดยักษ์โผล่หัวออกมาจากเวทีด้านขวา เพลงนี้ Steve เล่นโซโล่โดยใช้ talkbox ซะเหมือน เสร็จแล้วก็ถึงตาเพลงสุดฮิต The Happiness Days of Our Lives/Another Brick in the Wall Part II ขึ้นต้นด้วยเสียงเฮลิคอปเตอร์พร้อมกับไฟจากสปอตไลท์สองดวงส่องเป็นลำไปมา พอจนมีเสียงคนตะโกนไฟทั้งสองดวงก็ฉายไปที่จุดๆ เดียวในหมู่คนดูคล้ายๆ แบบว่าเจอนักโทษหลบหนีแล้ว แล้วดนตรีก็ขึ้นทันที จอภาพข้างหลังฉายรูปตัวการ์ตูนที่เป็นตัวคุณครูของ Gerald Scarfe แต่ remake เป็น 3D CG animation แทน ช่วงโซโล่ Damian โซโล่ได้เกือบจะเหมือนอัลบั้มเป๊ะๆ เลย พอหมดลูกโซโล่ของลุงเดฟ Damian ก็ใส่โซโล่ไฟแลบของตัวเองเข้าไปตามด้วยคีย์บอร์ดโซโล่อีกนิดหน่อยก่อนจะจบเพลง เพลงต่อมาคือ Have a Cigar ซึ่งฉายภาพ CG animation เป็นตัวจิงโจ้สีชมพูใส่สูทแบบบนหน้าปก Wish You Were Here ยื่นซิการ์มาให้คนดู หน้าตากวนประสาทมาก จบเพลงด้วย sound effect แล้วต่อทันทีด้วย Wish You Were Here เหมือนในอัลบั้ม เพลงนี้ Damian ใช้กีต้าร์ไฟฟ้าตีคอร์ดแทนที่จะเป็นกีต้าร์สิบสองสายแบบในอัลบั้มนำให้เสียงต่างไปเล็กน้อย ต่อไปมันส์กันต่อกับ One of These Days โดยมี Steve โซโล่ pedal steel ตอนช่วงกลางๆ เพลงก็เห็นอะไรเป็นก้อนๆ อยู่ด้านหลังกลอง มองดีๆ ถึงรู้ว่าเป็นบอลลูนรูปตัวอะไรซักอย่างกำลังพองขี้น ตอนช่วงกลางเพลงทางวงเลยเล่นนานเป็นพิเศษเพื่อรอให้บอลลูนพอง ระหว่างรอ Colin ก็หันไปมองแล้วมองอีกประมาณว่าเมื่อไหร่จะเสร็จซะที_ะ พอบอลลูนพองเต็มที่ถึงค่อยปล่อยประโยค "One of these days, I'm going to cut you into little pieces" ออกมาพร้อมกับเผยโฉมไอ้ตัวข้างหลังเป็นไอ้เจ้าจิงโจ้สีชมพูตัวแสบนี่เอง ตอนนี้ทางวงเล่นอย่างเมามันเต็มที่โดยที่ไอ้เจ้าจิงโจ้ข้างหลังนั่นก็เริ่มเต้นตามจังหวะไปด้วย (ใช้คนเขย่าเอา) จนจบเพลงถึงค่อยเหี่ยวหายไปจากนั้นทางวงก็ปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วยเพลงมาตรฐานอย่าง Comfortably Numb ซึ่งตอนจบ Damian ก็โซโล่ซะกระจายแถมลูกโซโล่ของตัวเองนิดหน่อยเข้าไปด้วย หลังจากปล่อยให้คนดูตบมือเรียกซักพักทางวงก็เดินออกมาอังกอร์เริ่มจากเสียงคีย์บอร์ดทำเป็นเสียง accordion เล่นเพลง Outside the Wall แต่แล้วก็เสียงกลองก็กระหน่ำอย่างรุนแรงเล่นเอาตกใจ ที่แท้ก็ In the Flesh? นี่เอง เสร็จแล้วก็ปิดท้ายจริงๆ ด้วย Run Like Hell APFS นี่ตั้งหน้าตั้งตาเล่นอย่างเดียวเลย แทบไม่คุยกับคนดูเลย คอนเสิร์ตโดยรวมแล้ว APFS เนี่ยโคลน PF มาได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหลับตาฟังเผินๆ นี่เหมือน PF มาเองยังไงยังงั้น ที่ไม่เหมือนก็คงจะเป็นแค่เสียงร้องกับสำเนียงกีต้าร์ จริงๆ แล้ว Steve กับ Damian นั้นโซโล่ได้เหมือนลุงเดฟแทบทุกเม็ด จะต่างไปก็ตรงสำเนียงนี่แหละ อันนี้ไม่ว่ากันเพราะคงไม่มีในใครโลกนี้แล้วแหละที่สามารถโซโล่ได้เหมือนลุง David Gilmour เมื่อบวกกับ production สรุปแล้ว APFS เป็นโชว์ที่ประทับใจมากครับเรียกว่าเป็นวงโคลนคุณภาพจริงๆ คุ้มค่าตั๋วมากๆ





 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 31 ธันวาคม 2548 4:06:13 น.
Counter : 296 Pageviews.  

Jethro Tull USA and Canada 2005 Tour: Seattle, November 9, 2005

Jethro Tull ยุคปัจจุบัน: Jonathan Noyce, Andrew Giddings, Ian Anderson, Doane Perry, Martin Barre
Official Site //www.j-tull.com/


และแล้วก็ถึงตา Jethro Tull หรือขุนขลุ่ยพิฆาต (ยืมสำนวน Quiet Storm หน่อย) วงโปรเกรสสีพร็อครุ่นใหญ่อีกวงที่เรียงคิวกันมาเปิดคอนเสิร์ตใน Seattle และเช่นเดียวกับ The Moody Blues Jethro Tull เป็นวงรุ่นคลาสสิคอีกวงหนึ่งที่ยังสุดฟิตวิ่งรอกทัวร์คอนเสิร์ตไม่มีหยุดซึ่งถ้าไม่นับว่าเล่นแต่เพลงเก่าๆ แล้ว Tull เป็นวงที่เล่นคอนเสิร์ตได้เฉียบขาดมาก ส่วนใหญ่จะดีว่าในสตูดิโอเสียอีก Tull เป็นวงที่เล่น
ผสมผสานกันหลายแนวมากตั้งแต่ บลูส์, ร็อคแอนด์โรลล์, โปรเกรสสีพร็อค, อคุสติคร็อค, โฟล์ค, แจ๊ส ไปจนถึง classical music และ world music ซึ่งเอกลักษณ์ของวงก็คือเสียงฟลุตมหากาฬของลุง Ian Anderson หัวหน้าวง และเนื้อร้องที่ซับซ้อนต้องตีความกันอุตลุตซึ่งก็เป็นผลงานการแต่งของลุง Ian เหมือนกัน จริงๆ แล้วในความคิดของผมลุง Ian Anderson นี่นับได้ว่าเป็นอัจฉริยะในวงการดนตรีปัจจุบันจริงๆ เพราะนอกจากแกเป็นนักเป่าฟลุตที่น่าจะเก่งที่สุดในโลกในเวลานี้แล้ว แกยังเป็นนักเล่นอคุสติคกีต้าร์หาตัวจับยากอีกด้วย นี่ยังไม่นับว่าแกเป็นนักเขียนเพลงมือฉกาจซึ่งผมว่าสูสีกับ Roger Waters
เลยทีเดียว งานเดี่ยวของลุง Ian มักจะเป็นงานที่ซีเรียสกว่าของ Tull นั่นคือเป็น instrumental ออกแนวคลาสสิค, นิวเอจ หรือ world music ไปนู่นเลย Tull นั้นมีสมาชิกหลักอยู่สองคนคือ Ian Anderson (flute, acoustic guitar, vocal) และ Martin Barre (guitar, mandolin, recorder) ส่วนสมาชิกที่เหลือนั้นเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น ไลน์อัพปัจจุบัน (ที่จะเล่นคอนเสิร์ตคืนนี้) นั้นได้แก่ Jonathan Noyce (bass guitar), Andrew Giddings (keyboard, accordion, recorder) และ Doane Perry (drum, percussion) คืนนี้ Tull จะเล่นกันที่หรูหน่อยคือ McCaw Hall ใน Seattle Center ซึ่งปกติเป็นที่แสดงอุปรากรและบัลเลต์ ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นไงเหมือนกัน


คอนเสิร์ตคืนนี้ตามกำหนดการเริ่มตอนทุ่มครึ่ง ผมมาถึง Hall ก่อนประมาณสี่สิบนาที จริงๆ แล้วคอนเสิร์ตคืนนี้ sold out เกือบหาตั๋วไม่ได้เหมือนกันโชคดีที่ ticketmaster ปล่อยตั๋วที่เหลือออกมาสองสามวันก่อนเล่นไม่งั้นก็อดดูแล้ว แสดงว่า Tull มีสาวกติดตามไม่น้อยเหมือนกัน ที่โปรโมตกันในเว็บบอกว่าจะมีการแจกซีดี Aqualung Live ฟรีสำหรับผู้ซื้อตั๋วทุกคน แต่ดูไม่มีทีท่าว่าจะแจกกันเลย สงสัยจะไม่แจกกันซะแล้ว หลังจากไปหาที่นั่งแล้วที่นั่งอยู่ไกลลิบ ตั๋วถูกก็หยั่งงี้แหละ (ขนาดถูกสุดแล้วยัง $44.5 รวมค่าธรรมเนียมบ้าบอชนิดปล้นกันเห็นๆ ของ ticketmaster แล้วตก $58.5 จะบ้าตาย) แต่ไม่เป็นไรเอากล้องส่องทางไกลมาด้วย พอถึงทุ่มครึ่งคนดูเริ่มตบมือเรียก ตบมือก็แล้ว บางคน(ผู้ชาย)ร้องกรี๊ดๆ กันก็แล้ว ทางวงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมา จนเวลาผ่านไปอีกเกือบ 15 นาทีถึงค่อยออกมากัน เปิดงานกันด้วยเพลงนุ่มๆ ก่อนนั่นคือ Live is a Long Song ท่ามกลางเสียงเฮของคนดูหลังจากเห็นลุง Ian เริ่มจับฟลุตมาร่ายมนตร์ ลุง Ian มาในชุดเสื้อกั๊กสีดำ พร้อมโพกหัวด้วยผ้าสีดำเช่นกัน ส่วนลุง Martin มาในชุดจีนเฉยเลย หน้าเวทีนั้นมีกลองชุดเล็กอีกชุดนึงประกอบด้วยกลองบองโก้ เบสดรัมเล็กๆ และ glockenspiel สำหรับเล่นเพลงที่ออกอคุสติกหน่อย ส่วนกลางเวทีมีกลองชุดใหญ่สำหรับเพลงแนวร็อค หลังจากเปิดเวทีแล้วลุง Ian
ก็ทักทายคนดูแล้วตามด้วย Skating Away จาก War Child เพลงนี้แกเริ่มโชว์ท่าประจำตัวแกคือเป่าฟลุตพร้อมยกขาหนึ่งข้างซึ่งดูแปลกๆ อยู่สักหน่อยเพราะแกตัวค่อนข้างหนาแล้วตอนนี้แต่ก็เรียกเสียงกรี๊ดได้ดังสนั่น, Up the ‘Pool จาก Living in the Past และ Beggar’s Farm เพลงเก่าจาก This was อัลบั้มแรกสุดของวงสมัยที่ยังเล่นบลูส์ร็อคอยู่ ลุง Ian แกเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์มาก มีการคุยกับคนดูระหว่างเพลงทุกเพลงพร้อมยิงมุขไม่มีหยุด เพลงต่อมาคือ Up to Me จาก Aqualung ก่อนเริ่มเพลงลุง Ian ก็บอกว่าเพลงส่วนใหญ่ที่จะเล่นในคืนนี้มาจากชุด Aqualung แล้วพูดถึง Aqualung Live ซีดีแจกฟรีซึ่งควรจะมีอยู่ในมือทุกคนแล้วตอนนี้ คนดูก็เลยตะโกน “NO..O..O” กันลั่นโรง เรื่องก็เลยแดงว่ายังไม่มีใครได้รับซีดีเลยซักคน ลุง Ian เลยพูดถึงฝ่ายจัดการออกไมค์เลยว่ามีใครจะมาอธิบายได้มั๊ยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นก็มีคนเดินออกมาจากหลังเวทีมากระซิบกับลุง Ian เลยมีการเฉ่งกันกันกลางเวทีเกิดขึ้น เห็นลุง Ian เอานิ้วจิ้มอกตัวเองแล้วบอกคนนั้นว่า "If there's anything changed, it must go through ME!" คนก็เฮกันลั่น สุดท้ายลุง Ian เลยหันมาบอกคนดูว่าจะมีการแจกซีดีกันตอนเลิกงาน “The management just F_CKED UP” เล่นเอาได้ใจคนดูทั้งโรง จริงๆ ลุง Ian นี่เป็นคนอังกฤษขนานแท้เลยมีหลุด f_ck ออกมาบ่อยๆ หลังเล่น Up to Me แล้วก็ได้เวลาเชิญแขกรับเชิญขึ้นมาแจมนั่นคือ Christie Gangelhoff นักฟลุตสาว จากแวนคูเวอร์มาร่วมแจมในเพลงบรรเลงออกสไตล์ Celtic ชื่อ Griminelli’s Lament จากงานโซโลของลุง Ian ที่แต่งให้ Andrea Griminelli นักเป่าฟลุตชื่อดังชาวอิตาลี จากนั้นตามด้วย Weathercock, In the Grip of Stronger Stuff จากงานโซโลของแก (อีกแล้ว), Cheap Day Return ต่อทันทีด้วย Mother Goose เพลงนี้ลุง Martin กับ Andrew มือคีย์บอร์ดช่วยเล่นขลุ่ย recorder โดยเฉพาะ Andrew นั้นเป่า recorder ทางจมูก! พร้อมกับปิดครึ่งแรกด้วย Bourée ซึ่งดัดแปลงมากจากเพลงของ Johann Sebastian Bach


ครึ่งหลังนี่เก็บกลองชุดเล็กเข้ากรุไปเรียบร้อย เตรียมร็อคกันได้แล้ว เริ่มด้วย Nothing is Easy, ร็อคมันส์ๆ กับ Cross-Eyed Mary, excerpt จากมหากาพย์ Thick as a Brick, Misére งานเดี่ยวของลุง Martin (เอามั่ง) ซึ่งออกแนวดีต้าร์ฮีโร่แบบ Gary Moore ไปเลย, Hyme 43, My God ซึ่งกลางเพลงมีการโซโลฟลุตกับคีย์บอร์ดซึ่งเล่นเป็นเสียงคอรัสอย่างสุดมัน ลุงแกเป่าฟลุตแบบเหนือมนุษย์จริงๆ เลยเพลงนี้, Budapest มหากาพย์อีกเพลง และปิดท้ายคอนเสิร์ตคืนนี้ด้วย Aqualung ก่อนที่จะมาอังกอร์ เริ่มจาก Andrew เดินเข้ามาเล่นคีย์บอร์ดก่อน ลุง Martin ก็โผล่มาบนเวทีอีกมุมพร้อมกับเล่นกีต้าร์แจมกับคีย์บอร์ด เพลงฮิตสุดมันส์ Locomotive Breath นี่เอง ระหว่างเล่นเพลงทางทีมงานนำลูกโป่งขนาดยักษ์สองลูกติดตรา Jethro Tull อาแปะยกขาออกมาให้ลุง Ian เดินทูนบนหน้าผากก่อนที่จะโยนลงไปให้คนดูตบกันเล่นพร้อมกับฉายสปอตไลท์ตามลูกโป่ง ดูคอนเสิร์ตจบนี่ทึ่งชนิดอ้าปากค้างกับลุง Ian จริงๆ เป่าฟลุตได้รัวเป็นปืนกลชนิดคนเป่าหรือเปล่า_ะ ถึงแม้เสียงร้องจะตกไปบ้างตามอายุที่มากขึ้นแต่ฝีมือฟลุตนี้ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า ตอนเวลาแกเล่นอคุสติกกีต้าร์ก็ใช่ย่อยฝีมือร้ายมาก นอกจากนั้นแล้วยังเป็นเอนเตอเทนเนอร์สุดๆ เดินเป่าฟลุตพล่านทั่วเวที พร้อมโชว์ลีลาโยกตัวยกไม้ยกมือประกอบเวลาร้องเพลง(ซึ่งดูตันๆ ซักหน่อยเนื่องจากตัวแกหนา) ส่วนลุง Martin นี่ไม่ต้องพูดฝีมือกีต้าร์แกสุดๆ อยู่แล้ว บางเพลงนี่โซโล่ออกแนวเมทัลไปเลย ส่วนสมาชิกคนอื่นๆเล่นได้แน่นปี้ก สรุปว่า Tull ยังเป็นวงที่เล่นคอนเสิร์ตได้สุดๆ อีกวงนึงแถมระบบเสียงวันนี้ดีมากต่างจากที่เคยไปดูที่อื่น ไม่รู้ว่าเพราะเป็นโรงโอเปร่าหรือเปล่าเลยเสียงดี ที่ชอบมากที่สุดคือเพลงที่เล่นนี่ไม่ค่อยเหมือนในสตูดิโอเท่าไหร่มีการเรียบเรียงให้แตกต่างมีรายละเอียดมากกว่าเดิม ขาออกมีพนักงานยืนแจกซีดี Aqualung Live หยิบได้คนละแผ่น เป็น live ที่เล่นกันเมื่อปี 2004 นี่เองลีลาเลยค่อนข้างคล้ายที่เพิ่งฟังมาหยกๆ เอาไว้ฟังเป็นที่ระลึกได้เลย เนื่องจากทางวงคิดว่าถ้าทำขายคงจะเอาเปรียบผู้บริโภคมากไปหน่อย เลยเอามาแจกคนดูคอนเสิร์ตซะเลย จริงๆแล้วแผ่นนี้ก็พอมีวางขายอยู่บ้างแต่รายได้จะนำเข้าการกุศลทั้งหมด





 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 23 มีนาคม 2549 16:40:40 น.
Counter : 327 Pageviews.  

The Moody Blues USA 2005 Tour: Seattle, November 7, 2005

Justin Hayward, John Lodge, Graeme Edge
Official Site



และแล้วก็ถึงคราววงโปรเกรสสีพรุ่นเดอะที่มีอายุกว่าสี่ทศวรรษอย่าง The Moody Blues มาทัวร์คอนเสิร์ตที่ Seattle จริงๆ แล้ว The Moody Blues ยังเป็นวงที่ active มาก ถึงแม้ว่าสมาชิกแต่ละคนจะสูงวัย (มาก) แต่ก็ยังตะลอนทัวร์คอนเสิร์ตได้ทุกปีไม่มีหยุด ฟิตจริงๆ การที่วงดังๆในอดีตยังตะลอนเปิดคอนเสิร์ตที่มีแต่เพลงเก่าๆ นั้นถ้ามองในแง่ร้ายก็อาจเป็นทำนองว่าแก่ป่านนี้แล้วยังจะหากินกับของเก่าไปถึงไหน แต่ในความคิดกิ๊กก๊อกของผมแล้ว (ยืมสำนวนนิติภูมิหน่อย) สมาชิกแต่ละคนก็มีทรัพย์กันกินชาตินี้ก็ไม่หมดอยู่แล้ว ถ้าอยากได้เงินมากกว่านี้สู้เอาเงินไปลงทุนทำอะไรยังได้ตังค์มากกว่ามาฝืนสังขารทัวร์กันอยู่อย่างนี้ จริงๆ แล้วทางวงอาจมีความสุขและยังสนุกที่ได้เล่นดนตรีสร้างความสุขให้ผู้คน และยังเป็นการคงตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่ดีกว่าเงียบหายไปจากความทรงจำของแฟนๆ คงไม่มีโอกาสบ่อยนักที่เราจะได้เห็นแฟนเพลงอายุร่วมหกสิบลงมาดิ้นสะบัดกลางคอนเสิร์ต ซึ่งทางวงคงมีความสุขไม่น้อยที่ได้เห็นภาพเช่นนั้น สำหรับเหล่าแฟนเพลงรุ่นเดอะที่เติบโตมากับบทเพลงเหล่านั้นก็เช่นกันก็คงเป็นความประทับใจที่ยังได้ฟังเพลงที่จากฮีโร่ของพวกเขาเหมือนวันวาน ดังนั้นถึงแม้ผู้ฟังขาจรจะรู้สึกเฉยๆ แต่สำหรับแฟนเพลงแล้วนี่เป็นเหตุการณ์ที่ emotional มาก



กลับมาที่คอนเสิร์ตกันต่อ รอบนี้ The Moody Blues เหลืออยู่แค่สามคนเท่านั้นได้แก่ Justin Hayward (guitar, lead vocal), John Lodge (bass guitar, acoustic guitar, lead vocal) และ Graeme Edge (drum, speaking vocal) ส่วนปู่ Ray Thomas (flute, lead vocal) นั้นเกษียณตัวเองจากวงไปหลังจากทัวร์ปี 2001 แต่ก็(โชคดียิ่งกว่า)ได้มือฟลุตสาวสวยมาเล่นแทน ดูเพลินตาเพลินใจกว่าปู่ Ray เยอะ (ล้อเล่นน่ะ) ทั้ง ลุง Justin และ ลุง John ปีนี้ก็อายุร่วมหกสิบแล้ว ส่วนปู่ Graeme ก็ปาเข้าไปหกสิบสี่ปีแล้ว คอนเสิร์ตครั้งนี้ต่างจาก The Moody Blues ที่เราๆ คุ้นตากันนั่นคือไม่มีวงออร์เคสตร้าแบคอัพ แต่ใช้วงแบคอัพอีกสี่คนแทนซึ่งผมชอบมากกว่าวงออร์เคสตร้าเสียอีก ถึงแม้ความอลังการจะหายไป แต่ได้ฟีลความเป็นร็อคแอนด์โรลและไซไคเดลิคแบนด์มาแทนที่เหมือนอย่างที่ควรจะเป็น วงแบคอัพคราวนี้ประกอบด้วย Paul Bliss (keyboards, acoustic guitar), Gordon Marshall (percussion, flute), Bernie Barlow (backing vocals, keyboards) และมือฟลุตสาวสวยในชุดเกาะอกสีดำ Norda Mullen (flute, acoustic guitar, mouth organ, backing vocals, tambourine).

คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นที่ Paramount Theater ใจกลาง downtown Seattle ซึ่งค่อนข้างอลังการเหมาะกับ The Moody Blues ด้วยประการทั้งปวง คนดูอายุโดยเฉลี่ยสี่สิบขี้น มีคนดูอายุน้อยๆ น้อยมาก (นับผมด้วยคนนิง อิ อิ) ที่มาส่วนใหญ่พ่อแม่หรือคุณปู่คุณตาพามาดู ค่าตั๋วค่อนข้างแพง ผมซื้อถูกสุดยังประมาณใบละ $49.5 ตามกำหนดการคอนเสิร์ตจะเริ่มประมาณทุ่มครึ่ง ผมเข้าไปนั่งประมาณ 15 นาทีก็งานเริ่ม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนดูเกือบเต็มโรง จนตอนคอนเสิร์ตเริ่มคนก็เข้ามาจนเต็มเกือบสามพันที่นั่ง เรียกว่า The Moody Blues มีแฟนเพลงเหนียวแน่นและหนาแน่นจริงๆ จนประมาณทุ่มสี่สิบนาที ทางวงก็เปิดคอนเสิร์ตด้วย Lovely to See You ลุง Justin Hayward มาด้วยมาดเนี๊ยบผมสลวยเช่นเคยถึงแม้จะย่นมากก็เหอะ (ประมาณ Robert Redford) และลุง John Lodge มาด้วยเชิ้ตสีดำปลดกระดุมสองเม็ดมาดร็อคเกอร์เต็มขั้นเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ รุ่นเดอะได้ชะงัดนัก ส่วนปู่ Graeme Edge นั้นเสื้อยืดสบายๆ ระหว่างเล่นก็มีการฉายโปรเจ็คเตอร์ขึ้นจอซึ่งส่วนมากเป็นรูปของวงสมัยหนุ่มๆ ส่วนแสงสีนั้นเป็นแบบไซไคเดลิคเต็มขั้น จากนั้นทางวงก็ขนเพลงในอดีตมาเล่นเป็นชุดสลับกับพูดคุยกับแฟนๆ ไล่ตั้งแต่ Tuesday Afternoon, Lean on Me (Tonight) จากอัลบั้มที่ไม่ค่อยดังนักอย่าง Keys of the Kingdom, Never Comes The Day จาก On the Threshold of a Dream, Steppin’ in a Slide Zone, The Voice, One More Time to Live เพลงนี้ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เพราะไม่ได้เป็นเพลงฮิตแถมยังออกโปรเกรสสีพหน่อยๆ, I Know You’re Out There Somewhere และ The Story in Your Eyes ก่อนที่จะพักครึ่ง ระหว่างคอนเสิร์ตก็มีโอกาสได้เห็นแฟนเพลงรุ่นเดอะปล่อยแก่กันหลายคน มีอยู่คนนึงท่าทางอายุร่วมหกสิบออกมาดิ้น (ดิ้นจริงๆ) อย่างเมามันจนเจ้าหน้าที่ต้องมาเตือนบ่อยๆ ส่วนที่นั่งด้านหน้าของผมนั้นมีสามคนคาดกว่าเป็นปู่-พ่อ-ลูกชาย สาม generation มาดูด้วยกันโดยที่ตัวคุณปูนั้นนั่งอยู่ข้างหน้าผมพอดี ด้วยความคึกอย่างไรไม่ทราบคุณปู่แกชอบลุกขึ้นมาเต้นเป็นระยะๆ แบบบังมิด แถมยังพยายามชักชวนคนอื่นให้ลุกขึ้นเต้นกับแกแต่ไม่มีคนเอาด้วย แกก็เลยต้องลุกๆนั่งๆ แถมบ่นประมาณ “For god sake, this is rock and roll concert, people!” เป็นระยะๆ อย่างไรก็ตามแกก็เคยหันมาพูดกับผมซึ่งทำให้ผมโกรธไม่ลงเหมือนกัน ประมาณว่าหวังว่าคงไม่รบกวนยูเกินไป แกอยากจะมีความรู้สึกเหมือนเมื่อครั้งอายุยี่สิบอีก แต่ก็ยังอดขำไม่ได้ที่เวลาแกลุกขึ้นเต้นแล้วผมเห็นหลานวัยทีนของแกนั่งกุมขมับกลุ้มใจกับปู่ตัวเอง

หลังพักครึ่งทางวงก็อัดกันต่อด้วยชุดเพลงฮิต Your Wildest Dream, Isn’t Life Strange? เพลงโชว์ของลุง John, The Other Side of Life และ December Snow จากอัลบั้มคริสต์มาสล่าสุด December ระหว่างนั้นคุณลุงคนที่ดิ้นสะบัด (ไม่ใช่คุณปู่ข้างหน้าผมนะ) ก็ถูกรปภ. เชิญออกไปเรียยร้อยหลังจากถูกเตือนมาหลายครั้ง หลังจากนั้นก็ถึงตาคุณปู่ Graeme Edge ลงมาพูดคุยกับคนดูพร้อมกับทางวงเล่นเพลงของแกเพลงนึงนั่นคือ Higher and Higher ซึ่งแกแต่งขึ้นมาฉลอง First Moon Landing โดยที่แกเป็นคนพูดบทกวี และระหว่างที่ลุง Justin กำลังโซโล่กระจายอยู่นั้น ลุง Graeme ก็คว้า tambourine ออกมาเต้นอย่างเมามันแบบลืมแก่เล่นเอาคนดูกรี๊ดสนั่นลุกขึ้นมาเต้นตามเป็นแถว ก่อนที่แกจะตะกายกลับขึ้นไปตีกลองต่อ จากนั้นก็ตามด้วยเพลงที่เพราะมากนั่นคือ Are You Sitting Comfortably? ซึ่งสาวมือฟลุตได้โชว์ฝีมือโซโล่ฟลุตเต็มๆ เสร็จแล้วก็มันส์กันต่อด้วย I’m Just a Singer (In a Rock and Roll Band) ซึ่งสาวคอรัสทั้งสองคนออกมาเต้นอย่างเมามัน จากนั้นก็ตามด้วยเพลงที่ไม่เล่นไม่ได้นั่นคือ Nights in White Satin ซึ่งฟังดูแปลกๆ ซักหน่อยเนื่องจากไม่มีออร์เคสตร้า แต่ใช้ซินธ์ทำเสียง mellotron ก็ได้อารมณ์ดี เสร็จแล้วตามด้วย Question และอังกอร์ปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วย Ride My See-Saw


ที่ Paramount Theater ห้ามถ่ายรูปครับเลยไปจิ๊กรูปชาวบ้านมาอีกตามเคย รูปนี้มาจาก //www.haebc.com/gallery/นะครับ


โดยรวมๆ แล้วคอนเสิร์ตครั้งนี้น่าประทับใจมาก ขนาดผมที่ปกติเฉยๆ กับเพลงของ The Moody Blues เพราะรู้สึกว่ามัน pop เกินไป ยังอดเคลิ้มตามไม่ได้ เพลงของ The Moody Blues มันมีมนต์ขลังจริงๆ แต่ละเพลงมีความละเมียดและเรียบเรียงได้อย่างมีชั้นเชิง การที่ไม่มีออร์เคสตร้าทำให้ใกล้ชิดและดูเป็นกันเองกับคนดูมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังอดดีใจไม่ได้ที่นอกจากขบวนเพลงฮิตแล้วทางวงยังเล่นเพลงไม่ฮิตแต่ออกโปรเกรสสีพอย่าง One More Time to Live และ Higher and Higher ด้วย คืนนี้ลุง Justin รับบทเด่นมากๆ (ปกติแกก็รับบทเด่นอยู่แล้ว) ยอมรับในฝีมือกีต้าร์แกเก๋าจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์ไฟฟ้าหรืออคุสติก ใครว่า The Moody Blues เล่นแต่เพลงหวานๆ เนิบๆ มาเจอลุง Justin โซโล่กระจายแล้วจะหนาว ทางลุง John นั้นถึงแม้เบสจะไม่เด่นมาก (ยกเว้นเพลง I’m Just a Singer (In a Rock and Roll Band) ซึ่งเดินเบสกันหน้ามืดเหมือนกัน) แต่แกก็เล่นได้ไม่มีหลุด แค่มาดแกก็กินขาดแล้ว ส่วนปู่ Graeme นั้นบทไม่ค่อยเด่นนัก Gordon Marshall ซึ่งเป็นมือ percussion รับหน้าที่คุมจังหวะซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนปู่ Graeme จะตีโชว์ซะมากกว่า ซึ่งก็ไม่ว่ากันเพราะแกแก่มากแล้ว ส่วนอีกคนที่บทเด่นมากก็คือ Norda Mullen สาวสวยมือฟลุตซึ่งเป่าฟลุตได้บาดใจมาก แถมช่วงที่ไม่ได้เล่นอะไร คุณเธอยังเต้นกระจายซะด้วย (บอกแล้วว่าดูเพลินกว่าลุง Ray เป็นไหนๆ )




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 14 ธันวาคม 2549 8:17:09 น.
Counter : 255 Pageviews.  

1  2  

<โหน่ง>
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Hello, I'm William Shatner and I'm a shaman.
Friends' blogs
[Add <โหน่ง>'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.