La princesse endormie...*
Group Blog
 
All blogs
 
Audrey Hepburn

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์มาเขียนบล็อกวันนี้ถึงไอดอลอีกคนที่เราชื่นชอบ
แต่คราวนี้ขอข้ามฝั่งมาที่ฮอลลีวูดกันบ้าง หลังจากที่สองคนที่ผ่านมาเป็นเอเชียทั้งคู่

สำหรับคนนี้แค่เอ่ยชื่อคงยากที่จะมีใครไม่รู้จัก
ต่อให้ไม่เคยดูผลงานหรือไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่ก็น่าจะต้องเคยได้ยินชื่อกันบ้างละน่า
เอาเป็นว่ายิ่งถ้าเกิดทันในยุค 50's 60's 70's แล้วละก็ น่าจะคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดี

.
.
.

Biography

Name
Audrey Kathleen Hepburn-Ruston

Date Of Birth
4 May 1929

Date of Death
20 January 1993 (Aged 63, interred in Tolochenaz, Switzerland)

Birthplace
Ixelles, Belgium

Height/Weight
170 cm/ 49 kg

Language Capabilities
English, Dutch, French, Italian, Spanish

Family
Mother - Baroness Ella Van Heemstra
Father - Joseph Hepburn-Ruston
Spouses - Mel Ferrer (1954-1968)
Andrea Dotti (1969-1982)
Partner - Robert Wolders (1980-1993)
Sons - Sean Hepburn Ferrer & Luca Dotti

Hobbies
Gardening, Playing with her dogs, Cooking

.
.
.

Audrey Hepburn



ออเดรย์ เฮพเบิร์น: ผู้หญิงที่เป็นไอดอลของคนมากมายบนโลกใบนี้ รวมถึงตัวเจ้าของบล็อกเองด้วย
ไม่ใช่แค่เพราะบุคลิก หน้าตา ความสามารถ ที่ใครๆก็ยอมรับและยกให้เป็น หนึ่งใน icon ของศตวรรษที่20
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เราว่ามันคือจิตใจที่ดีงาม ที่ทำให้เราหลงรักเธอได้อย่างไม่มีข้อแม้

.
.
.

ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปสมัยเด็กๆ จำได้เลยว่าได้ยินชื่อนี้อยู่หลายครั้ง เพราะแม่เป็นเซียนดูหนังต่างประเทศตัวยง
ออเดรย์ เฮพเบิร์น, เกรซ เคลลี่, มาริลีน มอนโร, อลิซาเบธ เทเลอร์, อินกริด เบิร์กแมน, จูลี่ แอนดรูว์ ฯลฯ
เหล่านี้คือนักแสดงหญิงชื่อดังแห่งยุค ที่ดังเปรี้ยงปร้างในรุ่นคุณยาย แล้วก็กลายเป็นไอค่อนในรุ่นแม่
เมื่อมาถึงรุ่นเรา บุคคลเหล่านี้ก็กลายเป็น legend ไปโดยปริยาย

แต่เมื่อเราเป็นเด็กกลางยุค 80's
ยุคที่อะไรๆก็เป็นสีสัน ภาพยนตร์ขาวดำจึงเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากกกกกกก
หรือต่อให้มันเป็นสี แต่ถ้าทั้งเรื่องร้องเพลงอย่างเดียว มันก็ชวนให้ง่วงนอนสุดๆ
จำได้เลยว่าที่บ้านจะเปิด The Sound Of Music บ่อยมากกกกกกกกก
ทุกครั้งที่ไปบ้านอาม่า อาปักจะต้องเปิดวีดีโอหนังเรื่องนี้ให้ดู ฉากบนภูเขา ฉากเล่น puppet และอื่นๆที่ในความรู้สึกของเด็กประถมต้นอย่างเราในตอนนั้น มันชวนให้หลับสิ้นดี มั่นใจว่าดูไปไม่เคยเกิน intermission พักครึ่งของหนังเลยซักครั้งเดียว

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องอื่นๆที่เป็นอมตะเช่นกันอย่าง
Gone with the wind, Casablanca, Ben Hur หรืออภินิหารขนแกะทองคำ อะไรเทือกๆนี้ทุกเรื่อง
เราก็ไม่เคยพลาดที่จะหลับเลยซักครั้งเดียว

ชีวิตบัวใต้น้ำดำเนินไปเป็นปกติ ด้วยการตามกระแสบอยแบนด์ เกิร์ลแบนด์ต่างๆ
เริ่มจาก domestic สมัยประถม แล้วก็ค่อยๆลามไปเป็น western สมัยป.5 ป.6 จนเข้ามัธยมฯ
ต้องขอบคุณกระแสวงดนตรีต่างชาติที่ทำให้ภาษาอังกฤษเราพัฒนาไปแบบก้าวกระโดด
ด้วยหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนภาษาให้ได้ผลคือ การฟังเพลงและดูหนัง

ช่วงหลังจากที่ภาษาอังกฤษเริ่มกลายร่างจากมนุษย์ต่างดาวมาเป็นญาติสนิทสำหรับเราแล้วนี่เอง
ที่เราบ้าดูหนังชนิดไม่ลืมหูลืมตา และบอกลาหนังต่างชาติพากษ์ไทยไปโดยปริยาย
อรรถรสที่ได้จากการดูหนังซาวด์แทรคซับไทย มันเริ่ดกว่าพากษ์ไทยเป็นไหนๆเมื่อฟังรู้เรื่องกับเค้าบ้างแล้ว
ร้านเช่าวีดีโอแถวบ้านคือสถานที่วิเศษสำหรับเรา ด้วยความที่ดูหนังเยอะมาก และบ่อยมาก
ทำให้หนังใหม่ออกไม่ทันสปีดที่เราดู หนังเก่าๆคลาสสิกๆเลยกลายเป็นทางเลือกที่สองอย่างช่วยไม่ได้

จำได้เลยว่าเรื่องแรกที่หยิบมาดูอีกครั้งคือ The Sound Of Music เพื่อนยากที่คุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดี
แต่หนนี้ดูตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่หลับ และเป็นอะไรที่เพอร์เฟ็คมาก
เราหลงรักหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ ต้องเก็บเงินค่าขนมไปหาซื้อเทปซื้อซีดีเพลงประกอบมาเก็บในคอลเลคชั่น
เพลงในเรื่องนี่ร้องได้ทุกเพลงแบบไม่ต้องดูเนื้อ และประหลาดมากที่ยังร้องได้มาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากดูเรื่องนี้จบ ก็เลยตกหลุมรักหนังคลาสสิก ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นภาพสีหรือขาวดำ ดูหมด
และได้มาดูเยอะขึ้นตอนเข้ามหาลัยแล้ว เพราะเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้ด้วยวิชาเรียนทำให้ต้องดูหนังในชั่วโมงด้วย
และร้อยละแปดสิบ เป็นหนังคลาสสิก(โคดๆ)ทั้งนั้นเลย ขาวดำนี่มาเป็นชุด

แต่สำหรับออเดรย์...



พอโตมาก็ได้เห็นหน้าคนๆนี้ในหนังสือก่อนที่จะได้เห็นบทบาทการแสดงในหนัง
เรารู้จักเธอในฐานะที่เป็นแฟชั่นไอค่อนมากกว่านักแสดงในตอนแรก
แฟชั่นไอค่อนที่เป็น the legend of something classy

เรียกว่าเห็นลุคของเธอใน Breakfast at Tiffany's ก่อนที่จะได้ดูตัวหนังซะอีก

แต่ก่อนหน้าที่จะได้เห็นหน้า เห็นลุคของเธอ
เราเคยได้ยินเสียงของเธอมาก่อน จากเพลงประกอบหนังเรื่องข้างบนนี่เอง
Moon River ที่แต่งโดยเฮนรี่ แมนชินี่ เพลงโปรดของใครๆหลายคน รวมถึงเราด้วย
ได้ยินมาก่อนนั้นหลายปี เพราะแม่ชอบเปิด เปิดบ่อยมากจนร้องได้
แต่กลับกลายเป็นว่าหนังเรื่องแรกของออเดรย์ที่เราได้ดูคือ Roman Holiday ซะงั้น



เราได้ยินแม่พูดถึงหนังเรื่องนี้สมัยเด็กๆ แต่ก็ไม่เคยได้ดูกับเค้า จะหาเช่าก็ไม่มี
เพิ่งจะได้มาดูตอนเรียนมหาลัยนี่เอง จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าไปเจอแผ่นที่ไหน
รู้แต่ว่าพอเห็นหน้าปกออเดรย์กับเกรกอรี่ซ้อนเวสป้าก็รีบพุ่งตัวไปสอยมาเลย
กลับถึงบ้านปุ๊บ เปิดดูปั๊บ แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็หลงรักนางเอกคนนี้ไปโดยปริยาย

จะว่าหลงรักนางเอกอย่างเดียวก็คงไม่ใช่
เรียกว่าหลงรักหนังเรื่องนี้จะดีกว่า
Roman Holiday เป็นหนังคลาสสิกเรื่องโปรดอันดับหนึ่งในใจ
ไม่นับ The sound of music เพราะเราขอจัดอันนั้นเข้าไปอยู่ใน musical แทน
Roman Holiday เป็นหนังคลาสสิกขาวดำ เรื่องที่เราชอบที่สุด รักที่สุด
ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่หยิบมาดูก็ทำให้รู้สึกประทับใจเหมือนเดิมได้ทุกครั้งไป
วันไหนอารมณ์ขุ่นมัวมา ได้ดูหนังเรื่องนี้ จะรู้สึกดีทันที

ชอบบรรยากาศหนัง สถานที่ถ่ายทำ บท นักแสดง ทุกสิ่งอันในเรื่อง
เราได้ดูเรื่องนี้หลังจากที่ดู Notting Hill
แล้วก็พบว่า Notting Hill หนังที่เราชื่นชอบ มันแอบเนียนๆก็อปพล็อต Roman Holiday มาบางส่วนนี่หว่า? หืมมมม...
เปลี่ยนจากเจ้าหญิงไปเป็นซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวูด เปลี่ยนพระเอกจากนักข่าวไปเป็นเจ้าของร้านหนังสือ
แต่ไอฉากจบเนี่ย ก็อปชัดๆ ฮ่าๆๆ ดูไปก็ขำไป

ต่อกันที่ออเดรย์
หลังจากโดนมนต์สะกดเจ้าหญิงแอนน์ใน Roman Holiday ไป
เราก็ไปเสาะแสวงหาเหยื่อรายต่อไปคือ Breakfast at Tiffany's มาดู
ตอนนั้นหาแผ่นจริงไม่ได้ แต่ไปได้แผ่นก็อปมาจากพันทิพ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ดู หึหึ
ดูจบปุ๊บ เอาอีกละคะ
มาสไตล์เดิม ปลื้มมาก คอสตูมเริ่ดสุด คลาสสี่มีระดับมากๆ
มันใช่เลย นี่แหละออเดรย์ เฮพเบิร์น
คนนี้แหละที่ชั้นได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆถึงความสวยคลาสสี่
ไม่ผิดเลยแม้แต่นิดเดียว
ตั้งแต่ Roman Holiday แล้ว เจ้าหญิงมากๆ
มาเรื่องนี้ก็เอาอีก ดูดีจริงจัง
แถมเพลงประกอบก็เพราะโคด Moon River ของชั้น
ฉากที่ฮอลลี่ เกากีต้าร์อยู่บนขอบหน้าต่างกับเพลงนี้นี่ทำเอาเราเคลิ้มสุดฤทธิ์
หืม...เพราะจริงจังนะคะ
พระเอกก็น่ารักด้วย George Peppard มีเคมีเข้ากับออเดรย์ได้ดีทีเดียว
แต่ยังไงก็ตามเราก็ยังยกให้ Gregory Peck มาเป็นอันดับหนึ่งในหมู่พระเอกที่เคยประกบคู่กับออเดรย์

แต่ช่วงเวลา 23 ปีในเมืองไทย
เรามีโอกาสได้ดูหนังของออเดรย์ไปแค่ 2 เรื่อง
เกือบๆจะได้ดู My Fair Lady ที่แม่พูดถึงนักหนาว่าดีมาก สนุกมาก แต่ก็หาไม่ได้
แต่ถึงจะได้ดูไปแค่สองเรื่อง
เราก็ยกออเดรย์ขึ้นหิ้ง ให้เป็นนักแสดงจากยุคที่เราเกิดไม่ทัน ที่เราชอบที่สุด
ชนะขาดคนอื่นๆไปอย่างขาดลอย
บอกไม่ถูกว่าทำไม เป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ

จนมาเรียนต่อที่เมกา
วันดีคืนดีเราก็นึกขึ้นได้
เออ หาหนังเก่าๆของออเดรย์มาดูอีกดีกว่า
ค้นไปค้นมาใน imdb โอ้วแม่เจ้า มีอีกตั้ง 18 เรื่องเหรอนี่ที่ชั้นพลาดไป??
แต่ก็ยังโอเค เมื่อเทียบกับดาราในยุคนั้นคนอื่นๆที่เล่นกันเป็น40เรื่องอัพ ถ้าเป็นแบบนั้นคงหาดูกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว

ไปๆมาๆเราก็หามาดูได้จนครบ
ตั้งแต่เรื่องแรกของออเดรย์ในฮอลลีวูด จนถึงเรื่องสุดท้าย
20 เรื่องนี่จิ๊บๆฮ่ะ ว่าไปก็เสียดายอยากให้มีซัก 30-40
แต่จนแล้วจนรอด เราก็ยังยกให้ Roman Holiday เป็นที่สุดในทุกเรื่อง
จริงๆก็ชอบเกือบทุกเรื่องที่ได้ดู มีที่เฉยๆแค่เรื่องสองเรื่องด้วยตัวพล็อตและนักแสดงร่วม
แต่ถ้าไม่นับอย่างอื่น ถือว่าได้ดูออเดรย์คนเดียวก็คุ้มแล้วนี่ก็ไม่มีเรื่องที่ไม่ชอบซักกะเรื่องเดียว ฮ่าๆ

เรื่องที่เราว่าออเดรย์ดูดีสุด
Roman Holiday
Sabrina
Funny Face
Breakfast at Tiffany's

เรื่องที่ฝีมือการแสดงท็อปฟอร์มมากๆ
Roman Holiday
The Nun's story
Breakfast at Tiffany's
Two for the road
Wait until dark

หลังจากที่เราได้ดูผลงานการแสดงครบหมดเท่าที่จะหาดูได้
ที่พลาดไปก็ broadway 2 เรื่องที่ออเดรย์เคยแสดง
Gigi กับ Ondine
น่าเสียดายจริงจังที่เกิดไม่ทัน
โดยเฉพาะ Ondine ที่คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม Tony Award มาด้วย

ไม่แปลกใจเลยด้วยประการทั้งปวงที่ทำไมคนทั่วโลกถึงได้หลงรักผู้หญิงคนนี้
ทำไมออเดรย์ถึงดังระเบิดในยุคนั้น และกลายมาเป็นเลเจนด์ไปแล้วในยุคเรา
หลายๆอย่างที่นักแสดงดังๆในยุคนั้นมี ที่เราว่าหาไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้
หน้าตาที่ไม่ได้ศัลยกรรม ฝีมือการแสดงสุดยอด บุคลิก การวางตัวและอื่นๆ เป็นปัจจัยสำคัญทั้งนั้น
ที่ทำให้ชื่อเสียงที่ได้มาไม่ได้เป็นแค่ชั่วครู่ชั่วคราว แต่ข้ามขั้นไปถึง life-long popularity
แม้แต่ตอนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังมีแต่คนพูดถึงอย่างชื่นชม

เราเองยอมรับในฝีมือการแสดง หน้าตา และบุคลิกของออเดรย์อย่างไม่มีข้อแม้มานานแล้วก็จริง
แต่มารู้สึกชอบจริงจังแบบสุดๆก็ตอนได้จับหนังสือ biography ของออเดรย์ที่เขียน,รวบรวมโดย Barry Paris นี่แหละ
ถึงได้ประจักษ์แจ่มแจ้งว่า ทำไมคนถึงได้รักผู้หญิงคนนี้ ทำไมเธอถึงได้กลายเป็นไอดอลในดวงใจใครหลายๆคน ทั้งที่เกิดทันและเกิดไม่ทัน?

.
.
.

สำหรับเรา ออเดรย์ เฮพเบิร์น ไม่ได้เป็นแค่ดารานักแสดง
แต่ตัวตนและจิตใจของผู้หญิงคนนี้พิเศษและวิเศษมากๆ
จากที่ได้อ่านหนังสือหลายๆเล่ม หาไม่ได้ที่จะมีคนพูดถึงออเดรย์ในแง่ลบ
เกือบทุกคนที่เคยรู้จัก ได้สัมผัสและใกล้ชิดออเดรย์ ไม่มีใครซักคนที่ไม่รักเธอ
เราว่าออเดรย์สามารถเป็นแบบอย่างให้ผู้หญิงทุกคนได้อย่างดีและเหมาะสมที่สุด
การวางตัว ความคิด การพูดจา การให้เกียรติคนอื่น การใช้ชีวิตในทุกๆด้านทั้งการทำงาน ความรัก ครอบครัว ฯลฯ
สามารถที่จะเอามาเป็นแบบอย่างที่ดีได้หมดเลย

แน่นอนว่าออเดรย์เป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟ็คในหลายๆด้าน และน่าจะมีชีวิตที่เพอร์เฟ็คแบบในนิยาย
แต่เอาเข้าจริง ชีวิตมักไม่ได้สมหวังไปทุกเรื่อง ชีวิตของออเดรย์ก็เหมือนกัน
อย่างที่เค้าว่าว่าคนที่ lucky in game มักไม่ lucky in love
แต่ออเดรย์ก็ฝ่าฟันผ่านจุดนั้นมาได้ถึงสองครั้งสองคราว

เราว่ามันคือหัวใจของออเดรย์นี่แหละที่น่าชื่นชมที่สุด นอกเหนือไปจากหน้าตาและองค์ประกอบอื่นๆ

ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยรู้สึกชื่นชม celebrity คนไหนแบบที่รู้สึกกับออเดรย์ เฮพเบิร์นมาก่อนเลยจริงๆ
ยังไม่เคยเจอคนที่เรื่องราวชีวิตสามารถสร้าง foundation ที่ดีให้กับคนอื่นๆได้มากขนาดนี้มาก่อน
ไม่แปลกใจ ที่หลังจากอ่านหนังสือ เราหลงรักผู้หญิงคนนี้ไปแบบไม่มีเงื่อนไขเลยจริงๆ
มากกว่าตอนที่ได้ดูผลงานหนัง
มากมายชนิดที่เทียบกันไม่ได้



.
.
.

ขอบคุณออเดรย์ เฮพเบิร์น อย่างที่สุด
สำหรับผลงานหนังดีๆทุกเรื่อง ที่ดูแล้วมีความสุขทุกครั้ง
และขอบคุณเป็นพิเศษ
สำหรับเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต ที่ให้ข้อคิดดีๆเยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วน
ขอบคุณที่โลกใบนี้มีคนแบบออเดรย์ เฮพเบิร์น
ที่ทำให้เรารู้สึกว่า Genuinely beautiful people do exist
เป็นบุคคลที่งามทั้งข้างนอกข้างในอย่างแท้จริง

ขอบคุณค่ะ







Create Date : 29 มีนาคม 2553
Last Update : 29 มีนาคม 2553 23:55:07 น. 0 comments
Counter : 1717 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

pampoentjie
Location :
San Francisco United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add pampoentjie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.