กังวลฟองสบู่ financial industry




ตอนนี้Real sector เหมือนเป็นคนไข้นอนหายใจรอโดนเชือด มันตื้อๆตันๆกันไปทั่วโลก เงินล้นจนไม่รู้จะลงที่ไหน ออกกองทุนสุขภาพก็แล้ว กองทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศก็แล้ว 

ผลตอบแทนยังไม่น่าจูงใจ ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ตลาดการเงินโตได้
คือทำตราสารการเงินให้มีการเก็งกำไรขึ้นมาเรื่อยๆ จนจะเป็นฟองสบู่ในที่สุด

จากหุ้นเป็นสินค้าอ้างอิง จากสินค้าอ้างอิงเป็นสินค้าอ้างอิงอีกครั้ง

เงินคนทั่วไปจะไม่เสียหาย ถ้ากองทุนไม่ลงทุนในส่วนนี้
แต่ถ้าเงินล้น มันคือจุดที่บังคับ ยังไงก็ต้องลง ต้องมีpositionหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตอนนี้ที่น่ากังวลคือ เงินเฟ้อจากสินค้าโภคภัณฑ์จะเป็นติ่งของเฟดที่ใช้เป้นเหตุผลว่าควรปรับดอกเบี้ยขึ้น

แต่คุณอาจจะเห็นหุ้นไม่ยอมขึ้น หรือแม้แต่หุ้นที่อ้างอิงสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ขึ้น
เพราะเป็นกำไรต้นทุน ไม่ใช่กำไรจากยอดDemandจริง

กลไกเสมือน ข้าวในวันที่ต่ำกว่าหมื่น กับข้าวราคาเหนือหมื่น ยอดออเดอร์ไม่ได้โตขึ้น แค่กำไรจากราคา

ข้าวราคาลดลง คนซื้อมาก แต่พอคูณแล้ว ก็ได้เงินเท่าเดิม เพราะลูกค้ามีเงินจำกัด
ยกเว้นจะต้องมีนวัตกรรมแตกออกไป เช่นน้ำข้าวกล้อง ครีม 

กลับมาที่ตลาดการเงิน ผมคิดว่าฟองสบู่ใกล้แล้ว จากการปรับลดดอกเบี้ย
เรื่องReal sector
ดังจะเห็นจากนาโนไฟแนนซ์ 

การจะทำให้เงินหมุนไวขึ้นก็มาจากการย่อยหนี้ ขายของ100บาท คนไม่ซื้อ
ขาย 1บาท คนซื้อเยอะและหมุนไว 
เรียกว่าฟองสบู่แฝงจากSME 

ถ้าธนาคารยังคงปล่อยกู้SME คงไม่มีนาโนไฟแนนซ์
เรียกได้ว่าเงินตึงตัวพอควร

การลดดอกเบี้ย ก็ใช่ว่าธุรกิจจะกู้เงินมากขึ้นในตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าแค่ช่วยให้ต้นทุนจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารลดลง 

การขอสินเชื่อก็ใช่ว่าจะได้ง่าย แม้ดอกเบี้ยจะลด เพราะต้องดูความเสี่ยง มีDemandจริงไหม
แนวโน้มโครงการจะไปได้ แต่ตอนนี้ปล่อยยากเพราะเงินธนาคารก็ตึง รายรับก็ตึง จะปล่อยให้รายใหม่ๆยิ่งยาก

เรียกว่าช่วยเรื่องต้นทุนให้กับรายเก่าๆเสียมากกว่า

การอยู่รอดจะมาจากนวัตกรรมที่มาพร้อมค่าธรรมเนียม การคิดผลิตภัณฑ์การเงินจะมากขึ้น
ปีหนึ่งจากที่คุณต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารรักษาบัญชีไม่เท่าไหร่
แต่จะโดนดึงเงินออกไปได้อีกมาก จากความน่าสนใจของบริการใหม่ๆ

และหากบริการนั้นมีการventureกับบริการของบริษัทอื่นๆที่คุณใช้บริการ แล้วคุณได้ส่วนลด หรือสิทธิพิเศษ ยังไงคุณก็ยอมจ่ายอยู่ดี

เรื่องตลาดการเงิน
บริษัทประกันที่เงินรับมา เงินนั้นก็ต้องไปลงทุน พอร์ตการลงทุนบริษัทประกันมีทั้งในหุ้นและตราสารหนี้

ถ้าต้นทุนเงินที่ได้มาสูง ผลตอบแทนไม่จูงใจ พาจะเอาชัวร์คือ ขายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงให้หมด ก่อนจะเข้าเนื้อมากกว่านี้ แม้การลงทุนผลตอบแทนต่ำจะไม่น่าจูงใจ แต่ก็ไม่ขาดทุนมากจนเกินไป

ในเมื่อเงินในตลาดหุ้นส่วนหนึ่งมาจากธนาคารที่ถือลงทุน และบริษัทประกันภัยที่รับเบี้ยมามากมายก่อน

การที่เงินไหลออกคงไม่น่าแปลก

นี่ไม่รวมบรืษัทวาณิชธนกิจใหญ่ๆของโลกที่มีพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ดังนั้นซื้อขายกันระมัดระวัง กำไรมีขายออกไปบ้างก็ยังดี







Create Date : 15 เมษายน 2559
Last Update : 18 เมษายน 2559 13:49:00 น.
Counter : 384 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



สมาชิกหมายเลข 2870475
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



เมื่องานประจำเป็นฐาน เงินลงทุนคือความชันของอิสรภาพทางการเงิน

สนใจเปิดบัญชีหุ้น/tfex/แทรกความรู้การลงทุนและเทรดหุ้น
พร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้ในแต่ละOrderหรือการเข้าซื้อลงทุนครับ

contact:4524akira@gmail.com
ID Line: akira_1721
http://www.facebook.com/stockforfriends




New Comments
All Blog