Group Blog
 
All blogs
 

Parma FC ~ Forza Gialloblu


ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะเขียนบลอกเรื่องปาร์ม่า แต่ก็ยังไม่ได้เขียนจริงๆ จังๆ ซะที เลยถือโอกาสเอาวันที่เพิ่งเลื่อนชั้นกลับเซเรีย อา นี่แหละ เป็นฤกษ์งามยามดี

เราเริ่มดูบอลจริงจังตอนประมาณปี 1994 หลังจากเห็นบาจโจ้ส่องจุดโทษหายไปบนอัฒจรรย์ในนัดชิงบอลโลกกับบราซิล เริ่มอ่านข่าวบอล เริ่มฟัง Sport Radio รายงานสดบอล จนได้ฟังช่วงที่รายงานบอลอิตาลี แล้วรู้สึกได้ว่าบรรยากาศของบอลอิตาลีนี่มันสุดยอดไปเลย ขนาดแค่ฟังเสียงยังรู้สึกได้


จากนั้นไม่กี่ปี ที่บ้านติดเคเบิ้ลทีวี เราก็เริ่มดูบอลอิตาลีอย่างจริงจัง โดนตอนนั้นเป็นช่วงที่ทีมใหญ่ลุ้นแชมป์ของอิตาลี มีมากกว่าแค่ มิลาน ยูเว่ หรืออินเตอร์ ลีกอังกฤษมีบิ๊กโฟร์ แต่ขอโทษ กัลโช่มีบิ๊กเซเว่นขอรับ ประกอบไปด้วย ยูเว่
มิลาน อินเตอร์ ฟิออเรนติน่า ลาซิโอ โรม่า และปาร์ม่า แล้วซึ่งหนึ่งในบิ๊กที่ว่านั้นเป็นทีมจากเมืองเล็กๆ ที่สนามเหย้ามีความจุเพียงสองหมื่นกว่าคน แต่ไม่เคยกลัวใครเวลาเล่นในบ้านตัวเอง ทีมนั้นคือปาร์ม่านั่นเอง ตอนแรกที่เราเชียร์
ปาร์ม่า เพราะเทียบกับทีมอื่นๆ แล้ว ปาร์ม่าเป็นทีมวัยรุ่นมาก และเสื้อสีแสบมาก(ฮา) เพราะพึ่งเปลี่ยนสีเสื้อทีมเหย้า จากเสื้อขาวมาเป็นเสื้อเหลืองคาดน้ำเงิน



ทีมตอนนั้นมีนักเตะดาวรุ่ง และนักเตะระดับประเทศมากพอดู ทั้งโกลดาวรุ่งในตอนนั้น อย่าง จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน
กองหลังอย่าง ลิลิยง ตูราม กับ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ และเนสเตอร์ เซนซินี่ รวมถึงวิงแบคที่ไม่รู้ว่าเป็นกองหลังหรือปีก อย่างอันโตนิโอ เบนาริโว่ กองกลางมีดิโน่ บาจโจ้ คุมเกม และคู่หน้ามองตาก็รู้ใจ เฮอร์นาน เครสโป กับเอนริโก้
เคียซ่า รวมถึงซุปเปอร์ซับจอมโหม่งอย่างมาริโอ สตานิช ช่วงแรกๆ ที่เชียร์ ก็เชียร์สนุกๆ คอยนั่งดูทีมใหญ่ๆบุกมาโดนทีมเราทุบ (แต่บางทีก็บุกมาทุบทีมเรา) สนุกสนานกันไป



จนกระทั่งปีต่อมา ปาร์ม่าเสริมทีมครั้งใหญ่ด้วยการดึงนักเตะใหม่ระดับกลางๆ เข้ามาหลายคน ทั้งเพลย์เมคเกอร์
อาร์เจนไตน์ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน กองกลางตัวคุมเกมอย่างอเลน โบโกซิยง ดิเอโก้ ฟูแซร์ แล้วก็เปาโล วาโนลี่ วิงแบ็คซ้าย ที่มีสไตล์การเล่นโคตรเหมือนเบนาริโว่ และนักเตะใหม่เหล่านั้น ไม่ต้องใช้เวลามากในการปรับตัว ปีนั้น ปาร์ม่าคว้าดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วย โดยคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย เหนือฟิออเรนติน่าด้วยอเวย์โกลของเปาโล วาโนลี่ และถล่มโอลิมปิค มาร์กเซย คว้าถ้วยยูฟ่าคัพมาครอง ปีนั้นเป็นปีที่เราดูบอลอย่างมีความสุขที่สุดในชีวิตที่ผ่านมาเลยล่ะ




ปีนั้นทีมเราพีคสุดๆ ตัวจริงในทีมแทบทุกคนเป็นตัวจริงทีมชาติ ยังจำได้มีนัดนึง ตัวจริงทีมชาติอิตาลี 11 คน เป็นนักเตะปาร์ม่าซะ 5 คน ทั้งบุฟฟ่อน คันนา วาโนลี่ ฟูแซร์ และเคียซ่า สุดยอดมากๆ เลย



แต่ปีต่อๆ มา สโมสรของเราเริ่มมีนโยบายการซื้อตัวที่แปลกออกไป โดยขายนักเตะเก่าที่ปั้นมาอย่างฮวน เวรอน ไปในราคาสูงๆ และนำไปลงทุนกับนักเตะชื่อดังอย่างเช่น อาเรียล ออร์เตก้า ซาโว มิโลเซวิช หรือมาร์โช อโมโรโซ่ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ซื้อมา จะไม่สามารถอดแทนนักเตะเก่าที่ขายออกไปได้ กลายเป็นว่าซื้อมาไม่ค่อยคุ้มนัก และสุดท้ายก็ต้องขายทิ้งไป ตอนซื้ออโมโรโซ่มา เราโคตรจะข้องใจเลย คือทีมตอนนั้นมีคู่หน้าที่ดีมากอย่างเครสโป + เคียซ่า แต่ยังจะไปซื้อดาวดังมาอีก จนกลายเป็นว่าเคียซ่าต้องนั่งสำรอง และโดนบีบให้ย้ายไปฟิออในปีต่อมา เรายังจำได้ดีเลยว่าตอนนั้นเคียซ่ารักสโมสรมาก ขนาดบอกว่ายอมนั่งสำรองก็ได้ แต่ไม่ขอย้าย แต่สุดท้ายก็ต้องไป แถมไปยิงให้ฟิออได้เยอะอีกต่างหาก มันน่าแค้นนัก



นักเตะดาวดังทั้งหลายต่างค่อยๆ พาเหรดออกจากทีมกันไป ซึ่งแต่ละคนที่ย้ายออกไปนั้น ล้วนแล้วแต่สร้างรายได้มหาศาลให้กับทีม เพราะช่วงนั้นบอลอิตาลียังไม่ประสบปัญหาการเงิน การย้ายทีมแต่ละครั้งจึงเป็นสถิติโลกเสมอๆ ถ้าจำไม่ผิด ณ ตอนนี้ สถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก 10 อันดับ น่าจะยังมีค่าตัวจากการย้ายตัวออกจากปาร์ม่า หลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งตอนเครสโปย้ายไปลาซิโอ เวรอนย้ายไปลาซิโอ หรือบุฟฟ่อนย้ายไปยูเว่



แต่ถึงจุดๆ หนึ่ง เมื่อสโมสรเลิกนโยบายทุ่มซื้อดาวดัง (หรือตังหมดแล้วก็ไม่รู้) ปาร์ม่าก็ยังคงเป็นปาร์ม่าเหมือนเดิม ยังมีสตาร์วนเวียนมาแจ้งเกิดกับทีมเราอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นกองหน้า ต่อจากยุคของเครสโป ก็เป็น
มาร์โค ดิ วาโญ่ ที่ย้ายมาจากซาแลร์นิตาน่า มายิงระเบิดระเบ้อที่ปาร์ม่าอยู่ซักพัก ก่อนโดนยูเว่ซื้อไป ต่อมาเป็นช่วงของอาเดรียน มูตู ขานี้ก็โดนเชลซีสอยไปอีก และก็อาเดรียโน่ กองหน้าเจ้าปัญหาที่เปลี่ยนไปเยอะ ตั้งแต่จากทีมเราไป



ช่วงต่อมาเป็นช่วงวิกฤตของจริง ปาร์มาลัตที่เป็นสปอนเซอร์หลักของสโมสร จู่ๆ ก็ล้มละลายซะงั้น ! สโมสรเริ่มระส่ำระสาย ต้องขายนักเตะกิน และส่วนใหญ่จะขายไม่ได้ราคาเท่าไหร่นัก ทั้งอัลเบอร์โต้ จิลาร์ดิโน่ ที่ยิงเป็นปืนกล
ตอนอยู่ปาร์ม่า และย้ายไปเป็นปืนแก๊ปตอนอยู่มิลาน จนปัจจุบันเริ่มจะกลับมายิงอีกครั้งที่ฟิออฯ รวมถึงยังโดนยูเว่เซ็นล่วงหน้าเอากองกลางตัวจิ๋วที่โชว์ฟอร์มเด็ดขาดมากอย่างมาร์โค มาร์คิออนนี่ ลงไปเล่นเซเรีย บี ด้วยกันมาแล้ว (ฮา)

จนกระทั่งถึงช่วง 3-4 ปีก่อน สถานการณ์ของทีมล่อแหลมสุดๆ ขนาดต้องหนีตกชั้น จนต้องวัดกันถึงเตะเพลย์ออฟ และก็เป็นจิลาร์ดิโน่ ที่ช่วยยิงให้ชนะโบโลญญ่าจนรอดตกชั้นมาได้ก่อนเจ้าตัวจะย้ายไปมิลาน อีก 2 ปีต่อมาเราก็ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอีกครั้ง แล้วก็ได้เจ้าเปี๊ยก จูเซปเป้ รอสซี่ ยืมตัวมาช่วยยิงท้ายฤดูกาลจนรอดฉิวเฉียด แต่สุดท้าย
ปีที่แล้วทีมเราก็หนีไม่รอด แพ้อินเตอร์ในนัดสุดท้าย และร่วงมาเซเรีย บี จนได้

มาถึงปีนี้ ช่วงแรกๆ ทีมเราฟอร์มลุ่มๆ ดอนๆ มาก จนเราเองยังใจหายว่าจะไหวมั้ยวะนี่ แต่ก็ยังดีที่ลุ่มๆ ดอนๆ ที่ว่าน่ะ ไม่ค่อยจะแพ้ใครเค้าหรอก หนักไปทางเสมอซะเกินครึ่ง จนมาช่วงหลังๆ ทีมเริ่มจะเข้าที่เข้าทางขึ้น กองหน้าเริ่มจะรู้หน้าที่ว่าเค้าส่งลงไปยิงประตู หลังจากนั้นก็เริ่มโกยคะแนนเป็นกอบเป็นกำ ไต่อันดับขึ้นมาจนถึงโซนเลื่อนชั้น และในที่สุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็เป็นวันที่ยืนยันได้แน่นอนแล้วว่า กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาลหน้า จะมีทีมหน้าเก่าที่ชื่อปาร์ม่า อย่างแน่นอน



แฟนเดนตายอย่างเราก็สุดแสนจะดีใจ ที่จะได้เห็นทีมรักได้กลับมาโลดแล่นบนลีกสูงสุดอีกครั้ง และก็ยังจะยืนยันว่า ทีมฟุตบอลทีมเดียวในโลกที่เราจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเราเชียร์ ก็จะยังเป็นปาร์ม่า ทั้งอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต แล้วก็ไม่เคยเสียใจที่เชียร์ทีมๆ นี้ ไม่ว่าจะหนีตกชั้นหรือลุ้นแชมป์ก็ตามทีเถอะ

หวังว่าปีหน้าจะเป็น จัลโล่บลู ผู้พิชิต เหมือนช่วงเกือบๆ 10 ปีก่อนนะ

เหนื่อยเลย ร่ายซะยาว

Forza Gialloblu !!!!!!!!!!!!!!



เครดิตรูปสุดท้ายของคุณ danielle จากกระทู้ CALCIO ของป้าหนอนนะครับ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2552 10:24:30 น.
Counter : 1020 Pageviews.  

Short Program

การ์ตูนน่ารักๆ จากนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบที่สุดในโลก อาดาจิ มิตซึรุ

จริงๆ คงเคยมีคนเอามาลงหลายคนแล้วแหละนะ สำหรับการ์ตูนสั้น 4 หน้า ของ อ.อาดาจิ ชุดนี้

แต่ก็อยากจะลงไว้ ให้มีอยู่ในบลอกเรา เผื่อว่าใครที่ยังไม่เคยอ่าน ไม่เคยเห็น จะได้ดูกันด้วย

เชิญรับชมตามสะดวกครับ

* อ่านจากขวาไปซ้ายเน้อ~










 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2552 10:01:06 น.
Counter : 373 Pageviews.  

ฉันมีความสุข

คุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ กับคุณมาโนช พุฒตาล พูดคล้ายๆ กันในหนังสือว่า ทุกวันนี้ เขาชอบฟังเพลงเก่าๆ เพลงเดิมๆ ที่เคยเป็นที่นิยมมานานหลายปี และยังคงเป็นที่นิยมสำหรับเขาอยู่เสมอ จึงไม่ค่อยติดตามฟังเพลงใหม่ๆ ที่อยู่ในกระแสตลาดทุกๆ วันนี้ เนื่องด้วยว่าเพลงเก่าๆ ที่มีอยู่ ก็เพียงพอแล้วที่จะให้ความบันเทิงตามที่ต้องการได้แล้ว

ลองมาคิดๆ ดู เราเองก็เป็นคนประเภทนั้นเหมือนกัน เพลงที่เรายังเปิดฟังทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงเก่าๆ ที่ฟังมาตั้งแต่สมัยมัธยม หรือบางเพลงอาจจะติดหูมาตั้งแต่ช่วงประถมด้วยซ้ำไป

เพลงที่เราฟังวนเวียนอยู่ได้ทุกวัน ไม่เคยเบื่อแม้แต่น้อย เป็นเพลงธรรมดาๆ ที่เคยเป็นที่นิยม(อยู่บ้าง)ในอดีต และคลายความนิยมไปมากโขแล้วในปัจจุบัน คือเพลงที่เป็นชื่อบลอกนี้นั่นเอง เพลง ฉันมีความสุข ของพี่ๆ วง Friday เพลงนี้เป็นเพลงที่เราชอบ"ที่สุดในโลก"มานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม จนกระทั่งทุกวี่ทุกวันนี้

คนแต่งเพลงนี้และคนร้องของเพลงนี้ คือพี่บอย ตรัย ภูมิรัตน เขียนไว้ในหนังสือ ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว ว่ามีคนทัก ให้ลองนับความสุขในเพลงนี้ดู จะตรงกับความสุขห้าประการที่อัลแบร์ กามูส์ฺ เขียนไว้ นั่นคือ การได้ทำงานสร้างสรรค์ อยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง มีเวลาดูฟ้าดูตะวัน พ้นจากความทะเยอทะยาน และได้รักใครสักคน นี่คือความสุขที่เราทุกคนต้องการ

พี่บอยบอกว่า นึกถึงตัวเองในตอนนั้น ทำไมถึงได้แต่งเพลงนี้ออกมา และเขียนด้วยความรู็สึกที่นึกถึงความสุขจนชัดเจนขนาดนี้ คิดว่าชีวิตช่วงนั้นคงจะถวิลหาความสุขอยู่มากๆ เป็นแน่

เราอ่านแล้วก็มานึกถึงตัวเองว่า ที่เราชอบเพลงนี้เอามากๆ คงไม่ใช่เพราะเรากำลังใฝ่หาความสุขอยู่ แต่คงเป็นเพราะว่า เพลงนี้เป็นความสุขของเรา ที่สามารถหามาได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก แค่ฟังวนๆไปทั้งวัน ก็มีความสุขไปได้หลายเพลาแล้ว

ช่วงหลังๆ มานี่ เห็นหลายคนบ่นถึงความสุขกันเยอะ บ้างเรียกร้องให้ความสุขมาหา บ้างก็บ่นว่าความสุขหายไปไหน เราว่าอันที่จริงความสุขมันเป็นหน้าที่ของเราเองที่จะต้องหาและเก็บรักษาเอาไว้เองนะ การที่ในห้วงเวลาหนึ่ง ความทุกข์หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต นั่นไม่ได้หมายความว่าความสุขไม่ได้อยู่กับเราเสียหน่อย เพียงแต่นาทีนั้นความสุขโดนความทุกข์ขโมยซีนไปชั่วคราวต่างหาก และก็อยู่ที่ว่าตัวเราจะจัดการกับความทุกข์นั้นได้เร็วแค่ไหน เพื่อจะได้ปล่อยให้ความสุขมาทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มตัวเหมืิอนเดิม แบบนี้น่าจะดีกว่าไปเรียกร้องให้ความสุขมาหา ไม่ใช่หรอกหรือ

***

เมื่อเช้าตื่นมาฟังแล้วนึกครึ้มอยากให้คนอื่นได้ลองฟังดูบ้าง (ถึงจะไม่ค่อยมีึคนหลงเข้ามาอ่านบลอกเราก็เถอะ) แถมยังแปะเพลงไม่เป็นด้วยน่ะสิ ลองมั่วๆ ดูแล้วกันนะ

อันนี้เป็นเวอร์ชั่นสด จากคอนเสิร์ท Friday Express Live ที่เราว่าเพราะยิ่งกว่าแบบ Original เสียอีก (บางคนไม่ชอบแบบคอนฯ อาจจะรำคาญเสียงกรี๊ด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)




Song : ฉันมีความสุข Happy Me
Artist : Friday

ยังมีเสียงเพลงที่ทำให้ใจสดใส ดวงดาวมากมายที่ให้เราดูเต็มฟ้า ฉันมีความสุข
มีลมพัดเย็นมาเป็นเพื่อนคลายเหงา มีวันของเราเพียงเราที่ผูกพันธ์ ฉันมีความสุข

มีฉันและเธอ ก็คงเพียงพอต่อใจ เธอมาอยู่ใกล้ฉัน แค่ใจเราอยู่ใกล้กัน

เมื่อไหร่ที่คิดที่ฝันถึงสิ่งใด ฝันนั้นมีเธออยู่ ได้บอกให้รู้ว่าฉันนั้นสุขใจ
เพราะเธอ(นั้น)มีความหมาย (มีค่าให้ใจฉันรักเธอ)

ยังมีถ้อยคำให้จำและยังซึ้งใจ ลืมความทุกข์ดวงใจอุ่นในความรัก ฉันมีความสุข

ไม่เคยต้องการ สิ่งใดมากไปกว่านี้ แค่เธอมาอยู่ใกล้ฉัน แค่ใจมาอยู่ใกล้กัน

เมื่อไหร่ที่คิดที่ฝันถึงสิ่งใด ฝันนั้นมีเธออยู่ ได้บอกให้รู้ว่าฉันนั้นสุขใจ
เพราะเธอ(นั้น)มีความหมาย (มีค่าให้ใจฉันรักเธอ)

เมื่อไหร่ที่คิดที่ฝันถึงสิ่งใด ฝันนั้นมีเธออยู่ ได้บอกให้รู้ว่าฉันนั้นสุขใจ
เพราะเธอ(นั้น)มีความหมาย (มีค่าให้ใจฉันรักเธอ)

เมื่อไหร่ที่คิดที่ฝันถึงสิ่งใด รู้ไหมมีเธออยู่ เธออยู่กับฉันๆก็สุขใจ
เพราะเธอมีความหมาย มีค่าให้ใจฉันรักเธอ

****

ปล. เขียนบลอกคาบเกี่ยว 2 หัวข้ออีกแล้วเรา ตั้งใจจะเขียนเรื่องเพลงอย่างเดียว แต่ดันขึ้นต้นบลอกด้วยเรื่องหนังสือซะได้

ปล.2 เมื่อวันอาทิตย์ไปสอบปริญญาโทการแปลมา มีให้สอบเขียนเรียงความภาษาไทย พอเขียน Entry นี้เสร็จลองย้อนขึ้นไปดู สงสัยอารมณ์สอบยังติดอยู่ มีทั้งคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป เสร็จสรรพเลย




 

Create Date : 28 เมษายน 2552    
Last Update : 28 เมษายน 2552 13:42:33 น.
Counter : 301 Pageviews.  

อ่านไดอารี่ แล้วอยากเขียนไดอารี่ (งานหนังสือ รอบแถม)

เรื่องที่ไม่มีใครอยากรู้ แต่(Gu)อยากเขียน

วันนี้ตื่นแต่หัววัน เดินทางไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่ออบรมหลักสูตรแปลบทหนังเพื่อทำบทบรรยาย หรือหลักสูตรแปลซับหนังนั่นเอง วันนี้เป็นเป็นวันสุดท้าย ปิดคอร์ส

เรียนไปง่วงไป ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ตอนแรกตั้งใจว่าขากลับจะไปงานหนังสืออีกซักรอบ แต่พอถึงเวลาเลิก 4 โมงเย็น ฝนตกรุนแรงเหมือนเช่นสองสามวันก่อน ทั้งๆ ที่ตอนเที่ยงแดดร้อนอย่างกับอะไรดี ช่วงนี้เหมือนท้องฟ้าอัดอั้นอะไรมานาน บ่ายแก่ๆ ถึงเย็นทีไร ฝนตกหนักหน่วง ฟ้าร้องลั่นแทบทุกวัน

สภาพอากาศไม่ค่อยเป็นใจ เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า เลยเดินฝ่าฝนออกมานั่งรถเมล์กลับบ้าน แต่ทั้งๆที่ตัดสินใจไปแล้ว และกำลังนั่งรถเมล์กลับบ้านอยู่ ก็ยังคิดอยากจะไปงานหนังสืออยู่ดี เพราะได้ยินมาหลายเสียงว่าปีนี้ถึงจะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ว่าคนน้อยมาก เดินสบาย ไม่เหมือนปีอื่น นั่งคิดไปเรื่อย ว่าเอาไงดีวะกู กลับบ้านหรือไปงานหนังสือ จนสุดท้ายถึงป้ายที่จะลง – สวนจตุจักร คิดเสร็จพอดี และเสือกคิดได้ว่ายังไม่อยากกลับบ้าน ไปงานหนังสือดีกว่า ทั้งๆ ที่ถ้าไปตั้งแต่แรกจาก มธ. ก็ไม่ไกลมาก และทั้งๆ ที่จากจตุจักร ก็เดินทางอีกไม่เกิน 10 นาที ถึงบ้าน แต่ด้วยความดันทุรัง เลยนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินย้อนกลับไปศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พอไปถึง ลงจากรถไฟฟ้า เห็นฝูงชนที่สวนไปขึ้นรถ รวมถึงพวกที่รอซื้อตั๋วอยู่หน้าทางเข้า เรียกได้ว่าเยอะเป็นหนอน นึกๆ อยู่ว่าหรือเค้าย้ายมารับเช็ค 2 พันบาทกันในสถานีรถใต้ดิน พอเดินขึ้นไปถึงงานก็ยังเห็นคนไหลมาเรื่อยๆ แอบนึกในใจ ว่าเพื่อนทั้งหลายที่บอกว่าคนโล่งนี่มุสากันหรือไร เป้าหมายแรกในงานคือบูท Bliss เพื่อหาหนังสือ “คลื่นถี่ความเหงา” ไปถึงบูท เดินหาอยู่ซักพัก หาไม่เจอ เลยถามน้องคนขาย ได้คำตอบว่า “หมดแล้วค่ะ” โอ้ว ชิทหายกัน เป้าหมายหลักๆ เล่มเดียวของวันนี้ หมดซะง้าน ก็เลยจำใจเดินรอบๆ ดูไปเรื่อยๆ เดินจนทั่วแพลนนารี่ฮอลล์ ได้หนังสือมา 1 เล่มถ้วน เป็นหนังสือเก่าที่เห็นมานานแล้ว และคราวนี้บูทสามสีเอามาลดราคา ชื่อว่า รักปักใจ โอ้ใครช่วยฉันที หนังสือถามตอบขำๆ ของพี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค แห่งวงเฉลียง

เสร็จสิ้นจากแพลนนารี่ฮอลล์ เดินออกมาเจอะบูท a book ที่ยังไม่ได้แวะไปเยี่ยมชมซักรอบ ทั้งๆ ที่มางานก่อนนี้แล้ว 2 รอบ และรอบนี้ก็ยังคงเป็นเช่นเคย คนล้นทะลักเหมือนดารามาแจกลายเซ็น ไอ้เราไม่มีแรงพอจะไปเบียดสู้ด้วย ก็ต้องยอมลี้แต่โดยดี สรุป งานหนังสือครั้งนี้ไม่ได้ซื้อหนังสือจาก a book ซักเล่ม อันที่จริงคือไม่ได้เห็นเลยด้วยซ้ำ

เลยไปถึงโซน C เดินงงๆ ได้มาอีก 2 เล่ม – ชีวิตสำมะหาอันใด ของคุณเรวัตร พันธุ์พิพัฒน์ จากบูทคมบาง เรื่องนี้ได้ยินชื่อมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสอ่านเองจริงๆ ซักที แล้วไหนๆ ก็เจอแล้ว ก็เลยจัดซะ ส่วนอีกเล่ม ย่องเบาเข้าญี่ปุ่น ของคุณโตมร ศุขปรีชา จากบูท Open ตอนแรกนึกว่าปีนี้จะไมได้หนังสืออะไรจาก Open ซะแล้ว แต่ไปๆมาๆเหลือบไปเห็นชื่อคุณโตมรบนหนังสือ ซึ่งก็ไม่ต้องคิดไรมากอยู่แล้วกับนักเขียนท่านนี้ เลยจัดไปอีกเล่ม

เดินต่อจนทั่วทุกโซน ไม่ได้อะไรเพิ่มเติม กลับบ้านด้วยอารมณ์ว่า ทำไมเดินรอบงานหนังสือมันใช้เวลาน้อยจัง ตอนแรกกะจะกลับมืดๆ ไปๆมาๆ ออกมาตั้งแต่ฟ้ายังสว่างอยู่เลย แต่ก็เดินทั่วแล้ว ช่วยไม่ได้ กลับก็กลับ

ขากลับไปขึ้นรถไฟฟ้า ยังคงแขยงคนเป็นหนอนตรงหน้าที่ขายตั๋วก่อนทางเข้า เลยเลือกที่จะซื้อแบบที่เค้าเอามาขายแยก เหมือนช่องทางลัด แต่จะมีปลายทางแค่ไม่กี่สถานี เช่น สุขุมวิท พระราม 9 ลาดพร้าว พหลโยธิน ฯลฯ ซึ่งในจำนวนนั้น ไม่มีสถานีสวนจตุจักรที่ตั้งใจจะไปลง แต่ก็ว่า เอาเหอะวะ ยอมไปพหลฯ ลงเซ็นทรัล เดินซักแปป แล้วค่อยเดินไปขึ้นรถฝั่งวิภาวดีก็ได้ เลยต่อแถวซื้อตั๋วพหลโยธินมา แล้วพอลงบันไดเลื่อนไป ไปถึงที่ซื้อตั๋วปกติตรงทางเข้า แม่เจ้า คนหายไปไหนหมดวะ พวกที่ออๆ กันเหมือนมารับเช็ค หายหมดเกลี้ยงเลย เหลือต่อแถวอยู่ 2-3 คน แม่งน้อยกว่าแถวที่กูต่อไปซื้อตั๋วพหลโยธินอีก -*- มาเข้าใจคำว่า timing อย่างลึกซึ้งก็วันนี้ เวลาต่างกันซัก ชม. นึง จำนวนคนต่างกันซัก 50 เท่าได้

ยืนๆเดินๆอ่านหนังสือ Open Diary ของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถไฟฟ้า จนขึ้นรถไฟฟ้า จนลง จนเดินไปถึงเซ็นทรัล นึกในใจ ให้กูอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมกับเดินรอบสนามบอลไปเรื่อยๆ ยังได้เลย หนังสือเค้าก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนะ แต่วางไม่ลงจริงๆ เคยเป็นแบบนี้มารอบนึงแล้วกับหนังสือ อย่างน้อยที่สุด บทสัมภาษณ์คุณเป็นเอก รัตนเรือง โดยคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ เจ้าเดิม

ไปถึงเซ็นทรัล นึกอยู่นานว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ ปกติเดินเซ็นทรัลก็ไปอยู่ไม่กี่ที่ ร้านหนังสือ ร้านการ์ตูน แล้วก็ B2S แล้วซึ่งหนังสือก็พึ่งไปงานหนังสือมาตั้งหลายรอบ การ์ตูนก็พึ่งสอยมา 3 เล่มตอนพักเที่ยง แผ่นเพลงกับ DVD ก็ยังไม่มีอะไรน่าสนใจออกมาใหม่ สรุปเดินเข้าเซ็นทรัลทางประตูใกล้ๆ BONITO แล้วเดินออกทางประตู McDonald จำเริญจริงๆ

หลังจากนั้นก็เดินไปข้ามถนน ขึ้นรถเมล์ ต่อมอไซค์ เข้าบ้าน อาบน้ำ เขียนบลอก จวบจนปัจจุบันนี้

วันนี้พร่ำเพ้ออะไรไปเรื่อย ยาวโขอยู่ ถ้าใครหลงมาอ่านก็ขออภัยในความยาวไว้ด้วย ไม่รู้นึกอะไรถึงร่ายมาได้ขนาดนี้ สงสัยเพราะอ่านไดอารี่เจ๋งๆมา เลยอยากจะเขียนไดอารี่กับเขาบ้างกระมัง

ถ้าอ่านมาถึงนี่ได้ก็แปลว่าสู้คนพอสมควรนะครับนี่

ขอบคุณที่พยายามอ่านจนจบครับ

ปล. Entry นี้ไม่รู้ว่าควรจะเอาไว้กลุ่มย่อยจิปาถะหรือหนังสือ ดี ถ้าไม่ตรงกลุ่มย่อยยังไงขออภัยด้วยครับ




 

Create Date : 05 เมษายน 2552    
Last Update : 5 เมษายน 2552 23:01:39 น.
Counter : 220 Pageviews.  

งานหนังสือรอบสอง

เมื่อวานได้ไปงานหนังสือมาอีกรอบแล้ว จริงๆ ด้วยแหละ

แต่คราวนี้ไปทำงานซะมากกว่า เลยมีเวลาเดินน้อยมากๆ ซัก ชม. นึงได้

แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปหอบหิ้วหนังสือกลับมาได้อีก 4 เล่มถ้วน จากบูทในเครือใกล้ๆ กัน

หนังสือที่ได้มา 3 ใน 4 เล่ม จากบูท ระหว่างบรรทัด ประกอบไปด้วย

"HESHEIT 1+2+3" รวมเล่มผลงานเก่าของพี่ตั้ม วิสุทธิ์ พรนิมิตร ที่หลายๆคนคงจะรู้จักดี และหลายๆคนอีกเช่นกัน คงไม่รู้จัก ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นมองแวบแรกเห็นว่าเป็นการ์ตูน เลยไม่สนใจ หรือจะเป็นว่า ลายเส้นไม่ค่อยงามอย่างที่หวัง แต่เราว่า ถ้าตัดสินงานพี่ตั้มจากความเป็นการ์ตูน หรือจากความงามของลายเส้น หลายๆ คนเหล่านั้น คงพลาดหนังสือที่ดีมากๆ ไปเสียแล้ว

- "The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น" งานแปลโดยพี่คุ่น ปราบดา หยุ่น เจ้าสำนักใต้ฝุ่น เล่มนี้ตัดสินใจซื้อง่ายมากๆ แค่เห็น ผู้แปล : ปราบดา หยุ่น - ยูอาร์มายฮีโล่ / ชื่อเรื่อง : The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น - โอ้วว ฟังดูดีชะมัด น่าอ่านโคตร / ผู้เขียน : เจ.ดี. ซาลินเจอร์ - คุ้นหูมาก เคยอ่านเรื่องไหนซักเรื่องมาแหงๆ แต่จำไม่ได้ ~ สรุป หยิบภายใน 5 วิ

"LIFESCAN มากกว่าที่ตาเห็น" ของคุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" เจ้าของบลอกรีวิวหนังชั้นยอดที่คนติดตามดูหนังส่วนมากในพันทิปน่าจะรู้จัก เล่มนี้ออกมาเป็นเล่มที่ 4 แล้ว หลังจากปีก่อนออก "เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป" มา และเราก็ตามซื้อมาจนถึงเล่มนี้ล่ะ คุณ"ผมอยู่ฯ" ยังคงเอาหนังมา"พาดพิง"กับชีวิตจริง ได้อย่างสนุกสนานเหมือนเช่นเคย ใครสนใจการวิจารณ์(+วิเคราะห์)หนัง จับแก่นความคิดที่หนังพยายามสื่อออกมา แล้วนำมาผนวกใช้กับชีวิตจริงได้ ลองไปหาอ่านดูได้นะครับ


เป็นอันจบเรื่องของบูทระหว่างบรรทัดไป แล้วจึงเลยไปที่บูทอัลเทอเนทีฟไรเตอร์ ไปได้หนังสือมาเพิ่มอีกเล่ม คือ 

- " Open Diary" ของคุณ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เป็นหนังสือรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ของกลุ่มคนผู้ทำนิตยสาร Open ทั้งคุณวรพจน์ คุณภิญโญ รวมไปถึงคุณปราบดา และท่านอื่นๆ ความจริงตอนแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ตอนปีนี้ เรายังงงๆอยู่ว่า หนังสือนี่ดูสภาพแล้วก็ออกมานานพอดูแล้วนะ แต่ทำไมกรูไม่ซื้อก่อนหน้านี้วะ ทั้งที่หลังๆ นี้ก็มางานหนังสือทุกครั้ง ครั้งละเกินรอบ แต่เหมือนไม่เห็นเล่มนี้มาก่อน แปลกใจตัวเองพิกล

ไปๆมาๆ ชั่วโมงนึงก็ยังอุตส่าห์ได้เพิ่มมาอีก 4 เล่ม ทั้งๆ ที่เป็นการเดินรอบสอง

หนังสือนี่มันมีแรงดึงดูดอย่างรุนแรงต่อ Bookaholic เยี่ยงเราจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าซื้อมาก็อาจจะโดนดอง แต่ก็นะ ไม่ซื้อก็เสียดายอะ เคยมีหนังสือหลายเล่มที่เราเล่นตัวว่าแบบ เฮ้ย ยังไม่มีเวลาอ่าน ไว้เจอครั้งหน้าค่อยซื้อก็ได้ แต่ไปๆมาๆ ครั้งหน้าที่ว่านั่น มันดันไม่มีแล้วน่ะสิ เราไม่ได้เห็นหนังสือนั่นอีกเลย Smiley (แต่จริงๆ เอาข้ออ้างนี้มาใช้กับพวกหนังสือใหม่ก็ไม่ค่อยได้แฮะ เพราะไงๆ มันก็ยังอยู่บนแผงหนังสืออยู่ชัวร์ๆ ~ เถียงกับตัวเองซะ 1 รอบ พอให้เป็นพิธี Smiley)

แต่ก็นะ ไงๆ เงินที่หาๆ มาได้ ก็ไม่ได้จะเอาไปทำอะไรอยู่แล้ว เที่ยวก็ไม่ค่อยได้เที่ยว กินก็นานๆ กินข้างนอกซะที ปกติกินก็ข้าวบ้าน ของก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไร เอาตังมาซื้อหนังสือเก็บไว้ก็ไม่เสียหายหรอก ซักวัน ยังไงก็ได้อ่านอยู่ดีแหละหน่า(ปลอบใจตัวเองอีก 1 รอบ เพราะยังไม่ได้คำนวณค่าเสียหายในงานหนังสือรอบนี้)

เอาเป็นว่า สรุป งานหนังสือครั้งนี้ของเรา ถ้าไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายเกินขึ้น คงจะรูดม่านจบลงเพียงเท่านี้ กับผลงาน 9+4 = 13 เล่ม และค่าเสียหายที่ยังไม่กล้าคำนวณ Smiley

ขอขอบคุณทุกท่านทั้งที่ตั้งใจเข้ามา และหลงเข้ามาอ่านครับ






 

Create Date : 03 เมษายน 2552    
Last Update : 3 เมษายน 2552 13:07:37 น.
Counter : 251 Pageviews.  

1  2  3  

วูบ วูบ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add วูบ วูบ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.