|
Archer ปืนใหญ่อัตราจรล้อยางที่ดีที่สุดในตอนนี้

FH-77BW อาร์เชอร์ ปืนใหญ่อัตราจรล้อยางในปัจจุบันนั้นมีหลายชาติที่นิยมสร้างเพื่อส่งออกและเข้าประจำการ ส่วนนึงก็ไม่ต้องวิจัยมากเน้นหนักไปที่ระบบปืนส่วนรถที่จะมาทำแคร่รถก็เลือกรถลำเลียงทหารที่มีใช้กันเยอะและราคาถูกกว่ารถถังสายพาน มาประกอบกันเข้าไป หลายคนคงจะทราบถึงประสิทธิภาพอันลือลั่นของปืนใหญ่ซีซาร์ที่ผลิตในฝรั่งเศสและไทยเราเองก็มีประจำการใช้ในการรบกรณีข้อพิพาทกับเขมร ด้วยความสามารถคือเคลื่อนที่เข้ายิงและถอนตัวได้เร็วและทำการยิงได้ไวและแม่นยำ แต่ใครจะทราบบ้างว่าปืนใหญ่อัตราจรล้อยางที่ประสิทธิภาพสูงสุดในตอนนี้ถ้าวัดกันที่ประสิทธิภาพในการยิง การบรรจุและความอยู่รอดของแท่นปืน ไม่นับความแม่นยำเพราะส่วนใหญ่ใช้กระสุนและระบบควบคุมการยิงที่แทบจะมาจากบริษัทเดียวกันหรือความร่วมมือระหว่างประเทศผลที่ได้คือความแม่นยำไม่หนีกันมาก แต่เอาประสิทธิภาพขั้นต้นต้องยกให้ระบบจากสวีเดนที่ชื่อArcher (นักธนู) 
FH-77A ส่วนนึงเพราะมีไม่กี่ระบบเท่านั้นที่เรียกว่าอัตโนมัติทั้งระบบ ใช้พลประจำยิงและควบคุมเพียง2-3นาย โดยระบบส่วนใหญ่จะเป็นกึ่งอัตโนมัติคือต้องใช้กำลังพลในการบรรจุกระสุนหรือยกกระสุนมาวางเพื่อให้ระบบของปืนทำการบรรจุเข้ารังเพลิงเอง แต่อาร์เชอร์สามารถโหลดกระสุนเพื่อทำการยิงได้ต่อเนื่องทั้งระบบโดยพลประจำรถแค่ทำการยิงและวางแผนการยิงเท่านั้น ซึ่งระบบอีกแบบนึงคือNora B-52 ของเซอร์เบีย ที่อัตโนมัติทั้งระบบเช่นกัน ชื่อเต็มของระบบอาร์เชอร์ คือArcher Artillery System เป็นความร่วมมือระหว่างสวีเดนกับนอร์เวย์ เป็นปืนใหญ่รุ่นพัฒนาต่อแบบเต็มระบบจากปืนใหญ่FH-77A ที่เป็นปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองด้วยระบบAPU ซึ่งเคลื่อนที่ได้ไม่ไกลและช้า หัวใจคือการนำปืนใหญ่FH-77Aขนาด155มม.ขนาด38คาลิเบอร์มาเพิ่มความยาวเป็น52คาลิเบอร์ในรุ่นBเพื่อทำการส่งออกให้อินเดีย ที่พัฒนาตั้งแต่ปี1978และเข้าประจำการในช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา มาติดตั้งบนรถบรรทุกหนักVolvo A30D ขับเคลื่อน6x6ซึ่งเป็นรถบรรทุกใช้งานในเหมืองมาทำ เพื่อให้สามารถลุยได้ในทุกภูมิประเทศ โครงการพัฒนาเริ่มในปี1995 ช่วงเริ่มโครงการได้ทำการศึกษาระบบรองรับน้ำหนักและขับเคลื่อนและทำการสร้างต้นแบบมา2รุ่นคือFH-77BDและBW โดยรุ่นที่นำหน้าว่าBคือการนำปืนใหญ่รุ่นAมายืดลำกล้องเป็น45คาลิเบอร์ 
FH-77BD L-45 อาร์เชอร์ FH-77BD ใช้ปืนใหญ่FH-77รุ่นBขนาด155มม.45คาลิเบอร์ มาทำการติดตั้งบนรถบรรทุกให้อัตราการยิง8นัดต่อนาที ยิง3นัดใช้เวลา15วินาที ระยะยิง30ก.ม.และ เมื่อใช้กระสุนต่อระยะ ระยะยิงไกลสุด40ก.ม. ใช้เวลาเตรียมการยิง50วินาที มีการทดลองยิง8นัดและเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งแรก500เมตรเพื่อทำการยิงใหม่ใช้เวลามากกว่า3นาทีเล็กน้อย ภาพรวมเหมือนFH-77A ที่ติดตั้งบนรถบรรทุก และยังไม่อัตโนมัติเต็มระบบต้องใช้พลประจำรถถึง6นาย ในการอำนวยการยิงเช่นบรรจุกระสุน ซึ่งสามารถบรรทุกกระสุนได้24นัดและดินส่งจำนวน42แท่ง ได้รับการจัดหาจากสวีเดนในปี2008จำนวน7ระบบและอีก1ระบบจากนอร์เวย์ พอเดือนสิงหาคมปี2009ทั้ง2ประเทศก็จัดหาเพิ่มชาติล่ะ24ระบบ ซึ่งในปี2000บริษัทโบฟอสก็ส่งต้นแบบFH-77BD ไปให้อินเดียทดสอบในเดือนพฤษภาคม ซึ่งกลาโหมอินเดียได้ยอมรับข้อเสนอรวมถึงราคาในการปรับปรุงFH-77A จำนวน200กระบอกและการจัดหาปืนใหญ่อัตราจรล้อยางระหว่างอาร์เชอร์กับซีซาร์ของกองทัพอินเดียด้วย บริษัทโบฟอส ผู้พัฒนาระบบปืนได้รับสัญญาจากกองทัพสวีเดนในปี2003เพื่อส่งต้นแบบFH-77BWขนาด52คาลิเบอร์ จำนวน2ระบบเพื่อเข้าทำการทดสอบในปี2005-2006 พอมกราคมปี2009ลงนามร่วมกับBAE Systemของอังกฤษ เพื่อพัฒนาระบบควบคุมการยิงและบริษัทNexterของฝรั่งเศส ในการพัฒนากระสุนปืนและดินส่ง

FH-77BW L-52 อาร์เชอร์ โดยความสามารถพื้นฐานของFH-77BW52คาลิเบอร์ นั้นสามารถยิงไกล30ก.ม.ด้วยกระสุนมาตราฐาน 40ก.ม.ด้วยกระสุนต่อระยะและระยะยิงไกลสุดๆ60-65ก.ม.ด้วยกระสุนนำวิถีจีพีเอส เอ็กซ์คาลิเบอร์ เอ็ม-982 ยิงต่อตีเร่งด่วนในแนวราบได้ไกล2ก.ม. มุมยิงของปืน0-70องศา ปืนใหญ่ขนาด155ม.ม.ขนาด52คาลิเบอร์ อัตราการยิงสูงสุด8-9นัดต่อนาที กระสุนพร้อมยิงจำนวน20นัดบรรจุในแม็กกาซีนและ1นัดในรังเพลิง พร้อมดินส่งบรรจุในแม็กกาซีนจำนวน126แท่ง โดยทั้งดินระเบิดและกระสุนใช้ซองบรรจุแบบสายพาน หลังจากยิงจนหมดสามารถบรรจุใหม่ในเวลา8นาที โดยการเติมกระสุนด้วยกำลังพลจากรถเติมกระสุน กระสุนปืนใหญ่ในที่บรรจุถูกบันทึกเพื่อเลือกการใช้กระสุนต่อตีเป้าหมาย โหมดการยิงทำลายเป้าหมาย4-6นัดในเวลา30วินาทีหรือ8-9นัดในเวลา1นาทีด้วยการยิงแบบ MRSI(Multiple Round Simultaneous Impact)เรียกง่ายๆว่ายิงกระสุนหลายนัดในมุมต่างกันเพื่อให้กระสุนตกเป้าหมายพร้อมกัน การบันทึกทิศทางการเคลื่อนที่ของเป้าหมาย ระยะยิง การโหลดกระสุนให้พอดีกับเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่เพื่อทำการยิง กระสุนและดินส่งมีตัวเด็ดๆเช่นกระสุนที่พัฒนาโดยBAE Bofors / Nexter ชื่อว่าBonus เพื่อทำลายเป้าหมายเคลื่อนที่และยานเกราะโดยเฉพาะ ซึ่งพัฒนาเสร็จในปี2007 มีระยะยิงไกลถึง35ก.ม.(ปืน52คาลิเบอร์)27ก.ม.(39คาลิเบอร์) เมื่อยิงออกไปแล้วกระสุนชนิดนี้จะทำการค้นหาเป้าหมายด้วยฟิวส์อินฟาเรดที่ระดับความสูง175เมตร พื้นที่ค้นหา32000ตารางเมตร ความเร็วตกสู่พื้น45เมตรต่อวินาที เพื่อส่งข้อมูลทำการแตกตัวเหนือเป้าหมาย โดยระเบิดย่อยจะมีน้ำหนัก6.5กก. ยาว138มม. เจาะเกราะหนาได้100มม. จะทำการหมุมราวๆ15ครั้งต่อวินาทีเพื่อทรงตัวและเลเซอร์วัดระยะความสูงและอินฟาเรดจะค้นหาเป้าหมายเพื่อระเบิดใส่หลังคาเป้าหมาย(ไม่รู้เราได้หาตัวนี้มาใช้ตอนรบครั้งล่าสุดรึเปล่า) ดินส่งกระสุนแบบUniflex 2IMแบ่งเป็นแท่งเต็มและครึ่งแท่ง โดยขนาดของห้องรังเพลิงอาร์เชอร์มีถึง25ลิตรในขณะที่ซีซาร์มีขนาด23ลิตร แน่นอนว่าอาร์เชอร์สามารถใส่ดินส่งได้ถึง7แท่งเพื่อให้มีระยะยิงไกลซึ่งอาร์เชอร์สามารถเลือกใส่ดินส่งกระสุนได้ตามความต้องการ โดยมีการคำนวณชัดเจนจากการทดลองกับปืนใหญ่AS-90ของอังกฤษว่าดินส่ง1แท่งให้ความเร็วกระสุนเท่าใดแรงดันเท่าใด ซึ่งมีผลอย่างมากในการคำนวณการยิงเป้าหมายแบบMRSI ดินส่งแบบUniflex 2IM แน่นอนว่าอาร์เชอร์1ระบบ สามารถถล่มเป้าหมายด้วยความแม่นยำ75นัดต่อช.ม. หรือหมดแม็กคือ20นัดภายในเวลา2.3นาทีหรือ3นัดในเวลา13-15วินาที อัตราการยิงที่สูงและแม่นยำสามารถทำลายเป้าหมายแบบไม่ผุดไม่เกิด ตอบโต้หรือหนีก็ยังไม่ทัน ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้มากๆในคราวเดียวเพราะทั้งแม่นยำและรุนแรงบวกปริมาณอีกด้วย ซึ่งข้าศึกจะได้พักหายใจก็ต่อเมื่ออาร์เชอร์พักเติมกระสุนใหม่ในช่วง8นาที 

โดยระบบควบคุมการยิงก็แทบจะเหมือนทุกๆรุ่นคือข้อมูลแผนที่ดาวเทียม จอแสดงข้อมูลการรบและการประมวลผลเป้าหมายด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านการอัพโหลดข้อมูลเป้าหมายจากแหล่งอื่น เรดาห์จับความเร็วลำกล้อง โดยพลที่ทำการยิงทั้งหมดจะทำงานในห้องพลขับซึ่งอยู่ด้านหลัง โดยจะใช้พลยิง3นายต่อ1ระบบหรือฉุกเฉินสุดๆคือใช้พลควบคุมการยิงเพียง1นายและพลขับอีก1นาย ควบคุมการยิงผ่านรีโมทคอนโทรล โดยการเตรียมยิงและถอนตัวสามารถทำได้โดยที่พลในรถไม่ต้องออกมาด้านนอกเลย นอกจากนั้นยังรวมถึงการพัฒนาระบบกำหนดจุดยิงในกรณีไม่สามารถใช้จีพีเอสได้ซึ่งชื่อว่าSIGMAstem 30 Gyrolaser Artillery Pointing ในปี2008 อาร์เชอร์ สามารถทำการรบได้ทุกสภาพอากาศ ทุกสภาวะ กลางวันและกลางคืน การป้องกันตัวเองนั้นสามารถทำการยิงปืนกล7.62หรือ12.7มม.จำนวน1กระบอกผ่านระบบรีโมทที่ติดตั้งเหนือป้อมจากภายในตัวรถด้วยระบบLemur ตัวรถและห้องพลขับติดตั้งเกราะสามารถป้องกันกระสุนปืนกล7.62มม.แบบเจาเกราะ รวมถึงสะเก็ดระเบิดที่มาตกใกล้ๆได้ และยังป้องกันกับระเบิดขนาด6กก.หากรถไปเหยียบซึ่งตัวรถในส่วนช่วงล่างมีลักษณะเป็นรูปตัววีช่วยกระจายแรงระเบิด ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญตรงที่ระบบปืนใหญ่อัตราจรล้อยางโดยทั่วไปบริเวณแท่นปืนจะเปิดโล่ง ซึ่งหากมีระเบิดใดๆมาระเบิดใกล้ๆสามารถสร้างความเสียหายให้กับระบบอำนวยการรบและควบคุมการยิงของปืนใหญ่รวมถึงพลประจำแท่นปืนด้วย (ประมาณว่าข้าศึกสามารถตรวจจับได้และยิงตอบโต้ ถึงกระสุนไม่โดนจังๆแต่เพียงตกข้างๆในระยะ10-20เมตร โดยเฉพาะกระสุนปืนใหญ่สามารถสร้างความเสียหายได้รวมถึงกระสุนแตกอากาศด้วยเช่นกัน) อาร์เชอร์จึงหุ้มเกราะเบาแทบทุกส่วนเพื่อป้องกันความเสียหาย
FH-77BWArcher กับ Ceasar โดยอาร์เชอร์สามารถทำการยิงโดยพลประจำสถานีรบไม่ต้องออกมาด้านนอกและมีการหุ้มเกราะป้องกันแท่นปืนหากมีระเบิดมาตกใกล้ๆ ตัวรถVolvo A30D 6×6 เครื่องยนต์ดีเซลทำความเร็วบนถนนได้70ก.ม./ช.ม. ระยะทำการ500ก.ม. น้ำหนักพร้อมรบ30ตัน สามารถเข้าเตรียมยิงและถอนตัวใช้เวลาราวๆ30วินาที ซึ่งสวีเดนได้ทำการอัพเกรดและพร้อมจะเข้าประจำการในปี2011 ยังรวมถึงการนำปืนใหญ่FH-77Aจำนวน700กระบอก จะนำมาดัดแปลงเป็นระบบอาร์เชอร์ทั้งหมด
| Create Date : 30 พฤศจิกายน 2554 |
| |
|
| Last Update : 30 พฤศจิกายน 2554 4:04:33 น. |
| |
| Counter : 6379 Pageviews. |
| |
|
|
|