โลกนี้มีมาก่อนผู้คน แต่โลกจะทนอยู่ได้นานสักเท่าใด

ถ้าเงินหมื่นแสนล้านถูกผลาญไป ใช้สร้างอาวุธมายัดใส่มือคน
 
 

MTB-LAW ขอแค่3วิจำเป้าหมาย จะพุ่งชนให้เอง

 MTB-LAW คือจรวดนำวิถีต่อต้านรถถังระยะใกล้น้ำหนักเบา เป็นพวก"ยิงแล้วลืม" พุ่งชนป้าหมายให้เอง โดยพลยิงไม่ต้องนำทาง จากความร่วมมือ3ประเทศเช่นสวีเดน อังกฤษ ฟินแลนด์ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าNLAW (Next Generation Anti-tank Weapon)พัฒนาโดยโบฟอส โดยอังกฤษเอาไปทดแทนLAW-80
Image
น้ำหนักเบาเหมือนAT-4CS แต่ระบบนำวิถีเหมือน RBS-Bil-2 มีระยะยิงร่วม600เมตร จึงมีความน่าสนใจอย่างมาก
ระบบนำวิถีแบบPLOS พลยิงเมื่อทำการเล็งระบบบันทึกทิศทางเป้าหมาย ระยะ จุดหมาย ใน3วินาที เพื่อเตรียมการยิง เมื่อลั่นไก พลยิงทำได้เพียงมองดูจรวดพุ่งออกไปสูงเหนือแนวเส้นสายตา1.05เมตร จรวดจะโคจรเหนือเป้าหมายอิสระจนไประเบิดเหนือหลังคาเป้าหมายด้วยหัวรบเซ็นเซอร์แม่เหล็กแต่ส่วนตัวมองเผินๆเหมือนพลยิงแค่เล็งเผื่อๆไว้ เมื่อจรวดไปถึงเป้าหมายหัวรบจะจุดระเบิดให้เอง
หรือทำการยิงแบบDA ทำการยิงใส่เป้าหมายโดยตรงกรณีเป้าหมายเป็นบังเกอร์ บ้าน โดยเซ็นเซอร์แม่หล็กจะถูกตัดกา่รทำงาน นอกจากนั้นยังมีโหมดยิงแบบบันทึกระยะทางให้ระเบิดในระยะทางที่กำหนด

ระยะยิง20-600เมตร ขนาดท่อยิง115มม. ขนาดหัวรบ150มม. หนัก12กิโลกรัม ความเร็วพุ่งชน40เมตร/วินาที เวลาพุ่งชนเป้าหมายในระยะ600เมตรมากกว่า2.5วินาที
...น่าจะหามาเวลาเจอพวกชอบอาศัยปราสาท บังเกอร์ปูน บังเกอร์รถถัง หลุมบุคคล เจอเจ้านี้ระเบิดเหนือหัวคง.. :lol: ซึ่งอย่างในคลิปข้างล่างเราจะเห็นหมู่ปืน8นาย แต่ก็มีอำนาจการยิงมากพอตัวเลยทีเดียว รวมถึงกระสุนปืนค.60MAPAM ที่มีลูกปืนเม็ดบรรจุอยู่2500เม็ด(บางเว็บว่าไว้ขนาดนั้น)




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2557   
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2557 20:57:01 น.   
Counter : 2823 Pageviews.  
Share to Facebook


MMP จรวดต่อต้านรถถังสุดล้ำจาก MBDA

MMP หรือ Missile moyenne portée เป็นจรวดต่อต้านรถถังเพื่อทดแทนระบบจรวดมิลานที่่ใช้มายาวนาน เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี2009โดย MBDA ฝรั่งเศส
Image
ความก้าวหน้าคือเพิ่มความสามารถในการโคจรเข้าหาเป้าหมายหรือการโคจรเหนือเส้นสายตา จัดเป็นเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังมัลติโหมดตอบสนองทุกภารกิจ ต่างจากเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังทั่วๆไป

โดยความสามารถในการโคจรหรือร่อนเข้าหาเป้าหมายเหมือนจรวดร่อน จึงเพิ่มความสามารถในการเข้าตีเป้าหมายได้หลากหลายเช่น
-ยิงเป้าหมายที่มองเห็นในแนวราบ
-ยิงเป้าหมายที่อยู่ในที่กำบัง เช่น ป่า ในหุบเขา ในเมือง
-สามารถยิงอาวุธโดยเครื่องยิงอยู่ในที่กำบังเช่นหลังกำแพง หลังเนินดิน ด้วยลักษณะการยิงวิถีโค้ง

ด้วยความสามารถข้างต้นผสมกับระยะยิงไกลถึง4ก.ม.ในรุ่นMMP และรุ่้น8ก.ม.ในรุ่นMLP(สำหรับฮ.โจมตี) เพียงพอที่จะโจมตีเป้าหมายพื้นราบได้ทุกแบบและทุกภารกิจ โดยMBDAหวังว่าMMPและMLPจะทดแทนระบบเจฟวาลิน เฮลไฟร์ สำหรับชาติที่ต้องการอาวุธระบบเดียวได้
มีดาต้าลิงซ์อัพเดทข้อมูลเป้าหมายขณะโคจร พร้อมระบบควบคุมการยิง3แบบ
-ระบบยิงแล้วลืม
-ควบคุมลูกจรวดด้วยพลยิง
-ล็อคเป้าหมายหลังทำการยิง ใช้กับ UAV
ซึ่งเป็นรูปแบบที่จรวดมิลานไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะเมื่อทำการรบในเมือง

MMP จะเริ่มทดสอบยิงครั้งแรกในปี2014ก่อนผลิตในปี2017 โดยMBDAหวังว่าจะได้รับสัญญาจัดหาลูกจรวด30000นัด เครื่องยิงอีก500ชุดเพื่อเข้าทดแทนจรวดนำวิถีมิลาน ซึ่งMBDAจะมุ่งการขายให้กองทัพฝรั่งเศสเป็นอันดับแรก
บริษัท RoxelและSagem ได้รับสัญญาเข้ามาพัฒนาระบบนำวิถีและระบบอำนวยการยิงเดือนมิถุนายนในปี2010 บริษัทSBDS พัฒนาหัวรบคู่ระเบิดแรงสูง บริษัทJyunghans T2M พัฒนาระบบความปลอดภัยของเครื่องยิง บริษัทMEXANS พัฒนาสายใยแก้วนำแสง
Image
ลูกจรวดมีน้ำหนัก15กิโลกรัม มีขนาดท่อยิง140มม. ตัวจรวดควบคุมด้วยใยแก้วนำแสงระบบใช้ระบบค้นหาเป้าหมายคู่ได้แก่อินฟาเรดและทีวี ใช้ระบบขับเคลื่อน2ท่อน ผสมกับระบบMEMS IMU วัดทิศทางและความเร็วรวมถึงแรงเฉื่อยของลูกจรวดเพื่อประสิทธิภาพในการโคจรเป็นต้น
หัวรบสามารถเจาะเกราะ1000มม.RHA และเจาะคอนกรีตหนา2000มม.

เครื่องยิงมีน้ำหนักรวมแบตเตอรี่ 11กก. เป็นดิจิตอลสมบูรณ์แบบ มีกล้องอินฟาเรด เลเซอร์วัดระยะ จีพีเอส ควบคุมการยิงด้วยNCW เพื่อเปลี่ยนวิถีโคจรในระยะ2500เมตร ซึ่งสามารถติดตั้งกับป้อมปืนCT-40ได้
Image





 

Create Date : 24 มกราคม 2557   
Last Update : 24 มกราคม 2557 15:18:13 น.   
Counter : 2542 Pageviews.  
Share to Facebook


RKG-3 ระเบิดรถถังชนิดขว้าง หน่วยล่าฮัมวี่ในอิรัก

RKG-3 เป็นระเบิดต่อต้านรถถังแบบขว้าง มีใช้มาตั้งแต่กลางปี1943 โดยฝ่ายโซเวียตเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาล่าทำลายรถถังฝ่ายเยอรมันในชื่อ RPG-43/40/6

RKG-3 สร้างด้วยแนวคิดง่ายๆ ขนาดของระเบิดเหมือนขวด ทหาร1นายพกพาไปได้2-3นัด ซ่อนพรางในเสื้อ ใช้รบในเมืองหรือทหารในจุดซ่อนพราง โดยเลือกขว้างใส่จุดอ่อนสุดของรถถังหรือยานเกราะจำพวก หลังคา ห้องเครื่อง แต่ถ้ารถฮัมวี่ที่ในอิรักโดนกันบ่อยๆก็โดนขว้างใส่หน้ารถไปเลย

ระเบิดชนิดนี้แพร่หลายในยุโรปตะวันออก(โซเวียตเก่า) จนถึงสงครามอิสราเอลกับอาหรับ ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางและสุดท้ายก็มีหลงเหลือรวมถึงอิรักก็ได้จัดหาไว้ใช้งานด้วย ผลิตในปี1950

ข้อดีคือพกพาซ่อนพรางง่าย ไม่เปิดเผยจุดยิงเหมือนเครื่องยิงจรวดที่มีควันพุ่งออกมา แต่ก็มีข้อเสียคือระเบิดมีรัศมีระเบิดพร้อมสะเก็ดในระยะ20เมตร เรียกว่าถ้าขว้างไม่ดีจะโดนเองด้วย ยังไม่รวมถึงอาจโดนทหารคุ้มกันยิงเอาง่ายๆ

แต่จุดเด่นข้างต้นคือหากรบในเมืองเหมือนอิรักใช้ แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะทำลายโดยเป้าหมายไม่รู้ตัวหรือสังเกตุได้ค่อนข้างมากทีเดียว ซึ่งในคลิปมีภาพที่หน่วยลาดตระเวณอเมริกาผ่านคนที่ซ่อนอาวุธหลายคนโดยที่ไม่สงสัยเลย

ประสิทธิภาพของระเบิดตัวนี้น้ำหนักของตัวระเบิด1กิโลกรัมนิดๆ หัวรบระเบิดแรงสูงเจาะเกราะหนา125มม.RHA  รุ่นMเจาะเกราะหนา170มม.RHA รุ่นEMเจาะเกราะหนา220มม.RHA เรียกว่าแรงเจาะขนาดนี้เจาะหลังคารถถังหรือยานเกราะสบายๆ







 

Create Date : 18 มิถุนายน 2556   
Last Update : 18 มิถุนายน 2556 20:24:49 น.   
Counter : 1765 Pageviews.  
Share to Facebook


หมัดของเรือคิรอฟที่นาโต้ขนานนามว่า.."เรือแตก"


3M-54 P-700 แกรนิต หรือที่นาโต้เรียกกันว่าSS-N19 เรือแตก(Shipwreck)เป็นหนึ่งในสามจรวดโจมตีกองเรือบรรทุกเครื่องบินของโซเวียต ที่อเมริกาเองยังหวาดหวั่นในยุคสงครามเย็นรวมถึงเป็นอาวุธหลักของเรือรบชั้นคิรอฟที่ยิ่งใหญ่ของโซเวียต ด้วยขนาดที่ใหญ่พอๆกับMig-21หรือเล็กกว่าF-16เล็กน้อย พุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วสูงกว่า2.5มัค ระยะยิง550-650ก.ม. หัวรบระเบิดแรงสูงหนัก750กก.หรือหัวรบนิวเคลียร์500กิโลตัน ซึ่งไกลพอจะป้องกันการสวนกลับของฝ่ายตรงข้ามได้และติดตั้งได้ทั้งเรือดำน้ำ เรือรบ ซึ่งเราจะมาหาที่มาของจรวดโจมตีเรือที่ใครต่อใครวิเคราะห์ว่าเรือคิรอฟลำเดียวสามารถลุยกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกาได้สบายๆนั้นพอมีความเป็นไปได้มากแค่ไหน


จริงๆแล้วนั้นหากจะเรียกว่าขีปนาวุธโจมตีเรือรบก็คงไม่ผิดเพราะขนาดที่ใหญ่พอๆกับขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ เหตุที่ติด1ในอาวุธหลักโจมตีกองเรือบรรทุกเครื่องบิน เนื่องจากเราทราบกันดีว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐยิ่งใหญ่มากกระจายไปทั่วทุกที่ในช่วงสงครามเย็น ขณะที่โซเวียต(รัสเซีย)มีเพียงกองเรือรบ เรือดำน้ำ แต่ขีดความสามารถในการโจมตีระดับกองเรือยังไม่มากพอ ถึงจะพัฒนาอาวุธโจมตีเรือรบติดตั้งกับเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลก็ยังทำได้ไม่ดีพอเนื่องจากพิสัยการยิงและการบินผ่านน่านฟ้าที่มีเครื่องบินฝ่ายสหรัฐและนาโต้ในหลายพื้นที่นั้นเอง



SS-N19 เทียบกับ F-16


ก่อนหน้านั้นเรือรบหลักที่ทำหน้าที่ล่าทำลายกองเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นได้รับการติดตั้งขีปนาวุธโจมตีเรือแบบSS-N3แซทดอค และSS-N12(P-500)แซนบ็อก ซึ่งมีระยะยิงไกล500ก.ม.ขึ้นไป ติดตั้งได้ทั้งระเบิดแรงสูงและหัวรบนิวเคลียร์ แต่ประสิทธิภาพยังต่ำเกินไปเช่น SS-N3(P-5)นั้น มีค่าความผิดพลาดในการพุ่งชนเป้าหมายในรัศมี3000เมตร(ผิดพลาดสูงมาก)แต่ทดแทนด้วยหัวรบนิวเคลียร์ อีกทั้งความเร็วมันต่ำที่0.9มัค ซึ่งโอกาสที่จะเจาะทะลุระบบป้องกันกองเรือนั้นยังน้อยเกินไป การนำวิถีก็ไม่ดีพอด้วยระบบแอคทีฟเรดาห์ที่จะเปิดเผยตำแหน่งตั้งแต่เริ่มยิง ทำให้เป้าหมายสามารถต่อต้านได้ ส่วนSS-N12 นั้นมีความเร็วสูงที่2.5มัค แต่มันไม่มีการนำวิถีที่ดีเพียงพอ ซึ่งในช่วงนั้นระบบนำวิถีของรัสเซียประสบปัญหาการนำวิถีในระยะเส้นขอบฟ้ามากจนต้องพึ่งฮ.และเครื่องบินลาดตระเวณ


ในขณะเดียวกันการป้องกันทางอากาศประจำกองเรืออเมริกาพัฒนาขึ้นมาในช่วงกลางทศวรรษ1970เรื่อยมา ตั้งแต่การเข้าประจำการของF-14และจรวดAIM-54ที่มีระยะยิงไกลมากขึ้น จรวดต่อต้านอากาศยานประจำเรือSM-1และ2ก็มีระยะยิงไกลและมีสามารถต่อต้านเป้าหมายเรี่ยพื้นน้ำได้มากขึ้นทำให้โอกาสโจมตีกองเรืออเมริกาด้วยเครื่องบินและจรวดระยะใกล้สามารถทำได้ลำบาก


Подводные корабли  проекта «Антей» получат новое вооружение – ракетные комплексы «Калибр» и «Оникс»


//www.testpilot.ru/russia/chelomei/p/700/img/0197s.jpg



ในตอนแรกที่ P-700 นั้นฝ่ายตะวันตกไม่ทราบว่ามันมีรูปร่างยังไง รู้แต่เพียงว่าเข้าประจำการเป็นอาวุธหลักของเรือลาดตระเวณประจัญบานชั้นคิรอฟ เรือดำน้ำชั้นออสก้า-2 เรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งฝ่ายตะวันตกวิเคราะห์ว่ามันคงมีรูปทรงแบบเดียวกับจรวดรุ่นแรกๆอย่าง P-500 หรือ P-5 ที่ประจำการบนเรือครูซเซอร์ชั้นสลาว่า


โครงการพัฒนาเริ่มในปี1969 ส่วนใหญ่ว่ากันว่าโซเวียตพัฒนาระบบการชี้เป้าและนำวิถีด้วยดาวเทียมมาใช้ โดยวางข่ายการโจมตีระหว่างเครื่องบิน Tu-22M และเรือดำน้ำออสก้า ซึ่งข้อมูลจากดาวเทียมจะส่งมาที่Tu-22Mและผ่านมายังเรือดำน้ำเพื่อเข้าโจมตีพร้อมกัน เรือดำน้ำออสก้าจะทำการยิงจรวดโจมตีที่ความลึก30เมตร ซึ่งสามารถป้องกันการค้นหาเป้าหมายตรวจจับได้ โดยกลุ่มโจมตีจะมีเรือดำน้ำ3-5ลำ ใน1ลำจะมีP-700จำนวน24นัด เมื่อพบเป้าหมายจะทำการยิงพร้อมกันด้วยจรวด70-120นัด ในจำนวนจรวด30-50%จะมุ่งเป้าถล่มเรือบรรทุกเครื่องบินเพียงลำเดียว โดยพื้นที่ยิงถล่มห่างจากเป้าหมาย4-500ก.ม.และถอยหนีออกมาอย่างรวดเร็วด้วยการดำหนีที่ความเร็วสูง30น็อต



ความเป็นสุดยอดมันอยู่ที่ว่าเมื่อจรวดถูกยิงขึ้นจะบินสูงเพื่อทำการเปิดเรดาห์ได้ทั้งโหมดแอคทีฟและพลาสชีฟความถี่J-band(10-12GHz)และ K-band(27-40 GHz)ถูกพัฒนาโดยTsNII"Granit" เพื่อทำการค้นหาเป้าหมาย โดยจะมี1ลูกที่ยิงขึ้นเพดานบินสูงสุดแล้วโหมดแอคทีฟจะทำการค้นหาเป้าหมายและทำการล็อคเป้าหมายทำการบันทึกที่ตั้งแล้วจึงปิดเรดาห์เพื่อกันเปิดเผยตำแหน่งในขณะพุ่งหาเป้าหมาย ระบบพลาสชีฟเองก็มีข้อดีเพราะมันจะวิ่งตามเรดาห์ที่ปล่อยออกมาโดยเฉพาะจากระบบเรดาห์ของเรือชั้นเอจีส ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการบันทึกจะถูกกระจายไปยังจรวดลูกอื่นๆเพื่อเลือกการโจมตีเป้าหมายที่ต่างกัน จริงๆแล้วไอ้1ลูกที่เหินฟ้าสูงลิ่วเนี้ยแลนอกจากจะพลีชีพค้นหาเป้าหมายระบุพิกัดของเป้าเพื่อจ่ายไปยังลูกอื่นๆที่บินตามขึ้นมา มันยังทำให้เรดาห์และระบบป้องกันของฝ่ายกองเรือเป้าหมายจับจ้องและทำการยิงต่อต้านไอ้ลูกที่บินสูงเพื่อไม่ให้ระบบป้องกันเล็งไปหาลูกอื่นๆ ระบบนำทางเป็นแบบonboardป้องกันการตอบโต้ด้วยระบบสงครามอิเล็คทรอนิครุ่น3B47 "Quartz" ระบบจะสั่งให้จรวดบินสูงต่างกันในระดับสูงตั้งแต่14000เมตรจะเร็วถึง2.5มัคส่วนที่ระดับน้ำทะเล14เมตรจะมีความเร็วไม่เกิน1.5มัค หรือนำทางด้วยเครื่องบินลาดตระเวณทางทะเลTu-95RTS"แบร์-ดี/อี"หรือKa-25TS ซึ่งติดตั้งระบบควบคุมจรวดด้วยดาต้าลิงซ์รุ่นRubidy-MM




ตัวจรวดถูกหุ้มเกราะกันกระสุนของปืนกลฟาลังซ์ที่ใช้ป้องกันประจำเรือของฝ่ายอเมริกา เสริมอำนาจการทำลายด้วยหัวรบระเบิดแรงสูง750กก.หรือหัวระเบิดนิวเคลียร์200-350กิโลตันกำหนดรัศมีทำลายล้าง1ก.ม.แน่นอนว่าหลุดไปโดนเพียงนัดเดียวหายยกกองเรือเป็นแน้แท้ ตัวจรวดพัฒนาโดยสำนักออกแบบOKB-52 (ภายหลังเป็นMashinostoyeniyaหรือNPO) การขับเคลื่อนด้วยตัวจรวดขนาดใหญ่ด้วยบูซเตอร์เชื้อเพลิงแข็งจำนวน2ชุด ก่อนจะพุ่งสู่เป้าหมายด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ท เคอาร์-39



การทดสอบยิงครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนปี1975จนได้รับเข้าประจำการอย่างเป็นทางการเดือนมีนาคมปี1983 ในขณะที่ระบบค้นหาเป้าหมายด้วยดาวเทียมLegendaพร้อมใช้งาน รวมถึงระบบโซนาร์ประจำเรือดำน้ำMGK-540 Skat-3 สามารถกำหนดเป้าหมายเองพร้อมใช้งานอีกเช่นกัน ซึ่งเข้าประจำการในเรือดำน้ำออสก้า-1 จำนวน2ลำคือK-525 (Arkhangelsk )และ K-206 (Murmansk )ในปี1981-83 โดยแต่ล่ะลำติดตั้งจรวด24ลูกมุมยิง40องศา ทั้ง2ลำเข้าประจำการในกองเรือภาคเหนือและได้ติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมรุ่นKasatka-U โดยจะมีการอัพเกรด P-700อีกครั้งในปี2010


 


ซึ่งเรือดำน้ำที่เข้าประจำการตามมาและเป็น"อาวุธลับ"ของกองเรือภาคเหนือคือเรือดำน้ำชั้น ออสก้า-2 ได้แก่เรือK - 119 (Voronezh), K - 148 (ครัส), K - 410 (Smolensk), K - 266 (Orel), K - 186 (Omsk),K - 150 (Tomsk) K - 141 (Kursk) ระเบิดและจมลงเมื่อ 13 สิงหาคม 2000  K - 132 (อีร์คุตส), K - 173 (Krasnoyarsk), K - 442 (Chelabinsk), K - 456 (Vyluchinsk) ส่วนเรือคิรอฟได้รับการติดตั้งปี1980-1998 อาวุธจำนวน20นัดในท่อยิงมุม60องศา เรือบรรทุกเครื่องบินครุฟเนชอฟติดตั้งปี1990-1995จำนวน12ท่อยิง




ฉะนั้นหลายคนพอจะมองเห็นถึงจุดอ่อนอย่างนึงของเรือรบคิรอฟ ถ้าคิรอฟลุยเดี่ยวจรวดที่จะทำการยิงถล่มเป้าหมายคือหมดลำเรือในครั้งเดียว(20นัด) ถ้าโดนหมดหรือหลุดไปพังกองเรือได้ก็รอดตัวไป แต่ถ้ามันไม่สามารถทำลายเป้าหมายได้เรือคิรอฟจะไม่มีจรวดต่อต้านเรือเลยเหลือแต่แซมเพียวๆสำหรับยิงอากาศยานและจรวดปราบเรือดำน้ำ ก็อาจะเป็นไปได้ว่าคิรอฟจะทำการรบร่วมกับกองเรือคุ้มกันหรือเรือดำน้ำในการป้องกันและโจมตี






 

Create Date : 16 มกราคม 2555   
Last Update : 16 มกราคม 2555 15:44:06 น.   
Counter : 2446 Pageviews.  
Share to Facebook


RBS-15 ASM ของประเทศสวีเดน

อาร์บีเอส-15


RBS-15 ASM ของประเทศ สวีเดน



RBS-15(Robotsystem 15) เป็นหนึ่งในผลผลิตอาวุธปราบเรือรบเก่าแก่อีกรุ่นนึงของยุโรปผลิตโดย ซาบ-โบฟอส ไดนามิกส์ ของประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีโจมตีเรือยิงจากเรือรบ ฐานยิงชายฝั่ง หรืออากาศยานปีกตรึงก็ได้เช่นกัน จัดเป็นอีกรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงอีกรุ่นนึงของโลกแต่ทำตลาดไม่ค่อยได้ แผนแบบทั่วไปคล้ายคลึงกับออตโตแมตของอิตาลีแต่เล็กกว่าเล็กน้อยและสามารถติดตั้งบนอากาศยานได้


อาร์บีเอส-15 นั้นพัฒนาเพื่อนำมาทดแทน อาร์บีโอ-8เอกับอาร์บี-04อี ที่พัฒนาหลังโซเวียตในช่วงทศวรรษที่1960 เพื่อติดตั้งกับ บ.ข.รุ่นใหม่ของสวีเดนอย่าง เจ-37วิกเก้นและเจเอเอส-39กรีเพ้น ของท.อ.สวีเดน โดยสวีเดนได้ร่วมพัฒนาระบบอาวุธโจมจีเรือที่มีชื้อเสียงอย่างเพนกวิ้น มาร์ค-2 (อาร์บี-12) เฮลไฟร์ เอจีเอ็ม-114บี (อาร์บี-17)ในช่วงปี1991-92


อาร์บีเอส-15เตรียมพัฒนาหลังจากระงับแผนการพัฒนา อาร์บี-08เอ โดยลงนามในปี1977พอปี1979ก็เริ่มลงทำการผลิตโดยก่อนหน้านี่อเมริกาและฝรั่งเศสเสนอให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ฮาร์พูน และ เอ็กซ์โซเซท ตามลำดับ แต่สวีเดนยังคงพัฒนาอาร์บีเอส-15ต่อไป โดยในเดือนกรกฎาคมปี1981จึงเริ่มทำการทดสอบยิงพอถึงปี1985 ท.ร.สวีเดนจึงสั่ง อาร์บีเอส-15 มาร์ค-1เข้าประจำการ



ภาพตัดของ RBS-15


อาร์บีเอส-15 มาร์ค-1 นั้นมีมิติดังนี้ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง50ซ.ม. ความยาว4.35ม. น้ำหนักรวมบูสเตอร์780ก.ก. หัวรบระเบิดแรงสูงเจาะเกราะ250ก.ก. ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต ทีอาร์ไอ60-1-077 แรงขับ370ก.ก. ความเร็วโคจร0.9มัค  ความเร็วเมื่อใช้บุสเตอร์ส่งจากท่อยิง0.7มัค ระยะยิง70ก.ม. รุ่นใช้ยิงทางอากาศระยะยิง150ก.ม. โดยแบ่งรุ่นดังนี้


อาร์บีเอส-15เอ็ม มาร์ค-1 ติดตั้งบนเรือ


อาร์บีเอส-15เค มาร์ค-1 ภารกิจยิงจากชายฝั่งใช้รถปฏิบัติการ4คัน รถบบรทุกจรวด2คันๆล่ะ4ท่อยิง 1คันรถเรดาห์ และ1คันรถบังคับการ สวีเดนสั่งเข้าประจำการปี1993


อาร์บีเอส-15เอฟ มาร์ค-1 ติดตั้งกับอากาศยาน เจ-37วิกเก้น ในปี1989


อาร์บีเอส-15มาร์ค-1 นั้นใช้ระบบค้นหาเป้าหมายทางอิเล็คทรอนิคแบบ9จีอาร์400 เรดาห์ เคยู-แบนด์ความถี่0.2-1.0ไมโครเซค  ระบบอำนวยการรบแบบ9แอลวี200 เรดาห์มีมุมกวาดทางราบ30องศา ทางสูง15องศา


 


RBS-15 ขณะยิงจากเรือคอร์เวต


ในปี1991 ซาบ กำหนดโครงการอัพเกรด อาร์บีเอส-15 ภายใต้ชื่อทีเอสเอ แผนอัพเกรดเทอร์น่า เพื่อให้อาวุธปล่อยสามารถลิงซ์เชื่อมต่อแก้ไขข้อมูลเป้าหมาย ระบบหัวค้นหาอินฟาเรด กล้องทีวี และระบบเรดาห์แสดงภาพเป้าหมายที่ค้นเจอ เริ่มอัพเกรดปี1993จากมาร์-1เป็นมาร์ค-2 โดยรุ่นยิงจากเรือรบชื่อ อาร์บีเอส-15เอ็ม มาร์ค-2และทำการอัพเกรดมาร์ค-1เป็นมาร์ค-2ทั้งหมดในช่วงปี1994-97ติดตั้งเรดาห์ดิจิตอล เอฟเอ็มดับบิวซี แยกค้นหาและประมวลผลที่จับได้ด้วยการรวมสิ่งที่เรดาห์พบเข้าด้วยกันเช่นฉากหลังของเรือที่จอดชายฝั่งเพื่อการโจมตีเป้าหมายที่แม่นยำ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น800ก.ก. สามารถเลี้ยงหัก90องศาด้วยความเร็วสูงทนแรงจีได้สูงถึง8จี ระยะยิง150ก.ม.


นอกจากนั้น อาร์บีเอส-15ยังมีรุ่นเอเอ็มไอเค ที่ติดตั้งหัวรบค้นหาแบบอินฟาเรดกำลังสูงสำหรับยิงจากอากาศยานใช้แผนแบบการพัฒนา ซีเอเอสโอเอ็ม ของบริติส-แอร์โรว์สเปซ เข้ามาพัฒนาด้วย หัวรบมาสามารถค้นหาด้วยความละเอียด8-12ไมครอน ซึ่งมีขีดความสามารถในการค้นหาและโจมตีเป้าหมายอัตโนมัติ


ในปี1995จึงมีแผนอัพเกรดเป็นรุ่น มาร์ค-3 และลงนามร่วมพัฒนาระหว่าง ซาบของสวีเดนกับ เดลแอล-บีจีที แห่งเยอรมันในปี1999เพื่อทำการอัพเกรดและผลิต มาร์ค-3 ซึ่งใช้เชื้อเพลิงเจพี-10 ระยะยิง200ก.ม. โคจรต่ำเข้าหาเป้าหมายที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล2ม.  สามารถกำหนดจุดเลี้ยวเข้าตีเป้าหมายได้ ดัดแปลงช่องรับอากาศเข้าให้มีการสะท้อนเรดาห์ต่ำลงตรวจจับจากข้าศึกได้ยาก ระบบสงครามอิเล็คทรอนิค ระบบเดินอากาศจีพีเอส/ไอเอ็นเอส สำหรับโจมตีเป้าหมายชายฝั่ง บริษัท เดลแอล-บีจีที ดีเฟน์ท ได้รับสัญญาจากท.ร.ในการติดตั้ง อาร์บีเอส-15เอ็ม มาร์ค-3 กับ เรือคอร์เวตชั้น เค-130 ของเยอรมันในวันที่22กันยายนปี2005 พอวันที่6ตุลาคมปี2006 โปแลนด์ลงนามจัดหาอาร์บีเอส-15มาร์ค-3 ไปใช้กับเรือรบ


น้ำหนักตัวจรวดลดลงเหลือ630ก.ก. ไม่รวมบูสเตอร์ ปล่อยความร้อนหรือรังสีอินฟาเรดน้อยมากยากต่อการตรวจจับด้วยระบบเซนเซอร์ความร้อน อายุการใช้งานของอาวุธปล่อยที่30ปี นอกจากนั้นอาร์บีเอส-15มาร์ค-3 ยังเลือกติดตั้งระบบค้นหาและนำทางเป้าหมายแบบเรดาห์และหัวค้นหาอินฟาเรดเพื่อใช้งานคู่กันในการโจมตีเป้าหมายให้แม่นยำมากขึ้น โดยหัวรบมีน้ำหนักลดลงเหลือ200ก.ก.


นอกจากอาร์บีเอส-15มาร์ค-3 จะทนทานต่อการแจมสัญญาณ ก่อกวนด้วยระบบสงครามอิเล็คทรอนิคแล้ว ยังมีโหมดเพื่อใช้ในการโจมตีหลากหลาย เช่นยิงข้ามเกาะที่ฉากบังเรือฝ่ายเราเข้าหาเป้าหมาย ใช้ฮ.หรืออากาศยานลิงซืเชื่อมข้อมูลเป้าหมาย กำหนดเส้นทางโคจร การกำหนดค้นหาพื้นที่เป้าหมาย  การซัลโวหาเป้าหมายในทิศทางต่างๆกันเพื่อทำให้ระบบป้องกันเรือเป้าหมายทำงานได้ยาก ซึ่งหากทำการยิงในระยะไม่เกิน165ก.ม. สามารถกำหนดจุดเลี้ยวได้ถึง25จุด


อาร์บีเอส-15เอสเอฟ หรือ มาร์ค-2 ของ ฟินแลนด์นำไปติดตั้งภารกิจป้องกันฝั่งในชื่อ เอ็มทีโอ-85(จำนวน70คัน) ส่วนมาร์ค-3 ใช้ชื่อ เอ็มทีโอ-85เอ็ม(จำนวน48คัน) ส่วนของโครเอเชีย ใช้ชื่อ เอ็มโอแอล สามารถรองรับอาร์บีเอส-15มาร์ค2/3ได้4นัดต่อคัน




ระบบ RBS-15 ยิงรักษาฝั่งของ ฟินแลนด์/โครเอเชีย MTO-85M


อาร์บีเอส-15 มาร์ค-4 เริ่มโครงการพัฒนาไปในปี2003 ระยะยิง400-100ก.ม.


สำหรับกองทัพไทยนั้นได้จัดหา อาร์บีเอส-15เอฟ (ส่วนรุ่นไม่ทราบ แต่น่าจะมาร์ค-3ที่ใช้กันในปัจจุบัน)มาติดตั้งกับบ.ข.แบบ เจเอสเอส-39 กรีเพ้น เพื่อเสริมขีดความสามารถในการโจมตีทางทะเล สำหรับผู้เขียนนั้นอยากให้จัดหามาทดแทน เกเบียร เอ็กซ์โซเซท เอ็มเอ็ม-38 ที่ท.ร.มีใช้ในเรือเร็ว เนื่องจากมีอายุการใช้งานสั้นลงและประสิทธิภาพเป็นรองหากเทียบกับเทคโนโลยีเรือรบประเทศเพื่อนบ้านและยังทำให้แบบอาวุธที่ประจำในท.ร.นั้นลดแบบลงไปอีกมากเช่นกันครับ


 


JAS-39 ติดตั้ง RBS-15 และ AGM-65



 




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2552 21:07:56 น.   
Counter : 2130 Pageviews.  
Share to Facebook


1  2  

ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






" ผมไม่ได้บ้าฝรั่ง แต่ผมชอบในความมีอารยะของเขา แต่ฝรั่งเลวๆผมก็เกลียดเป็นเท่าตัวเหมือนกัน "



New Comments
[Add ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com