โลกนี้มีมาก่อนผู้คน แต่โลกจะทนอยู่ได้นานสักเท่าใด

ถ้าเงินหมื่นแสนล้านถูกผลาญไป ใช้สร้างอาวุธมายัดใส่มือคน
 
 

กำนันบวช.....แพะ


 


พอได้ฟังเพลงนี้ผมก็นึกขำ แทนที่ทำงานบุญงานมงคลจะได้บุญทะลึ่งได้หนี้สินมาแทน


จริงๆแล้วมันก็เรื่องของเขาใช่ป่ะครับ ที่เขาจะจัดงานยังไงแค่ไหน ใหญ่โตเลี้ยงฉลองยังกับได้ถ้วยฟุตบอล ไม่ว่าจะบวชจะแต่งจะอะไรก็แล้วแต่


สำหรับคนที่มีเงินจะโอเวอร์ยังไงก็ได้อันนี้ก็เห็นด้วย แต่สำหรับบางบ้านลงทุนกู้เงินเพื่อมาทำงานมงคล แล้วงานมงคลก็เกิดขึ้นผ่านไปอีกวันแทบกลายเป็นงานศพเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าของค่าอะไรต่อมิอะไรจนญาติพี่น้องทะเลาะกันก็มีเพราะไปยื้มเงินเขามา  เกิดความวิตกกังวล เศร้าหมองสารพัด


เพียงเพราะชื่อเสียงอยากให้แขกประทับใจนอกจากได้หน้าแล้วก็ได้หนี้ไปด้วยนั้นเอง


แต่เดี๋ยวกันบางรายมีFull-Option มากกว่านั้น อย่างคนที่ผมรู้จักเขาอยู่ต่างจังหวัดจึงบวชลูก บวชไม่บวชเปล่าซื้อเป็ด-ไก่มาเชือดตั้งสิบยี่สิบตัว เพื่อเลี้ยงแขกเลี้ยงพระ รึผมคิดมากไปรึเปล่า งานบุญน่ะครับแต่ทำบาปแบบนี้มันจะดีเหรอ บางรายหนักหน่อยล้มวัวล้มหมู ซื้อวัวตัวล่ะตั้งหลายพันมาให้ญาติช่วยกันฆ่า ซึ่งเคสนี้ผมไปเจอกับตัวเองที่จังหวัดเลย เรียกว่างานบวชเพื่อนพอเห็นเขากำลังจะล้มหัว กลายเป็นรู้สึกเหมือนอยู่ในงานศพไปในทันที ล้มสัตว์ใหญ่ในงานบุญมันจะได้บุญตรงไหนน่ะ เหล้ายายังพอว่า แต่ถึงฆ่าสัตว์ด้วยมันก็มากไปไหม ตลาดก็มีน่ะครับ


เนี้ยล่ะครับ คิดว่างานบุญเหมือนงานเลี้ยงฉลองไม่สนบุญและไม่สนบาป งานบุญที่โชคดีหน่อยบางรายอาจจะได้หนี้ โชคดีหนักเข้าไปอีกบางรายได้ทั้งหนี้และบาป(มาก)ด้วย ซึ่งมีให้เห็นมากในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน


แต่ก็นั้นล่ะ.....มันก็เรื่องของเขาใช่ไหมครับ



 





 

Create Date : 30 มิถุนายน 2554   
Last Update : 30 มิถุนายน 2554 20:44:50 น.   
Counter : 1102 Pageviews.  
Share to Facebook


อยากสร้าง องค์พระประธาน ซักองค์ นึงง่ะ

อยากสร้าง องค์พระประธาน ซักองค์ นึงง่ะ



วันนี้นำเกร็ดเล็กๆน้อยๆสำหรับท่านที่ชอบหล่อพระพุทธรูปและชีวิตนี้หากมีเงินก็อยากจะสร้างถวายวัดซักองค์นึง  เพื่อสร้างบุญกุศลขนาดใหญ่เป็นรางวัลให้กับตนเองและครอบครัวและเชิดหน้าชูตาก็ว่ากันไป


การสร้างพระประธานให้ผู้คนกราบไหว้ แน่นอน บุญกุศล-บารมี สูง ชาติหน้าสบายแฮ


แต่การสร้างพระพุทธรูปถวายวัดนั้น หากไม่เข้าใจและมีหลักการจะเป็นอะไรที่ยุ่งยาก ทำไมน่ะรึ? ส่วนใหญ่ซื้อพระพุทธสำเร็จรูป(หล่อเสร็จแล้วอาบน้ำทอง มีให้เลือกตามร้านพระขนาดใหญ่ สังฆภัณฑ์ ส่วนตัวขอเรียกง่ายๆเพราะเราเคยเห็นกันดี) จากร้านปุ๊ป เรียบร้อยครับ หาวัดเอาไปไว้ไม่ได้  เพราะสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนวัดก็เริ่มสร้างกันน้อย และในแต่ล่ะพื้นที่จะมีผู้คนมีจิตศรัทธาสร้างมาถวายให้กับวัดที่เริ่มสร้างในพื้นที่ พูดง่ายๆคือหาวัดเอาพระพุทธที่เราซื้อเอาไปไว้ยากมาก ไม่ก็ต้องตามหากันเหนื่อยกว่าจะเจอเพราะไม่รู้ว่าพื้นที่ไหนวัดเขาสร้างอะไรบ้าง บางทีพระพุทธที่เราสร้างใหญ่ไป เล็กไปไม่เหมาะกับศาลา วิหาร โบสถ์ อีกแน่ะ ซึ่งจะมีปัญหาจุกจิกแนวๆนี้ หลักๆก็มีผู้คนในพื้นที่สร้างไว้แล้วเราจึงเอาพระไปไว้ไม่ได้


ฉะนั้น หนทางเลือกที่ง่ายๆแสนง่ายและประหยัด คือ สร้างร่วมกับผู้อื่น


บางคนก็บอกแล้วจะเป็นพระที่เราสร้างได้ไงฟะ ได้สิครับ เรื่องง่ายมาก วัดไหนขึ้นป้ายประกาศ หล่อพระเททอง รีบตะบึ่งติดต่อขอเบอร์เพื่อเป็นเจ้าภาพ ประจำองค์พระไปเล้ย ที่เหลือก็รอไปที่งานในวันเททองเพื่อรับผิดชอบในฐานะเจ้าภาพ ซึ่งมีข้อดีดังนี้


1.ราคาเจ้าภาพรับจ่ายเต็มๆกับโรงหล่อ 50-50  เพราะเราต้องจ่ายราคาทองครึ่งแรก ส่วนอีกครึ่งคือทองจากผู้มีจิตศรัทธา หรือขาดอีกนิดๆหน่อยๆเราก็จ่ายไป ซึ่งจะถูกกว่าจัดเช่าพระพุทธสำเร็จรูปประมาณ50-60% หากงานไหนคนเยอะหน่อย เช่นพระพุทธราคาเช่าจากร้าน 1แสน เราสร้างร่วมกับผู้อื่นที่วัดก็จ่าย 5-6หมื่น เอง ประหยัดแถมได้ร่วมสร้างกับผู้อื่นด้วย ปลุกเสกกันในวันนั้นอีก ดีกว่าเห็นๆ


2.วัดที่จัดสร้างพระพุทธ นั้นหากไม่สร้างพระเพื่อไว้ที่วัดก็จะส่งให้วัดตามชนบท ซึ่งข้อดีคือเราไม่ต้องตระเวณหาให้ยุ่งยาก แถมได้ไปอยู่วัดตามความต้องการเราด้วย การจัดสังก็ปล่อยให้ทางวัดไป ครับ


เห็นป่ะครับ การจะทำบุญหรือสร้างอะไรที่อยากให้เป็นกุศลแก่ครอบครัว ตนเอง รวมถึงชื่อเสียงให้ยาวนาน วัดไหนสร้างอะไร ก็ไปเป็นเจ้าภาพไปเลย ง่ายใช่ป่ะครับสำหรับยุคนี้ ขอเพียงมีเงิน แต่จะจัดสร้างอะไรก็พอดีๆ นะครับ สุขทางใจและสุขทางกายไปให้มันพร้อมกัน


สำหรับผู้เขียนเองก็หวังว่าหากชาตินี้ยังไม่ตายอยากจะสร้าง พระประธาน ปิดทอง ทรงเครื่อง หน้าตัก ไม่เกิน100นิ้ว ไว้เป็นกุศลผลบุญแก่ตนเองและครอบครัว ในวันใดวันหนึ่งครับ  





 

Create Date : 12 มิถุนายน 2552   
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 20:16:21 น.   
Counter : 1330 Pageviews.  
Share to Facebook


กายนี้เป็นของ พ่อ-แม่ ?

กายเรานี้เป็นของใคร ?



(ภาพประกอบขำๆ ไม่เกี่ยวเน้อ)


กายของเรานี้เป็นของพ่อแม่ให้มาทั้งหมด เจ้าของเดิมก็คือพ่อแม่นั่นเอง มาจากข้าวสุกขนมสดที่พ่อแม่เคี้ยวกิน เป็นเลือดเป็นเนื้อเป็นน้ำเหลือง หรือเป็นการป้อนข้าวป้อนน้ำนมให้เราจนเจริญเติบโตมาถึงทุกวันนี้ ร่างกายของเรานี้จึง

ไม่ใช่ของใครเลย นอกจากของพ่อแม่

ฉะนั้น เราอย่าคิดโกรธเกลียดพ่อแม่เลย อย่าได้คิดถกเถียงดื้อรั้นด่าตีพ่อแม่เลย เพราะการกระทำ เช่นนั้นล้วนเป็นการเนรคุณและเป็นบาปกรรมที่ใช้ไม่หมดลบล้างไม่ได้ มีเพียงบุญกุศลเท่านั้นที่จะให้พ่อแม่ ให้แต่ความดีอย่างเดียวสำหรับพ่อแม่ ให้พูดดีอย่างเดียว ให้ทำดีอย่างเดียวจึงจะเป็นการตอบแทน ถ้าพูดไม่ดีทำไม่ดีก็มีแต่เวรมีแต่กรรม มีแต่หนี้สินอยู่ตลอดเวลา วันนี้เรามาชดใช้บุญคุณของพ่อแม่ ด้วยการมาภาวนาให้จิตของเราหยุดคิดหยุดนึก สงบใจสักพักหนึ่ง ตั้งอกตั้งใจให้สบาย ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องกังวลอะไร เอากายวาจาใจของเราที่ดีที่พ่อแม่ให้มานั้นให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ…ทำสมาธิให้ใจของเราสงบเย็นสักห้านาทีสิบนาที เช่น "พุท" ลมหายใจเข้า "โธ" ลมหายใจออก ทำความรู้สึกไว้ ที่สองช่องจมูกของเรา จำใบหน้าจำจมูกของเราไว้จนกว่าใจของเราจะว่าง สว่าง เฉย เป็นดวงเดียว จิตของเราจะได้ผ่องใสเบิกบานรื่นเริงบันเทิงใจ ทำบุญกุศลถึงใจเรา

ถ้าเราไม่สงบเราจะไม่รู้เลยว่า พระคุณของพ่อแม่นั่นมีมากมายเพียงไร พอใจสงบแล้าเราระรู้เลยว่าบุญคุณของพ่อแม่นั้นมี่มากสุดที่จะพรรณนา สุดที่จะประมาณได้ จึงเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ของลูก เป็นพระพรหมของบุตร

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกเพราะอะไร?

เพราะพ่อแม่มีความรักอันบริสุทธิ์ใจ พร้อมที่จะให้อภัยแก่ลูกเสมอ ส่วนพ่อแม่เป็นพระพรหมของลูกก็คือเป็นผู้ประเสริฐต่อชีวิตลูก อะไร ๆ ก็เสียสละได้ทุกอย่างเพื่อลูก

ทุกวันนี้เราเป็นพ่อคนแม่คน เราได้สำนึกแล้วว่าเรารักลูกมากเพียงไร พ่อแม่ก็รักเรามากเพียงนั้น เมื่อตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ เราไม่เคยรู้ถึงความรักความห่วงใยของพ่อแม่ที่แสดงออกมา เพราะเรายังไม่รู้เดียงสาเราจึงมองไม่ออก แต่เราจะมองเห็นการแสดงออกถึงความรักความห่วงใยที่พ่อแม่มีต่อเราได้ก็เมื่อ ตอนที่เรามีลูก เราอุ้ม เรากอด เราจูบ เรากระวนกระวาย เราคอยดูแลตลอดวันตลอดคืนอย่างไร นั่นแหละ!พ่อแม่ของเราก็ทำเช่นนั้นกับเราเหมือนกัน เราห่วงใยลูกเราอย่างไร พ่อแม่ก็ห่วงใยเราเมื่อตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ อย่างนั้น เหมือนกัน คนจะคิดได้ก็ตอนที่ตนเองมีลูกนะ ถ้าคิดไม่ได้ก็สายเสียแล้วก็กลายเป็นคนเนรคุณไม่รู้คุณพ่อแม่

ส่วนมากคนเราจะรักแต่ลูกตัวเอง รักแต่หลานตัวเอง ไม่เคยย้อนกลับไปดูพ่อแม่ตัวเองว่าพ่อแม่ก็รักเราเพราะเราเป็นลูก พ่อแม่ของเราก็รักเราเหมือนเรารักลูกนั่นเอง ถ้าคิดได้อย่างนี้เราจะมองเห็นเลยว่า อ๋อ! เวลาเราอุ้มท้องลูก เราห่วงใยกังวลอยู่ตลอดวันตลอดคืน ตอนที่แม่อุ้มท้องเราก็คงห่วงใยกังวลตลอดวันตลอดคืนไม่ต่างอะไรกันแน่นอน

เรื่องนี้เราคิดได้หรือยัง? …เราคิดถึงบุญคุณพ่อแม่ได้หรือยังว่าท่านทำอะไรให้เราบ้าง…มากน้อยแค่ไหนใน ชีวิตนี้ ตั้งแต่อุ้มท้องมาเก้าเดือน เลี้ยงดูจนถึงทุกวันนี้ พ่อแม่ให้อะไรเราบ้าง…คิดได้หรือยัง? แล้วเราได้ให้อะไรแก่พ่อแม่หรือยัง?

ยังเลย! เราให้แต่ลูกของเรา ให้แต่สามีภรรยาของเรา เรายังไม่เคยย้อนกลับไปให้แม่ของเราเลย เพราะเราลืมบุญคุณ เราไม่ได้คิดว่าพ่อแม่เลี้ยงดูรักเรามากถึงขนาดนี้เชียวหรือ?


เราคิดได้แต่เพียงว่าเรารักลูกของเรา อยากจะให้ลูกของเรา แต่เราไม่เคยคิดว่าพ่อแม่ก็ให้เราอย่างนี้มาก่อน มันเป็นกงกรรมกงเกวียนที่ปิดบังหัวใจมนุษย์ให้นึกไม่ออก ให้หลง ให้งงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถออกจากทุกข์ได้ ไม่เหมือนพระอรหันต์ ไม่เหมือนพุทธเจ้า ไม่เหมือนผู้กตัญญูรู้คุณ จะมองออกเลยว่า…ใช่! เรายอมรับ เรารักลูกของเราอย่างไร พ่อแม่ก็รักเราอย่างนั้น เราเสียสละให้ลูกของเราอย่างไร พ่อแม่ก็เสียสละให้เราอย่างนั้น เจ็บแทนลูกได้ ตายแทนลูกได้…แต่เมื่อลูกโตแล้วก็ไม่เคยคิดที่จะเสียสละให้พ่อแม่อย่างนั้น เลย กลับเถียงกลับว่ากลับ มองพ่อแม่ในแง่ไม่ดี

กลับไม่เข้าใจพ่อแม่ หาว่าคนแก่เป็นแผ่นเสียงตกร่อง ว่าพ่อแม่เป็นแผ่นเสียงตกร่อง พูดแล้วก็พูดอีกเป็นหนังเก่าฉายแล้วก็ฉายอีกเราก็มานั่งบ่นนั่งว่าพ่อแม่เอา จุดที่พ่อแม่นี่เองมาย้อนพ่อแม่ให้เจ็บช้ำใจ พอเรามีลูก เราก็เป็นแผ่นเสียงตกร่องต่อไปอีก หนังเก่าฉายใหม่เหมือนกัน เป็นกงเกวียนกำเกวียนไม่มีผิดเลย ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น

ถ้าเราไม่อยากให้เป็นกงเกวียนกำเกวียน ก็ต้องไม่ว่าพ่อแม่ นิ่งเฉยเสีย ยอมอดทน ถือว่าเป็นเรื่องของคนแก่ เป็นพ่อคนแม่คนก็ต้องบ่นอย่างนี้เอง เพราะความรักความห่วง ถ้าไม่รักไม่ห่วงไม่มีบ่นเลย ที่บ่นที่ด่าลูกก็เพราะความรักความห่วง กลัวลูกจะไม่ได้ดี

เมื่อเราคิดได้อย่างนี้เราจะทะนุถนอมพ่อแม่เหมือนเรารักลูกเลย เราทะนุถนอมลูกของเราเท่าไร เราก็ทะนุถนอมพ่อแม่ของเราเท่านั้น อันนี้จึงว่าเป็นบุคคลฉลาด เป็นบุคคลประเสริฐที่รู้บาปบุญคุณโทษว่าพ่อแม่รักเราอย่างไร…มีอยู่วันหนึ่ง อาตมาไปงานศพที่จังหวัดสมุทรสาคร ลูกสาวเป็นพยาบาล แม่ผ่าตัดแล้วเป็นโรคหลงลืม กินไม่รู้นอนไม่รู้ ไม่รู้จักลูก ลูกคนอื่น ๆ พยาบาลไม่ได้เพราะไม่มีเวลา ลูกคนหัวปีเลยเอาแม่ไปเลี้ยง แม่เหมือนกลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง เสื้อผ้าก็ต้องนุ่งให้ ต้องช่วยอาบน้ำเช็ดอุจจาระปัสสาวะ

คิดดูซิ! แม่ทำอะไรไม่ได้เลย แม่ช่วยตัวเองไม่ได้ กินข้าวก็กินเองไม่ได้ ต้องให้ลูกคอยป้อน เขาปรนนิบัติแม่อยู่ ๔-๕ ปี กตัญญูมากเลย เขาบอกว่าทำให้เขาได้ซึ้งในบุญคุณของพ่อแม่ ทำให้เขาได้กลับมาตอบแทนพ่อแม่เหมือนตอนที่พ่อแม่ได้เลี้ยงเขามาสมัยเด็ก ๆ ไม่ต่างกัน ลูกหลาย ๆ คนทำให้แม่คนเดียวไม่ได้ แต่ทีทำให้ลูกๆ ของตัวเองกลับทำได้ แล้วเขาก็ทำบุญอุทิศให้แม่เป็นพันเป็นหมื่น นิมนต์พระมาถวายอาหารทั้งอำเภอเลย

นอกจากนั้นยังให้ทุนการศึกษาเด็กยากจน ให้ทุนอาหารเด็กนักเรียนอีกไม่ใช้จะเลี้ยงพ่อแม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการทำบุญให้พ่อแม่อีก คนเราถ้าเป็นอย่างนี้แล้วลูกหลานก็คล้อยตาม ต่อไปพอเราแก่หรือเจ็บป่วย ลูกหลานก็ต้องเลี้ยงดูและพยาบาลเราอย่างนี้

คนเราทุกวันนี้มีวิชาความรู้มากยิ่งไกลจากพ่อแม่มาก ยิ่งศึกษาสูงเท่าไร ยิ่งทอดทิ้งพ่อแม่มากขึ้นเท่านั้น ต่อไปพ่อแม่จะต้องเดียวดาย เพราะเขาไม่ศึกษาธรรมะ เขาไม่ศึกษาเรื่องพระพุทธศาสนา…เรื่องกตัญญูรู้คุณ เขามัวศึกษาแต่ความเจริญทางวัตถุ เขาจะต้องทอดทิ้งให้เราเป็นคนแก่ที่ไร้สาระ ถูกทอดทิ้งให้ลำบาก

สมัยก่อน คนเราไม่ได้มีการศึกษาอะไรกันมาก คนจะรักพ่อรักแม่ ดูแลพ่อแม่ยันตาย ถ้าเราศึกษามากเท่าไรเราต้องศึกษาธรรมะมากเท่านั้น ให้ธรรมะเจริญในใจของเราจนเกิดความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ไม่ทอดทิ้งผู้มีพระคุณ

วันนี้โยมระลึกถึงพระคุณพ่อพระคุณแม่ได้หรือยังว่าท่านให้อะไรแก่เราบ้าง…แล้วอะไรล่ะที่เราให้พ่อแม่ได้บ้าง?

ความสบายใจที่พ่อแม่ต้องการ เราให้ท่านหรือยัง?

พ่อแม่นั้นหวังเพียงอย่างเดียวคือ…ให้ลูกเจริญ ที่เคี่ยวเข็ญทุกวันนี้ก็เพราะอยากให้ลูกเจริญอยากให้ลูกรวย อยากให้ลูกมีการศึกษาดีมีงานทำ ไม่อาภัพเหมือนคนอื่น คืออยากให้ได้ดีความปรารถนาของพ่อแม่ไม่มีอะไรมากไปกว่าให้ลูกได้ดี แก้วแหวนเงินทองก็ไม่อยากได้จากลูก มีแต่อยากจะเอาไปให้ลูกให้มากขึ้น

เรื่องเหล่านี้ทำไมเราจึงคิดไม่ได้?…อะไรปิดบังใจเราอยู่?…ทำไมเราจึงเสียสละให้พ่อแม่ไม่ได้?…อะไรปิดบังใจ

เราอยู่?…เราสละให้ลูกของเราได้ แล้วทำไมเราสละให้พ่อแม่ของเราไม่ได้..พ่อแม่ของเราก็เหมือนกัน ท่านสละให้เราได้ แต่ทำไมสละให้พ่อแม่ของตัวเองไม่ได้?…มันก็คงจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกกระมัง!

ถ้าเรามีลูกมีหลานต่อไปก็คงจะต้องทำกันอย่างนี้เรื่อยไป ไม่มีใครตอบสนองบุญคุณด้วยการทำให้เราสบายใจเลย

เราจะต้องคิกกันให้มากเรื่องอย่างนี้ เพราะมันเป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ เราเกิดมามีพ่อมีแม่ มีผู้มีพระคุณให้เรา ไม่ใช่ไม่มีใครให้เรา บางคนถึงพ่อแม่จะไม่เคยเลี้ยงดูเรามา แต่อย่างน้อยเลือดเนื้อกายใจนี้ท่านก็ให้เรามา เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพระคุณสูงสุดแล้ว เรามีปากเอาไปชมเชยพ่อแม่ เอาไปสรรเสริญพ่อแม่ เอาไปเรียกพ่อแม่กินข้าวกินน้ำไม่ใช่มีปากเอาไว้เถียงพ่อแม่ เอาไปด่าว่าพ่อแม่ให้เจ็บช้ำใจ เรามีตาเอาไปมองดูแลพ่อแม่ให้พ่อแม่มีความสุข ไม่ใช่เอาตาไปค้อนไปควักพ่อแม่ให้เจ็บช้ำ ไม่ไปมองพ่อแม่เหมือนไร้ความหมาย ก็ขอให้เราได้เข้าถึงความเป็นพ่อแม่ที่ดีกันทุกคน..

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บุคคล ๒ จำพวก คือ มารดาและบิดานี้ เราไม่กล่าวว่าจะตอบแทนคุณให้สิ้นสุดได้ง่าย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บุตรที่ปฏิบัติมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง ปฏิบัติบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่งอยู่จนตลอดอายุร้อยปี บุตรนั้นได้ปฏิบัติด้วยปัจจัยสี่ ด้วยการอบกลิ่น การนวด การอาบน้ำ และการดัดกาย มารดาบิดาได้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่บนบ่าของบุตรนั้น ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่นับว่าตอบแทนคุณบิดามารดาให้สิ้นสุดได้ หรือแม้บุตรจะพึงสถาปนามารดาบิดาไว้ในราชสมบัติของแผ่นดินด้วยแก้ว ๗ ประการก็ยังไม่ชื่อว่าได้ตอบแทนบุญคุณมารดาบิดาให้สิ้นสุดได้เลย

ข้อนี้เพราะเหตุใด? เพราะเหตุว่า…มารดาบิดาเป็นผู้มีคุณมาก เป็นผู้รักษาชีวิตบุตรไว้ เป็นผู้เลี้ยงบุตร เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ผู้ใดชักชวนมารดาบิดาซึ่งไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธามั่นคง ชักชวนมารดาบิดาผู้ไม่มีศีลให้ตั้งมั่นในศีล ชักชวนมารดาบิดาผู้ไม่มีปัญญาให้มีปัญญาเป็นเครื่องนำทางที่ถูกต้องได้ ภิกษุทั้งหลาย!…ด้วยการตอบแทนบุญคุณดังกล่าวนี้ ชื่อว่าบุตรได้ตอบแทนคุณมารดาบิดาแล้ว"

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ
วัดสังฆทาน


ขอขอบคุณ คติธรรมวันล่ะนิดๆ โดย Mthai.com




 

Create Date : 18 เมษายน 2552   
Last Update : 18 เมษายน 2552 19:36:00 น.   
Counter : 429 Pageviews.  
Share to Facebook


อนิสงส์การสร้างพระพุทธรูป

 




....การสร้างพระพุทธรูปหรือเรียกแบบชาวบ้านว่า หล่อพระนั้นเอง สร้างบุญเสริมบารมีได้มากเลยล่ะครับ แต่อย่าสร้างคนเดียวขนาดหน้าตัก80-100 นิ้ว เนื่องจากผลบุญกุศลที่เราได้ อาจจะเกินกว่าคนอย่างเราๆจะรับได้และอาจจะทำให้เกิดการมีอันเป็นไปได้นั้นเอง จึงทำให้ต้องมีการรวมๆกันสร้างครับ เช่นเดียวกับการสร้าง โบสถ์ ศาลา หรือ จำพวกสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่ๆนั้น ห้ามสร้างแต่เพียงผู้เดียว (ไม่ใช่จะเป็นว่า ข้ารวยนะ ) แต่คนอย่างเราๆไม่สามารถรับ บุญและกุศลที่ยิ่งใหญ่ ฉะนั้นรวมๆกันทำล่ะดีแล้วเป็นการเสริมสร้าง บารมีแก่ตัวเราและพรรคพวกด้วยนั้นเองครับ

การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนเป็นกุศลดังนี้

1. อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบาจากเบาเป็นสูญ
2. สิ่งศักดิ์คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลาย
3. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้ว ก็จะเลิกเว้นการจองเวร
4. เหล่ายักษ์ผีรากษส งูพิษ เสือร้าย ไม่อาจเป็นภัย
5. จิตใจสงบ ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล
6. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ (เกินความคาดฝัน) ครอบครัวสุขสันต์ วาสนายั่งยืน
7. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา
8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ สตรีจะได้เกิดเป็นชาย
9. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญเกื้อหนุน มีปัญญาเลิศล้ำ บุญกุศลเรืองรอง
10. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิต แก่ทุกคนที่ได้พบเห็นเป็นเนื้อนาบุญ อย่างอเนกทุกชาติของผู้สร้างที่เกิด จะได้ฟังธรรม
จากพระอริยเจ้าปัญญา ในธรรมแก่กล้า สามารถได้อภิญญาหก สำเร็จโพธิญาณ

การจัดสร้างพระพุทธรูปและสิ่งพิมพ์เป็นกุศลดังกล่าว ฉะนั้นในงานวันเกิด งานมงคลต่างๆ การฉลองยศหรือตำแหน่งการ ทำบุญสะเดาะเคราะห์ หรือขอพร การขอขมาลาบาป ตลอดจนการ อุทิศส่วนกุศล แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นต้น หากได้สละ ทรัพย์สินเงินทองเพื่อจัดกิจการดังกล่าวด้วย ก็จะเป็นผลานิสงส์สืบต่อไป


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับหล่อพระเพื่อให้ได้ กุศลผลบุญสูงสุด

1.หากเราต้องการนำ ทองแดง(ช่างหล่อไม่ค่อยนิยมเนื่องจาก น้ำทองแดงจะมีสีดำส่งผลต่อองค์พระ) ทองเหลืองและทองคำ โดยจะนำไปให้ช่างใส่เบ้าหลอมด้วยตนเอง ควรนำไปใส่ในเวลาช่วง กอนเที่ยงและช่วงบ่ายๆ เพราะตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ ช่างหล่อจะทำการเปิดเบ้าเพื่อให้เรานำทองไปใส่และช่างจะทำการเติมทองให้พอดีนั้นเอง แตห้ามนำไปใส่ตอนที่ช่างเปิดเบ้าเพื่อจะเริ่มเข้าพิธีเททอง เพราะช่างจะหยุดให้เรานำ ทองไปใส่แล้วนั้นเอง
- ทองคำ เรานำไปใส่ที่เศียรพระ เป็นหลักน่ะครับ


2.ทองที่ทางวัดเตรียมให้เราซื้อและเขียนชื่อในทองแท่งนั้น หากเป็นทองในช่วงเวลาที่เราไปทันช่างกำลังจะเปิดเบ้าเพื่อใส่ทองรอบแรก (ก่อนเที่ยง) ทองที่เราซื้อจะได้ทันลงเบ้า แต่หากไปช้ากว่านั้นหรือช่วงบ่ายนั้น ทองที่เราซื้อมาช่างจะไม่นำลงเบ้าและนำไปใช้หล่อพระในคราวต่อไปหรือนำไปเวียนให้ คนอื่นๆมาเขียนต่อแทน(ทำบุญแบบหมุนเวียน )

3.หากเราคิดใส่ทองให้ถึงเบ้าหลอมเลยนั้น ควรถามช่าง(ช่างไม่งกคำตอบหรอก) ว่าจะเริ่มเททองจากเบ้าใดเป็นอันดับแรก แล้วเราจึงใส่เบ้าที่ช่างบอกว่าจะเทเป็นเบ้าแรก เพราะจะทำให้ทองที่เราใส่เบ้านั้นถูกเทลงเป็นองค์พระอย่างแน่นอน เพราะหากเราใส่เบ่าหลังๆนั้น อาจจะเหลือนั้นเอง หรือใส่ลงไปเพียงเล็กน้อย

.......ที่ผมกล่าวมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ดูยุ่งยาก แต่ทำให้เรารู้สึกอาบบุญและได้รับบุญแบบเต็มที่ จนเราแน่ใจว่าสิ่งที่เรานำไปใส่เพื่อก่อกำเนิด องค์พระ นั้น เป็นหนึ่งในศรัทธาที่เรามีต่อพระพุทธศาสนา


***********----------------------------------------------------------------------------------------------------------***************


 




 

Create Date : 12 เมษายน 2551   
Last Update : 21 พฤษภาคม 2551 13:59:19 น.   
Counter : 978 Pageviews.  
Share to Facebook



ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






" ผมไม่ได้บ้าฝรั่ง แต่ผมชอบในความมีอารยะของเขา แต่ฝรั่งเลวๆผมก็เกลียดเป็นเท่าตัวเหมือนกัน "



New Comments
[Add ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com