โลกนี้มีมาก่อนผู้คน แต่โลกจะทนอยู่ได้นานสักเท่าใด

ถ้าเงินหมื่นแสนล้านถูกผลาญไป ใช้สร้างอาวุธมายัดใส่มือคน
 
 

ผังตระกูล SU-27 เครื่องบินขับไล่ที่แตกรุ่นเยอะมาก

SU-30/34/35 เป็นเครื่องบินรบหลักของกองทัพอากาศรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โดยมีต้นกำเหนิดมาจากการดัดแปลงเครื่องบินขับไล่อย่าง SU-27 แตกแขนงไปสารพัดภารกิจ เรียกว่าหน้าตาเหมือนกันแต่ประสิทธิภาพต่างกันไปหลากหลาย



ในผังด้านล่างนี้ท่านจะทราบการกำเหนิดของ SU-27 ว่าแตกแขนงไปทำเป็นรุ่นใดบ้าง





 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2558   
Last Update : 18 กรกฎาคม 2558 13:55:19 น.   
Counter : 1881 Pageviews.  
Share to Facebook


TU-95 แบร์ " ปู่ซ่าบ้าพลัง " แห่งกองทัพแดง

Image

เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และน่าจะเป็นอากาศยานที่เข้าประจำการนานที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาในโลกนี้ เท่าที่ทราบก็คือ B-52 ของสหรัฐและTU-95 ของโซเวียต/รัสเซียนี่ล่ะ จริงอยู่ที่บางลำตั้งแต่เริ่มสร้างมามีปลดไปบางส่วน แต่ส่วนใหญ่เป็นการปลดเพื่อสำรองอะไหล่นั้นเอง แสดงให้เห็นได้ว่ามหาอำนาจทั้งสองฝ่าย" ตั้งใจ " ให้เครื่องบินทิ้งระเบิดของตัวเองมีความทนทานต่อชิ้นส่วนและโครงสร้างขั้นสูงสุด จนเวลาล่วงเลยเข้ามาถึงครึ่งศตวรรษแล้ว มีสถิตินึงที่น่าสนใจที่B-52และTu-95 ทำไว้คือ
-ปี1957 B-52เคยทำสถิติบินไกล24324ไมล์ ใช้เวลา45ช.ม. โดยไม่หยุดพัก
-ปี2010 TU-95 บินไกลโดยไม่หยุด 30000ไมล์ ใช้เวลา42ช.ม. ผ่านสามมหาสมุทรเติมน้ำมันถึง4ครั้ง

Image
Image

อย่าง2ลำในภาพที่เคยประกบ ตู-95 ก็ได้สิ้นชีพไปตามๆกันเรียบร้อย ส่วนใหญ่พวกที่เคยประกบปู่ ตู-95 ส่วนใหญ่เกิดก่อนและตายก่อนแกทั้งนั้น
ทำไมต้องไล่ประกบแกด้วย ทั้งๆที่น่าจะเป็นเครื่องเปล่าบินหลงไปหลงมาเท่านั้น ที่นาโต้ต้องรีบส่งเครื่องบินประกบปู่แกและจูงออกไปไกลๆเนื่องจาก ปู่แกนอกจากงานหลักคือทิ้งระเบิดแล้ว งานรองยังใช้ลาดตระเวณ/หาข่าวด้วยเรดาห์กำลังสูง ระบบดักฟังคลื่นสื่อสารต่างๆ เต็มลำ

ตอนปู่(ตู-95)เกิด
หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่2ลุล่วงเข้ามาช่วงสงครามเย็นกำลังค่อยๆก่อตัวและหลังสงครามเกาหลีไม่นาน รัสเซีย(ขอเรียกรวมแทนโซเวียตแล้วกัน)ศึกษายุทธศาสตร์นาโต้ประกอบกับการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ระยะไกลแบบต่างๆเช่น B-36 B-47 B-50 เป็นต้น รัสเซียจึงเปิดโครงการพัฒนา 4โปรเจ็คแผนแบบจาก เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลต้นแบบ ตู-4หรือบี-29 โครงการพัฒนามี 471 473 474 485 ซึ่งยังไม่เข้าตากองทัพเท่าที่ควร
จนมีแผนพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิด ตู-200 ในปี1954ใช้เครื่องยนต์สูบดาวแบบAL-73TK จำนวน6เครื่อง น้ำหนักบรรทุก95ตัน

Image
Image
รูปทรง ตู-200 มาจากการพัฒนาโครงการ บี-36 ของสหรัฐนั้นเอง

แม้ว่าสำนักออกแบบตูโปเลฟ พยายามส่งแบบแข่งขันเพื่อไล่สหรัฐให้ทันเมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลถูกทดแทนด้วยเครื่องยนต์เจ็ทกันหมด ปี1950 สำนักออกแบบเมียชานิเชฟ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ระยะไกลแบบ เอ็ม-4 ไบซัน ออกแบบโดย อเล็กซานเดอร์ อเล็กโดรวิช มิคูลิน ภายใต้ข้อกำหนดความเร็ว900ก.ม./ช.ม. ระยะบินไกล13000ก.ม. บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ขนาด5ตัน

Image
ให้กองทัพรัสเซียพิจารณาและสั่งสร้างเข้าประจำการในปี1951 แต่เอ็ม-4ไบซัน แต่ทำได้เพียง8000กว่ากิโลเมตรเท่านั้นซึ่งยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ในขณะที่รุ่นหลังๆอย่าง 3เอ็ม/เอ็มเอส ระยะบินเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่มาก ในขณะที่ ตูโปเลฟ เสนอ ตู-16 แบดเจอร์ ที่ระยะบินไม่ไกลมาก เนื่องจากขณะนั้นรัสเซียยังไม่มีเครื่องบินทิ้งระเบิดไอพ่นที่คืบหน้าซักที ในขณะที่สหรัฐเริ่มขยับโครงการ บี-52แล้ว ส่วนในอังกฤษเองก็มี แอร์โรว์-วันแคน แฮน์ดลีย์เพจ-วิคเตอร์ เป็นต้น แต่โซเวียตยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

11ก.ค.1951 คณะรัฐมนตรีแห่งรัฐสภารัสเซียลงนามคำสั่งเอกสารเลขที่2396-1137 ให้ออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ มีข้อกำหนดดังนี้
-ตอบสนองภารกิจกองทัพอากาศ
-ตอบสนองภารกิจกองทัพเรือ
-ระยะบินทำการรบ15000ก.ม. และ 18000ก.ม. สำหรับภารกิจลาดตระเวณ
-ความเร็วสูงสุด950ก.ม./ช.ม. ความเร็วเดินทาง820ก.ม./ช.ม.
-เพดานบิน14000เมตร
-ขึ้นลงบนรันเวย์ที่ความยาว1800เมตร
ทำให้สำนักออกแบบปวดหัวเป็นที่เรียบร้อย

สำนักออกแบบตูโปเลฟ มีรหัสเรียกว่า OKB-156
ปัญหาหลักคือเครื่องยนต์จะเอาจากไหนมาใส่ เพราะต้องใช้เครื่องยนต์เจ็ทเลยต้องย้อนไปถึงปี1946 สำนักออกแบบ คูบิเชฟ ที่มีผู้เชี่ยวชาญ(กวาดต้อนมาเมื่อกรุงเบอร์ลินแตกนั้นแล) พร้อมกับข้อมูลเครื่องยนต์ไอพ่นกำลังสูงอย่าง จุงเกอร์ จูโม่-004/012 บีเอ็มดับบิว-003/018
จนต้องรวมทีมออกแบบคือสำนักออกแบบคลิมอฟซึ่งสำนักออกแบบเหล่านี้ได้แบบเครื่องยนต์เจ็ทของเยอรมันไปทั้งนั้น

ที่จริงนั้นจะบอกว่า ตู-95 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลเครื่องยนต์ใบพัดที่อายุยาวนานสุดๆนั้นคงไม่ใช่ เพราะกำลังขับเคลื่อนหลักนั้นเป็นเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ซะมากกว่า ไม่ใช่เครื่องยนต์ลูกสูบเหมือนในสมัยสงครามโลกครั้งที่2
จึงเรียกว่าทั้ง บี-52และตู-95 ใช้เครื่องยนต์สมัยใหม่ทั้งคู่
Image

เครื่องยนต์แบบแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นคือ 2ทีวี-2เอฟ ขนาดกำลัง12500แรงม้า เมื่อได้เครื่องยนต์แล้วจึงพัฒนาต่อไปโดย ตู-95 นั้นมีต้นแบบอยู่2ลำคือปี1951และปี1952
Image

ต้นแบบปี1952เริ่มในเดือนมกราคม โดยปรับปรุงระบบอำนวยการรบ ความแข็งแรงของโครงสร้างจนถึงปี1954 จนถึงช่วงปี1955 ได้ทำการบินระยะไกล13900ก.ม. โดยบรรทุกระเบิด5ตัน ความเร็วเดินทาง820ก.ม./ช.ม. เพดานบินสูง12510เมตรและใช้เครื่องยนต์ใหม่เป็น ทีวี-12 ขนาด12000แรงม้า และเริ่มมีการสั่งสร้างจำนวน654ลำ โดยใช้ชื่อว่า ตู-95เอ
ซึ่ง ตู-95เอ นั้นเองที่แบกระเบิด ทซาร์บอม ไปทิ้ง
Image

ปี1955-1957 มี18โรงงานที่เร่งประกอบ ตู-95 ได้31เครื่อง แล้วปรับปรุงมาใช้เครื่องยนต์ เอ็นเค-12 ขนาด12000แรงม้า ที่มีความสเถียรมากขึ้น จนปี1955 ได้ใช้เครื่องยนต์ เอ็นเค-12เอ็ม ขนาด15000แรงม้า ใช้ชื่อว่า ตู-95เอ็ม
โดยในรุ่น เอ็ม นั้นแตกแขนงเป็นหลายสาขาทั้งภารกิจลาดตระเวณ ทิ้งระเบิด สงครามอิเล็คทรอนิค โจมตีทางเรือ
Image
ตู-95 สงครามอิเล็คทรอนิค รุ่นเอสพีเอส-55 เป็นต้น
ตู-95เอ็มอาร์ รุ่นแรกที่สามารถเติมน้ำทางอากาศได้ เปิดตัวในปี1960 แถมใส่อุปกรณ์สอดแนมทั้งเรดาห์และกล้องจับภาพกำลังสูงทั่วทั้งลำ
Image
ภายในปี1964 คาดว่ามี ตู-95เอ็ม จำนาน410ลำที่ถูกดัดแปลงระบบอำนวยการรบต่างๆมากมาย

ตู-95 รุ่นที่ปรากฏแก่ทหารเรือทั่วโลกนั้นเป็นรุ่น อาร์ทีเอส ที่ใช้ในภารกิจของทหารเรือรัสเซียหรือภารกิจชี้เป้าทางทะเลนั้นเอง สร้างจำนวน53ลำ
ตู-95 อาร์ทีเอส แบร์-ดีติดตั้งระบบชี้เป้าและเกาะติดเป้าหมายกำลังสูงรุ่นMTsRS-1 Uspekh สำหรับนำวิถีขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินระยะไกลประจำเรือชั้น สลาว่า เป็นต้น
Image

ส่วนรุ่นโจมตีด้วยขีปนาวุธนั้นคือรุ่น แบร์-ซี หรือ ตู-95เค/เคดี ทดลองช่วงปลายยุค1950สำหรับภารกิจโจมตีด้วยขีปนาวุธอากาศ-สู่-พื้น สำหรับเป้าหมายภาคพื้นบนบกและในทะเล อาวุธหลักคือขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นทางยุทธศาสตร์เช่น AS-3 แคนการู ระยะยิงไกล600ก.ม. ความเร็ว2มัค ขนาดใหญ่พอๆกับ มิก-19 นับเป็นขีปนาวุธโจมตีทางยุทธศาสตร์แบบแรกๆของรัสเซีย หัวรบแรงสูง2.5ตันหรือหัวรบระเบิดนิวเคลียร์800กิโลตันและรุ่น3เมกกะตันในรุ่น AS-3M เรียกว่ารุ่นสลายวิญญาณเลยทีเดียว
Image

เกือบจะเป็น ตู-96
แม้ว่า ตู-95จะออกแบบให้มีเพดานบินสูง17000เมตร แต่ในวันที่29มี.ค.1952 คณะรัฐมนตรีของรัสเซียต้องการให้ใช้รูปแบบเดิมของ ตู-95 แต่ให้เพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปอีกเช่น ใช้เครื่องยนต์ เอ็นเค-16 ขนาด16000แรงม้า น้ำหนัดเครื่องยนต์ต้องไม่มากกว่า3ตัน/เครื่อง
ซึ่งในปี1953ก็ได้ออกแบบสำเร็จและเริ่มทดสอบ เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการทำความเร็วที่ระดับความสูง14000เมตร ความเร็วเดินทาง800ก.ม. ระยะปฏิบัติการ16200ก.ม.โดยเชื้อเพลิงในลำตัวเหลือ7%
Image

ปี1954 ตู-96 ต้องส่งแบบให้กองทัพพิจารณาแล้วแต่ปัญหาเครื่องยนต์ยังแก้ไม่ตกเรื่องความสเถียร จนปี1956 คณะรัฐมนตรีจึงให้หยุดทดสอบ ตู-96ลงไปและใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ใน ตู-95 นั้นเอง เครื่องยนต์ที่ว่าคือ เอ็นวี-12เอ็มวี กำลัง15000แรงม้า
Image

ตู-95 LAL พลังนิวเคลียร์
Image
เริ่มในปี1956 ตอนนั้นมีการทดสอบการกั้นรังสีให้แก่ลูกเรือ โดยชุดเตาปฏิกรอยู่กลางลำตัว จนลุล่วงเข้าถึงปี1961 ก็ยังทดสอบกันอยู่เรื่อยๆโดยปัญหาหลักคือการหล่อเย็น จนในที่สุดก็ต้องยกเลิกโครงการไปเนื่องจากใช้งบประมาณเพิ่มมากขึ้นและทางคณะรัฐมนตรีต้องการหันไปพัฒนาเรือดำน้ำติดขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์มากกว่า
Image

ใบพัด4กลีบหมุนสวนทางของเครื่องยนต์ เอ็นเค-12 นั้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง5.6เมตร ต้นแบบ7เมตร แล้วก็ลดลงมาเหลือ6เมตรและ5.6เมตรตามลำดับ
Image

ล้อขนาดยักษ์ ที่ออกแบบเรียบง่ายเนื่องจากต้องการให้ลงในสนามบินโลกที่สามได้
Image

ตู-95 เอ็ม-5
หรือรุ่นทดสอบขีปนาวุธโจมตีกองเรือรุ่นใหม่ต้นยุค1970
และได้ชื่อเข้าประจำการว่า ตู-95เค-22 แบร์-จี
Image
อาวุธหลักคือ AS-4 คิชเช่น หรือ เคเอช-22 ภารกิจหลักเน้นๆทำลายกองเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นเอง ระยะยิงไกล400ก.ม. ความเร็ว4มัค หัวรบระเบิดแรงสูง900กก. หรือระเบิดนิวเคลียร์1000กิโลตัน เฉพาะหัวรบระเบิดแรงสูงเมื่อพุ่งชนเป้าหมายสร้างรูระเบิดกว้างถึง12เมตร ซึ่ง ตู-95บรรทุกไปได้3นัดใต้ลำตัว หรืออีกรุ่นคือ ตู-22 แบ็คไฟร์ ลำเลียงไปได้2-3นัดเช่นกัน

ตู-95เอ็มเอช แบร์-เอช
Image
รุ่นนี้จะเสริมส่วนอุปกรณ์ป้องกันและเรดาห์ประจำเครื่องหลายรุ่น หลักๆนั้นความสามารถในการโจมตีขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์อย่าง เคเอช-55 ด้วยแท่นติดตั้งระบบลูกโม่MKU-5-6ในลำตัว โดยเคเอช-55 มีระยะยิงไกล2500ก.ม.

Image

เสียงดังมากกว่า112เดซิเบล
อย่างที่ว่าเครื่องยนต์ใบพัดกังหันแก๊ส เอ็นเค-12 นั้นสร้างเสียงดังสนั่นมากกว่า 112 เดซิเบลซะอีก ชนิดที่มีการรายงานว่าต้นยุค1970 นักบินนาโต้ที่เข้าประกบ ตู-95อาร์ที ได้ยินเสียงเครื่องตู-95 ตั้งแต่ระยะ3ก.ม. พอเข้าใกล้ระยะ1ก.ม. เสียงเครื่องดังสนั่นจนจนเหมือนมีใครเอาลำโพงมาตั้งในห้องนักบิน
Image
แม้แต่หน่วยเฝ้าระวังกองเรือดำน้ำสหรัฐที่ลาดตระเวณยังได้ยิน ตู-95 ที่กำลังบินเข้ามาหากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐพร้อมๆกับเรดาห์แจ้งเตือนของกองเรือที่ตรวจเจอ




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2557   
Last Update : 20 มิถุนายน 2557 13:19:29 น.   
Counter : 2080 Pageviews.  
Share to Facebook


Kawasaki P-1 การกลับมาทวงอำนาจทางทะเลของญี่ปุ่น



าจจะเรียกว่ายักษ์กำลังตื่น เมื่อโครงการเครื่องบินลาดตระเวณ-โจมตีทางทะเลรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นทดแทน P-3 ที่ใช้มานาน ทางกองทัพระดมบริษัทเทคโนโลยีชั้นสูงภายในประเทศได้แก่
Radar: Toshiba, Active Electronically Scanned Array radar system
Sonar: NEC, multi-static sound navigation system sound
Anti-submarine systems:SHINKO ELECTRIC CO.LTD., Advanced combat direction system
Other: Mitsubishi, Electronic countermeasures (CMD, RWR, MWS, ESM)
สร้างขึ้นมาโดยแทบไม่พึ่งพานอกประเทศเลย เริ่มบินครั้งแรกปี2007จะประจำการในช่วงปี2012-13
แผนแบบไม่ได้ดัดแปลงมาจากเครื่องบินโดยสารเหมือนP8 แต่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในกองทัพเฉพาะ
ระยะบินที่ต้องการให้ครอบคลุมพื้นที่ในอาณาเขตญี่ปุ่นและติดตามข่าวสาร โดยมีระยะบินที่8000ก.ม.
อำนาจการโจมตีด้วยบรรทุกASM-1C / Type 91 (JPN)โจมตีเรือรบจำนวน8นัด โซโนบุย+ระเบิดลึกและตอร์ปิโด ได้ในคราวเดียว
ซึ่งตามคอมเม้นต่างประเทศต่างว่ากันว่าญี่ปุ่นจะกลับมาทวงมหาอำนาจทางทะเลอีกรอบ



จนแล้วจนรอดก็ไม่พึ่งพาใครสร้่างด้วยตัวเองเหมือนในอดีตเลยล่ะครับ P-8จึงเข้ามาแบ่งเค้กไม่ได้ด้วย อาจเพราะว่าญี่ปุ่นต้องการเครื่องบินที่บินไกลกว่านั้น ซึ่งในขณะเดียวกันญี่ปุ่นกับสหรัฐก็กำลังวางฐานปฏิบัติการในเกาะกวมสำหรับยานไร้คนขับRG4เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือจีน

ระบบอำนวยการรบCombat Direction System:HYQ-3Sound System:HQA-7(NEC)/HAS-107/HRQ-1(JRC)/HQH-106Radar System:HPS-106 (Toshiba)MAD:HSQ-102 (MitsubishiElectric)FLIR:HAQ-2 (Fujitsu)Datalink system:HSA-108 (KHI)ESM:HLR-109B (MitsubishiElectric)APU:131-9J (Honeywell)




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2557   
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2557 20:39:20 น.   
Counter : 996 Pageviews.  
Share to Facebook


MIG-31 ฟอกซ์ฮาว์ด 1ในสุดยอดเครื่องบินขับไล่ของรัสเซีย

MIG-31 "Foxhound"


1ในสุดยอดเครื่องบินขับไล่ของโซเวียต



ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เขียนถึงเครื่องบินตัวที่ปลื้มที่สุดซักที ปลื้มจนต้องเอามาตั้งเป็นชื่อนามแฝงตัวเอง หลายคนคงจะสงสัยว่าเจ้าเครื่องบิน Mig-31 มันมีอะไรให้ปลื้มขนาดนั้นฟะ สำหรับตัวผมเองก็คิดเหมือนกัน มันมีอะไรให้ปลื้มขนาดนั้นฟะทั้งๆที่รุ่นอื่นมีให้เพียบ ซึ่งผมบอกได้เพียงสั้นๆว่าเป็นเครื่องบินรบตัวแรกที่ผมไปอ่านเจอข้อมูล ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งสนใจ เครื่องบินรบที่รูปร่างเทอะทะใหญ่โต ไม่ได้มีความเป็นสเตล์ทเลยซักนิด ซึ่งจำกัดความได้ง่ายๆเหมือนรถถังลอยฟ้านั้นเอง แต่มันกลับมีความเป็นเครื่องบินรบชั้นยอดซึ่งแม้จะผ่านมาเนิ่นนาน มันเป็นเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศ+ฐานยิงอาวุธลอยฟ้าที่บินได้เร็ว3พันกิโลเมตร/ชั่วโมง และยังพ่นพิษได้อยู่ถึงจะเก่าล้าหลัง ด้วยอาวุธประสิทธิภาพสูงประจำเครื่องที่สามารถสอยอากาศยานทุกชนิดในระยะหลักร้อยกิโลเมตร  บทความบางแห่งเลยยกให้ มิก-31 เป็น1ในบรรดาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่ดีที่สุดของโซเวียต/รัสเซีย เพราะรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ๆในยุคนั้นที่จำเป็นแก่การรบทางอากาศเข้าไว้ด้วยกัน


ร่ายซะยาวมาเข้าเนื้อถึง Mig-31 (นามเรียกนาโต้ ฟอกซ์ฮาว์ด )ถูกพัฒนาโดยใช้แผนแบบ มิก-25 ฟอกซ์แบท เป็นแผนแบบ พื้นฐานเป็นเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นเพดานบินสูง ระยะบินไกล และความเร็วสูงมาก ติดตั้งเรดาห์ขนาดใหญ่มีกำลังค้นหาตรวจจับเป้าหมายทุกชนิด ภารกิจหลักนอกจากทำลายอากาศยานข้าศึกยังถูกใช้ล่าทำลายขีปนาวุธทุกชนิดที่ยิงจากเรือดำน้ำ เรือรบเข้ามาในพื้นที่ โดยใช้ความเร็วที่สูงมากถึง3มัคบินเข้าไปในพื้นที่ นอกจากนั้นยังมีภารกิจลาดตระเวณและสกัดกั้นทางอากาศส่วนหน้าก่อนใช้แซมภาคพื้นยิงและยังเป็นอากาศยานรบของโซเวีนตรุ่นแรกๆที่สามารถลิงซ์เชื่อมโยงข้อมูลเรดาห์กับอีก3เครื่อง เพื่อรวมสัญญาณเรดาห์เข้าด้วยกันทำให้มีระยะตรวจจับไกลถึง900กิโลเมตร



มิก-25


มิก-31 ถูกสร้างขึ้นโดยสำนักออกแบบอากาศยาน มิโกยัน-กูเรวิช ในช่วงทศวรรษ1975 เพื่อทดแทน มิก-25 ที่ถูกสร้างขึ้นมาสกัดกั้น เครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วสูง เอ็กซ์บี-70 วัลคีรี ที่โครงการถูกยกเลิกไปประกอบกับข่าวกรองที่รัสเซียมีโดยหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ (พีวีโอ)พบว่ากลุ่มประเทศในนาโต้เริ่มนำขีปนาวุธมาใช้งานมากขึ้นโดยเฉพาะขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำ แถมยังมีประสิทธิภาพในการโคจรเข้าหาเป้าหมายในระดับต่ำ แน่นอนว่าพื้นที่รับผิดชอบในยุคนั้นของโซเวียตทั้งหมดกว้างขวางเกินกว่าระบบแซมป้องกันทางอากาศภาคพื้นจะรองรับได้  ภาระเลยถูกส่งมาที่เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่มี มิก-25 นั้นมีข้อดีที่บินได้เร็วมากรวมถึงทำการบินระดับสูงมากได้แต่ ไม่สามารถตอบสนองในภารกิจบินลาดตระเวณระดับต่ำได้ดีพอ จึงทำให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการบินป้องกันในระดับต่ำและสูงมาไว้ใน มิก-31


ต้นแบบ มิก-31 ชื่อว่า วายอี-155เอ็มพีหรือมิก-25มาดัดแปลงใหม่ทั้งลำโดยชื่อเดิมของมิก-25ที่เป็นต้นแบบของ วายอี-155คือ มิก-25อาร์บี การพัฒนาเริ่มในปี1966  เพิ่มความแข็งแรงของปีกและแพนหางให้มากขึ้น และห้องนักบิน2ที่นั้ง  เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต 2เครื่องยนต์ออกแบบโดย โอเคบี-36เอ็มเอพี  สุดท้ายได้เครื่องยนต์ อาร์ดี-19เอ็ม และเสนอแบบในวันที่24พฤศภาคมปี1968ต่อกองทัพอากาศ โดยมีต้นแบบดังนี้คือ รุ่น วายอี-155 เอ็มพี ขับไล่/สกัดกั้นเพดานบินสูง รุ่นเอ็มเอฟ ลาดตระเวณ(และมีนักบิน2นายในรุ่นนี้) รุ่นเอ็มอาร์ ถ่ายภาพทางอากาศ  นอกจากนั้นยังมีเรดาห์ว่ากันว่าเป็นระบบแรกในโลกที่สามารถตรวจจับเป้าหมายทุกประเภทโดยเกาะติดเป้าหมายที่มีความเร็วสูงได้ แยกประเภทเป้าหมาย รวมถึงเป้าหมายที่อยู่ในระดับสูงสุดจนถึงยอดไม้ ซึ่งประสิทธิภาพแทบจะเทียบเท่าเอแวค เลยก็ได้ เรดาห์ที่ว่านี้คือ เอ็น-0007แซสลอน(นาโต้เรียกว่าแฟรชแดนซ์) ที่พัฒนาโดย สำนักออกแบบ ทิโมรอฟ เอสอาร์(หรือเจเอสซี พลาโทรซอน ในยุคปัจจุบัน) ผู้พัฒนาเรดาห์ ไอบิส-อี ที่ติดตั้งกับ ซู-35ในปัจจุบัน 


แต่มาถึงปี1971 ความต้องการของกองทัพอากาศโซเวียตเพิ่มขึ้นคือ ต้องการให้สามารถไต่ระดับความสูงได้มากกว่าเดิม แน่นอนว่าต้องหาเครื่องยนต์ใส่เข้าไปใหม่ โดยได้หันมาใช้เครื่องยนต์ ดี-30เอฟ-6 เทอร์โบแฟนที่ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเดิมแถมมีแรงขับมหาศาลกว่า3หมื่น4พันปอน์ด พร้อมเชื้อเพลิงเต็มความจุอีก2500ลิตร ของสำนัก เอ็มเคบี โดยมีหัวหน้าวิศวกรเป็นผู้ออกแบบคือ พาเวฟ โซโลเยฟ ลำตัวของ วายอี-155 ประกอบด้วยวัสดุผสม มากกว่าเหล็กกล้าไร้สนิมที่ใช้กับมิก-25 โดย50%เป็นสแตนเลสโดยมีไทเทเนียม16%และอลูมิเนียม33% ปีกรูปสี่เหลี่ยมคางหมู พื้นที่ใต้ปีกเพิ่มขึ้น1.2ตารางเมตร โดยเน้นความแข็งแรงของปีกเพื่อให้ติดตั้งจรวดนำวิถี เค-33(เอเอ-9เอมอส) ที่ลำตัวและให้สามารถทนการบินระดับต่ำด้วยความเร็วสูงได้ดี โดยเริ่มทดลองต้นแบบลำที่สมบูรณ์ปี1975ที่ชานกรุงมอสโก สร้างโดยโรงงาน มิโกยัน และเริ่มทดสอบในวันที่16กันยายนปีเดียวกัน โดยมีนักบินทดสอบได้แก่ บอริส ออลอฟ,วาเรียรี่ มินิสทรี เป็นต้น และบินอีกครั้งในวันที่22เมษายน1976 โดยนักบิน อเล็กซานเดอร์ โฟโวตอฟ ถือเป็นต้นแบบลำที่สองก่อนเข้าสู่สายการผลิตในชื่อ ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ


ห้องนักบินและระบบเรดาห์


เรดาห์ เอ็น-0007 แซสลอน เป็นเรดาห์ เฟส-อเรย์ แบบแรกของ โซเวียต แน่นอนว่าทีมพัฒนาปวดหัวมากกว่าจะได้มันมาติดตั้งกับมิก-31 ในปี1968  พลาโทรซอน ได้รับมอบหมายให้พัฒนาเรดาห์เพื่อใช้กับ มิก-31 ทีมวิศวกรได้พัฒนาเรดาห์2คือ ดรอป-โกลซ่า และ วิรค์ ใช้เทคโนโลยีขั้นสุดยอดในยุคนั้นเรียกว่า แชปไฟร์ สเมิรซ์-100 แต่เรดาห์ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ ทำให้ทางหน่วยป้องกันภัยทางอากาศให้ทาง ฟราโทรซอน ส่งเอกสารไปยังทีมพัฒนาเรดาห์อื่นๆมาร่วมกันพัฒนาขึ้นมาใหม่ในปี1971 เมื่อรวมบริษัทต่างๆเข้าด้วยกันเช่น เอ็นพีโอ-อิซต็อก จึงได้ แซสลอน มาใช้งาน โดยหลักๆได้แก้ไขปัญหาเรื่องการตรวจจับเป้าหมายที่โคจรเหนือพื้นดิน การเกาะติดเป้าหมายจำนวนมาก กว่าจะให้ระบบทำงานได้ต้องรอถึง12วินาทีเพื่อให้เรดาห์เริ่มสแกน เรดาห์เริ่มทดสอบครั้งแรกในปี1973และบินทดสอบในปี1976 ในวันที่15กุมภาพันธ์1978สามารถตรวจจับเป้าหมายในภารกิจแรกได้10เป้าหมายเหนือที่เพดานบินสูง5พันเมตร  ในปี1981 มิก-31ติดตั้งเรดาห์ แซสลอน จึงได้รับการประเมินจากกองทัพอากาศและถูกสั่งผลิตเต็มที่ในปี1983


 



มิก-31เอ นั้นถูกติดตั้งระบบนำทางแบบ โพลยุช-1ไอ ระบบออโต่ไพลอท เอสเอยู-155ยูพี ซึ่งทำงานร่วมกับระบบเรดาห์แซสลอน และเซ็นเซอร์อินฟาเรด สาเหตุนึงที่ต้องใช้นักบิน2นายเพราะว่าเดิมที มิก-25 นั้นต้องพึ่งพาข้อมูลเป้าหมายจากสถานีเรดาห์ภาคพื้นดินรวมถึงความสำคัญของเป้าหมายที่ต้องทำการเข้าต่อตี แต่มิก-31 จะใช้นักบินที่สองเพื่อจัดลำดับเป้าหมาย ประเมินภัยคุกคามเพื่อเข้าตี มีระบบเขื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติกับเรดาห์ภาคพื้น เอเค-อาร์แอลดีเอ็น ระบบเชื่อมโยงข้อมูลดาต้าลิงซ์กับเครื่องบินลำอื่น เอพีดี-518 ใช้งานร่วมกับ ระบบควบคุมการการเชื่อมโยงข้อมูล บีเอเอ็น-75 สามารถลิงซ์ข้อมูลเรดาห์จาก มิก-31จำนวนรวม4เครื่องเข้าด้วยกัน(เรียกว่า วูฟแพค)จะมีระยะตรวจจับรวม900กิโลเมตร สามารถรวมเข้ากับเรดาห์ เครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศแบบ เอ-50 แมนสเตย์ได้อีก  นอกจากนั้นยังบินแยกกลุ่มล่ะ4ลำเพื่อโยงข้อมูลเรดาห์ให้กับอากาศยานอื่นได้อีก16เครื่อง(มิก-31จำนวน1ลำโยงข้อมูลซู-27จำนวน4เครื่อง) ซึ่งเครื่องบินหลักที่เข้ามาเชือมโยงภารกิจนี้คือ ซู-27เอส/พี  ผ่านระบบควบคุมแบบ วอซดุต-1ซี-2บีเอ็ม ระบบเชื่อมต่อ ทีเคเอส-2-27 ใช้เวลารีเซทข้อมูลดาต้าลิงซ์ใหม่10วินาที  ระบบดาต้าลิงซ์กับฐานภาคพื้น รากูด้า-เอ็มบี5ยู15เค


ระบบเรดาห์ เอสบีไอ-ไอ16(เอ็น-0007 แซสลอน เอส-800) มีระยะตรวจจับสูงสุด200กิโลเมตร เกาะติดเป้าหมายได้ไกล120กิโลเมตร ระยะกวาดทางราบ120องศา ส่วนมุมสูงและลึก+70/-60องศา สามารถตรวจจับเป้าหมายที่อย่สูงจากพื้นได้25เมตร ตรวจจับเป้าหมายที่มีหน้าตัดเรดาห์0.3ตารางเมตรในระยะ65กิโมตร เกาะติดเป้าหมายสูงสุด10เป้าหมายและยิงทำลายพร้อมกันได้4เป้าหมาย ระบบค้นหา/ติดตามเป้าหมายด้วยอินฟาเรด กึ่งอัตโนมัติ แบบ ทีพี-8 ไออาร์ไอเอส-ที เชื่อมโยงเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์อำนวยการรบแบบ อาร์กอน-15เอ โดยเรดาห์ แซสลอน คลื่นค้นหาความถี่ เอ็กซ์แบน์ด ความถี่สูง9-9.5จิกะเฮิรซ์  แผ่นเรดาห์มีหน้าตัด1.1เมตร หนา30เซ็นติเมตร หนัก300กิโลกรัม หากรวมคอมพิวเตอร์และระบบอำนวยการรบเข้าไปก็1ตันพอดี กำลังไฟ2.5กิโวตต์ เรดาห์สามารถทำงานได้ต่อเนื่องนาน55ชั่วโมง นอกจากนั้นยังเป็นอากาศยานของโซเวียตแบบแรกที่ใช้ระบบอำนวยการรบดิจิตอล ซึ่งว่ากันว่ามีน้ำหนักเป็น2เท่าของเรดาห์ เอดับบิวจี-9 ของอเมริกา


 


ห้องนักบิน มิก-31 บีเอ็ม


เรดาห์ แซสลอน-เอ ที่ติดตั้งกับ มิก-31บี นั้นผลปวงมาจากข้อมูลที่รั่วไหลของวิศวกร อดอฟ โทวคาเชฟ ที่มีซีไอเอ อยู่เบื้องหลัง ทำให้โซเวียตต้องพัฒนาระบบเรดาห์ แซสลอน-เอ ขึ้นมา โดยขีดความสามารถหลักๆคือมีระยะตรวจจับไกลขึ้น ทำต่อการรบกวนในสภาวะสงครามอิเล็คทรอนิคได้ดี และพัฒนาต่ออีกคือรุ่น เอ็ม มีหน้าตัดเรดาห์1.4เมตร ระยะเกราะติดเป้าหมาย300ก.ม. ระยะตรวจจับไกลสุด400ก.ม. ใช้กับอาวุธ อาร์-37 ทดสอบในเดือนเมษายนปี1994 เรดาห์สามารถเกาะติดเป้าหมายสูงสุด24เป้าหมาย โจมตีเป้าหมายพร้อมกัน6เป้าหมาย นอกจากนั้นยังมีระบบเกาะติดเป้าหมายทางความร้อน ไออาร์ไอเอสที เลเซอร์วัดระยะอีกด้วย


นอกจากนั้นยังติดตั้งระบบเอสอาร์โอ-2พีไอเอฟเอฟ ระบบฐานข้อมูลจีพีเอส เอ็นเค-25 ในการลาดตระเวณเหนือพื้นที่ที่มีหมอกเช่นในสภาวะขั้วโลกเหนือที่สภาพอากาศเลวร้าย คลื่นวิทยุอาร์-862ยูเอชเอฟ,อาร์-864เอชเอฟ เสียงเตือนภัยคุกคาม พี-951



ที่นั้งนักบินของ ซเวสด้า เค-36ดีเอ็ม สามารถดีดตัวได้แม้แต่จอดบนพื้น มีระบบนวดตัวปรับได้สำหรับนักบินที่ทำการบินลาดตระเวณที่ยาวนาน


รุ่นต่างๆของ มิก-31 มียอดผลิตราวๆ500เครื่อง(ทั้งรุ่นประจำการและต้นแบบ)



มิก-31 ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ  เครื่องบินขับไล่สกัดกั้น รุ่นแรกจากสายการผลิต จำนวนผลิต280เครื่อง ที่โรงงานกอร์กี้ปี1977-1989


มิก-31แอลแอล  นำมาดัดแปลงติดระบบควบคุมการยิงใหม่รวมถึงกล้องถ่ายภาพที่บริเวณปีก มีจำนวน1เครื่อง


มิก-31 ดีแซด ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ  ติดตั้งท่อเติมเชื้อเพลิงในอากาศหน้าห้องนักบิน สร้างจำนวน45เครื่อง ที่โรงงานในกอร์กี้ ปี1990-1991



มิก-31 บี ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ ติดตั้งท่อเติมเชื้อเพลิงในอากาศ ระบบเรดาห์ แซสลอน-เอ ระบบอัพเดทแผนที่ดาวเทียม สร้างจำนวน162เครื่อง ที่โรงงานกอรกี้ ปี1990-1994


มิก-31บีเอส คือมิก-31 รุ่นบีที่ผลิตในกอร์กี ปี1990 มาดัดแปลงให้เป็นรุ่นบีเอส เข้าประจำการ


มิก-31ดี  สร้างต้นแบบได้2เครื่องใช้ทำภารกิจต่อต้านดาวเทียม


มิก-31เอฟ รุ่นทำภารกิจขับไล่ โจมตี เปิดตัวในงานปารีสแอร์โชว์ ปี1995


มิก-31อี/เอฟอี รุ่นส่งออก


มิก-31เอ็ม ฟอกซ์ฮาว์ด รุ่นที่2 สร้างต้นแบบจำนวน7เครื่อง บินทดสอบครั้งแรกวันที่21 ธันวาคมปี1985 ใช้เรดาห์ แซสลอน-เอ็ม


มิก-31บีเอ็ม คือมิก-31รุ่นบีมาดัดแปลงเป็นรุ่น เอ็ม สามารถติดตั้งอาวุธโจมตีประสิทธิภาพสูงจำพวก เคเอช-31/59/59เอ็ม/29แอล เปิดตัวในปี1999


ระบบอาวุธของ มิก-31


ภารกิจขับไล่ ครองอากาศ


ปืนกลอากาศ จีเอสเอช-6-23(ปืนกลขนาด23ม.ม.6ลำกล้อง)1กระบอก อัตราการยิงกระบอกล่ะ 6-7000นัด/นาที กระสุน280นัด ในรุ่นเอ็มได้ถูกถอดออก


มิก-31สามารถติดตั้งอาวุธใต้ลำตัวได้4-6นัดและที่ไพลอนใต้ปีกข้างล่ะ2-4นัด จรวดนำวิถีต่อต้านอากาศยาน เอเอ-6 นำวิถีด้วยเรดาห์/เลเซอร์/อินฟาเรด ระยะยิง50ก.ม. ความเร็ว4.5มัค


เอเอ-9 เอมอส ระยะยิง160ก.ม.(รุ่นมาตราฐาน)228ก.ม.(รุ่นเอส)ความเร็วต่อตี3.5มัค(มิก-31เอ็ม ติดตั้งจำนวน6นัด) เอเอ-8 นำวิถีด้วยอินฟาเรดระยะยิง8ก.ม. ความเร็วต่อตี2.7มัค



มิก-31 ติดตั้ง เอเอ-13 4นัดใต้ลำตัวและ เอเอ-11 อีก4นัดที่ปีกทั้ง2ด้าน


เอเอ-12 แอดเดอร์ นำวิถีด้วยเรดาห์ ความเร็ว4.5มัค ระยะยิง50ก.ม.(รุ่นมาตราฐาน) เอเอ-11 นำวิถีด้วยอินฟาเรด ระยะยิง20ก.ม. ความเร็ว2.5มัค  เอเอ-เอ็กซ์-13 ระยะยิง398ก.ม. ความเร็ว6มัค(ทดสอบกับ มิก-31บีเอ็มในปี1998 แต่ในแผนงานปี2006 มิก-31บีเอ็ม จะนำมาติดตั้งเพื่อเข้าประจำการ)


เคเอส-172 ระยะยิงไกล400ก.ม. ความเร็ว4มัค ใช้ยิงเป้าหมายที่ระดับความสูง3-30ก.ม. ภารกิจหลักล่าทำลายเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศ


ภารกิจโจมตี



ภารกิจโจมตีไวด์วีเซล(โจมตีระบบเรดาห์) เคเอช-31เอ/พี ระยะยิง110ก.ม. ความเร็ว2.7-3.5มัค นำวิถีด้วยเรดาห์พาสชีพและแอคทีพเรดาห์ เคเอช-25เอ็มพี/เอ็มพียู ระยะยิง10-40ก.ม. หัวรบนำทางได้หลายแบบทั้งเลเซอร์ เรดาห์ ทีวี เคเอช-29แอล/ที นำวิถีด้วยเลเซอร์ ระยะยิง10-12ก.ม. 



มิก-31 ติดตั้ง เคเอช-31ที่ใต้ปีกและเอเอ-9เอมอสใต้ลำตัว


เคเอช-59เอ/เอ็ม โจมตีเรือรบ เป้าหมายอาคาร ระยะยิง115-200ก.ม. นำวิถีด้วยดาวเทียมและทีวี  3เอ็ม-14อี/ทีอี ระยะยิง300ก.ม. เข้าหาเป้าหมายด้วยดาวเทียม เพดานบินต่ำเกาะติดภูมิประเทศ ระเบิด เคเอบี-500/1500 เอฟเอบี-1500 นำวิถีด้วยเลเซอร์


ข้อมูลทั่วไป


มีนักบิน2นายโดย1นายเป็นนักบินและอีก1เจ้าหน้าที่สรรพวุธ เพดานบินสูงสุด67585ฟุต ความเร็วสูงสุด2.83มัคที่57400ฟุต ระยะบินไกลสุด3300ก.ม.  ระยะทำการที่1200ก.ม. ที่ความเร็ว0.85มัค ระยะทำการ720ก.ม.ที่ความเร็ว2.35มัค


ราคาต่อลำปี1997ที่60ล้านเหรียญ


ผู้ใช้ รัสเซียและคาซัคสถาน โดยรัสเซียยังใช้ มิก-31เอ็ม/บีเอ็ม และเคยได้รับยความสนใจจัดหารุ่น มิก-31อี จากซีเรีย ในปี1992นั้นลงนามสัญญากับจีนในการจัดหา มิก-31จำนวน24เครื่อง คาดว่าเป็นรุ่นทำขับไล่ครองกาศ โดยจีนจะซื้อสิทธิบัตรจำนวน700ลำ ผลิตที่โรงงานที่ตั้งใหม่ในเมืองเซนหยาง อัตราผลิต4ลำต่อเดือนและคาดว่าจะส่งมอบเข้าประจำการได้ครบในปี2000 แต่ก็ไม่ได้มีความชัดเจนและส่งมอบจริงหรือไม่ โดยทั่วไปบอกว่าเนื่องจากประสิทธิภาพของ มิก-31นั้นล้าหลังเกินกว่า เจ-11(ซู-27)หรือเครื่องบินรบรุ่นใหม่ๆจากนาโต้ที่พัฒนาในช่วงท้ายสงครามเย็น



มิก-31อี



 


 




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2553   
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 15:30:18 น.   
Counter : 5448 Pageviews.  
Share to Facebook


HE-177 ไกร์ฟ เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ดีที่สุดของนาซี

HE-177 Greif


เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักที่ดีที่สุดของ ลุฟวาฟเฟ่



ไฮน์เกล เอชอี-177 ไกรซ์(กริฟฟ่อน) เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักแบบนึงของเยอรมันนาซีที่ออกรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 แทบจะเรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุดและใช้งานอย่างคุ้มที่สุดเท่าที่เยอรมันผลิตออกมาในช่วงต้นสงครามจนจบสงคราม ฟังดูอาจจะมองว่าเวอร์ไปน่ะครับ แต่สเป็คพื้นฐานทั่วไป เอชอี-177 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด2เครื่องยนต์ ที่มีเครื่องยนต์ให้กำลังมากที่สุด ใช้2เครื่องยนต์แต่มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุดมากกว่าเครื่องบินทิ้งระเบิด4เครื่องยนต์เช่น บี-17จี เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีระยะบินไกลถึง5พันก.ม. แบบแรกในยุคนั้นที่ไม่มีชาติใดทำได้ แน่นอนว่าต้องพบปัญหาสารพัดกว่าจะได้นำตัวที่ดีที่สุด ของ เอชอี-177 ออกมารบนั้นก็ปาเข้าไปช่วงกลางสงครามแล้ว


โครงการ เอชอี-177 เกิดกระทรวงรับผิดชอบพัฒนาอาวุธกองทัพอากาศเยอรมัน-นาซี(อาร์เอ็มแอล)ต้องการเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักเข้าประจำการ สามารถบินเข้าไปทิ้งระเบิดที่โรงงานผลิตอาวุธในยูราลของโซเวียตได้ โดยมี2บริษัทสำคัญคือ ดีโอ-19 ของบริษัทดอร์เนียร  จุงเกอร์ จู-89 ของบริษัทจุงเกอร์ ที่ส่งต้นแบบเสนอไปและไม่ผ่านเนื่องจากไม่สามารถทำตามสเป็คที่ต้องการคือ บรรทุกลูกระเบิดขนาด1000ก.ก. ระยะบินไกลสุด5พันก.ม. ความเร็วสูงสุดขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า500ก.ม./ช.ม. มุมบินดิ่งโจมตีเป้าหมายที่40-50องศา แน่นอนว่ากำหนดมาแบบนี้แทบทำเอาไม่มีใครผลิตออกมาได้เพราะเหมือนกับรวมเอาระยะบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดมารวมเข้ากับความเร็วของเครื่องบินขับไล่ ซึ่งยุคนั้นนับว่าไม่มีเครื่องบินแบบใดทำได้ นอกจากนั้นในช่วงปลายๆสงครามยังถูกนำไปติดตั้งอาวุธนำวิถีเข้าโจมตีเป้าหมายภาคพื้นเป็นรุ่นแรกๆอีกด้วย


File:Dornier DO-19 V1 in Flight.jpg


File:Junkers JU-89 in flight.jpg


ดอร์เนียน ดู-19 กับ จุงเกอร์ จู-89 คู่แข่งของ เอชอี-177


โครงสร้าง


ในวันที่3มิถุนายน ปี1937 ไฮน์เกลก็สร้างแบบเข้าส่งไปในชื่อ โปรเจ็ค-1041บอมเบอร์-เอ พอถึงพฤศจิกายนปี1937เอชอี-177วี-1ถึง8 จำนวน8เครื่องก็ถูกส่งเข้าประเมินแก่กองทัพอากาศ โดยกองบัญชาการสูงสุดกองทัพอากาศได้ขอให้เพิ่มความแข็งแรงโครงสร้างเพื่อใช้ในภารกิจโจมตีทางทะเล(ดำดิ่งทิ้งระเบิด)เช่นเรือดำน้ำ เรือรบ โดยเอชอี-177 ผ่านประเมินขั้นต่ำทั่วไป มีความเร็วเพิ่มสูงสุดที่550ก.ม./ช.ม. เพดานบินสูง1หมื่น8พันฟุต ซึ่งการบินทดสอบต้นแบบ(เอชอี-177 วี-1)ครั้งแรกเกิดในวันที่19พฤศจิกายน ปี1939ที่เมืองรอสต็อค โดยหัวหน้าวิศกร ดิล.อิงซ์.เลาซ์แนน คาร์ล แฟรงค์เก้ การทดสอบเกี่ยวกับเครื่องยนต์ ซึ่งผลออกมาว่าเครื่องยนต์มีอุหภูมิสูงมากจึงทำการบินได้12นาที มีความสั่นสะเทือนที่มากอยู่


ภารกิจดำดิ่งทิ้งระเบิดของ เอชอี-177


File:Bundesarchiv Bild 101I-668-7163-14, Flugzeug Heinkel He 177.jpg


เอชอี-177 ขณะทำมุมโฉบเข้าโจมตี


เรื่องนึงคือการนำเครื่องบินทิ้งระเบิดไปทำภารกิจดำดิ่งทิ้งระเบิด(มุมกดหัวลงโฉบโจมตี40-90องศา) นับว่ายากลำบากสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่มาก แต่เยอรมันเล็งเห็นว่าจุดนี้ทำให้มีปัญหาในภารกิจโจมตีทิ้งระเบิดมาก เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดจะทิ้งระเบิดในแนวขนานกับพื้น ซึ่งระเบิดตกลงสู่เป้าหมายไม่มีความแม่นยำทำให้เป้าหมายรวมตัวกันได้ใหม่หรือสร้างความเสียหายให้กับอาวุธหลักเช่น รถถัง ปืนใหญ่ได้น้อยเกินไปและสามารถซ่อมแซมรวมกันต่อต้านได้  ซึ่งเยอรมันต้องการความแม่นยำในภารกิจโจมตีภาคพื้นที่แม่นยำและต่อเนื่องเพื่อเปิดทางทหารบกลุยต่อไป โดยใช้ความสำเร็จของเครื่องบินโจมตี จู-87สตูก้า ที่ทำภารกิจร่วมกับรถถัง ทหารราบอย่างได้ผลในการซ้อมรบหรือแม้ในสเปน  ซึ่งก่อนหน้านี้เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ ดอร์เนียน ดู-17 กับ เอชอี-111 ไม่สามารถตอบสนองได้ชัดเจนเท่าสตูก้า ที่กองทัพอากาศและฝ่ายเสนาธิการชื่นชอบมากกว่า


ในระหว่างตรวจสอบขั้นสุดท้ายของต้นแบบ เอชอี-177 หรือ โปรเจ็ค-1041ในวันที่5พฤศจิกายน ปี1937 สำนักงานตรวจสอบของ เอิรซ์ อูเด็ต ระบุข้อกำหนดใหม่ให้กับบริษัทไฮน์เกิล ว่าต้องทำการบินเข้าโจมตีที่มุมดิ่ง60องศาขึ้นไป ซึ่งทำให้ ไฮน์เกิลแทบถอดใจเพราะ มุมดำดิ่งมากขนาดนั้น การบังคับเครื่องจะทำใด้ยากมาก แถมชิ้นส่วนและโครงสร้างอาจเสียหายหนักจนถึงพังกลางอากาศได้  แม้ตัวโครงสร้างปีกจะทนความเสียหายจากการบินได้สูงแต่ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะบรรทุกลูกระเบิดเป็นตัวสร้างปัญหาอย่างมากขณะทดสอบบินโจมตีตอนซ้อมรบ กล้องเล็งทิ้งระเบิดที่ผลิตขึ้นในทศวรรษ 1930 ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ  และหันมาติดตั้งกล้องเล็งแบบ ลอทเทฟรอว์-7 ที่ลอกแบบมาจากกล้องเล็งนอร์เดนของอเมริกา แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ความแม่นยำต่ำมาก ระเบิดตกพลาดจากเป้าหมายเฉลี่ย20-30เมตรเลยทีเดียว ในการทิ้งจากความสูง4พันเมตร  โดย เฮอร์มาน เกอริ่ง ก็ได้หยุดข้อกำหนดการดำดิ่งของ เอชอี-177 ไว้ในเดือนสิงหาคมปี1942  


The first prototype of the He 177, which made its first flight on November 19, 1939; the flight lasted only twelve minutes, before test pilot Francke had to return with overheating engines<br>


He-177 V-1


เครื่องยนต์


โดยต้นแบบใช้เครื่องยนต์ เดมเลอร์-เบนซ์601ขนาดความจุกระบอกสูบ30ลิตรทำงาน2จังหวะให้รอบสูง 12สูบวี-6 ระบายความร้อนด้วยของเหลวซึ่งมีกำลังเพียง1900แรงม้า ซึ่งไม่สามารถให้กำลังมากพอที่จะใช้บรรทุกตามที่สเป็คกองทัพอากาศกำหนด และหากติดตั้งถึง4เครื่องยนต์ก็จะส่งผลต่อโครงสร้างและความคล่องตัวในการบิน หัวหน้าฝ่ายเทคนิค ซิกฟรีด กึนเทอรื ของบริษัทเดมเลอร์-เบนซ์จึงทำการแก้ไขด้วยการนำเครื่องรุ่นเดียวกันมาต่อกัน2เครื่องให้ทำงานบนแกนไบพัดเดียวกันโดยใช้แบบเครื่องยนต์ของเครื่องบินลาดตระเวณ-ทิ้งระเบิด เอชอี-119 จนได้เครื่องยนต์ ดีบี-606 24สูบวี-6 สูบคว่ำ30องศา ใช้หัวฉีด ทำงาน2จังหวะกำลังขับสูงถึง2350แรงม้าพร้อมระบบอัดอากาศซุปเปอร์ชาร์จ  ใช้ใบพัด4กลีบ


เครื่องยนต์ ดีบี-606 นั้นมีระบบระบายความร้อนที่ล้ำหน้าเกินกว่าชาติอื่นๆในรุ่นเดียวกัน (ชาวบ้านคิดไม่ถึง)คือใช้ระบบหล่อเย็นที่ไม่ธรรมดา น้ำในหล่อเย็นเครื่องยนต์เมื่อร้อนจัดจนเกิดไอน้ำ  จะมีตัวดักไอน้ำไปผ่านชุดอีวาพอเรเตอร์บริเวณใต้ปีกเพื่อทำให้ไอน้ำที่ร้อนเจอความเย็นกลับเป็นหยดน้ำไปสู่เครื่องยนต์(คล้ายๆแอร์รถยนต์) แน่นอนว่าความร้อนของเครื่องยนต์มีมากกว่าที่คิดไว้ ระบบทำงานได้ไม่ดี ทำให้หล่อเย็นเครื่องยนต์ได้ไม่เพียงพอและใช้งบประมาณมากจึงเปลี่ยนเป็นใช้หม้อน้ำปกติเหมือนชาติอื่นๆ


เครื่องยนต์ ดีบี-606 มีปัญหาเริ่มแรกต่างๆมากมายเช่น ความร้อนที่สูงมากเพราะเครื่องยนต์ใกล้กัน การทำงานหมุนเพลาหลักมีปัญหาที่ไม่สัมพันธ์กันระหว่างเครื่อง2เครื่อง เช่นการจ่ายน้ำมันให้สูบเครื่องยนต์ทั้ง2เครื่องไม่เท่ากัน ทำให้มีผลต่อความเสียหายต่อชุดเพลา กำลังเครื่องตกมากแถมขาดการหล่อลื่นและการบำรุงรักษาที่เพียงพอเนื่องจากมีความซับซ้อนสูง แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขมากเท่าใดเพราะต้องนำเข้าสู่สงครามแล้วนั้นเอง  ซึ่งในรายงานปลายเดือนสิงหาคมปี1942 เฮอร์มาน เกอริ่ง ไม่พอใจต่อประสิทธิภาพอย่างมากจึงทำให้ฝ่ายเทคนิคต้องไปแก้ไขโดยการนำ ดีบี-605มาต่อกันคั่นด้วยชุดเกียร์เป็น ดีบี-610 ที่มีปัญหาลดลงแต่ก็ไม่ต่างจาก ดีบี-606มากเท่าใดเพราะ มีปัญหาเรื่องการบำรุงรักษานั้นเอง ซึ่งมีใช้ในรุ่น เอชอี-177 เอ3อาร์2


จึงเป็นแบบในการพัฒนาเครื่องต้นแบบ วี ต่างๆดังนี้


วี-2 ซึ่งได้ทดสอบบินดำดิ่ง ซึ่งมีปัญหาเรื่องการสั่นสะเทือนที่รุนแรงมาก  ระบบท่อน้ำมันเชื้อเพลิงเสียหายจากการสั่น


วี-3ติดตั้งเครื่องยนต์ ดีบี-606เอ ที่ทำงานหมุนทวนเข็มนาฬิกา กำลัง2700แรงม้าที่ระดับน้ำทะเล 2080แรงม้า ที่ระดับ16000ฟุต


วี-4เป็นรุ่นที่ใช้บินทดสอบดำดิ่งที่ชายฝั่งทะเลบอลติก เมือง ริบนิสซ์-แดมกาเท็น ไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ตกเสียหายเนื่องจากเกิดความเสียหายหนักที่ชุดใบพัด


วี-5 เป็นตัวทดสอบติดตั้งระบบป้องกัน เอ็มจี-15(7.92ม.ม.)4กระบอก


วี-6 เริ่มในกลางปี1941 หลักๆเป็นการพัฒนาให้โจมตีระดับต่ำความเร็วสูง ติดตั้งเครื่องยนต์ ดีบี-606บี กำลังมากกว่า2700แรงม้า สามารถเร่งกำลังในขณะบินขึ้นได้มากกว่า100แรงม้าอย่างรวดเร็ว


วี-7 ดัดแปลงเสริมเกราะบริเวณห้องนักบิน


วี-8 เป็นต้นแบบสุดท้ายทำการติดตั้งเกราะเพิ่มเข้าไปอีกและส่งเข้าสู่สายการผลิตในเดือนกันยายน1941 รูปทรงที่ส่วนหัวคล้ายกับ จู-88 และเข้าผลิตในรุ่น เอ-ซีรีย์


วี-38 เป็นรุ่นที่ดัดแปลงในโครงการ " อะตอมบอมเบอร์ " หรือนิวเคลียร์ของเยอรมันนาซี ซึ่งมีการดัดแปลงห้องเก็บระเบิดเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สุดท้ายโดนยิงพังคาสนามบินที่กรุงปราก  โดยเป็นตัวทดสอบก่อนใช้เป็นชื่อ จู-287 บอมเบอร์เบย์


ระบบป้องกันตัว


เอชอี-177 ถือว่าเป็นบ.ทิ้งระเบิดที่ติดตั้งอาวุธกระจายทั่วลำเหมือนชาติอื่นๆ สามารถยิงคลอบคลุมได้หลายจุด เช่นป้อมปืนส่วนหัว กลางลำ ด้านท้าย ผิดกับบ.ทิ้งระเบิดรุ่นอื่นๆที่ติดตั้งอาวุธปืนรวมกันในจุดเดียวเช่น เจยู-88 เอชอี-111  โดยเฉพาะมีจุดเด่นที่ล้ำหน้า(อีกแล้ว)คือนักบินควบคุมปืนอยู่ที่ห้องนักบิน ควบคุมผ่านรีโมทให้ป้อมปืนบริเวณกลางลำตัวทำงาน  ระบบนี้ชื่อ เอฟดีแอล-บี131 คือปืนกล เอ็มจี-131ขนาด13ม.ม.แท่นคู่นั้นเอง อัตราการยิงราวๆ1800-2000นัด/นาที  โดยใช้กับ เอชอี-177เอ-1อาร์-1(นอกจากนั้นยังเป็นต้นแบบในการติดตั้งบนบ.ทิ้งระเบิดขนาดหนักรุ่นใหม่เช่น เอชอี-277 จู-288) บริเวณห้องนักบิน(จมูกส่วนหน้า)ติดตั้งปืนกลเอ็มจี-81(7.92) อัตราการยิง2000นัด/นาที  เอ็มจี-เอฟเอฟ 1กระบอกยิงป้องกันใต้ลำตัว เอ็มจี-131 ยิงป้องกันท้ายลำ


นอกจากนั้นยังติดตั้ง อาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีเรือรบ เฮนเชล เอชเอส-293 จำนวน2นัด ใช้ทำรรบในอ่าวบริสเคย์ จนทำให้เรือฝ่ายอังกฤษและอเมริกาจมและเสียหายหนัก รวมกันราวๆ23ลำ ออกมาใช้งานในปี1943 โดยติดตั้งหัวรบ293ก.ก. ระยะยิงไกลสุด5ก.ม. ใช้ระบบควบคุมการยิงแบบ เคล-สตรัสบูรซ์ ฟุกต์-203


บรรทุกระเบิดขนาด 70ก.ก.จำนวน48ลูก 500ก.ก.จำนวน10ลูก 1000ก.ก.จำนวน6ลูก  2500ก.ก.จำนวน2ลูก








[gunnerytj.jpg] 


ระบบปืนกลบังคับด้วยรีโมทรุ่นแรกๆ FDL-131




เฮนเชล เอชเอส-293


He-177 ในสายการผลิต


เอชอี-177เอ-0 หลังจากทดสอบระบบต่างๆในต้นแบบทั้ง8แบบแล้วจึงนำเข้าสู่สายการผลิตในรุ่น เอ-ซีรีย์ โดย เอ-0ผลิตโดยบริษัทอราโดจำนวน5เครื่อง บริษัทไฮน์เกลทำการผลิตอีก30เครื่อง  เริ่มผลิตในเดือนพฤศจิกายนปี1941 จำนวน35เครื่อง 25เครื่องประสบปัญหาเครื่องยนต์ลุกไหม้ จึงไปแก้ไขพัฒนาเป็น เอ-1  ทำการผลิตที่ รอสต็อค15เครื่อง ออเรนบูรค์15เครื่อง


เอชอี-177 เอ-1 เป็นรุ่นที่ทำการผลิตส่งมอบได้ซะที เริ่มส่งมอบเดือนมีนาคม 1942-มิถุนายน1943 บริษัท อราโด เป็นผู้ผลิตจากต้นแบบจำนวน1เครื่องที่สร้างโดยบริษัท ไฮน์เกล รุ่นนี้ทำการผลิตทั้งหมด130เครื่อง โดยแยกเป็นรุ่น


เอ-1อาร์1 ติดตั้งป้อมปืนกลรีโมท เอฟดีแอล-บี131/1เอ ปืนกล เอ็มจี-131อี-2จำนวน1กระบอก ปืนกลเอ็มจี-81 ยิงป้องกันด้านหน้า


เอ-1อาร์2 ติดตั้งปืนกล เอฟดีแอล-บี131/2เอ ปืนกลเอ็มจี-131 แท่นคู่ 1กระบอกบนลำตัว


เอ-1อาร์-4 ติดตั้งปืนกล เอ็มจี-131 ยิงป้องกันใต้ท้องไปทางด้านหลัง


Heinkel He 177 A-1/U2 Greif (Griffon)


เอชอี-177 เอ-1/ยู2 " กรอสเซอสโตเลอร์ "


เอ-1ยู2 ติดตั้งปืนกลหนัก ไรเมนทัล-บอซิกส์ มาร์ค-101 ขนาด30ม.ม. 2กระบอก อัตราการยิงกระบอกล่ะ250นัด/นาที  ในภารกิจขับไล่กลางคืน (กรอสเซอสโตร์เลอร์ )


เอชอี-177 เอ-2 ติดตั้งปืนกล เอ็มจี/เอฟเอฟ ยิงป้องกันส่วนหน้า ปืนกลเอ็มจี-81อีก6กระบอก เพิ่มพลประจำอีก4นาย แต่ไม่ได้ผลิตเนื่องจากใช้ทดสอบติดตั้งปืนป้องกัน


เอชอี-177 เอ-3 เป็นรุ่นที่ทำการผลิตรุ่นที่2 ทำการผลิตจำนวน170เครื่อง ในจำนวนนี้60เครื่อง ติดตั้งเครื่องยนต์ เดมเลอร์เบนซ์ ดีบี-610 รุ่นใหม่ที่มีกำลังสูง บรรจุน้ำมันมากขึ้นบริเวณปีก 3450ลิตร และอีก7250ลิตรที่ปบริเวณส่วนหัว  หากบินที่ความสูง6พันเมตร ความเร็วราวๆ360ก.ม./ช.ม. ระยะทำการบินจะไกลถึง6พันกิโลเมตร


เอ-3อาร์-1 ยังใช้เครื่องยนต์ ดีบี-606เอ/บี อยู่ผลิตออกมาจำนวน50เครื่อง


เอ-3อาร์2 ติดตั้งปืนกล เอ็มจี-151ขนาด20ม.ม. ลำกล้องเดี่ยวบริเวณใต้ห้องนักบิน(กอนโดล่า)อัตรายิง750นัด/นาที ทดแทนปืนกล เอ็มจี-เอฟเอฟ และด้านท้ายลำแทนปืนกล เอ็มจี-131


เอ-3อาร์3 เป็นรุ่นโจมตีเรือรบ ติดตั้งระเบิดร่อนนำวิถีโจมตีเรือรบรุ่นแรกของโลก เฮนเชล เอชเอส-293 หัวรบระเบิดแรงสูง295กิโลกรัม ระยะยิงแล้วแต่ความสูง ยิงไกลสุด8กิโลเมตร ความสูง5กิโลเมตร นำวิถีด้วยคลื่นวิทยุ ควบคุมโดยจอยสติ๊กซ์


เอ-3อาร์4 เพิ่มความกว้างบริเวณส่วนหัวไปอีก 1.2เมตร เพื่อรองรับระบบควบคุมอาวุธนำวิถีแบบ ฟุกต์-203บี เคล-3


เอ-3อาร์5 ใช้ทำการรบที่สตาลินกราด์ ในภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังแบบ บอร์ทโคนอน บีเค7.5 ขนาด75ม.ม.1กระบอก บรรจุกระสุนอัตโมติด้วยสายกระสุน12นัด ติดตั้งบริเวณใต้ห้องนักบินยิงไปทางด้านหน้า


เอ-3อาร์7 เป็นรุ่นโจมตีทางทะเลด้วยการติดตั้ง ตอร์ปิโด แอลที-50


เอชอี-177 เอ-4 เป็นต้นแบบในการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล เพดานบินสูงแบบ ไฮเกิล เอชอี-274 ไม่ได้ผลิตมาใช้อย่างจริงจังเพราะเริ่มบินทดสอบก็ปาเข้าไปช่วงท้ายๆสงครามปี1945


เอ-5 เป็นรุ่นที่ใช้แผนแบบ เอ-3 อาร์5 ในการพัฒนา เข้าสู่สายการผลิตจำนวน 826เครื่อง  เพิ่มความแข็งแรงที่ตัวปีกเพื่อติดตั้งอาวุธนำวิถี เพิ่มจุดติดอาวุธใต้ลำตัว


เอ-5อาร์1 ติดตั้งระบบอาวุธโจมตีนำวิถี ฟริตซ์-เอ็กซ์ และ เอชเอส-293 ใช้ระบบควบคุมบังคับของเคล


เอ-5อาร์2 ติดตั้งปืนกล เอ็มจี-81เจ ที่จมูก  เอ็มจี-151 1กระบอก ยิงป้องกันทางด้านหน้าใต้ห้องนักบิน เอ็มจี-131 1กระบอกตรงกลางลำตัว ยิงได้ทั้งบังคับด้วยไฟฟ้าและพลประจำ ปืน เอ็มจี-151 1กระบอกยิงป้องกันด้านท้ายลำ


[he177uik.jpg] 


เอ-5อาร์4 ติดตั้งชุดปล่อยอาวุธนำวิถี ใช้ชุดควบคุมของ เคล


เอ-5อาร์5 ติดตั้งปืนกล เอ็มจี-131 บังคับด้วยรีโมทใต้ท้อง ผลิตออกมาเพียง1เครื่องเท่านั้น


เอ-5อาร์6 ถอดจุดติดตั้งอาวุธใต้ลำตัวออกไป2จุด


เอ-5อาร์7 เป็นแผนแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ระดับความสูง 4หมื่น9พันฟุต แก้ไขห้องนักบินให้สามารถบินได้สูง รวมถึงใช้พลประจำเครื่องลดลง โดยทั่วไปเหมือนรุ่น เอ2


เอ-5อาร์8 ติดตั้งระบบควบคุมการยิงด้วยรีโมท" ชิน " ท้ายลำ  แต่ไปๆมาๆมีปัญหาในเรื่องการทดสอบและมีความยุ่งยากในการใช้งาน


เอ-5 กรอสเซอสโตเลอร์  เป็นรุ่นขับไล่ ภารกิจโจมตีเครื่องบินทิ้งระเบิด  ติดท่อยิงจรวดแบบ เวอแฟร์แกร์เนท ขนาด21ซ.ม. จำนวน33ท่อยิง ซึ่งพัฒนามาจากจรวดหลายลำกล้องยิงภาคพื้นแบบ เนเบลแวร์เอ42  ซึ่งติดตั้งยิงออกทางด้านข้างของลำตัว 5ลำทดสอบออกบินในเดือนมกราคมปี1944 แต่ก็ต้องสูญเสียไปอย่างรวดเร็วเนื่องจาก ปริมาณที่เพิ่มขึ้นของเครื่องบินคุ้มกัน


เอชอี-177เอ6  แผนแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล-บินด้วยความสูงมาก นำเอารุ่น เอ-2กับ4มารวมกัน นอกจากนั้นยังติดตั้งอาวุธนำวิถีและใช้พัฒนา เอชอี-277บี-6 ซึ


เอ-6อาร์1 หรือเรียกว่ารุ่น เอชอี-177บี ติดตั้งป้อมปืนกลท้ายลำ แบบ เอชดี-131วี จำนวน1ป้อม4กระบอก เพิ่มจุดรองรับอาวุธนำวิถีภายนอกอีก1จุด  ระยะบิน5800ก.ม.


เอ-6อาร์2 ออกแบบบริเวณจมูกใหม่เพื่อหลักแอร์โร-ไดนามิกส์ ติดตั้งปืนกล เอ็มจี-131ที่ใต้ห้องนักบินยิงระวังด้านหลังใต้ลำตัว ปืนกลเอ็มจี-151 ควบคุมด้วยรีโมทที่ด้านหลัง


เอ-7 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดเพดานบินสูงอีกเช่นกัน ใช้ลำตัวรุ่น เอ-5 มาดัดแปลง ขยายช่วงปีกออกไปอีก36เมตร  ติดตั้งเครื่องยนต์ ดีบี-613 ที่มีกำลังมากกว่า 3748แรงม้า ทำออกมาทดสอบบินเพียง6เครื่อง บางส่วนถูกยึดโดยกองทัพสหรัฐและคาดว่าถูกเก็บไว้ที่ สนามบินนานาชาติ โอแฮร์ ที่ชิคาโก ช่วงหลังสงคราม


เอ-8 เป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาด4เครื่องยนต์ นำลำตัวของ เอ3กับ5มารวมกัน ออกแบบปีกใหม่เพื่อติดตั้งเครื่องยนต์ ดีบี-603 หรือ จุงเกอร์ จูโม่-213 การออกแบบส่วนเครื่องยนต์ใช้ เครื่องบิน เอชอี-219 เป็นแบบ แต่โครงการก็อยู่ในกระดาษเท่านั้น ก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เอชอี-177บี-5 ในเดือนสิงหาคม1943


เอ-10 เสนอให้เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาด 4เครื่องยนต์  โครงสร้างลำตัว เอ-8 ส่วนใหญ่คล้าย เอ-7 เปลี่ยนชื่อเป็น เอชอี-177บี-7 ในเดือนสิงหาคม1943


เอชอี-177บี  พัฒนาโดยตรงโดยแยกระบบเครื่องยนต์ที่เป็น2ตัวเชื่อมมาเป็น4เครื่องยนต์ปกติ  ต้นแบบ4เครื่อง วี-101-104 ได้รับการผลิต3เครื่องและเสียหาย1เครื่อง และแผนที่จะพัฒนาไปเป็น เอชอี-277 ออกมาทำการผลิตจึงไม่ได้เกิดขึ้น มีเพียงตัวทดสอบเท่านั้น  โดย เอชอี-177 เกิดจากรายงานของ เฮอร์มาน เกอริ่ง ที่เปิดเผยในเดือนกันยายนปี1942ว่า เขาต้องการเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาด4เครื่องยนต์ แต่ เอิรต์ อูเด็ต กลับชอบในความคล่องตัวของ 2เครื่องยนต์ที่ให้กำลังมากกว่าและมีความคล่องตัวในการบินมากกว่า โดย ไฮน์เกิลเสนอแบบ เอชอี-177บี ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ ดีบี-603จำนวน4เครื่อง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า แอร์โรว-แลงคาสเตอร์ ของอังกฤษซะอีก ต้นแบบเริ่มบินครั้งแรก เดือนธันวาคมปี1943-กลางเดือนมกราคม1944  ที่สนามบินเวียนนา-สแวร์ขาร์ต ซึ่งเป็นสนามบินทดสอบทางตอนใต้ของไฮน์เกิล โดยต้นแบบ วี-104 เป็นตัวทดสอบสุดท้ายก่อนส่งเข้าสู่สายการผลิตเป็นรุ่น เอชอี177บี-5  แต่สุดท้ายก็ถูกทิ้งระเบิดเสียหายต้นแบบ วี-103-104 เสียหาย ทำให้โครงการผลิต เอชอี-177บี-5 ยุติลงและหันไปผลิต เครื่องบินขับไล่ไอพ่น เอชเอส-162 ที่มีความต้องการเร่งด่วนกว่า


เอชอี-177 เอช แผนแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดเพดานบินสูงระยะไกลแบบ เอชอี-274  จะเรียกว่าบินสูงเข้าโจมตีเป้าหมายตลอดความสูง 4หมื่น6พันฟุต ระยะทางบินไกลสุด3440ก.ม. ซึ่งทำการบินครั้งแรกก็ปลายสงครามเข้าไปแล้ว  ซึ่งทำการผลิตในประเทศฝรั่งเศสได้ต้นแบบมา1เครื่อง



เอชอี-277


ยอดผลิต เอชอี-177 สิ้นสุดวันที่30พฤศจิกายนปี1944  จำนวนผลิตรวม 1137เครื่อง โดยแยกผลิตโดยบริษัทดังนี้ อีเอชเอฟ(เอิรซ์ ไฮน์เกิล-ฟุซกุซแวร์) เอชดับบิวโอ(ไฮน์เกิล แวร์-โอเนนบูซ์) เออาร์บี(อราโด เบรนเดนบูรซ์)


เอชอี-177 วี(ต้นแบบ8เครื่อง) โดย อีเอชเอฟ


เอชอี-177 เอ-0 35เครื่องดังนี้  อีเอชเอฟ(15เครื่อง) เอชดับบิวโอ(15เครื่อง) เออาร์บี(5เครื่อง)


เอชอี-177 เอ1 จำนวนผลิต130เครื่อง เอชดับบิวโอ(88เครื่อง) เออาร์บี(42เครื่อง) ผลิตตั้งแต่มกราคม1942-43


เอชอี-177เอ3 จำนวนผลิต 615เครื่อง  เอชดับบิวโอ(217เครื่อง) เออาร์บี(398เครื่อง) เริ่มผลิตพฤศจิกายน1942 ถึง มิถุนายนปี1943


เอชอี-177เอ5 จำนวนผลิต349เครื่อง เอชดับบิวโอ(71เครื่อง) เออาร์บี(278เครื่อง) เริ่มผลิตธันวาคมปี1943-ตุลาคม1944 


เอชอี-177 ในสงคราม


แม้จะมีปัญหาต่างๆมากมาย แต่เอชอี-177 ก็ได้ถุกส่งเข้าสู่สายการผลิตในปี1942 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพเยอรมันเปิดศึกทุกด้าน เอชอี-177 ถูกใช้ในภารกิจส่งกำลังบำรุงแก่กองทัพที่6 ในแนวรบสตาลินกราด์ แต่ก็ไม่สามารถสร้างความพอใจได้เลยเพราะ บรรทุกของได้น้อยกว่า เอชอี-111(ก็ออกแบบให้ทิ้งระเบิดนี่นา) แล้วในที่สุดก็ถูกส่งไปทำภารกิจสนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดินแทน ในการรบ13ภารกิจที่สตาลินกราด์ เอชอี-177 จำนวน7เครื่องตกเนื่องจากปัญหาเครื่องยนต์โดยไม่ได้ถูกยิงเลยแม้แต่น้อย และเมื่อเข้าสู่ปลายสงคราม เวลารบของ เอชอี-177 น้อยลงทุกทีๆ มันก็ยังถูกส่งเข้าทำภารกิจ ทิ้งระเบิดกรุงลอนดอนในยุทธการ สเตนบ็อค วันที่13กุมภาพันธ์1944 เอชอี-177จำนวน40เครื่อง ถูกส่งออกไปรบร่วมกับเครื่องบินรุ่นอื่นๆ  เพียงแค่ออกบินเท่านั้นล่ะ 8เครื่องแรกที่บินออกไปต้องบินกลับเพราะเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท 13เครื่องหล่นรายทางบริเวณตอนใต้ มีเพียง4เครื่องไปถึงกรุงลอนดอน และโดนยิงตก1เครื่องจาก เครื่องบินขับไล่กลางคืน  ในภารกิจนี้ ไกร์ฟ ได้บรรทุก ลูกระเบิดแรงสูงหนัก 1800ก.ก. ไป2ลูกกับ1000ก.ก.ไปอีก2ลูก บินระดับความสุงจากสนามบินในเขตเยอรมันเข้าสู่กรุงลอนดอนที่ความสูง22950ฟุต  โดยได้ปลดระเบิดที่ความสูง14750ฟุต  ยังรวมถึงการโฉบดำดิ่งทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายที่ความสูง2460ฟุต ด้วยความเร็วมากกว่า700ก.ม./ช.ม. ส่งผลให้เกิดความแม่นยำสูงถึง60%


เอชอี-177 ถูกส่งไปประจำการทั่วสนามบินทั่วยุโรป ปัญหาหลักเนื่องจากบุคลากรในการซ๋อมบำรุงไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพเชื้อเพลิงก็ไม่ดี เครื่องยนต์ไม่มีเปลี่ยน จึงต้องทำการบินไปอย่างถูไถ เมื่ออังกฤษได้ยึด เอชอี-177เอ-5 ได้และทำการบินทดสอบ ได้ชื่นชมว่า ไกร์ฟ เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เทียบเท่า บี-29 ที่มีขนาดใหญ่กว่ามากมายได้เลยทีเดียว ซึ่งหากมีเวลาในการพัฒนาและมีระบบซ่อมบำรุงที่ดีมากกว่านี้ ไกร์ฟก็จะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพอากาศเยอรมัน-นาซี


ผู้ใช้

 


เยอรมนี ลุฟวาฟเฟ่

 


เฟิร์นคัมพฟ์เกซวาเดอร์ 50

 


คัมพฟ์เกซวาเดอร์ 1

 


คัมพฟ์เกซวาเดอร์ 4

 


คัมพฟ์เกซวาเดอร์ 10

 


คัมพฟ์เกซวาเดอร์ 40

 


คัมพฟ์เกซวาเดอร์ 100

 


คัมพฟ์เกซวาเดอร์ 200

 


ฟุงซูสฟือแรร์สชูล (บี) 15

 


ฟุงซูสฟือแรร์สชูล (บี) 16

 


ฟุงซูสฟือแรร์สชูล (บี) 31

 


เวียร์กุสต้า / โอบีดีแอล

 


ฝรั่งเศส

 


กองทัพอากาศฝรั่งเศสใช้ เอชอี177 เอ3 ที่เยอรมันทิ้งไว้อย่างน้อยสองลำ ทำการสร้างใหม่โดยบริษัท SNCASE ที่เมือง บลังญัค (Blagnac)

 


อังกฤษ องทัพอากาศหลวง


File:He 177 A-5.jpg


เอชอี-177เอ-5 ที่อังกฤษยึดได้


อาร์เออี(สนามบินเมืองฟาร์นโบโร) ได้ทำการทดสอบ เอชอี177เอ5 ลำหนึ่ง โดยฝ่ายสัมพันธมิตรยึดมาจาก เกซวาเดอร์เกนนังต์ (Geschwaderkennung) รหัส เอฟ8+เอพี จาก 6./เคจี 40 เมื่อเดือนกันยายน ปี1944 ณ.สนามบินตูลูส-บลังญัค (Toulouse-Blagnac airfield) ซึ่งถูกส่งมอบให้แก่อังกฤษและถูกทาสีใหม่ เปลี่ยนตราเป็นแบบวงกลมของเครื่องบินอังกฤษ และได้รับรหัสเครื่องว่า ทีเอส439

 


...โฮ้ยยย กว่าจะเสร็จ เขียนเรื่องไกร์ฟ นี่ยากลำบากมาก ข้อมูลเยอะมากในแต่ล่ะรุ่น รุปภาพก็หายาก  เปิดเจอแต่รุปภาพวนไปๆมาๆเนี้ยล่ะครับ







 

Create Date : 12 มีนาคม 2553   
Last Update : 12 มีนาคม 2553 18:58:18 น.   
Counter : 3678 Pageviews.  
Share to Facebook


1  2  

ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






" ผมไม่ได้บ้าฝรั่ง แต่ผมชอบในความมีอารยะของเขา แต่ฝรั่งเลวๆผมก็เกลียดเป็นเท่าตัวเหมือนกัน "



New Comments
[Add ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com