โลกนี้มีมาก่อนผู้คน แต่โลกจะทนอยู่ได้นานสักเท่าใด

ถ้าเงินหมื่นแสนล้านถูกผลาญไป ใช้สร้างอาวุธมายัดใส่มือคน
 
 

เรือดำน้ำชั้น กิโล (Kilo class Project-877)ของรัสเซีย

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น กิโล ของ รัสเซีย


SSK Kilo-Class Project-877



เรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า ชั้น กิโล ( Kilo class Project-877) ของประเทศรัสเซีย จัดเป็นเรือดำน้ำแถวหน้าตัวแทนจากรัสเซียที่เข้าแข่งขันกับเรือดำน้ำ ชั้นดีเซล-ไฟฟ้า จากยุโรป เช่น ยู-209/212/214 ของเยอรมัน สกอร์เปี้ยน หรือ สกอร์ปิเน่ ของ ฝรั่งเศส โดยส่วนหนึ่งที่ทำให้เรือดำน้ำสัญชาติรัสเซียโด่งดังเนื่องมาจากความเงียบ ที่ปล่อยออกมาน้อยมาก จนถูกขนานนามว่า " หลุมดำแห่งห้วงมหาสมุทร " ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธประสิทธิภาพสูงแบบนึงของรัสเซียที่ส่งออกตอบรับความ ต้องการแก่ประเทศที่อยากได้อาวุธประสิทธิภาพสูง นอกเหนือจาก บ.ข.ซู-27/30 เป็นต้น


ส่วนนึงที่ทำให้เรือดำน้ำชั้น กิโล มีความเงียบกว่ารุ่นอื่นๆก่อนหน้านี้เช่น แทงโก้ บราโว่ โรมีโอ หรือแม้แต่เรือดำน้ำชั้นอื่นในกองทัพเรือ มีข่าวออกมาว่าในช่วงทศวรรษที่1980-90 หน่วยจารกรรมของรัสเซีย(โซเวียต ในยุคนั้น) ได้ทำการล่อซื้อเครื่องกลึงใบจักร จากประเทศญี่ปุ่น นับแต่นั้นมาเรือดำน้ำรัสเซียก็มีความเงียบมากขึ้นตั้งแต่เรือดำน้ำพลังงาน นิวเคลียร์ชั้น วิคเตอร์ เป็นต้นมา ในเรือรุ่น อกูล่า เซียร่า ยิ่งเงียบกว่านั้นมาก โดยนับในชั้นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ว่าเงียบ แล้วเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าจะเงียบกว่าเข้าไปอีก เนื่องจากมีขนาดเล็กลง สาเหตุที่เรือดำน้ำรัสเซียถูกยกให้เป็นเรือดำน้ำที่ มีความเงียบก็เมื่อ มีอยู่เหตุการณ์นึงที่เรือดำน้ำชั้น วิคเตอร์-3 โดนสายโซนาร์ลากท้ายของเรือฟรีเกตุ(ปราบเรือดำน้ำโดยเฉพาะ)ชั้น น็อคซ์ ของกองเรืออเมริกาพันใบจักรจนต้องลอยลำขึ้น ซึ่งผิดไปจากเดิมที่เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซียได้ชื่อว่า ดำได้ลึกสุด เร็วสุด แต่เสียงก็ดังมากเช่นกัน  นอกจากนั้นยังมีอีกเหตุการณ์นึงคือ การทดสอบเรือดำน้ำของ อินเดีย โดยอินเดียเป็น1ในชาติที่ประจำการเรือดำน้ำทั้งฝั่งนาโต้และรัสเซีย จากการจำลองยุทธ เรือดำน้ำชั้น กิโล สามารถตรวจจับเรือดำน้ำชั้น ยู-209 ได้ก่อน ทั้งๆที่เรือ ยู-209 มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งส่วนนึงระบบตรวจจับน่าจะพอๆกันแต่ความเงียบของเรือชั้นกิโลทำให้เรือ ยู-209 ไม่สามารถตรวจจับได้และตัวเองโดนตรวจจับได้ก่อน




โปรเจ็ค-636


เรือดำน้ำชั้น กิโล ถูกออกแบบมาในภารกิจ โจมตีเรือผิวน้ำ เรือดำน้ำ ลาดตระเวณ/ปฏิบัติการพิเศษทางเรือ วางทุ่นระเบิด เป็นต้น เพื่อทดแทนเรือดำน้ำรุ่นเก่าชั้น บราโว่ โรมีโอ ฟอกซ์ทรอต แทงโก้ ที่สร้างขึ้นก่อนในช่วงปี1960-70 ซะเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่เรือดำน้ำของกลุ่มประเทศนาโต้ รวมถึงเรือรบมีขีดความสามารถในการต่อต้านเรือดำน้ำที่เป็นกำลังหลักของ โซเวียต สูงขึ้น นอกจากนั้นยังพัฒนาระบบใหม่หมดในเรื่องการขับเคลื่อนคือใช้ใบจักรเดี่ยว ซึ่งในรุ่นก่อนๆใช้3เพลาใบจักร รูปทรงเรืออ้วนๆสั้นๆ ผิดจากเรือดำน้ำดีเซลรุ่นก่อน โดยมีการสร้างและปรับปรุงจากโปรเจ็ค-877มาตราฐาน เยอะมาก


เรือดำน้ำชั้นกิโล (โปรเจ็ค-877 พัลทุส นามเรียกขานนาโต้ กิโล ฟังดูแล้วถูกจัง) ออกแบบโดยสำนักออกแบบเรือดำน้ำชื่อดัง รูบิน ใช้อู่เรือหมายเลข 122 ของบริษัท คาโนเย่ ซอร์โมโว่ โปรดัค เมืองนิซนี่นอฟโกรอต ทางตอนใต้ของ มอสโก ซึ่งมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโวลก้า ชิ้นส่วนถูกต่อขึ้นและส่งไปที่อู่เรือ เอสวาย-199 ของบริษัท เซฟมาฟ-รีไพยาติเย (อ่านยากมาก)เพื่อประกอบเป็นลำเรือ


ตัวเรือถูกออกแบบให้มีการควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยเช่นระบบระบายน้ำ ดับเพลิง อยู่ที่ห้องควบคุมหลัก ซึ่งปิดมิดชิดให้สามารถทำการระบายน้ำในห้องอื่นที่เสียหายได้ เพื่อให้มีความอยู่รอดสูงขึ้น ลำตัวทำด้วยเหล็กกล้า2ชั้น ขนาดลำตัวเรือ 72.6 x 9.9 x 6.2 เมตรลำตัวเรือกว่า 32เปอร์เซ็นต์ มีความหนาถึง2350 ม.ม. ชั้นที่2มีความหนาระหว่าง27-35ม.ม. ในแต่ล่ะจุดมีชั้นยางหนา8ซ.ม.เป็นแผ่นกระเบื้องยางวางซ้อนทับเป็นชั้นๆซึ่ง จะให้เสียงเงียบสุดในระยะ2000เมตรขึ้นไป ซึ่งตอนแรกยังมีปัญหาในระดับความลึกที่เสียงยังไม่เงียบพอ แผ่นกระเบื้องยางมีขนาดไม่เท่ากันผสมกับกาวชนิดพิเศษที่ยึดเกาะทุกแรงอัดใน ระดับความลึกคุณสมบัติช่วยกันสลายคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นในตัวเรือทุก ประเภท ระบบไฮโดรลิคควบคุมการทรงตัวเรือ เปิด-ปิดถังลมและถังอับเฉาแบบ พิริต-23 (ในรุ่น23อี สามารถควบคุมบังคับเรือด้วยลูกเรือเพียง1นาย)


แบตเตอรี่ไทพ์-446 2ลูก120เซลล์ กำลังไฟ9700กิโลวัตต์ ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดบรรจุ202960 ลิตร(เยอะโครต) เครื่องยนต์ดีเซล-ไดชาร์จ ไทพ์ 4-2ดีแอล42เอ็ม 2เครื่อง กำลังเครื่องล่ะ1825 แรงม้า ปั่นไฟ 1500 กิโลวัตต์ที่700รอบ/นาที มอเตอร์กำลัง5-6000แรงม้า1 เครื่อง  เครื่องยนต์สตาร์ทช่วยเครื่องดีเซล190แรงม้า 1เครื่อง ระบบขับเคลื่อน(จูงเรือ เคลื่อนที่ความเร็วต่ำ) 102แรงม้า 2เครื่อง ความเร็ว3น็อต ใบจักร1เพลา6ใบ ปรับพิทใบพัดได้  สามารถทำความเร็ว10-12 น็อต เหนือน้ำ ความเร็วใต้น้ำที่17-25 น็อต  ระยะ11000กิโลเมตร เมื่อใช้สกอร์นิเกิล ด้วยความเร็ว 8-10น็อต เคลื่อนที่ใต้น้ำด้วยมอเตอร์ระยะ700กิโลเมตร ความเร็ว3น็อต ดำความลึกปฏิบัติการด้วยความลึก240 เมตร และความลึกสูงสุด300เมตร ระหว่างขับน้ำ2300 ตัน เหนือน้ำ ขณะดำระหว่างขับน้ำเต็มที่3950 ตัน สามารถอยู่ในทะเลได้นานโดยไม่ต้องเติมเสบียงนาน45วัน ลูกเรือ53นาย (สัญญาบัตร12นาย อีก41นายลูกเรือ)


ระบบอำนวยการรบอูเซล เอ็มวียู-110อีเอ็ม รุ่นปรับปรุงจากที่มีใช้ในชั้น แทงโก้ แสดงภาพเรดาห์/โซนาร์เป็นระบบจอภาพดิจิตอล พร้อมด้วยแผนที่ดาวเทียม สามารถใช้งานได้ทั้งภาคพื้นและป้องกันอากาศยานประกอบด้วยจอภาพควบคุมแสดงผล ข้อมูลทั่วไป2จอหลัก จอภาพโซนาร์1จอ จอแสดงผลเกี่ยวกับคลื่นเสียง1จอรุ่น เอ็มจี-553อี  ระบบวิทยุภาครับ เอชเอฟ/วีเอชเอฟ พี-680 วิทยุภาครับและส่งคลื่น ยูเอชเอฟ พี-625-1


ป้องกันตัวเองจากอากาศยาน ด้วยระบบเรดาห์ตรวจอากาศเสาสัญญาณพับเก็บแบบ เอ็มอาร์เค-50 อัลบาทอส (สนอฟ-เทรย์1 ) มีใช้ในเรือดำน้ำหลายรุ่นของโซเวียต เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี1962 ทำงานภาครับคลื่นเอ็กซ์-แบน์ด ความถี่9370เมคกะเฮิรตซ์ กำลังไฟ80วัตต์ อัตราหมุนกวาด4รอบ/นาที เป็นเรดาห์แบบค้นหาเป้าหมายในอากาศได้18กิโลเมตร ให้ข้อมูลระยะเป้าหมายและทิศทาง มีระบบแชร์ข้อมูลทิศทางเป้าหมายในสภาวะ ถูกรบกวนทางอิเร็คทรอนิค ติดตั้งระบบพิสูจน์ฝ่าย ไอเอฟเอฟ แบบ เอ็มอาร์พี-25อีเอ็ม โดยใช้คู่กับอาวุธปล่อยนำวิถีด้วยอินฟาเรด สเตร่า-3 จำนวน8นัด ส่วนใหญ่ติดตั้งในรุ่นส่งออก ตรวจจับเป้าหมายทางอากาศได้เมื่อลอยลำเท่านั้นด้วยท่อยิงทางดิ่ง


ระบบโซนาร์ ภาครับและส่ง แบบ รูบิคอน เอ็มจีเค-400 อูเซล(นาโต้เรียก ชาร์ค ทีช )พัฒนาในปี1974 ทำงานภาคส่ง6นิวตันเมตร ภาครับ9นิวตันเมตร ติดตั้งส่วนหัวเรือใต้ท่อยิงตอร์ปิโดมีน้ำหนัก 2.8ตัน ระบบการค้นหาแบบแอคทีพ และ พาสชีพ ตรวจสอบเป้าหมายจากเสียงที่จับได้/เสียงสะท้อนจากเป้าหมาย มีระยะตรวจจับไกล150กิโลเมตร คลื่นความถี่โซนาร์1-60 เฮิรตซ์ มุมค้นหาวัดจากหัวเรือไม่ได้ทำมุมดำ +-30 องศา หากทำมุมดำ5องศา ใช้ความถี่1-10 กิโลเฮิรตซ์ มุมดำ10องศา ความถี่10-30กิโลเฮิรตซ์ เป็นระบบที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โซนาร์รุ่น โบว-เอชเอฟ เอ็มจี-53 สามารถเกาะติดเป้าหมายพร้อมยิงได้2เป้า รวมทั้งบันทึกข้อมูลพร้อมแผนทำการยิงตอร์ปิโดเข้าต่อตีเป้าหมายในทุกระดับ ความลึกแบบ พีดียูจี-6อี  นอกจากนั้นยังมีระบบควบคุมการยิง แบบ100 เคโอพีเอส  ระบบนำทางให้ตอร์ปิโด แบบ ซีอาร์ที  โซนาร์ค้นหาระยะสั้นแอคทีพ เอ็มจี-519 อัลฟ่า ระยะตรวจจับใกล้สำหรับเป้าหมายที่ต้องการความละเอียดและค้นหาได้ยากเช่น ทุ่นระเบิด


กล้องเพอริสโคปพีแซดเคจี ซีรีย์-10 จำนวน2กล้อง สามารถใช้ในระดับความลึก17.5เมตร กล้องมีกำลังขยาย1.5-6เท่า สามารถเก็บภาพได้36ภาพ ขนาดเลนส์180ม.ม. หนัก230ก.ก.


ตอร์ปิโดหลัก6ท่อหัวเรือ ขนาดท่อยิง21นิ้ว(533ม.ม.) เป็นตอร์ปิโดหนัก ได้หลายรุ่นเช่น


Photo by Mechanic, forum.sevastopol.info 


ตอร์ปิโดขนาดหนักไทพ์53/65เอ็ม


ไทพ์-53/65 53/65เอ็ม ใช้เครื่องยนต์กังหันขับเคลื่อนด้วย กีเซอรีน-ไฮโดรเยนเปออ๊อกไซด์ ทำความเร็วได้45น็อต(83ก.ม./ช.ม.) หัวรบระเบิดแรงสูงหนักถึง300ก.ก. ระยะยิง 18ก.ม. รุ่นเอ็มระยะยิง22ก.ม.


ไทพ์-53/65เค เครื่องยนต์กังหันกีเซอรีน-อ๊อกซิเยน ระยะยิง22ก.ม. หัวรบ300 ก.ก. เท่ากัน โดยทั้ง2ระบบข้างต้นเข้าประจำการในช่วงปี1965-69 น้ำหนักต่อลูก2.3 ตัน นำวิถีด้วยโซนาร์  ทุ่นระเบิดแบบ เอเอ็ม-1 จำนวน24ลูก


ใช้ระบบบรรจุตอร์ปิโดอัตโมติครั้งล่ะ2นัด 1นัดใช้เวลาประมาณ15วินาที บรรจุ6นัดใช้เวลา5นาที  ตอร์ปิโด18นัดรวมในท่อยิง6นัด สามารถซัลฏวใส่เป้าหมายพร้อมกันในเวลา2นาที


ในรุ่นโปรเจ็ค-877เอ็ม มีท่อยิงตอร์ปิโดนำวิถีด้วยเส้นลวด2ท่อยิง นำวิถีด้วยโซนาร์ 4ท่อยิง(ไทพ์-53/65 สำรอง8นัด) ด้วยตอร์ปิโดนำวิถีด้วยเส้นลวด ทีอีเอสที-71อีเอ็ม/เอ็นเค ระยะยิงไกล20ก.ม. เป้าหมายเรือดำน้ำด้วยระบบการนำทางพาสชีพระยะ1000เมตร  สำรอง4นัด


The torpedo compartment of a Type 877EKM Russian Attack Submarine


Submarine loading torpedoes with automatic rapid loader.


ในห้องเก็บตอร์ปิโด มีระบบโหลดอัตโนมัติ การบรรจุตอร์ปิโดเข้าสู่ลำเรือนั้นใช้บรรจุทางหัวเรือและด้านบนหัวเรือ


ข้างต้นที่กล่าวมาคือภาร รวมๆของโปรเจ็ค-877 ในช่วงปี1980 ก็เริ่มปรับปรุงไปเรื่อยดังนี้ โปรเจ็ค-877เค ใช้ระบบควบคุมดิจิตอล-ไฟฟ้า ทั้งหมด รุ่นโปรเจ็ค-877เอ็ม เพิ่มระบบป้อนข้อมูลนำวิถีให้ตอร์ปิโดก่อนทำการยิงและนำวิถีด้วยเส้นลวด โดยรุ่นที่ดัดแปลงเอา เค กับ เอ็ม มามรวมกันเรียกว่ารุ่น 877เอ็มเค ซึ่งรัสเซียจัดเข้าประจำการจำนวน7ลำ4ลำใช้ฝึก และขายให้อิหร่านจำนวน3ลำในชื่อโปรเจ็ค-877อีเอ็มเค ในช่วงปี1993-96 โดยอิหร่านไดรับมอบลำแรกในวันที่4สิงหาคม1993และลำสุดท้ายในวันที่18มกราคม ปี1996 ถึงแม้จะโดนสหรัฐประท้วงในเดือน มิถุนายนปี1995ก็ตาม


โปรเจ็ค-877เค/เอ็ม/เอ็มเค ถูกต่อขึ้นเข้าประจำการ30ลำ  โปรเจ็ค-877 ลำแรกหมายเลข บี-248 ต่อที่อู่เรือหมายเลข เอสวาย-199 วางกระดูกงูปี1980 ปล่อยลงน้ำปี1982 ประการที่ท่าเรือวลาดิวอสต็อค กองเรือภาคตะวันออก เรือลำที่2หมายเลข บี-177 อู่เรือหมายเลข112 ประจำการที่เซโวมอค แต่มีความล่าช้าเริ่มต่อในปี1982เข้าประจำการปี1991 เนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณและปรับปรุงเป็น 877เอ็ม ในปี1994 พอหมายเลข บี-187ถึงบี-880 เป็นการต่อร่วมกันระหว่างอู่เรือ199กับ112


โปรเจ็ค-877อีเอ็ม(รุ่นส่งออกของรุ่นเอ็ม)  ต่อขึ้นโดยบริษัท แอดมิราลสตรี ชิบยาร์ด คอมปานี อู่เรือเอสวาย-196 ที่เซนต์ปีเตอร์เบิรก์ ปล่อยลงน้ำปี1986จำนวน1ลำขายให้โรมาเนียชื่อเรือ ดีลฟินัล หมายเลข521 และขายให้โปแลนด์ชื่อเรือ โออาร์พีออร์เซล ในปี1986 โดยในปีเดียวกันได้ส่งออกให้กับ อัลจีเรีย(3)จีน(4)อินเดีย(9) เรือที่ขายให้จีนไปทั้ง4ลำคือเรือโปรเจ็ค-877ได้แก่หมายเลข บี-177/171/871/801



เรือดำน้ำกิโล ขณะขนส่ง


กิโล โปรเจ็ค-877อีเคเอ็ม คือเรือดำน้ำชั้นกิโลที่มีการปรับปรุงเรียบร้อยและเป็นพื้นฐานในการออกแบบ กิโล ในรุ่นส่งออกภายใต้ชื่อ โปรเจ็ค-636 เรือดำน้ำชั้น ลาด้า อาร์เมอร์-1650และ950 โดยยังใช้พื้นฐานในเรื่องระบบขับเคลื่อนเช่นโปรเจ็ค-877 ส่วนที่เพิ่มมาเป็นระบบอำนวยการรบและการใช้อาวุธนำวิถี ตอร์ปิโดรุ่นใหม่แบบ ทีอีเอส-71เอ็มเคอี นำวิถีด้วยเส้นลวดแอ คทีพโซนาร์-ทีวี หัวระเบิดแรงสูง205ก.ก. สำหรับปราบเรือดำน้ำโดยเฉพาะซึ่งมี2ท่อยิง นอกจากนั้นยังมีตอร์ปิโด 56/63เคอี ยูจีเอสที สามารถทำลายเป้าหมายได้ทั้งเรือรบและเรือดำน้ำ ความเร็ว50น็อต ระยะยิง40กิโลเมตร หัวระเบิด200ก.ก. สามารถค้นหาเป้าหมายและทำลายที่ระดับความลึก500ม. นอกจากนั้นยังมีระบบระเบิดในบริเวณเป้าหมาย(ทำงานคล้ายระเบิดลึก อาศัยแรงอัดกระแทก)ในกรณีที่หาเป้าหมายไม่พบ นำวิถีด้วยโซนาร์พาสชีพ-เส้นลวด


ขีปนาวุธโจมตีเรือรบยิงจากเรือดำน้ำอีกรุ่นนึงที่เป็นเขี้ยวเล็บอันน่ากลัวของเรือดำน้ำกิโลโปรเจ็ค-877อีเคเอ็ม คือขีปนาวุธ 3เอ็ม-54อี1 คลับ-เอส ของบริษัทโนโวตาร์ มีพิสัยยิงไกล300กิโลเมตร หัวรบ400ก.ก. นำวิถีด้วย ไอเอ็นเอส-เรดาห์แอคทีพ ในขั้นตอนสุดท้าย ความเร็วเดินทางหาเป้าหมาย0.8 มัค และควมเร็วสุดท้ายในการพุ่งหาเป้าหมายสูงถึง2มัค  บินเรี่ยผิวน้ำมีรูปทรงตรวจจับได้ยาก สามารถยิงได้จากท่อตอร์ปิโด มีใช้ในรัสเซีย อัลจีเรีย จีน อินเดีย



3เอ็ม-54อี1


ตอร์ปิโด ความเร็วสูง วีเอ-111 แช็กวาล์ว สามารถเร่งความเร็วได้ระหว่าง50-200น็อตขึ้นไป ระยะยิง13กิโลเมตร หัวระเบิด210ก.ก. นับเป็นตอร์ปิโดอีกชนิดนึงที่มีประสิทธิภาพร้ายแรง แต่ก็มีเสียงดังเวลาวิ่งสู่เป้าหมายเช่นกัน แถมระยะยิงยังสั้นมาก


ระบบอื่นๆได้แก่ระบบแจ้งเตือนเมื่อถูกเรดาห์ตรวจจับได้ ระบบสงครามอิเล็คทรอนิค


จีนสั่งโปรเจ็ค-877อีเคเอ็ม เข้าประจำการปี1998 อินเดียในสั่งเรือโปรเจ็ค-877อีเคเอ็มจำนวน10ลำ ในปี1999 พอเดือนสิงหาคม ปี2000 อินเดียก็ได้รับเรือลำแรก นอกจากนั้นยังส่งเรือของเก่าจำนวน9ลำไปอัพเกรดให้เป็นรุ่น อีเคเอ็ม โดยบริษัท ซเวสด้า เป็นผู้รับงานไป


เรือดำน้ำกิโล ที่ถือว่เป็นเรือดำน้ำที่เงียบสุดสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงคือ โปรเจ็ค-636 วาชวิยันคา ที่เริ่มพัฒนาในช่วงปี1987-88 เรื่อยมาและส่งออกในปี1996 โดยใช้ระบบพื้นฐานจาก โปรเจ็ค-877อีเคเอ็ม เป็นส่วนใหญ่โดยสร้างมาเพื่อขายโดยเฉพาะ ซึ่งจีนเป็นชาติแรกที่สั่งไปเพิ่มอีก10ลำและตามด้วยอินเดีย2ลำ ในช่วงปลายปี2007 อินโดนีเซียสั่งไปแล้ว2ลำและคาดว่าจะเป็น8ลำ เวเนซูเอล่า3ลำคาดว่าจะได้รับในปี2012-13และลูกค้ารายล่าสุดคือเวียดนามสั่งไป6ลำได้รับแล้วในปี2010จำนวน2ลำและกำลังทยอยส่ง


ตัวเรือออกแบบให้มีความยาวมากขึ้น73.8เมตร เคลือบชั้นยางหนาเข้าไปอีก100ม.ม. เครื่องยนต์ดีเซล2เครื่องรุ่น 4-2เอเอ-42เอ็ม เทอร์โบชาร์จดีเซล กำลังเครื่องยนต์เท่าเดิมแต่สามารถเร่งความเร็วได้มากขึ้น ใบจักร1เพลา7ใบ ความเร็วพื้นน้ำ11น็อต ใต้น้ำ20น็อต ลดลงจากรุ่น 877อีเคเอ็ม ระยะทำการไกลขึ้น7500ไมล์เมื่อดำด้วยความเร็ว7น็อตใช้สกอร์นิเคิล 400ไมล์เมื่อใช้มอเตอร์ความเร็ว3น็อต


ระบบเรดาห์ตรวจอากาศแบบ เอ็มอาร์เค-50อี โทบอล (สนอฟ-เทรย์2) ถูกเปลี่ยนเข้ามานอกนั้นระบบอำนวยการรบยังเหมือนกับรุ่นอีเคเอ็ม ส่วนระบบอาวุธก็เหมือนอีเคเอ็ม ยกเว้นที่ส่งออกให้อินเดียจำนวน2ลำสามารถใช้ 3เอ็ม-54อี ที่มีขีดความสมารถสูงเช่นกัน หลักๆคือใช้ระบบนำทาง2ชนิดคือระเหแอคทีพและระบบสร้างภาพอินฟาเรด บินสูงจากพื้นน้ำเพียง4.6เมตร ระยะยิง220กิโลเมตร ความเร็วพุ่งสู่เป้าหมายสูงถึง2.9มัค ซึ่งใช้สำหรับยิงทำลายเรือบรรทุกเครื่องบิน


โปรเจ็ค-636 นั้นมีประสิทธิภาพสูงมากกว่าเรือที่ประจำการในท.ร.รัสเซีย เนื่องจากสร้างมาเพื่อทำการตลาดน่ะครับ นอกจากนั้นยังมีเรือที่ใช้พื้นฐานจากชั้นโปรเจ็ค-636 เพื่อทำการตลาดอีกหลายรุ่นและเข้าประจำการในท.ร.รัสเซียเองด้วย เช่นชั้น ลาด้า อาร์เมอร์-950/1650 ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไปครับ รอบนี้เหนื่อยมาก เพราะข้อมูลก็ทับกันไปๆมาๆแถมหาข้อมูลเชิงลึกยากด้วยล่ะ






 

Create Date : 04 ตุลาคม 2552   
Last Update : 4 ตุลาคม 2552 21:37:07 น.   
Counter : 6690 Pageviews.  
Share to Facebook


เรือพิฆาติ โซเวอเมนนี่ ของรัสเซีย

เรือพิฆาติ โซเวอเมนนี่ ของรัสเซีย


Project956 Sovremenny class destroyer



เรือพิฆาติชั้น โซเวอเมนนี่ Sovremennyy class  จัดเป็นเรือพิฆาติหลักรุ่นนึงที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคสงครามเย็นของอดีตสหภาพโซเวียต แผนแบบเป็นเรือพิฆาติติดอาวุธนำวิถี ขนาดใหญ่ หากเทียบประสิทธิภาพในยุคนั้นคือ ไทคอนเดอโรก้า ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดเป็นเรือชั้น เอจีส(AEGIS)ซึ่งหมายถึงเรือที่มีขีดความสามารถภัยทางอากาศได้ทุกระดับความสูงและเป้าหมายทุกชนิด แต่เรือโซเวอเมนนี่ยังจัดเป็นรองในเรื่องต่อต้านเรือดำน้ำ ซึ่งทำให้ต้องทำการรบ ปฏิบัติงานคู่กับเรือพิฆาติติดอาวุธนำวิถีชั้น อูดาลอย ที่มีขีดคความสามารถสูงในการป้องกันและโจมตีเรือดำน้ำและทางอากาศ แต่ไม่สามารถโจมตีเรือรบได้เพราะไม่มีอาวุธนำวิถีโจมตีเรือ เลยต้องทำงานเป็นแบบ บัดดี้ไปเลย



โซเวอเมนนี่ จัดเป็นเรือพิฆาติติดอาวุธนำวิถีต่อจากเรือชั้น คาชิน ที่เข้าประจำการในช่วง ทศวรรษที่1960 โซเวนเมนนี่เข้าประจำการช่วงปี1980-85 (หลายข้อมูลมากตรงนี้แต่อยู่ระหว่างนี้ล่ะ) ใช้ชื่อโปรเจ็ค-956 ซาเยค (บัซซาท) ที่อู่เรือ เซเวอนาย่า เวฟ ของบริษัท ซดานอฟ ทางเหนือของเมือง เซนต์ปีเตอร์เบิรก์ หรือเรียกสั้นๆว่า เอสวาย-190 จำนวนการสร้างในรุ่นโปรเจ็ค-956 จำนวน14ลำ เรือลำแรกชื่อ โซเวอเมนนี่ วางกระดูกงูปี 1977และเข้าประจำการในปี1980 ทำการซ่อมโอเวอร์ฮอลในปี1988 และลำสุดท้ายในจำนวน14ลำของเรือชั้นโซเวอเมนนี่คือเรือ เบซูเดอซนี วางกระดูกงูปี 1987 เข้าประจำการในปี1991


ในรุ่นโปรเจ็ค 956 เอ ซึ่งหลักๆเปลี่ยนระบบอาวุธโจมตีเรือรุ่นใหม่และอาวุธปล่อยต่อต้านอากาศยานรุ่นใหม่เข้าไป ถูกสร้างขึ้น 7ลำนับไล่ก็คือลำที่15-21  2ลำแรกถูกส่งเข้าประจำการที่กองเรือบอลติคและลำที่3ถูกประจำการที่กองเรือภาคเหนือ ลำที่19และ20 ถูกขายให้กองทัพเรือจีนในปี 2000 ซึ่งตามความจริงถูกสั่งสร้างและระงับไว้ในปี1989และ1990 จนมาสร้างต่อและส่งมอบให้กองทัพเรือจีนในชื่อ โปรเจ็ค-956 อีเอ็ม  ซึ่งจีนได้สั่งสร้างขึ้นอีก2ลำในปี2005 ซึ่งหากจะนับรวมสร้างมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทหารเรือรัสเซียมีใช้ 12ลำ เนื่องจากถูกปลดและลดขนาดกองทัพในช่วงสหภาพโซเวียตล่มสลาย ใน4ลำที่ขายให้จีนนั้น คือเรือ หยางชู(136) ฟูชู(137) ไทชู(138) นิงโบ(139)


 



เรือ หยางชูของจีน


ระบบขับเคลื่อนและการออกแบบเรือชั้น โซเวอเมนนี่ส่วนใหญ่ใช้แผนแบบคล้ายคลึงกับเรือครูซเซอร์ชั้น เครสต้า II คือใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ(Boiler)จำนวน4เตา ขับกังหันเทอร์ไบน์ส่งกำลัง 2เพลาใบจักรซึ่งมี4ใบในแต่ล่ะแกน  กำลังรวมกว่า 102000 แรงม้า ความเร็วสูงสุดถึง34น็อต ความเร็วเดินทาง 18 น็อต ระยะทำการ 3920 ไมล์ทะเล สามารถอยู่ในทะเลโดยไม่ต้องเทียบท่า เติมเสบียงได้นานถึง 30 วัน พลประจำ 296-344 รองรับสูงสุด 368 นาย ระหว่างขับน้ำปกติ 6500 ตัน สูงสุด 7940 ตัน ตัวเรือยาว 156 เมตร กว้าง 6.5เมตร สูง 17.3 เมตร


ระบบอำนวยการรบประจำเรือชั้นโซเวอเมนนี่นั้นมีประสิทธิภาพสูงมากกว่าเรือพิฆาติที่เคยมีมาเช่น ใช้ระบบอำนวยการรบแบบ แชปไฟร์-ยู  เรดาห์ค้นหาตรวจการณ์ แบบ3มิติ เอ็มอาร์-750 ฟรีแกต-เอ็มอี ทำงานย่านความถี่ อี-แบน์ด สามารถเกาะติดเป้าหมายสูงสุด 40เป้าหมายพร้อมกัน สามารถตรวจจับเป้าหมายทางอากาศได้ในระยะ 230 กิโลเมตร ที่ความสูง 30 กิโลเมตร หนัก5ตันกำลังไฟ30 กิโลวัตต์ เรดาห์หมุนกวาด15รอบต่อนาที ใช้เวลาเซท-อัพระบบใหม่5นาที  (เรือของจีนมีระยะตรวจจับสูงสุด 200 กิโลเมตร) และ เป้าหมายที่เป็นอาวุธนำวิถี ในระยะ 50 กิโลเมตร  เรดาห์ควบคุมปืนหลัก 130 ม.ม. แท่นคู่(1แท่น2กระบอก) รุ่น เอ็มอาร์-184อี ทำงานย่านความถี่ เอช/ไอ/เค แบน์ด  เรดาห์ควบคุมระบบป้องกันระยะประชิด เอ็ม-123-02 บาส-ทิล จำนวน2ชุดควบคุมปืนกลจำนวน 6แท่นยิง ทำงานย่านความถี่ เอช/ไอ-แบน์ด  เรดาห์ควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี ไมเนอรัล-อี แบน-แสตน  เรดาห์ควบคุมและนำทางให้จรวดในการป้องกันทางอากาศ เอ็มอาร์-90 โอเร็ก ทำงานคลื่นความถี่ เอฟ-แบน์ด ระบบสงครามอิเล็คทรอนิค อีเอสเอ็ม เอ็มอาร์-405/410 และอีซีเอ็ม เอ็มอาร์พี-11/12เอ็ม เครื่องยิงเป้าลวง พีเค-10และพีเค-2 ขนาด120และ140 ม.ม.จำนวน2และ4แท่นตามลำดับ พร้อมลูกจรวดสำรอง200 นัด ซึ่งสามารถปรับมุมยิงได้อัตโนมัติ ที่มีหัวรบสำหรับลวง เลเซอร์ สัญญาณเรดาห์ อินฟาเรด และหัวรบควบคุมผ่านกล้อง ทีวี สเปค-เอฟ  โซนาร์ เอ็มจี-335 ทำงานภาครับและส่ง



คามอฟ คา-27 เฮลิกซ์


ฮ.ตรวจการณ์และปราบเรือดำน้ำประจำเรือแบบ คามอฟ คา-27 เฮลิกซ์ จำนวน1ลำ คงทนทะเลได้ สเตท-5 ระยะทำการ200กิโลเมตร


ระบบอาวุธประจำเรือเป็นหลักนิยมในยุคนั้นของสหภาพโซเวียตคือสามารถลุยกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินได้สบายๆอาวุธหลักประจำเรือคือ



เอเค-130


-ป้อมปืน เอเค-130 ปืนใหญ่ขนาด130 ม.ม.2กระบอกต่อแท่น จำนวน2แท่นยิงหน้าและหลังเรือสามารถยิงเป้าพื้นน้ำและทางอากาศได้ ควบคุมการยิงด้วยเรดาห์และผ่านกล้องควบคุม(ทีวี) อัตราการยิง 10-40 นัดต่อนาที  ระยะยิงสูงสุดทางราบ 23กิโลเมตร เป้าหมายจรวด 8 กิโลเมตร เป้าหมายอากาศยาน 15กิโลเมตร 





3เอ็ม-80/82 เอสเอส-เอ็น-22 ซันเบิร์น


-อาวุธปล่อยต่อต้านเรือรบแบบ 3เอ็ม-80มอสคิต เอสเอส-เอ็น-22 ซันเบิรน์ ของบริษัท รากูด้า จำนวน2แท่นยิง แท่นล่ะ4ท่อยิง ติดตั้งซ้าย-ขวา ทางด้านหน้าทำมุมยิง 15 องศา อาวุธปล่อยหนัก4ตันต่อนัด ระยะยิง 120 กิโลเมตร นำวิถีด้วยเรดาห์ เดินทางความเร็วเหนือเสียงในขั้นสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมายความเร็วจะสูงถึง3มัค(บางเว็บบอก4 มัค ก็ราวๆ 3-4000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) หัวรบ300กิโลกรัมหรือหัวรบนิวเคลียร์ 300กิโลตัน (นัดเดียวหายทั้งกองเรือ) ในรุ่นโปรเจ็ค-956เอ เปลี่ยนจาก 3เอ็ม-80มอสคิต เป็น 3เอ็ม-82



เอสเอ-เอ็น 7 แกรดฟลาย


-อาวุธปล่อยต่อต้านอากาศยาน  9เอ็ม-38 เอสเอ-เอ็น-7 แกดฟลาย ระยะยิง30กิโลเมตร ความสูงของเป้า100-46000 ฟุต ความเร็ว2.5-3มัค ในปี1984 เปลี่ยนมาใช้รุ่น 9เอ็ม38เอ็ม1 ยิงได้ไกล35กิโลเมตร ความสูงของเป้า100-72000 ฟุต ความเร็ว3-4มัค  2แท่นยิงหน้า-หลัง แท่นยิงล่ะ1นัด ลูกจรวดสำรอง 48นัด ในรุ่นโปรเจ็ค-956เอ เปลี่ยนมาใช้  9เอ็ม-38อี-1 เอสเอ-เอ็น12 ยอซ์ท ระยะยิงระหว่าง42-50กิโลเมตร ที่ความสูงของเป้าหมาย 100-82000ฟุต ลูกจรวดสำรอง 24นัด สามารถต่อต้านเป้าหมายทุกชนิดเช่น ขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ อาวุธปล่อยความเร็วเหนือเสียง อากาศยานทุกชนิด ซึ่งจีนก็ได้ใช้เช่นกัน



เอเคเอ็ม-630


-ระบบป้องกันระยะประชิด AKM-630 CIWS ปืนกลแกตทริง ขนาด30 ม.ม. 6ลำกล้องอัตราการยิง 6000นัดต่อนาที กระสุนสำรอง20000นัดจำนวน4แท่น ระยะยิง 4-5กิโลเมตร ควบคุมการยิงด้วยเรดาห์ติดตามเป้าหมายและผ่านกล้อง ซึ่งในเรือชั้น โซเวอเมนนี่ II รุ่นใหม่นั้น เอเค-630 จะถูกทดแทนด้วย ซีเอดีเอส-เอ็น คาชทาน รุ่นใหม่



อาร์บียู-1000



ท่อยิงตอร์ปิโด ขนาด 553 ม.ม.


-ระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำ ตอร์ปิโดขนาด553 ม.ม. จำนวน2ท่อ ติดตั้งซ้าย-ขวา ข้างล่ะ1แท่นและ เครื่องยิงจรวดปราบเรือดำน้ำแบบ อาร์บียู-1000 ขนาด 300 ม.ม. ระเบิดได้ในระดับลึกสุด450เมตร จำนวน6ลำกล้อง ระยะยิง1กิโลเมตร 2แท่นยิงกราบล่ะ1แท่น ยิงข้างโรงเก็บ ฮ.




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2552   
Last Update : 20 พฤษภาคม 2552 21:37:46 น.   
Counter : 1871 Pageviews.  
Share to Facebook


...รัสเซียเปิดตัว SSBN 955 classe Borey และ SS-NX-30 Bulava

...SSBN 955 classe Borey และ SS-NX-30 Bulava


...เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ติดอาวุธนำวิถีชั้น โบเรย์  ถูกสร้างที่อู่เรือ Northern Machinebuilding Enterprise - SEVMASH ซึ่งออกแบบโดยสำนักเรือ รูบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นต่อจาก เดลต้า3/4และไต้ฝุ่น โดยรัสเซียต้องการจำนวน6ลำ  ซึ่งมีระหว่างขับน้ำเหนือผิวน้ำ 14720ตันและขณะดำ 24000 ตัน สามารถทำความเร็วได้ 25น็อต(บางข้อมูลบอกว่าถึง 29น็อต) ใช้เครื่องยนต์พลังนิวเคลียร์ ซึ่งอัพเกรดจากเรือชั้น โปรเจ็ค955 Aleksandr Nevskiy ซึ่งมีไซโลเพียง12ท่อยิง มาเป็น 955-เอ Yury Dolgoruky ซึ่งเป็นเรือลำแรกที่สร้างขึ้นและปรับปรุง ใช้ไซโล16ท่อยิงกับขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่อย่าง บูลาว่า-เอ็ม


.....ระบบขีปนาวุธประจำเรือคือ SS-N30 Bulava-M ที่ปรับปรุงจาก SS-N28 โทปอล-เอ็ม ซึ่งติดหัวรบนิวเคลียร์ พิสัยยิงไกลถึง8พันกิโลเมตร ซึ่งพร้อมยิงในไซโล 12ท่อยิงและยังมี ขีปนาวุธแบบ คลัป-เอส (SS-N27)และ สตราฟิช (SS-N-15) ที่สามารถยิงโดยท่อตอร์ปิโดขนาด533 ม.ม. 6ท่อยิง












 

Create Date : 17 ตุลาคม 2551   
Last Update : 17 ตุลาคม 2551 12:59:14 น.   
Counter : 1188 Pageviews.  
Share to Facebook


เรือประจัญบาน ยามาโต เรือที่ทรงพลังและอานุภาพมากที่สุดในโลก

 


เรือ ยามาโต (Yamato) เป็นเรือประจัญบาน (battleship) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีปืนเรือที่ใหญ่และทรงอานุภาพที่สุด โดยเรือที่ใหญ่รองลงมาก็มีเรือ ไอโอว่า มิซซูรี่ ของอเมริกา
ยามาโมโต (Yamamoto) เป็นชื่อจอมพลเรือของญีปุ่น ผู้วางแผนโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เรือประจัญบานยามาโต ได้เป็นเรือธงของท่านด้วย เมื่อครั้งจอมพลยามาโมโต ไปบัญชาการรบในยุทธนาวีที่มิดเวย์
จะเห็นว่าสองชื่อนี้ (ยามาโต และ ยามาโมโต) คล้ายกันมาก ทำให้เกิดความสับสนในการเรียกและการจำ
ที่ท่าเรือคูเระทางตอนใต้ของญี่ปุ่น อู่ต่อเรือ ณ วันนี้คือสถานที่ผลิตเรือบรรทุกสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในโลก แต่ราว 60 ปีที่แล้วมันคือสถานที่ก่อกำเนิดอาวุธทางทะเลที่น่าเกรงขามที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ยามาโตคือเรือรบที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างขึ้นมา มันถูกออกแบบขึ้นอย่างเป็นความลับสุดยอด ไม่มีแม้กระทั่งภาพวาดและแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ นอกจากภาพวาดลายเส้นไม่กี่ชิ้นกับภาพถ่ายอีกหยิบมือเดียวที่เหลืออยู่ และข่าวลือที่ว่ายามาโตมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของคู่ต่อกรจากอเมริกา
ป้อมปืนที่มีอยู่สามป้อมนั้น แต่ละป้อมหนัก กว่าเรือพิฆาตของอเมริกา ปืนกระบอกหลัก ๆ ถูกออกแบบให้โจมตีได้ในระยะ 25 ไมล์ ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้ มาก่อน โดยในระยะไกลขนาดนั้นจำเป็นต้องอาศัยเครื่องบินระบุตำแหน่งช่วยบินนำวิถีกระสุนอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า ยามาโตก็เหมือนกับเรือขนาดใหญ่ที่มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามันจะไม่มีทางจม แต่แล้วเรือเหล่านั้นก็มักจะมีเหตุต้องจมลงจนทำให้เป็นที่มาของประวัติศาสตร์และตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา


 



 




เรือประจัญบานยามาโตเข้าร่วมกองเรือประจัญบานในเดือนธันวาคม 1941 โดยหน่วยข่าวกรองของอเมริกาก็รับรู้ถึงการประจำการนี้ ทว่าไม่มีใครรู้ถึงอานุภาพอันร้ายแรงของมัน นักวิเคราะห์จากกองทัพเรือสหรัฐเชื่อว่ายามาโตมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเรือประจัญบานลำใหม่ ๆ ของอเมริกา แต่ที่จริงแล้วมันใหญ่กว่าเรือเหล่านั้นถึงสองเท่า เพราะต้องออกแบบเพื่อรองรับปืนประจำเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการติดตั้งบนเรือประจัญบาน การยิงปืนขนาด 18 นิ้วด้วยความเร็วเหนือเสียง โดยที่กระสุนแต่ละนัดหนักพอ ๆ กับรถยนต์หนึ่งคัน ทำให้คาดการณ์ได้ว่าปืนของยามาโตน่าจะสามารถเจาะเกราะที่หนาเกือบสองฟุตได้
สาเหตุที่ญี่ปุ่นสามารถสร้างเรือใหญ่ขนาดนั้นมาลอยลำอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ ขณะที่อเมริกาคู่ต่อสู้ทำไม่ได้ทั้ง ๆ ที่มีศักยภาพไม่ด้อยไปกว่ากันก็เพราะเรือของญี่ปุ่นไม่ต้องกังวลเรื่องการผ่านเข้าออกทางคลองปานามาที่มีล็อกยกระดับขนาด 110 ฟุตเป็นตัวกำหนด ไม่เพียงอานุภาพของอาวุธที่ร้ายแรง แต่การออกแบบยามาโตนั้นพิถีพิถันแทบจะทุกขั้นตอน เพราะแม้แต่หัวเรือก็มีการออกแบบให้ลดแรงเสียดทาน ความกว้างของยามาโตทำให้ความลู่น้ำมีความจำเป็นยิ่ง เพราะเมื่อมันแล่นผ่านน้ำหัวเรือก็จะก่อให้เกิดคลื่นอย่างต่อเนื่อง โหนกที่ท้องเรือยามาโตจะก่อให้เกิดคลื่นนำหน้าหัวเรือไปสองสามฟุต ซึ่งจะขจัดคลื่นที่เกิดจากตัวเรือเอง และเมื่อมีคลื่นปะทะน้อยลงแรงเหนี่ยวของน้ำก็ลดลง




เส้นทางการเดินเรือในภารกิจไม่มีวันกลับและจุดที่ยามาโต โดนโจมตีจนจม



ในเดือนมิถุนายน 1942 กองทัพเรือสหรัฐได้ล่อญี่ปุ่นเข้ามาติดกับ และส่งเครื่องบินรบหลายร้อยลำเข้าโจมตีกองเรือของญี่ปุ่นภายในไม่กี่ชั่วโมง ญี่ปุ่นสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินไปสี่ลำและเครื่องบินกว่า 330 ลำ เป็นความพ่ายแพ้ซึ่งทำให้กองทัพเรือของพระจักรพรรดิไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกเลยการสูญเสียกำลังคุ้มกันทางอากาศทำให้จุดด้อยของยามาโตมีเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อมันกลับเข้าสู่น่านน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกอีกครั้ง หลังจากจอดรออยู่ในที่ปลอดภัยนานนับปี ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1945 ขณะที่กำลังเสียท่าให้กับอเมริกา ญี่ปุ่นส่งอาสาสมัครนักบินกามิกาเซ่ไปพุ่งชนเรือของฝ่ายสัมพันธมิตรไป 300 ลำ คร่าชีวิตลูกเรืออเมริกันไปหลายพันคน แต่การยอมตายเพื่อศักดิ์ศรีของญี่ปุ่นก็ยังไม่จบสิ้นลง เพราะยามาโตคือคำสั่งลับสำหรับแผนการที่สิ้นหวังลำดับต่อไป



ยามาโต ขณะแล่นฟ่าระเบิดที่ถูกเครื่องบินทิ้งใส่



ยามาโตแล่นตรงไปสู่กองเรือของอเมริกา 1,500 ลำ โดยปราศจากการคุ้มกันทางอากาศ เมื่อเครื่องบินลำแรกโจมตียามาโตขณะที่มันอยู่ห่างจาก เรือรบอเมริกาถึงสองร้อยไมล์ ปืนขนาด 18 นิ้วที่มีอยู่ จึงไร้ความหมาย เพราะมันไม่สามารถยิงเครื่องบินที่ เข้ามาใกล้ในระยะ 10 ไมล์ได้สะดวกท่ามกลางเมฆที่ ลอยต่ำ ทันทีที่เครื่องบินทิ้งระเบิดลำแรกสามารถทะลุรัศมีป้องกัน 10 ไมล์เข้ามาได้ ปืนต่อสู้อากาศยานนับร้อยกระบอกของยามาโตก็ถูกยิงขึ้น แต่เครื่องบินเกือบทุกลำก็สามารถบินเข้าสู่ระยะ 20,000 ฟุตเหนือเรือลำนี้พอดิบพอดี ระเบิดหนัก 500 ปอนด์ลูกแรกโดนดาดฟ้าเรือ แต่สิ่งที่ทำให้เรือประจัญบานลำนี้ถึงจุดจบก็คือตอร์ปิโดนับสิบ ๆ ลูกที่ถูกทิ้งจากอากาศและเจาะทะลุ ยามาโตจากใต้ระดับน้ำใกล้กับหัวเรือและท้ายเรือซึ่งเป็นจุดที่เปราะบางที่สุด




เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่กองทัพเรือญี่ปุ่นไม่ยอมรับว่ายามาโตได้จมลงพร้อมกับลูกเรือ 3,000 คน ผู้รอดชีวิตถูกนำตัวไปยังอาคารท่าเรือที่เคยถูกระเบิด ที่ซึ่งพวกเขาถูกซ่อนไว้ หนึ่งเดือนหลังจากเรือจมผู้รอดชีวิตเหล่านั้นจึงได้รับอนุญาตให้กลับไปหาครอบครัว เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือบรรทุกเครื่องบินเข้ามาแทนที่เรือประจัญบาน ในฐานะสัญลักษณ์แห่งอำนาจของชาติบนพื้นน้ำ ในระยะเวลาหกสิบปีหลังจากยามาโตจมลง ไม่มีชาติใดในโลกตัดสินใจสร้างเรือประจัญบานอีกเลย
ข้อมูลคร่าวๆของเรือยามาโต
เรือประจัญบานยามาโต และน้องสาว คือ เรือ มูซาชิ วางกระดูกงูเรือ ในช่วงปี ค.ศ. 1937-38 และสร้างเสร็จประมาณปี 1941-42 นับเป็นเรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยระวางขับน้ำ 65,000 ตัน, ความเร็วเรือสูงสุด 27 นอต, มีปืนเรือขนาดใหญ่ที่สุด คือ 18.1 นิ้ว, ความยาวตลอดลำเรือ 862 ฟุต, ความกว้าง (บีมเรือ) 121 ฟุต, ดาดฟ้าเรือติดเกราะหนา 9.1 นิ้ว ซึ่งสามารถรับแรงระเบิดขนาด 2,000 lb ซึ่งถูกยิงมาจากระยะไกล 15,000 ฟุตได้ เรือยามาโต สร้างเสร็จในปี 1941 ตามมาด้วยเรือมูซาชิ ในปี 1942 อาวุธประจำเรือชั้นยามาโต
1. ปืนเรือ ขนาด 18.1"/45 เก้ากระบอก
2. ปืนเรือ ขนาด 6.1"/60 สิบสองกระบอก ภายหลังลดเหลือหกกระบอก
3. ปืน DP ขนาดลำกล้อง 5"/40 สิบสองกระบอก ต่อมาเพิ่มเป็นยี่สิบสี่กระบอก (DP เป็นปืนต่อสู้อากาศยานหนักแบบมาตรฐานของญีปุ่นในช่วงนั้น
4. ปืนต่อสู้อากาศยาน ขนาดลำกล้อง 25 ม.ม. มากกว่า 150 กระบอก
5. ปืนต่อสู้อากาศยาน ขนาด 13 ม.ม. สี่กระบอก





ภาพการยิงปืนใหญ่เรือ16นิ้วของเรือประจัญบานไอโอว่า แต่ปืนเรือยามาโตมีขนาดถึง18นิ้วซึ่งรุนแรงกว่าหลายเท่า





 

Create Date : 03 เมษายน 2551   
Last Update : 18 มกราคม 2553 20:10:02 น.   
Counter : 6815 Pageviews.  
Share to Facebook


รัสเซีย Project-22350s New UDALOY-II

Project-22350s โดยหลักๆแล้วทำหน้าที่ปราบเรือดำน้ำ เพื่อเข้าประจำการแทน เรือชั้น อูดาลอย ที่ประจำการมายาวนาน


ระหว่างขับน้ำที่ 8000-9000 ตันและน่าจะเข้าประจำการในปี 2015


ระบบอาวุธเต็มสูบและบ้าพลังสไตล์รัสเซีย ประกอบด้วย ระบบ วีแอลเอส ทั้งหมด อาวุธหลักๆก็เช่น 9M317ME S-400 3M55 SS-N-26 ยาคอน(บรามอส) หรือ คลับ( แอลเอซีเอ็ม ) และ ตอร์ปิโดความเร็วสูงอย่าง ASM Medvedka-2 และปืนหัวเรือ เอ-192เอ็นจี 130 ม.ม. 1แท่นนั้นเอง





 

Create Date : 17 มีนาคม 2551   
Last Update : 17 มีนาคม 2551 19:30:24 น.   
Counter : 1413 Pageviews.  
Share to Facebook



ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






" ผมไม่ได้บ้าฝรั่ง แต่ผมชอบในความมีอารยะของเขา แต่ฝรั่งเลวๆผมก็เกลียดเป็นเท่าตัวเหมือนกัน "



New Comments
[Add ลิงน้อยเอ็นจอยเขียน's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com