ชีวิต...ไม่ใช่เป๊ปซี่..จึงไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป..
Group Blog
 
All blogs
 

ทำไม??เขมรถึงอยากได้ปราสาทชายแดนไทย-เขมร ตอนที่..2

ทำไมเขมรถึงอยากได้ปราสาทชายแดนไทย-เขมร ตอน2.
ปราสาทตาเมือนโต๊ด...


"ปราสาทตาเมือนโต๊ด " อยู่ห่างจาก "ปราสาทตาเมือน" ในตอนแรก ประมณ 300 เมตร พระปรางค์ที่ ปราสาทตาเมือนโต๊ด นี้สร้างด้วยศิลาแสงและหินทราย บริเวณยอดพระปรางค์สลักเป็นลายกลีบบัว มีประตูอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนทิศอื่นทำเป็นประตูปลอม ด้านในกำแพงแก้วมีบรรณาลัย ทำจากหินทรายและศิลาแลง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระปรางค์ประธาน กว้าง 3.6 เมตร ยาว 6.8 เมตร มีช่องประตูอยู่ทางทิศตะวันออก ในส่วนของกำแพงแก้วและซุ้มประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก ด้านนอกทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ สระเป็นบันไดทำด้วยศิลาแลงล้อมรอบเพื่อให้ประชาชนได้ใช้สอย
..ตามที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ในสมัยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นยุคที่พุทธศาสนาเฟื่องฟูที่สุด และทรงโปรดฯ ให้มีการสร้าง อโรคยาศาลาขึ้นถึง 102 แห่งทั่วพระราชอาณาจักร และหนึ่งในนั้นก็คือ " ปราสาทตาเมือนโต๊ด" แห่งนี้ สาเหตุเนื่องจาก "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 " ทรงเป็นผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนานิกายมหายานเป็นอย่างมาก ทรงเปรียบพระองค์เองเป็นเสมือนพระโพธิสัตว์ที่ทรงอุบัติมาเพื่อช่วยเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้พ้นจากความทุกข์ยาก จึงทรงโปรดเกล้าฯให้สร้าง "อโรคยาศาลา" ขึ้นเพราะถือว่าเป็นการทำบุญที่ได้กุศลแรงนัก และน้อยคนที่จะมีโอกาสทำได้เช่นนี้ จึงนับได้ว่าเป็นมหากุศล ทำให้เหล่าประชาชนต่างเลื่อมใสศรัทธาในพระองค์และเปรียบให้พระองค์เป็นดั่งพระโพธิสัตว์ตามความปรารถนา และอีกตำนานหนึ่งที่มีการเล่าถึงสาเหตุที่ทรงสร้างอโรคยาศาลาขึ้นเป็นจำนวนมากก็เพื่อให้พระองค์ทรงหายจากโรคเรื้อนนั่นเอง
..ได้มีการค้นพบศิลาจารึก 1 หลัก เป็นจารึกอักษรขอมภาษาสันสกฤต มีข้อความกล่าวถึง"พระไภษัชยคุรุไวฑูรยะ" พระโพธิสัตว์ผู้ประธานความไม่มีโรคแก่ประชาชนผู้นับถือ สาเหตุที่ทำให้ทราบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นอโรคยาศาลา ก็คือ มีการค้นพบจารึกอยู่ทั่วทุกแห่งที่ปรากฎว่าเป็นอโรคยาศาลา รวมทั้งที่ "ปราสาทตาเมือนโต๊ด" แห่งนี้ โดยจารึกที่ "ปราสาทตาเมือนโต๊ด" นี้สันนิษฐานว่า " พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างขึ้นประดิษฐานไว้ ณ เมืองต่าง ๆเพื่อประกาศเรื่องการสร้างโรงพยาบาลเพื่อให้เป็นที่รักษาโรคต่าง ๆ และพระองค์ทรงบริจาควัสดุอุปกรณ์ พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ให้อยู่ประจำสถานพยาบาลเป็นจำนวนมากน้อยต่างกันตามขนาดของเมืองหรือชุมชนนั้น ๆ
จารึกนี้ได้จารึกเป็นอักษรขอมโบราณ เมื่อประมาณ พุทธศตวรรษที่ 18 ภาษาที่ใช้เป็นภาษาสันสกฤต โดยได้จารึกบนหินทราบทำเป็นรูปแท่งสี่เหลี่ยมด้านที่ 1 เริ่มต้นด้วยการกล่าวนมัสการพระพุทธเจ้า แล้วกล่าวสรรเสริญ พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ด้านที 2 กล่าวถึงพะราชภารกิจของพระองค์ในการสร้างโรงพยาบาล (อโรคยาศาลา) สร้างพระพุทธรูปไวโรจนพุทธเจ้า และจัดเจ้าหน้าที่เพื่อทำหน้าที่ประจำในโรงพยาบาล ด้านที่ 3 กล่าวถึงรายการสิ่งของที่"พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประทานเป็นเครื่องพลีทาน ส่วนใหญ่เป็นรายชื่อสมุนไพร ด้านที่ 4 กล่าวถึงสิ่งของที่"พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 " ประทานเป็นเครื่องพลีทาน ต่อจากด้านที่3 จากนั้นมีการกล่าวห้ามไม่ให้มีการทำร้ายกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษลงท้ายด้วยการถวายพระพรแด่ "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7" ให้ได้รับความสุขจากบุญกุศลในครั้งนี้ และยังมีข้อวามว่า ทุกข์ของประชาราษฎร์คือ ทุกข์ของพระองค์ อีกด้วย
คำว่า"ตาเมือนโต๊ด" แปลว่า ตาไก่เล็ก เพราะโต๊ดแปลว่า เล็กนั่นเอง
ปราสาทตาเมือนโต๊ด...ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ 8 มีค. พ.ศ. 2478 และได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2532




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2551    
Last Update : 17 ตุลาคม 2551 19:04:23 น.
Counter : 377 Pageviews.  

ทำไม??? เขมร ถึงอยากได้ปราสาทชายแดนไทย-เขมร ตอนที่ ..1

.....ตอนที่..1 ...ทำไมเขมรถึงอยากได้ปราสาทชายแดน

จะขอเกริ่นนำความเป็นมาของปราสาทชายแดนไทย-เขมรก่อน ซึ่งเรียกว่า "กลุ่มปราสาทตาเมือน" ตั้งอยุ่บริเวณสันเขาพนมดงรัก ณ บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ การเดินทางใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 214 ผ่านอำเภถปราสาท แยกไปตามทางหลวงหมายเลข 2121 ที่จะไปอำเถอบ้านกรวดประมาณ 25 กิโลเมตร มีทางแยกที่บ้านตาเมียงไปอีก 13 กิโลเมตร หรือจากกรุงเทพฯใช้เส้นทางถนนพหยโยธิน ไปสระบุรี เลี้ยวขวาตรงไปถึงทางแยกสีคิ้วเลี้ยวขวาเข้าถนนสาย 24 โชคชัย-เดชอุดม ตรงไปตลอดผ่าน อ.นางรอง อ.ประโคนชัย เลี้ยวขวาทางแยกไปทาง อ.พนมดงรัก ถึงทางแยกเลี้ยวไปทาง อ.บ้านกรวด และแยกไปบ้านตาเมียง
ปราสาทตาเมือนซึ่งเรียกว่า "วหนิคฤหะ" หรือบ้านมีไฟ เป็นปราสาทหลังแรกของกลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งโดดเด่นหลังเดียวอยู่ทางซ้ายของถนน สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลังรวมถึงฐาน ในส่วนของกรอบประตูและหน้าต่างเป็นหินทราย หน้าต่างมีด้านเดียวรวม 5 บ้าน ทางทิศใต้ ส่วประตูทางเข้า-ออกมี 2 บาน มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้าทางทิศตะวันออก
บริเวณนี้สันนิษฐานว่า บริเวณนี้เคยใช้เป็นเส้นทางสัญจร ไป-มา ระหว่างเขมรสูงและเขมรต่ำในอดีต บริเวณนี้น่าจะเคยเป็นชุมชนมาก่อน ซึ่งแรกเรืมตั้งแต่เป็นชุมชนขนาดเล็ก และเริ่มีขนาดของชุมชนขยายใหญ่ขึ้น จนเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงโปรดฯ ให้ตัดถนนระหว่างเมืองพระนคร (เสียมราฐ) เชื่อมกับเมืองพิมาย และทรงโปรดฯ ให้สร้างอโรคยาศาลาซึ่งมีทั้งสิ้นถึง 102 แห่ง ทั่วพระราชอาณาจักร รวมทั้งโปรดฯ ให้สร้างวิหารประจำอโรคยาศาลาควบคู่กันไปด้วย ดังนั้น บริเวณนี้จึงน่าจะเป็นชุมทางสำคัญที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญมาแต่ครั้งอดีตแห่งหนึ่ง "กลุ่มปราสาทตาเมือน" นี้ทางกรมศิลปากรได้ทำการขึ้นทะเบียนและประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 หรือเมื่อประมาณ 73 ปีล่วงมาแล้ว
ที่มาของชื่อปราสาทตั้งคามผุ้ค้นพบซึ่งก็คือ "ตาเมือน" มีอาชีพเป็นพรานป่า เช่นเดียวกับปราสาทอื่น ๆ ในประเทศกัมพูชา ก็ตั้งตามผู้ที่ค้นพบ หรืออยู่ดูแลบริเวณนั้น อาทิเช่น ปราสาทตาพรม ปราสาทตาแก้ว เป็นต้น
"กลุ่มปราสาทตาเมือน" ประกอบด้วย ปราสาท 3 หลังได้แก่ ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และ ปราสาทตาเมือนธม ....กลุ่มปราสาทนี้รวมกันเรียกว่า "อโรคยาศาลา" หมายถึง สถานที่พักผ่อน และยังเป็นที่รักษาโรค ดังนั้นสถานที่นี้จึงเปรียบเสมือนกับโรงพยาบาลในปัจจุบันนั่งเอง ซึ่งปราสาททั้ง 3 หลีงมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน

ในภาพ เป็นปราสาทตาเมือนมีทับหลังเพียงประตูทิศตะวันออก เป็นศิลปะแบบบายน สลักบนหินทราบรูปพระพุทธปางสมาธิ รอบล้อมด้วยลวดลายแบบก้านขด....
ปราสาทตาเมือน.....
นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า.. ปราสาทตาเมือน....นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักแรมทางสำหรับผู้เดินทางสัญจรไป-มา เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เรียกว่า" ธรรมศาลา" หรือ "วหนิคฤหะ" แปลว่า "บ้านมีไฟ" เพราะจากการค้นพบจารึกที่ ปราสาทพระขรรค์ ที่เมืองพระนคร ทำให้ทราบว่า ในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้โปรดฯ ให้มีการสร้างที่พักสำหรับคนเดินทาง พร้อมด้วยไฟ เป็นแนวเรียงไปตามระยะถนน ซึ่งมี 3 สายด้วยกัน เพื่อใช้เป็นที่พักสำหรับคนเดินทาง สำหรับพ่อค้าวาณิช รวมทั้งผู้แสวงบุญไว้ใช้พักผ่อนในยามค่ำคืน เพื่อจะได้ปลอดภัยจากเหล่าขโมยทั้งหลาย ถนนทั้ง 3 สายนี้เชื่อมระหว่างเมืองพระนครกับเมืองต่าง ๆ ซึ่งรวมกันแล้วมีทั้งหมด 121 แห่ง สำหรับเส้นทางเมืองพระนคร -เมืองพิมาย ตามจารึก "ปราสาทพระขรรค์" ระบุว่ามี 17 แห่ง ต่อมาได้มีการใช้ดาวเทียมในการค้นหา ทำให้ทราบว่าถนนที่ "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 "ทรงโปรดน ให้สร้างมีลักษณะเป็นคันดินตัดตรงมาจากเมืองพระนครมุ่งสู่เมืองพิมาย ผ่านช่องเขาตาเมือน ผ่าน ปราสาทพนมรุ้ง และสิ้นสุดที่ ปราสาทหินพิมาย และมีที่พักคนเดินทางตั้งอยู่ตลอดแนวของถนน
รูปแบบแผนผังของ "ปราสาทตาเมือน " สร้างจากศิลาแลงเป็นปรางค์หลังเดียว ไม่มีอาณาบริเวณ หรือกำแพง ล้อมรอบเหมือนปราสาทขอมอื่น ๆ โดยทั่วไป หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีห้องยาวเชื่อมต่อกับตัวปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ผนังด้านหนึ่งมีช่องหน้าต่างเรียงกัน 5 บ้าน แต่อีกด้านหนึ่งไม่มีหน้าต่าง ผนังถูกปิดทึบไว้ จากหลักฐานที่ค้นพบส่วนบริเวณห้องนี้ เคยมีการค้นพบภาพสลักจากหินทรายเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานในซุ้มเรือนแก้ว แรก๐ที่ค้นพบตัวปราสาทยังอยุ่ในสภาพดี แต่ทับหลังที่ประตูด้านทิศตะวันได้มีการสูญหายไป เหลือเพียงแต่ทับหลับด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว เป็นลวดลายศิลปะแบบบายน หลังจากนั้นได้มีการขุดแต่งบูรณะให้สมบูรณ์
สำหรับ "ปราสาทตาเมือน" นี้นับว่าเป็นที่พักแรมทางที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยเท่าที่มีการค้นพบและสำรวจมา


.......นี่เป็นด้านในปราสาทตาเมือน ส่วนภาพล่างเป็นด้านนอกตัวปราสาทตาเมือน ครับ




 

Create Date : 25 กันยายน 2551    
Last Update : 25 กันยายน 2551 21:32:35 น.
Counter : 291 Pageviews.  

"TQA" คืออะไร???

TQA = Thailand Quality Award
เป็นรางวัลคุณภาพแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นเลิศในการบริหารจัดการในทุกด้าน ตลอดจนผลประกอบการที่ดีขององค์กร มาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันว่าเทียบเท่ากับองค์กรที่มีคุณภาพสูงสุดในโลก สำหรับประเทศไทย TQA เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2539 มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเพิ่มผลผลผลิตแห่งชาติและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีการศึกษาแนวทางการจัดตั้งรางวัลนี้และเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของรางวัลนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้บรรจุ TQA ไว้ในแผนยุทธศาสตร์การเพิ่มผลผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (ปัจจุบันใช้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 ) โดยมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการประสานงานกับภาครัฐและเอกชนคือ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
วัตถุประสงค์หลักการจัดตั้ง TQA :
เพื่อสนับสนุนการนำแนวทางรางวัลคุณภาพไปใช้ในการบริหารจัดการองค์กร และปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน กระตุ้นให้เกิดการเรียนและแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ รวมทั้งประกาศเกียรติคุณแก่องค์กรที่ประสบผลสำเร็จในการนำ TQA มาใช้ เพื่อแสดงให้นานาชาติเห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการองค์กร
ที่มาของเกณฑ์ TQA :
รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) ถือเป็นมาตรฐานรางวัลระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากมีพื้นฐานทางด้านเทคนิคและกระบวนการ การตัดสินรางวัลเช่นเดียวกับรางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ The Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) ซึ่งเป็นต้นแบบรางวัลแห่งชาติที่หลายประเทศทั่วโลกนไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตน เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ เป็นต้น
แนวทางของ TQA คืออะไร :
แนวทางของ TQA คำนึงถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินการที่สอดคล้องและต่อเนื่องกันขององค์กร ทั้ง 7 หมวดดำเนินการได้แก่
หมวด 1 การนำองค์กร :
ที่มุ่งเน้นไปถึงความเข้าใจของผู้นำองค์กรที่มุ่งสู่การเป็นเลิศในการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งต้องเข้าใจวิสัยทัศน์และค่านิยมขององค์กร รวมทั้งการสื่อสารความเข้าใจให้มีการร่วมมือของทุกคนในองค์กร รวมทั้กงารมีธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม
หมวด 2 การวางแผนเชิงกลยุทธ์ :
หมายถึง การจัดทำกลยุทธ์เพื่อการขับเคลื่อนองค์กรและกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ตลอดจนการถ่ายทอดกลยุทธ์นั้นไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างสอดคล้อง
หมวยด 3 การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด :
องค์กรต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับลูกค้าและความต้องการของลูกค้าอย่างถ่องแท้ ตอบสนองได้อย่างพึงพอใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดี
หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ :
เป็นกระบวนการวัดผลการดำเนินงานและทบทวนการดำเนินงาน รวมถึงการบริหารจัดการสารสนเทศ ความพร้อใช้และเพียงพอในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์กร
หมวด 5 การมุ่งเน้นบุคลากร :
บคุลากร ถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่องค์ต้องรักษาและเพิ่มคุณค่า การพัฒนาบุคลากร จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่องค์กต้องมุ่งสร้างความผูกพันซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญหนึ่งของ ปณท ที่ยังคยึดถือมานาน "รู้รัก สามัคคี"
หมวด 6 การจัดการกระบวนการ :
คือความเข้าใจในการจัดการและออกแบบระบบงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการดำเนินการ ตลอดจนต้องมีทบทวนและปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยังคงมาตรฐานประสิทธิภาพและประสิทธิผลการดำเนินงานขององค์กร อย่างยั่งยืน
หมวด 7 ผลลัพธ์ ;
คือผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านผลผลิต ด้านการมุ่งเน้นลูกค้า ด้านการเงินและตลาด ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร ด้านประสิทธิผลกระบวนการ และด้านการนำองค์กร
อย่างไรก็ตาม การเข้าประเมินผลตามแนวทาง TQA นั้น หน่วยงานที่เข้าระบบประเมินจะใช้เวลาเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลประมาณ 3 - 5 ปี ตามขั้นตอนที่กำหนด 11 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความรู้ความเข้าใจ 1. กำหนดขอบเขตของการประเมิน 2. กำหนดกลุ่มผู้ทำหน้าที่ 3.กำหนดรูปแบบวิธีการ 4.จัดทำโครงร่างองค์กร 5.ฝึกประเมินตนเอง 6.จัดตั้งทีมงานประเมินในแต่ละหัวข้อ 7.ดำเนินการประเมินอวงค์กร 8.วิเคราะห์โอกาสในการปรับปรุงและจัดลำดับ 9.จัดทำแผนปรับปรุงแก้ไข 1.ประเมินและปรับปรุงกระบวนการ 11.สมัครเข้ารับการประเมิน


อ้างอิงจาก :วารสารไปรษณีย์ไทย




 

Create Date : 25 กันยายน 2551    
Last Update : 26 กันยายน 2551 8:02:08 น.
Counter : 1893 Pageviews.  

"CSR" (Corporate Social Responsibility) คืออะไร!!

"CSR คืออะไรกันแน่"
มีความหมายที่หลายๆหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความหมายว่า"เป็นการแสดงออกถึงความมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสัมคม หรืออะไรก็แล้วแต่คำจำกัดความของแต่ละหน่วยงานที่ส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างจะเหมือน ๆ กันหมด"
ซึ่งหากดูตามความหมายแล้วหน่วยงานต่างลงมือทำ CSR อย่างจริงจังเพื่อให้สังคมและลูกค้าเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม กันอย่งแพร่หลายจนกลายเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วภาคอุตสาหกรรมธุรกิจ หรืออาจเรียนกได้ว่า หน่วยงานไหนหรือองค์กรไหนที่ไม่ได้ทำ CSR คือหน่วยงานที่ล้าหลังและเชยมาก
เรามาลองดูบริษัทเบียร์ยี่ห้อหนึ่งมีงวงทำด้วย CSR ด้วยกิจกรรมปั่นจักรยานรณรงค์ลดโลกร้อน และเผยแพร่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีส่วนร่วมในการลดปัญหาโลกร้อน มีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คน ตลอดเส้นทางจะแจกคู่มือ "80 วิธีลดโลกร้อน" ให้แก่ประชาชนม ร่วมปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน และกิจกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ มากมาย ณ จังหวัดพระนครศรียอยุธยา
บริษัทอันดับหนึ่งในเมืองไทยที่ดำเนินธุรกิจทางด้านพลังงานก็ได้ทำ CSR ด้วยการจัดกิจกรรมทางสังคมแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ การศึกษา กีฬา ศิลปวัฒนธรรม และสังคม/สิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรมที่นำมาเป็นตัวอย่างเช่น รถนิทรรศการเคลื่อนที่ในรูปแบบ Edutainment นำเสนอเนื้อหาสาระผ่านสื่อบอร์ด และอิเล็กทรอนิกส์ ไว้ภายในรูนิทรรศการ ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ในกลุ่มเป้าหมายได้สะดวก เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเห็นประโยชน์ของ "ก๊าซธรรมชาติ" ให้กว้างขวางมากยื่งขึ้น มุ่งเน้นให้ความรู้พื้นฐานเรื่องก๊าซธรรมชาติแก่เด็กนักเรียน โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และรถ"Gassy Energy" มุ่งเน้นเยาวชนระดับอาชีวศึกษา อุดมศึกษา หน่วยงานราชการ ภาครัฐและเอกชน
ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็น CSR ที่หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ลงมือทำไปแล้ว ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ CSR ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นผมมองว่าไม่ใช่การทำตามความหมายของคำว่า CSR แต่มันคือ จิตใต้สำนึกของคำว่าจริยธรรม ที่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำ CSR พึงต้องมีเพราะนี่ต่างหากที่เป็นหัวใจของ CSR ที่ทำให้กิจกรรมที่ทำออกมาได้ครอบครองพื้นที่ในจิตใจของผู้บริโภค มากกว่าการมานั่งทำ CSR โดยมุ่งหวังผลกำไรและสร้างภาพทีดี โดยไม่ได้ใส่ใจ หรือให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะนั่นเป็นอุปสรรคของการทำ CSR โดยแท้จริง
ลองมองย้อนกลับไปดูนะครับว่ามีสักกี่องค์กรที่ CSR แล้วไม่ได้หวังผลกำไรจริง ๆ แทบน้อยมากครับ เพราะส่วนใหญ่นำ CSR มาบังหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ทีดีให้กับแบรนด์ของตัวเอง และนี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดผมจึงร้องเพลง "ดู ดู๋ ดู ดูเธอทำ ทำไมถึงทำกับฉันได้" เพราะสงสารผู้บริโภคและตัวผมเองที่กำลังถูกบริษัทเหล่านั้นหลอกให้หลงเชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมรับผิดชองสังคมอย่างแท้จริง ........


อ้างอิงจาก : วารสารไปรษณีย์ไทย




 

Create Date : 25 กันยายน 2551    
Last Update : 25 กันยายน 2551 11:50:38 น.
Counter : 447 Pageviews.  

อย่าพลาด!!!"ขุมทรัพย์บนดิน" หนังสือดีที่ควรอ่าน........

ขุมทรัพย์บนดิน" ?????????
เป็นคำตอบที่จะมีใครรู้บ้างหนอ เป็นคำตอบที่ทำให้ผมอยากรู้ว่ามันคืออะไร ทำให้ต้องไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านบางท่านอาจจะมีซีดีท่าน"เจ้าสัวธนินท์" ที่แจกในงานบรรยายในที่ต่างๆอยู่ก็ไม่เป็นไร... แต่สำหรับบางท่านที่ไม่รู้เลยมาครับตามผมมาจะเฉลยให้ฟังต่อไปนี้...ผมขอนำบทความจากหนังสือ"ยุทธศาสตร์ขุมทรัพย์บนดิน" ที่เรียบเรียง
โดยคุณถนอมศักดิ์ จิรายุสวัสดิ์

ชื่อของ "เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์" เป็นอีก 1 คนของอภิมหาเศรษฐีไทยที่ติดอันดับในทำเนียบคนรวยของโลกมาแล้วอย่างเหนียวแน่น การการรวบรวมของนิตยสารฟอร์บสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ++++ภาพของเจ้าสัวธนินท์และในความจดจำเกี่ยวกับซีพีง สำหรับคนไทยหนีไม่พ้นอาณาจักรธุรกิจการเกษตรอันไพศาลครอบคลุมครบวงจรทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ไม่ว่าจะเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร ปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย รวมไปถึงการแปรรูปออกมาเป็นสินค้าอาหารสำเร็จรูป กลายเป็นหนทางก้าวสู่ทำเนียบผู้นำอาหารโลกในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ใต้ร่มเงาของ เจ้าสัวธนินท์ แทบทั้งสิ้นครับ+++

ก่อนที่จะมาเป็นประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ เขาเติบโตมาในตระกูลคนจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์พืช เริ่มทำงานเป็นครั้งแรกที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์ เมื่ออายุ 19 ปี หลังจากนั้นได้โยกย้านไปทำงานที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย และบริษัทสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด +++จนเมื่ออายุ 25 ปี ได้กลับมาทำงานอีกครั้งที่เจริญโภคภัณฑ์ รับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์

เสียงตะโกน!!! และคมวาทะล่าสุดที่ได้แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า.....การสร้างประเทศไทยให้รวยขึ้นเป็นเรื่องง่าย ๆ แม้ว่าสถานการณ์จะรุมเร้าด้วยวิกฤตราคาพลังงานของโลก เจ้าสัวธนินท์ พูดง่ายๆ ให้เข้าใจได้ไม่ยากว่า...เมื่อประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ (ขุมทรัพย์บนดิน) ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งโลกแค่ทำให้ราคาสินค้าที่เราขายออกไปในตลาดมีมูลค่าสุงขึ้น ประเทศไทย คนไทย เกษตรกรไทย ก็รวยขึ้นได้ไม่ยาก เพราะเราอย่าลืมว่า..เมื่อเศรษฐกิจเกิดปัญหาแทบจะทุกครั้งภาคเกษตรกลับเป็นฝ่ายที่ช่วยโอบอุ้มให้หลุดพ้นบ่วงบาศแห่งวิกฤตการณ์ ส่วนราคาน้ำมันที่แพงแบบไร้เหตุผลจนผวากันว่าจะไปถึง 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนั้น เจ้าสัวธนินท์ มองเห็นว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำว่า...น้ำมันนั้นสุดท้ายก็ขุดขึ้นมาหมดแน่!!! แต่น้ำมันจากพืชพลังงานทดแทนที่ปลูกได้(บ่อน้ำมันบนดิน) เราไม่ต้องขุดและสามารถปลูกขึ้นมาใหม่ได้มากขึ้นๆ และไม่มีวันหมดเสียด้วยซ้ำ++

นี่เป็นการมองต่างมุมที่เห็นโอกาสที่คนทั่วไปมองไม่ออกหรือมองออกแต่ทำไม่ได้ ...

เจ้าสัวธนินท์ เป็นนักธุรกิจไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการจัดอันดับเป็นนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล 1 ใน 25 คนของภูมิภาคเอเชีย สามารถทำรายได้ถึงปีละ

13 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา(ประมาณ 52 หมื่นล้านบาทตามค่าเงินในขณะนั้น) เป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีบริษัทต่าง ๆในเครือถึงกว่า 250แห่งทั่วโลก มีพนักงานกว่า 100,000 คน

เราต้องบินไปดูซิว่า เราจะเปิดยุทธศาสตร์ "บ่อน้ำมันบนดิน" มีอะไรกันบ้างไปเลยครับ...............................นั่งจานบินไปเลยดีกว่า

"ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงเพราะประเทศไทยมีน้ำมนบนดินที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด แต่น้ำมันในบ่อธรรมชาติมีวันหมด โดยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกบอกว่าอีก 100ปีหมดแน่ แต่....ประเทศไทยมี 130 ล้านไร่ มีที่เพราะปลูก ที่ทำนา 62 ล้านไร่ มีที่ชลประทานสูงสุดไม่เกิน 25 ล้านไร่มาลงทุนเต็มที่ จัดรูปที่ดิน ปรับรูปที่ดิน ชลประทานให้ครบ เหมือนเราเลี้ยงไก่ ทำให้ทันสมัย สร้างโรงเรือน แต่ต้องลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญไปดูงานที่ไต้หวัน ไปดูประเทศทำนาแบบเราเขาลงทุนอย่างไร ลงทุนสูง ผลผลิตสูง คิดแล้วคุ้ม

ผมก็คิดไม่ถึงเมืองไทย เช่น เรื่องกุ้ง เราเป็นที่1 ของโลก เราเป็นผู้นำพันธุ์ไปถึงการเลี้ยง ทำเกี๊ยวกุ้ง กุ้งทอด ไม่มีประเทศไหนทำได้ ต้องยกย่องว่าเราเป็นเบอร์ 1 ของโลก ถ้าเราเอาคนเก่งมาแสนคนให้เป็นคนไทยไปเลย เราเป็นที่ 1 ได้เพราะไฮเทคไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือสมอง คือคน เพราะคนมาอยู่เมืองไทย 2-3ปี ติดใจเมืองไทย ผมไปอีสานมีลูกเขยต่างประเทศเยอะเลย หมู่บ้านเต็มไปด้วยลูกเขยต่างประเทศ ผมว่าประเทศไทยคนต่างประเทศชอบมาอยู่ถ้าเรามีเงื่อนไขที่เหมาะสมกับพวกเขา ถูกสเป๊กเขา"

นี่คือทัศนะคติของท่านเจ้าสัวธนินท์.. ที่แม้กระทั่งสภาพัฒน์ยังต้องทึ่งในมุมมองและไอเดยสำหรับผู้มากประสบการณ์ระดับที่สามารถวิเคราะห์...เจาะลึก...และอ่านเกมการค้าโลกในครั้งนี้....ครับ เพราะฉะนั้นพวกเราไทยเราต้องสู้ครับกับวิกฤตน้ำมันแพงหนนี้และในอนาคต

+++"ทฤษฎี 2 สูง " มันคืออะไร

เรามาหาคำตอบกันว่า ทำไมท่านถึงพูดเกี่ยวกับ"ทฤษฎี 2 สูง" หมายความว่าอะไร..........แล้วพบกันพรุ่งนี้นะครับจะเล่าให้ฟัง..............





 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 22:15:06 น.
Counter : 302 Pageviews.  


Mr.bearblog
Location :
ศรีสะเกษ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผมนายหมีครับ ทำงานที่ไปรษณีย์ไทยจังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบันศึกษาป.โทที่ม.รังสิตสาขาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครับ
Friends' blogs
[Add Mr.bearblog's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.