การขอวีซ่า USA for Genenral visitor B1/B2 ง่่ายๆ Step by step


Share วิธีการขอวีซ่าอเมริกา Genenral visitor B1/B2


ของเราวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปนะ Step by step จ้า แม้ไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เป็นไร

ทำตามขั้นตอนด้านล่างได้เลยจ้า !!!!


(Update 2 กค. 2555 ไปทำมาแล้ว 28 มิย. ผ่านนด้วยย) ไม่ต้องผ่านเอเย่น ทำเองชิวชิว

1.เดินเข้าไปที่ไปรษณีย์ไทย สาขาใหญ่ประจำจังหวัด (สาขาย่อยไม่ได้ ยกเว้นในกทม มีหลายสาขาที่ซื้อได้) บอกเค้าไปว่า ขอซื้อ Pin เพื่อจองวันนัดสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ค่ะ ---  ราคา 12$ เพราะ ซื้อแล้วกว่าจะเปิดใช้ได้คือ หลังบ่ายโมงของวันพรุ่งนี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา


2.ไปถ่ายรูป บอกร้านว่า ทำวีซ่าเมกา --  พื้นหลังขาว หน้าตรง เปิดหู ขนาด 2x2 นิ้ว (ใช้จริง 3 ใบ) ถ่ายแล้วขอไฟล์ JPEG เค้ามาด้วย ขนาด 600x600 เพร่าะต้องใช้โหลดลงเวบด้วยค่ะ (ข้อ 1 กะ 2 ทำอันไหนก่อนหลังก็ได้)


3.เมื่อได้ไฟล์รูปแล้ว เตรียมข้อมูลก่อนคือ จะพักที่ไหน หาที่อยู่ รร.ที่จะพักไว้ เอาตาม google ก็ได้ จริงๆแล้วเค้าไม่เช็คอะ

 แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ดีๆ ว่าไปทำไม ไปกี่วัน กี่คน ทำยังไงก็ได้ให้เค้าเชื่อว่าเราไปเที่ยวแล้วจะกลับมาแน่นอน แล้วก็วันที่จะเดินทาง กำหนดไปคร่าวๆ วันไหนถึงไหน กี่วัน เค้าไม่ดูตั๋ว

        ถ้าไปขอหลายคนพร้อมกันก็น่าจะดี จะได้นัดคิวแล้วเข้าสัมภาษณ์พร้อมกัน ช่วยกันตอบได้ แล้วดูเป็นแก๊งไปเที่ยวจริงๆไรงี้ ไม่ใช่พวกหนีเข้าเมือง1-2 คน (แต่เราไปคนเดียวก็ผ่านนนะ) แต่ถ้ามีใบประกอบ หรือใบจดทะเบียนการค้าเป็นชื่อตัวเอง เครดิตจะดีขึ้นนิดนึง ประมาณว่ามีหลักฐานว่าจะกลับมาไทยแน่ๆ

หลังจากนั้นก็มากรอกเอกสารออนไลน์ 

มากรอกเอกสาร DS-160 ออนไลน์ ที่ https://ceac.state.gov/genniv/default.aspx 

     - เลือก Localtion THAILAND,Bangkok

     - เลือก ภาษาไทย ได้จ้า ไม่ต้องแปลให้งง    แล้วกด  Start Application  --- > ไปอีกหน้า มีให้ลอง test file รูป

        ที่เราไปถ่ายมาว่าผ่านมั้ย ก็ upload ลงไป test ดู ถ้าผ่านก็ กด Start New Application !!! เริ่มเลย


4.มาอีกหน้า จะมีเลขบอก Your Application ID is: AA002G7A9R (อันนี้ของเรา) ก็จดไว้ แล้ว มีให้ตั้งคำถามเพื่อความปลอดภัย เวลากลับเข้ามาใช้งาน ก็ตั้งเลย แล้วกดไปหน้าถัดไป จะเป็นการเริ่มกรอกเอกสาร 10 หัวข้อใหญ่

         ก็ได้แก่ ข้อมูลส่วนตัวทั้งหลาย ชื่อ พ่อแม่-วันเกิด  หน้าที่การงาน ไปเมกาวันไหน (คร่าวๆเลย  เพราะเค้าไม่ดูตั๋ว ไม่จำเป็นต้องจองก่อน ให้วีซ่าผ่านก่อนค่อยจอง) พักที่ไหน ก็ใส่ที่อยู่โรงแรม บ้านเพื่อน ว่าไป --- ระหว่างกรอกมีให้กด save ด้านล่าง กรอกได้ 2 หน้า เซฟทีนึง ก็ได้จะได้ไม่ต้องกรอกใหม่ เผื่อเนตเจ๊ง ไฟดับ หรือครบ 20 นาที มันตัดอัตโนมัติ ต้อง log in ใหม่

ทำจนครบ 10 หัวข้อ


5. หน้าสุดท้าย อัพโหลดรูป  แล้ว ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่กรอกไว้อีกครั้ง


6. Sign and Submit  แล้วใบปริ้น Confirmation ซึ่งมี barcode และนำไปในวันที่สัมภาษณ์ด้วย

---> เสร็จแล้ว ก็เริ่มไปจองวันนัดสัมภาษณ์โดยใช้ Pin ที่ซื้อมาจากไปรษณีย์

(ควรจองเนิ่นๆ เพราะคิวหายากมากๆๆๆๆ ยกเว้นฟลุคๆ ของเราจอง 22 มิย.55 ต้องการคิววันที่ 28 มิย.55ให้ได้ เพราะขึ้นกทม.พอดี อยากทำไวไว แต่ภาวนาสุดๆ คือถ้าได้ถือว่าเทพมาก เพราะเช็คแล้วคิวว่างเร็วสุดคือ 6 สค.55 เลยอ่ะ แต่เราเปิดมันทุกเวลา รีเฟรชๆตลอดแต่ไม่มีเลย กลางวันแย่งชิงกันยากมากๆๆๆ ภาวนาสุดฤทธิ์ เลยลองเปิดดึกๆ ตีสองตีสามตีสี่ ไม่มีคนแย่ง มีคนยกเลิกคิวพอดี เราเปิดเจอ เลยได้มาพอดี  แนะนำ เปิดดึกๆ555 ...  แต่ถ้าไม่รีบ ก็จองไปเรื่อยๆ)


7.จอง วันสัมภาษณ์วีซ่า ที่ --->  https://thailand.us-visaservices.com/Forms/DetermineTCN.aspx   

กด Yes, I accept term and condition แล้วกด NEXT ---> แล้วไป  Create Login Information ใหม่


8.ตั้ง username , Password / ใส่หมายเลขพินที่ซื้อมา(เป็นเลข 13 หลัก) กด submit 


9.เข้าไปกดไปกดเลือก นัดวันสัมภาษณ์ จะขึ้นมาเป็นปฏิทิน แสดงวันว่าง คือ วันที่มีสีเขียว สะดวกวันไหนก็กดเลย

แนะนำเลย เปิดดูดึกๆ เจอวันใกล้ๆตลอด เฉยเลย ถือว่าไวมากกกกก และโชคดีมากกก กดจองโดยพลัน!!!


****  อีกนิดนึง ถ้าหาวันไม่ได้จริงๆ  ก็เอาวันที่ใกล้ที่สุดไว้ก่อนตอนนั้นก้ได้(ในกรณีอยากได้ไวไว) แล้วเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเจอใกล้กว่าเราก็ยกเลิกวันเดิม ไปเอาวันใหม่ได้ที่ใกล้กว่าได้  แต่!!!! เปลี่ยนได้ แค่ 2 ครั้ง คือ 1 pin มีโควต้าจองได้แค่ 3 ครั้ง

ถ้าเกิน ก้ คือ ซื้อพินใหม่ แล้วมาจองได้เหมือนเดิม


10.พอได้วันแล้ว ก็กดเลือก แล้วปริ้นใบคอนเฟิร์มออกมา  


11.ไปที่ไปรษณีย์ใหญ่เหมือนเดิม  บอกเค้าว่า มาจ่ายเงินค่าสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาค่ะ --  160$  โดยเค้าจะให้กรอกใบสีฟ้าๆ ใส่ชื่อด้วยตัวอังกฤษพิมใหญ่ให้ตรงกะพาสปอร์ต จ่ายเงิน 5120 บาท เสร็จแล้ว จะได้ใบเสร็จมา เอาใบนี้แหละไปยืนยันวันสัมภาษณ์ด้วยว่าจ่ายเงินแล้วห่ะ  อย่าให้หาย!!!  


12. เตรียมเอกสารทั้งหมดไปสัมภาษณ์วันจริง  ต้องไปก่อน 30 นาที ตามเวลานัด ...ที่สถานทูตอเมริกา ถ.วิทยุ  แต่ไปก่อนก็ได้ เค้าไม่เรียงตามเวลานัด มาก่อนเค้าก็ให้เข้าก่อน เอาแค่เวลานัดใกล้เคียงก็จบ..

การเดินทาง ลง BTS เพลินจิต ออกประตู 2 เดินตรงมาทาง รร.ปาร์คนายเลิศแล้วเลี้ยวซ้ายที่ 4 แยก ปาร์คนายเลิศ แล้วเดินตรงไปประมาณ 450 เมตร (เดินก็ได้ ไม่ไกลมาก เดินคุยกันแป๊บๆถึงละ) เลยสะพานลอยไปก็ถึงเลย เห็นง่ายๆเลย คือ คนต่อคิวยาวๆอยู่ข้างหน้า


*** ปล. ถ้าเลือกได้ เอาแนะนำคิวแรก คือ 7.00 น. จะดีค่ะ เพราะไม่ต้องรอนาน ไปรอ 6.00-6.30 เค้าจะเรียกคิวแรกๆเลย ตื่นเช้าหน่อย แต่ก็สบายไป  ถ้าไปหลังๆ เช่น 8.30 ไรงี้ มันจะเลท แล้วมันจะร้อน เพราะต้องยืนต่อแถวนอกสถานทูต เอาร่มไปด้วยก็ได้นะจ๊ะ


เอกสารที่ต้องใช้ขอวีซ่า 

• หนังสือเดินทางเล่มจริงที่มีทั้งหมด  อันล่าสุดเอาที่มีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน (หากมีเล่มเก่ากรุณานำมาแสดงด้วย)

• รูปสี ขนาด 2 X 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ พื้นหลังเป็นสีขาวเท่านั้นและเห็นสัดส่วนใบหน้าเกิน 50% ของรูปถ่าย เปิดหู!! 

• แบบฟอร์มวีซ่า DS 160 ที่ทำการกรอกข้อมูลแล้วปริ้นออกมา

• ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่าอเมริกา (สามารถซื้อได้ที่สำนักงานไปรษณีย์จังหวัดทุกแห่ง)

• สำเนาทะเบียนบ้าน

• สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ( สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาสูติบัตร )

• สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ยื่นคำร้อง ที่มีอายุบัญชีมากกว่า 6 เดือน (หากเล่มปัจจุบันมีอายุไม่ถึง 6 เดือน ต้องถ่ายสำเนาเล่มเก่าทั้งเล่มด้วย) หรือ ขอสเตตเม้นมาก็ได้ (ตอนเราไป เค้าไม่ดูเลย ไม่ขอด้วย แต่ต้องเตรียมไว้เผื่อๆนะ เพราะคนข้างหน้าเราเค้าขอดูสมุดบัญชีเล่มจริงด้วย)

• หลักฐานทางด้านการทำงาน (เอกสารที่ยื่นวีซ่าทุกอย่าง จะต้องออกไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันเดินทาง)

• ในกรณีที่ผู้ยื่นเป็นลูกจ้าง / ข้าราชการ ให้แสดงหนังสือรับรองการทำงานจากบริษัทหรือหน่วยงานที่สังกัดเป็นภาษาอังกฤษตัวจริง ( ให้ระบุตำแหน่ง, วันเริ่มทำงาน, อัตราเงินเดือน)

• ในกรณีที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว ให้แสดงหนังสือรับรองจดทะเบียนการค้า

• ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษา ให้แสดงหนังสือรับรองสถานภาพการเป็นนักศึกษา เป็นภาษาอังกฤษตัวจริง• สำเนาทะเบียนสมรส หรือกรณีหย่า ขอ สำเนาทะเบียนหย่า• สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ – นามสกุล (กรณีที่เคยมีการเปลี่ยนชื่อ หรือ นามสกุล)

• กรณีผู้อยู่ใต้อุปการะเลี้ยงดู เช่น แม่บ้านที่ไม่ได้ทำงาน ให้แสดงทะเบียนสมรส, หนังสือรับรองการทำงาน, สำเนาสมุดเงินฝาก, ทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชนของสามี

• กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ได้เดินทางพร้อมบิดาหรือมารดา ให้แสดงหนังสือรับรองการทำงาน, สำเนาสมุดเงินฝาก, ทะเบียนบ้าน, บัตรระจำตัวประชาชนของบิดา-มารดาเพิ่มเติม และหนังสือให้ความยินยอมบุตรเดินทางกับบุคคลอื่นได้ ออกโดยอำเภอหรือสำนักงานเขต ถ้าบิดาหรือมารดาถึงแก่กรรม ต้องมีสำเนามรณะบัตร• เบอร์โทรศัพท์ ที่บ้าน, ที่ทำงาน, สถานศึกษา, เบอร์มือถือ ( จำเป็นมาก )

• อาชีพที่มีใบประกอบ เค้าไม่ระบุแต่ก็ให้เอาไปด้วยก็จะดีมาก เพิ่มเครดิต

----------------------------- จบจ้า-----------------------------------

ต่อไป เป็นการเล่าประสบการณ์ ตอนเราไปขอคร่าวๆ ไม่ต้องอ่านก็ได้ สาระตามข้างบนก็ครบแล้วจ้า

เราได้คิว 28 มิย. 13.00 น. ไปถึงตอน 12.00 คิวไม่ยาวมาก (ถ้าแถวยาว คือ ต่อแถวไปถึงสะพานลอยอ่ะ) โชคดีไป แต่มี นักเรียนมาขอวีซ่าไป AFS เต็มเลย ยืนรอหน้าสถานทูต ร้อนนอ่ะ เที่ยงเลย รออยุ่ครึ่งชม. พอถึงคิวต้องผ่านด่านตรวจหลายชั้น ห้ามเอาอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้า ต้องฝากที่ยาม


• เข้าไปเจอด่านแรก ตรวจเชคเอกสารให้เรา เค้าแยกเอกสารใส่แฟ้มให้  

• ด่าน 2ไปยืนต่อคิวเชคเอกสารรอบ2 พิมลายนิ้วมือ 10นิ้ว สัมภาษณ์คร่าวๆ โดย จนท. คนไทย รับบัตรคิวไปนั่งรอเรียก สัมภาษณ์จาก จนท. สถานทูตอเมริกัน (อันนี้รอนาน ขึ้นกับจำนวน เรารอ 1-2 ชม. แน่ะ นั่งหลับ) นักการทูตอเมริกัน พูดไทยได้ทุกคน ไม่ต้องกลัวเรื่องภาษา ถ้าไปเที่ยวเค้าพูดไทยด้วย ถ้าไปเรียน เค้าซัดอังกฤษใส่มาก่อนเลย ทดสอบ


• พอถึงคิวเค้าเรียกทีละ 10 คน ก็ไปยืนรอ (จริงๆ เราแวบไปหากาแฟกินแก้ง่วง ร้านในสถานทูตอะแหละ ด้วยความที่นานมากกกกกกกก  กลับเข้ามาเลยคิวไปแล้ว ตกใจค่า ทำไงดี ไปถามๆเค้าที่ยืน เค้าบอกไปต่อเลยน้องแถวไหนก็ได้ แลดูชิวนะ .... เลยไปต่อแถวที่เค้าต่อๆกันอยู่ สุ่มๆเลือกช่อง 13) ตื่นเต้ลลลมากกกกก  เค้าเปิด 2 ช่องเอง สัมภาษณ์ทีละ 2 ช่องก็ต่อ 2 แถว ก็จะได้ยินที่เค้าสัมภาษณ์คนด้านหน้าเราทั้งหมด


แถวเรา ช่อง 13 คนสัมภาษณ์ชาวอเมริกัน พูดไทยได้ ผู้ชายใจดี คนเข้าไป เค้าทัก สวัสดีครับ ยิ้มให้ก่อนเลย ให้ผ่านหมดเท่าที่เห็น +++ ถ้าย้ายแถวได้(คิวหลังๆช่อง 12 ย้ายมาแถวเราด้วย)ให้หา นักการทูตที่ยิ้มแย้ม ดูใจดีก่อนเลยย มีสิทธิ์ผ่านมากกว่า!!!


แต่ !!!! การสัมภาษณ์แล้วแต่ดวงส่วนนึงด้วย เพราะช่องด้านข้างเรา ช่อง 12 จนท. อเมริกันชาย หนุ่ม หน้าตาดีนะ แต่ไม่ค่อยยิ้ม โหดมาก 3 คิวติดที่เข้าไปสัมภาษณ์ ไม่ผ่านสักคิว บางคนมาเป็นกลุ่ม 3 คน บางคนมาคนเดียว เค้าบอกไม่ผ่านนะครับ เพราะคุณทำให้ผมมั่นใจไม่ได้ว่าคุณเข้าไปทำอะไรกันแน่ในอเมริกา แล้วจะกลับออกมามั้ย ถ้าไม่ผ่าน เห็นง่ายๆคือเค้าคืนพาสปอร์ตกลับมาให้เลย ใครถือพาสปอร์ตออกมาจากช่อง คือ ไม่ผ่านนจ้า (ไม่ผ่านก็ยื่นขอใหม่ได้ แต่ต้องเป็นวันที่ห่างจากวันนัดครั้งแรก  3 เดือนก่อนนะ) ประมาณนี้


เราฟังได้ 3 กลุ่มก็ถึงคิวเรา เค้ายิ้มให้อย่างดี เค้าก็ถามๆ ไปทำอะไร กี่วัน เคยไปเมกามาก่อนแล้วนี่ ไปทำอะไรมา ทำงานอะไร  เคยไปประเทศไหนบ้าง ประมาณนี้ ถ้าไปที่ยว ถามไม่ยาก ไม่ต้องกลัวเลย ถามพื้นๆเลย ทำงานไหน ไปทำไม เที่ยวที่ไหน พักที่ไหน


  --- ตอนเราไปครั้งแรก วีซ่า J-1 ตอนเป็นนักศึกษา คือไปเที่ยว+ทำงานกะโครงการ work&Travel ตอนปี 2009 เค้าซัดอังกฤษใส่ตลอดๆ คงเพราะจะทดสอบภาษา  ----


ตอบเสร็จเค้าก็โอเค เราบอกขอพาสปอร์ตแบบนานๆได้มั้ย จะไปอีกหลายปี เค้าบอกไม่เป็นไร ให้ไป 10ปีคับ เราก็โอ้ววววววววววว สวรรค์แท้ ผ่านนนนน


เสร็จแล้วก็เดินออกมา ซื้อซองที่ไปรษณีย์ด้านนอกห้องสัมภาษณ์ 75 บาท รวมค่าส่ง EMS เสร็จแล้ว กลับบ้าน รอพาสปอร์ตส่งกลับมา จบบบบข่าววว......


อัพเดท ของเรา ติดเสาร์-อาทิตย์ พาสปอร์ต ส่งมาถึงวันที่ 2 กค.2555 จ้า ไวมากกกกกกก

ให้วีซ่าเราตั้งแต่ 29 มิย. 2555 เลย ทั้งที่ตอนขอ เราขอว่าไป 17 กันยายน 2555


ปล.หลายท่านที่เมลล์มาถามเรื่อง วีซ่าอื่นๆแบบวีซ่าคู่หมั้น วีซ่าแบบแต่งงาน วีซ่าเยี่ยมแฟน ประมาณนี้ คือ ดิชั้นต้องขออภัยล่วงหน้าเลยย คือออ แบบบ ยังมิได้แต่งงานเบยยย ไม่สามารถจริงๆ รู้แต่ว่าขั้นตอนมันซับซ้อนกว่า แบบวีซ่าคู่หมั้นเคยเข้าไปอ่านในเวบ ladyinter เค้าว่าดำเนินการหลายเดือนอยู่ เลยแนะนำให้โทรถามเจ้าหน้าที่ หรือไม่ ผู้ที่เคยมีประสบการณ์การขอจริงๆจะดีกว่าจ้า  ช่วยได้แต่เรื่องวีซ่าท่องเที่ยวธรรมดาจริงๆจ้า




Create Date : 02 กรกฎาคม 2555
Last Update : 15 กรกฎาคม 2559 10:39:20 น.
Counter : 262 Pageviews.

70 comment
[3] SinGaPore Day 1.2 {Chinatown-Marina-Merlion}


การเดินทางไป ไชน่าทาวน์ เดินทางได้ 2 แบบ
1.Mrt ไปลงที่ สถานีไชน่าทาวน์ ลงปุ๊บ โผล่ย่านนั้นเลย แถว people park cpmplex (people park complex center กับ people park center คนละห้างกันนะ อย่าสับสน แต่เดินถึงกัน 5 นาทีมั้ง )

2. ไปโดยรถเมล สาย 63 ลงป้าย people cplx --- เราลงป้ายนี้
หรือไปสายที่ผ่าน maxwell food center ก้ได้ คือ สาย 145 แต่ไม่ผ่านรร.เรานะ อิอิ อันนี้ไปลงหน้าวัดพระเขี้ยวแก้วเลย เผื่อคนที่พัก รร.อื่น จะไปนะ

เราไปไชน่าทาวน์ ก็ไปหาซื้อ ตั๋ว USS ราคาถูกก่อน
ที่ ห้าง people park center ชั้นที่ 3 ชื่อร้าน Sea wheel เป็นป้ายเขียวๆ
ร้านปิด 1 ทุ่มนะคะ เราไปเดินหลงๆ ชิวๆ ชมไชน่าทาวน์ไปพลางๆ
สักพักกว่าจะหาพิกัดเจอ เพราะตอนแรกไม่รู้พิกัดชัดเจน เลยไปเช่าอินเตอร์เนต หาข้อมูลในพันทิพเลย

ค่าเนต ครึ่งชม. 1.5 เหรียญ / ชม. ละ 2 เหรียญ

ทราบแล้ว รีบไป ร้านเกือบปิดพอดี พอจะจ่ายเงิน เค้าไม่รับบัตรอีก วิ่งลงไปแลกตัง ชั้น1 (rate : 4.10) แล้ววิ่งขึ้นมาจ่าย

ราคาตั๋ว USS วันธรรมดา ราคา 60 SGD ใช้ได้ทุกวันที่เป็นวันธรรมดา
ตั๋วหมดอายุ พค. 2554 แน่ะ ซื้อกลับมาฝากเพื่อนยังได้เลย

ราคา Song of the sea มี 2 รอบต่อวัน
รอบ 07.40 = 8 SGD , 08.40=7 SGD

เค้ามีหลายตั๋วมาก แต่ไม่ได้ถามราคามา รีบเกิน เดี๋ยวเอาเมลล์และเบอรติดต่อมาลงให้นะ หานามบัตรเค้าก่อน

ได้ตั๋วแล้วสบายจายยย ไปวัดพระเขี้ยวแก้วดีกว่า เดินๆงงๆ ไป pagoda st.
เป็นซอยๆนึงที่ขายของที่ระลึกและสินค้าต่างๆ ทั้งซอย คาดว่าราคาถูกสุดในสิงคโปร์ค่ะ อย่าได้ไปซื้อที่อื่นเชียว มีทุกอย่างที่นี่

เราซื้อพวงกุญแจ เค้าขายเป็นแผงนะคะ แผงนึง 6 ชิ้น
เจอร้านนึง แผงละ 2.5 SGD , 5 แผง 10 SGD เอาล่ะ ร้านนี้แหละ
สรุป ได้มา 30 ชิ้น 10 SGD
ไปเจอที่มุสตาพาแบบเดียวกันเป๊ะ ขายแยก ชิ้นละ 1.9 SGD มุสตาฟาไม่มีไรน่าซื้อเลย แพงมาก ยกเว้นช็อคโกแลต ที่มีเยอะ แต่ราคา ส่วนใหญ่ที่ไทยถูกกว่าถ้าเป็นตัวที่มีเหมือนในไทยนะ เช่น เฮอรชี่ คิทแคท โอรีโอ เฟอเรลลโล

เดินทะลุ Pagoda st. ไปออกต้นซอย ติดถนนใหญ่ เจอวัดแขก ที่เค้าชอบไปถ่ายรูปกัน จากนั้น เดินถัดไปอีก 2 ซอย ประมาณ 50 เมตร มั้ง ชื่อ sago st. เจอวัดพระเขี้ยวแก้วเลยย สวยงามมาก

แต่เราไปถึงช้าแล้ว เค้าปิด จึงได้ถ่ายแต่ด้านหน้า
ถ่ายรูปเสร็จ เดินไปกินข้าวมันไก่ที่ Maxwell food center เอาแรงกันก่้อน ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดเลย
จากนั้นค่อยหาทางไป ถ่ายรูปวิวกลางคืน ที่มารีน่าเบย์กันต่อ (จริงๆจะไปนั่ง sigapore flyer ด้วย แต่ดันมาช้าแล้ว และแอบเสียดายเงิน)

กินอิ่มแล้ว ออกเดินทางหาทางไปแถบมาริน่าเบย์ต่อ เดินไปยังป้ายรถเมล์ข้างๆ Maxwell
ตรงนั้นเป็นมีป้ายที่บอกแผนที่และเส้นทางมากที่สุด ละเอียดสุด ในทุกป้ายที่เราขึ้นมา มีรถเมล์ทุกสาย ทุกสี ผ่านตรงไหนยังไงบอกหมด ใครไปมาอย่าลืมถ่ายรูปไว้ เราถ่ายไว้ได้ไม่หมด แอบเสียดายอยู่เลย

จำได้ว่าสาย 195 ไปถึงหมด ทั้ง merlion, Singapore flyer ต้องหาทางต่อรถเองดูจากป้ายตรงนั้นเลย คือเราจำไม่ได้อ่ะ มันเดินๆแล้วหลงๆนิดหน่อยด้วย อิอิ

เอาเป็นว่าข้ามช๊อตว่าไปถึงแล้วละกาน เราไปลงป้ายรถเมลล์หน้ามาริน่า เบย์ แซนด์ จากนั้นเราเดินยาวเลยจ้า ไปจนถึง merlion เลย ไกลมาก แต่ได้วิวทุกมุมมสุดๆ

ไกลมากจริงๆ เหอะๆ ไปถึงป๊าบบบบ Merlion ปิดซ่อมจ้า แป่ว!!!

เอาเหอะ ถ่ายรูปจนเหนื่อย กลับดีกว่า หารถเมล์ สายที่ผ่านที่ โรงแรม ตามที่กล่าวใน Day1 ตอนที่1
แต่เราขึ้น MRT ไปลง aljunied แล้วออกมากินไอติม ประกบขนมปังเจ้าดัง 1 เหรียญ ตรงทางออก ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ พอดีดึกแล้ว แล้วก็เดินชิวๆ กลับโรงแรม เหนื่อยมากกก ขาลากกก
ระหว่างทาง พอเริ่มเลี้ยงขวา เข้า Geylang จะเจอหนุ่มๆ แก่ๆ เยอะหน่อย เที่ยวมอง (เพราะคนมันสวย เย้ยย) อาจจะเสียเซ้วได้ แต่อย่าไปใส่ใจ เพราะ เค้าไม่ทำอะไร คนพลุกพล่านมาก

ดีที่ว่า โรงแรมเรา lor20 อยู่ต้นสายเลย ไม่น่ากลัว ถ้าอยู่ลึกลงไป อาจจะน่ากลัวนะเราว่า
ระหว่างทางเจอ ขาย viagra kamargra แบกะดินขายกันเลย เหอะๆ

ถึงห้อง นอนเลยดีกว่า วันนั้นเหนื่อยมาก เตรียมตัวตื่นเช้าไป Sentosa ดีกว่าา
-----------------------------------------------

จบแล้ว Day 1 เฮ้อออ เหนื่อย...



Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 15 กรกฎาคม 2559 10:39:40 น.
Counter : 100 Pageviews.

5 comment
[2] SinGaPore Day 1.1 : รีวิว Hotel81Lucky-ChinaTown-MarinaBay


**เดี๋ยวมาเพิ่มรูปนะคะ
เริ่มเดินทาง จาก ภูเก็ต-สิงคโปร์ เที่ยวบิน FD3524 09.50-12.35
ออกจากป่าตอง โดยรถตู้ที่มีออกทุกชั่วโมง จาก ป่าตอง-สนามบิน เริ่มตั้งแต่ 07.00
ราคาคนละ 160.- ของ โรงแรม sunset

ออกเดินทาง 07.20 (เพราะต้องรวมเวลารับคนตามจุดต่างๆ) ถึงสนามบิน 08.05 น.
เชคอินมากจากบ้านแล้ว กะลังจะไปยื่นที่เค้าเตอร์เชคอินน(เพราะตอนเชคอินในเวบบอกว่าถ้าเดินทางต่างประเทศ ถึงทำเวบเชคอินแล้ว ก็ต้องไปยื่นที่เค้าเตอร์)

.... โอ้ววว มายยยก้อดดดด คนเยอะมากกกก
จะทันมั้ยยย กระนั้นเลย เดินหาลู่ทาง เจอ จนท.ข้างๆเครื่อง kiosk จึงทำเป็นเข้าไปถามว่าทำอย่างไรดี คนเยอะจัง จนท.จึงตัดบอร์ดดิ้งพาสที่ปริ้นมา แล้วบอกว่า เข้าไปที่ตม.ได้เลย (ตอนนั้น แถวตรวจที่ ตม.ยาวมากกกก เช่นกัน คาดว่าพอๆกะสุวรรณภูมิ)

... แต่ๆๆๆ... จนท. กำชับว่า น้องเดินชิดซ้ายเลยค่ะ ไม่ต้องไปสนใจแถวยาว ช่อง 1-2 ซ้ายสุด สำหรับคนไทยลัดเข้าไปได้เลย ที่นี่บ้านเรา เราต้องให้สิทธิคนของเรา เพราะต่างปท. ยังมีช่องให้คนประเทศเค้าเลย ซึ้งใจมาก อิอิ

เข้าไปปุ๊บ ไม่มี ใครต่อเลยที่ช่อง 1-2 กั้นเชือกไว้ไม่ให้เข้าด้วย ไปยืนเก้ๆกังๆซักพัก จนท ในเค้าเตอร์ 3-4 เชคอินต่างชาติอยู่ ตะโกนถามว่า คนไทยรึเปล่าคะ เราบอก - ใช่ค่ะ - เค้าว่า เดินลัดเข้ามาเลยค่ะ แล้ว จนท.อีกคนเดินมารับ พาำไปทำเรื่องในเค้าเตอร์ อย่ารวดเร็ว แป๊บเดียวเสร็จ ให้เรานั่งกินขนมด้วย ประทับใจ จนท. ที่ภูเก็ตมาก

แล้วเราลืมแลกเงินเข้ามา แบบรีบมาก ขออนุญาตเค้าออกไปแลกเงิน เค้าก้โอเค บอกฝากกระเป๋า(อันรกรุงรัง)ไว้ที่นี่ก็ได้น้อง อย่าลืมเอาบอร์ดดิ้งพาสออกไปนะ ใจดีอีก กลับมาก็เข้าเกต ขึ้นเครื่อง ไปสิงคโปร์กัน!!
--------------------------------------------
*** ทริก!! อย่าแลกบินที่สนามบินไทย *** แพงมั่ก ไปแลกที่สนามบินสิงคโปร์ เรตดีสุด!!เทียบมาแล้ว ณ วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2554
เรต สนามบินภูเก็ต 4.09 สนามบินสิงคโปร์ 4.33 Mustafa 4.20
People park center ย่านไชน่าทาวน์ 4.10
---------------------------------------------
@ SINGAPORE ปั๊บ ... ลง terminal เราต้องเดินไป terminal 2 เพื่อไป immigration ระยะ ทางยาวไกลมาก อย่าได้สงสัยว่าเดินเลยมาหรือยัง มันไกลมากจิงๆ ตรงมาเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เป็นเค้าเตอร์ information นั่นแหละ จะเจอบันไดเลื่อน มองลงไป เห็นคำว่า IMMIGRATION ขนาด สูง 2 เมตร (เวอร์นิดๆ แต่ใหญ่มากจริงๆ) นั่นคือ คุณมาถึงแล้ว --- เดินลงบันได้เลื่อนไป immigration แล้วเตรียมตัวออกสู่ สิงคโปร์ได้เลย

ผ่าน IMMIGRATION แล้ว วิธีเข้าเมือง หรือไป รร. ที่สิงคโปร์ มี หลายวิธี ได้แก่
1.shuttle bus -- คนละ 9 เหรียญ ไปส่งถึงโรงแรมเลย
2.TAXI แพงหน่อย 20-30 มั้ง
3.รถเมล์
4.MRT 2 s$ โดยประมาณ --- เราเลือกอันนี้เพราะอยากใช้ Ezy link

---- เราจึงเดินไปยัง MRT ในสนามบิน ชื่อ สถานี Changi Airport หาป้ายแล้วเดินตามเลย ไม่ยาก ไปถึง เติมบัตร Ezylink ก่อน ที่ตู้เติมเหรียญ คล้ายๆของไทยเลย (ใครไม่เคยใช้มีวิธีใช้ อธิบายละเอียด แปะอยู่ข้างตู้ อย่าได้กลัวว)
-- ขั้นต่ำเติม 10ดอล แต่เติม 10 ดอลเราว่าเหลือแล้วสำหรับ 3 วัน 2 คืน
แต่เราไม่ได้แลกแบงค์ย่อยมา มีแต่แบงค์ 50ดอล ไม่รู้มันจะทอนมั้ยย เอาชัวร์ ไปเติมที่เค้าเตอร์ที่มี จนท.ดีกว่า เติมมาแ้ล้วไปขึ้น MRT กัน!!

เมื่อมี MRT มาจอด เดินขึ้นไปเลยคันไหนก็ได้ อย่าได้แคร์ เราอยู่ต้นสายไม่มีผิดทาง อิอิ
และพอไปถึง สถานนี Tanah Merah ต้องลงทุกคน!! เพื่อเปลี่ยนสาย (โปรดดูเส้นทาง MRT ประกอบ)

เราจะไป Geylang (Hotel 81 Lucky อยุ่ Lor20) ต้องลงสถานี aljuniedการเดินทางนี้ ใช้ได้กับทุก รร. ที่อยู่ geylang lor 16-18-20 เพราะใกล้ๆกันนะ
ดู MRT ขึ้น ทางที่ไป Joo Koon แล้วขึ้นเลย รอลงที่ Aljunied เท่านั้น

เมื่อถึง MRT aljunied ลงปุ๊บ มีการไปโรงแรมได้ 2 วิธี
1.เดิน ผ่าน 2 แยกไฟแดง แล้วเลี้ยวขวา ไม่ไกลมาก เดินประมาณ 8 นาที
2.ขึ้นรถเมล์ ป้ายเดียวถึงเลย---เราเลือกอันนี้ ไม่เหนื่อย เก็บแรงไว้ไปตะลุยที่อื่น

การขึ้นรถเมล์ ---- เดินมาทางออกประตู B เจอป้ายรถเมล์ รอขึ้นสายไหนก็ได้ที่ผ่าน Lor18 ได้แก่ สาย 2,13,21,26,51,62,63,67,80,100,158, เพราะมีป้ายรถเมล์อยู่ที่ lor18 มีเซเว่นตรงป้ายเลย ซ้อของก่อนเข้าโรงแรมได้เลย (จำไว้ก็ดีนะ นั่งสายพวกนี้ ถึงโรงแรมแน่นอน)
...ที่ป้ายรถเมล์ สิงคโปร์ทุกๆป้าย มีเส้นทางที่รถผ่านโดยละเอียด แผนที่เดินทาง สายไหนผ่านตรงไหน สายไหนผ่านป้ายนี้บ้าง บอกหมด ขึ้นครั้งแรก ก็ไม่ต้องกลัว ง่ายมั่กๆ ไป รร.เรานะคะ ลงป้ายแรกเลย เราจะผ่าน 2 ไฟแดง โดยเลี้ยงขวาไฟแดงที่2 พอรถเริ่มเลี้ยวขวา กดกริ่งเตรียมลงเลย เจอป้ายเซเว่น อยุ่บนป้ายรถเมล์เลย

ลงปุ๊บ เดินเข้าซอยเลย ไม่ลึกเลย ถ้าพัก Lor20 ก็เดินย้อนลงมา เพราะรถไปจอด Lor18 ถ้า ไป Lor 16 ก็เดินขึ้นไปทางปั้มเชลล์ แต่ละซอยไม่ไกลเลย ห่างกัน30 เมตรมั้ง แล้วมุ่งตรงเข้า รร.เลย ซอยเรา มี รร. fragrance Ruby ถัดไปเป็น Hotel81Gold ติดกันเลย ตรงข้าม Gold เป็น 81Lucky ที่เราพัก เดิน 50 ก้าวมั้งจากต้นซอย ดูรูปๆ ติดกันจริงๆ
-----

เข้าโรงแรม มารีวิวโรงแรมกัน ขอบอก ประทับใจมาก Hotel81Lucky ไม่เก่าเลย เราว่าโอเคเลยนะ ด้วยราคาที่จองพันกว่าๆ ใช้คูปองลด เหลือ 900กว่าบาท ไปเชคอิน เจอ จนท. ที่พูดไทยได้ด้วย อิอิ ใจดีด้วย พูดคุยกันโอเคเลย

เราพัก ห้อง 307 นะ ห้องอื่นไม่รู้ อิอิ แต่ห้องเรา ใหม่ สะอาด เอี่ยม ห้องน้ำสะอาด ไม่มีคราบ ทิชชูม้วนใหญ่มาก น้ำแรงมาก ร้อน-เย็นดีมาก แอร์เย็นมาก ทีวีจอแบน มีไดร์เป่าผม DVD กาต้มน้ำ แก้ว 2 กาแฟ2 ผ้าเช็ดตัว 2 น้ำ 2 ทำความสะอาดทุกวัน เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวให้ทุกวัน แปรงสีฟัน หมวก สบู่เหลวกดไม่อั้น อแดปเตอร์ ขอได้ฟรีที่เชคอิน ห้องไม่แคบเท่าไหร่ เดินสบายๆ นั่งทานข้าวที่พื้น 2 คนได้สบาย ---- ประทับใจสุดๆ

มาถึงห้อง ก็ล้างหน้าล้างตา งีบสักพัก... หย่ายยย หย่ายย หลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นอีกที 16.00 ... รีบออกจากห้องไป ไชน่าทาวน์ด่วนน ผิดแผนนเลยย
ุ๊
การเดินทางไป ไชน่าทาวน์ เดินทางได้ 2 แบบ
1.Mrt ไปลงที่ สถานีไชน่าทาวน์ ลงปุ๊บ โผล่ย่านนั้นเลย แถว people park cpmplex (people park complex center กับ people park center คนละห้างกันนะ อย่าสับสน แต่เดินถึงกัน 5 นาทีมั้ง )

2. ไปโดยรถเมล สาย 63 ลงป้าย people park cplx
หรือไปสายที่ผ่าน maxwell food center ก้ได้ สาย 145 แต่ไม่ผ่านรร.เรานะ อิอิ อันนี้ไปลงหน้าวัดพระเขี้ยวแก้วเลย เผื่อคนที่พัก รร.อื่น จะไปนะ



Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 15 กรกฎาคม 2559 10:40:01 น.
Counter : 141 Pageviews.

6 comment
[1]ไปมาแล้ว SINGAPORE โปรแกรม 3วัน2คิน รับวาเลนไทน์


ไปมาแล้ว สิงคโปร์ หลังจากได้ฤกษ์งามยามดี จากโปรแอร์เอเชีย ที่จองไว้
ซึ่งตรงกะวาเลนไทน์พอดิบพอดี 14-16 กพ 2554 เดินทาง 3 วัน 2 คืน
หลังจากตามอ่านใน BP อยู่นานเกือบปี นึกภาพไม่ออกซะที ไปเองซะมั่งก็ดี ครั้งแรกในชีวี อิอิ

.... เกริ่นก่อน โปรแกรมนี้ เวลาน้อยนิด จึงไปยังที่ๆ คิดว่าสำคัญ ไม่เน้นช้อปปิ้ง เพราะดูแล้ว แพงกว่าบ้านเราเกือบทุกอย่าง ยกเว้นสินค้าบางยี่ห้อ ซึ่งไม่ใช่แนว เราจึงตัดออกไปจ้า
เราเน้นเที่ยวแบบจัดเต็ม แต่ขอราคาถุก 555

.... ที่เน้นๆ คือ อยากเขียนแนะนำเพื่อนๆที่ไม่เคยไป เรื่องการเดินทาง เป็นข้อๆอย่างง่ายเพื่อความสะดวก ตรงไหนผิดพลาด มาท้วงติงได้นะคะ เพราะเราไปหลงมาแล้ว 555+ จึงรู้ดี

มาเริ่มรีวิวกันเลย เผื่อเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ
สรุปโดยย่อ เดี๋ยวขยายทีหลัง โปรแกรมเที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน 2 คืน ของข้าพเจ้า มีดังนี้

Day 1 : ถึงสิงคโปร์ช่วงบ่าย เชคอินเข้าโรงแรม Hotel81Lucky
14.00 ไปย่าน China town --- กินข้าวมันไ่ก่ Maxwell Food center
ชมวัดพระเขี้ยวแก้ว, วัดแขก ซื้อของฝากที่ถูกที่สุดใน pagado St.
ไปแลดูย่านไชน่าทาวน์บ้านเค้า ไป people park center เพื่อซื้อตั๋ว USS,
song of the sea ราคาถูก สำหรับพรุ่งนี้ (จึงมาย่านนี้ก่อนไง อิอิ)

จากนั้น ค่ำๆ ไปแถว Merlion , marina aBay Sand , Espanade
Singapore Flyer (ขอย่อว่า SF)ไปถ่ายรูป
ส่วนตัวคิดว่ากลางคืนสวยกว่า ไม่ร้อนด้วย --- กลับโรงแรม 23.00

Day 2 : ตื่นแต่เช้า เดินชมเมือง ไปถ่ายรูปกับ sir.stampford -- อันนี้เราตื่นสาย จึง
ไม่ได้ไป ไม่มีข้อมูลเลย เหอๆ
10.00 ไป Sentosa --- เที่ยว USS
17.00 ไป กินข้าว + Casino ที่ resort world sentosa
18.00 ไปถ่ายรูปกับ merlion ตัวพ่อ, image of singapore
ไปเล่น Luge-Skyride** แนะำนำๆ
19.20 ไปดู song of the sea รอบ 19.40
(Song of the sea มี 2 รอบ คือ 19.40 , 20.40 ใครดูรอบหลัง ก็มี
เวลาเที่ยวอย่างอื่นบนเกาะได้อีกจ้า)
20.30 กลับออกมา vivo city เดินดูของสักหน่อย แพงง่ะ ไม่ได้ซื้ออะไร
21.00 ไป Mustafa โดย MRT ลงป้าย farrer park

Day 3 : เรากลับรอบ 13.05 จึง check out เลย
08.00 ไปลง Mrt esplanade เพื่อไปถ่ายรูปแถว Suntec,
ไปรับพลังหน่อย ที่ fountain of wealth ไป
ชมน้ำพุ แล้วเดินเล่นแถวนั้น แล้วค่อยไปสนามบิน โดยรถเมล์สาย 36

ขอเพิ่ม Check list สำหรับเพื่อนๆ เผื่อใครยังไม่มี
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปสิงคโปร์
-Passport
-Ezylink
-print Booking เที่ยวบิน ไปกลับ
-print Booking รร.ที่พัก ... เอาไว้โชว์ ตม.
-print แผนการเดินทาง
-สร้อยพระ เครื่องราง ของขลัง
-แว่นกันแดด หมวก ผ้าพันคอ
-เสื้อฝน ร่ม **
-เครื่องสำอางค์
-คอนแทค + น้ำยา
-ครีมกันแดด ลิปมัน
-มือถือ + ที่ชาร์จ
-กล้อง + mem + ที่ชาร์จ
-เสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้า กระเป่าเล็ก
-ยาที่จำเป้น เช่น แก้เมาเครื่อง ยาท้องเสีย พารา แก้แพ้อากาศ
-กระเป๋าเงิน แลกเงิน ATM credir card
-ยาดม ยาลม ยาหม่อง
-ครีม หรือพลาสเตอร์แก้ปวดเมื่อย **
-ปากกา** ใช้กรอกเอกสาร 2 รอบ
-สมุดจด เครื่องคิดเลขเล็กๆ
-ทิชชู



Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 15 กรกฎาคม 2559 10:40:25 น.
Counter : 152 Pageviews.

6 comment
1  2  

K-sAnDiiz
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]