Group Blog
 
All blogs
 

8 เทคนิคชะลอความเหี่ยว ฉบับชาวบ้าน



เคล็ดลับ เกร็ดความรู้ เทคนิคชะลอความเหี่ยว ผิวเหี่ยว ชะลอความเหี่ยว ด้วย 8 เทคนิคชะลอความเหี่ยวฉบับชาวบ้าน จากมืออาชีพตัวจริง เทคนิคดีๆอย่างนี้ ไม่รู้ไม่ได้แล้ว!!

เราหยุดแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ได้แต่สามารถชะลอความเสื่อมของผิวให้ช้าลงได้ ด้วย 8 เทคนิคชะลอความเหี่ยวฉบับชาวบ้าน จากมืออาชีพตัวจริง พญ.ฐานิสร ธรรมลิขิตกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่ได้รับรางวัลประกาศนียบัตร “Leadership of Utilization” มาหมาดๆจากสหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเทอร์มาจในเมืองไทย

1) เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ จำพวกโปรตีนจากปลา, ผัก และผลไม้

2) หลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาล รวมถึงอาหารทอด, ปิ้ง และย่าง ควรเปลี่ยนมาทานอาหารนึ่งและต้มแทน

3) ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

4) หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความกระชับแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและผิวพรรณ

5) พักผ่อนอย่างเพียงพอ ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม และนอนในที่มืดสนิท จะช่วยให้ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและผิวพรรณทำงานดีขึ้น

6) หลีกเลี่ยงมลภาวะที่ทำให้ผิวเสื่อมเร็ว เช่น บุหรี่, ความเครียด, รังสีจากคอมพิวเตอร์

7) ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน เพราะแสงแดดคือตัวการร้ายทำลายผิว

8) ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ อย่าปล่อยให้น้ำหนักขึ้นลงเร็วเกินไป จะทำให้ผิวหย่อนคล้อยง่าย





 

Create Date : 24 ตุลาคม 2550    
Last Update : 24 ตุลาคม 2550 4:20:17 น.
Counter : 181 Pageviews.  

วิธีแก้ปวดเมื่อยจากรองเท้าส้นสูง



เกร็ดความรู้ วิธี แก้ปวด เมื่อย สำหรับ สาวๆ ที่ใส่ รองเท้าส้นสูง วันนี้จะมานำเสนอ วิธี แก้ อาการ ปวดเมื่อย เท้า ที่มาจากการสวมใส่ รองเท้าส้นสูง สำหรับ สาวๆ ทั้งหลาย รวมถึง วิธีการ ดูแลรักษา เท้า

ใครที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงอยู่เป็นประจำ ต้องเคยปวดเมื่อยเมื่อใส่รองเท้าส้นสูงแน่ ๆ วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้มาบอกกัน...

วิธี คือ เมื่อเลือกรองเท้าใส่ครั้งแรก จะต้องรู้สึกสบายเท้า ควรออกกำลังเท้าข้อเท้า และส่วนอื่น ๆ ของเท้าอย่างสม่ำเสมอ ควรเพิ่มการดูแลรักษาเท้า เพราะเท้าเป็นส่วนของการรับน้ำหนักของร่างกาย ทั้งเดินและวิ่ง ควรถูนวดเท้า ใช้แปรงชุบสบู่ขัดเท้า ให้มองดูเล็บสะอาด และควรตัดแต่งเล็บเท้าทุกสัปดาห์

อย่าลืมเลือกรองเท้าที่สวมใส่สบาย จะไม่ได้เมื่อยเท้าเวลาสวมใส่...






 

Create Date : 24 ตุลาคม 2550    
Last Update : 24 ตุลาคม 2550 4:13:37 น.
Counter : 657 Pageviews.  

เด็กนอนหลับไม่พอ โรคอ้วนถามหา

เด็กนอนหลับไม่พอ โรคอ้วนถามหา



การเผาผลาญอาหาร - ตอบสนองต่ออินซูลินผิดปกติ

นักวิจัยเตือนเด็กที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนมากกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร รวมถึงฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตอย่างเป็นปกติได้มากพอ

โรคอ้วน,นอนหลับ,ฮอร์โมน,เผาผลาญอาหาร,อินซูลิน,สุขภาพ,เด็ก,วิจัย

ผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียศึกษาเด็กเล็กที่มีปัญหาในการนอนหลับ และพบว่าเด็กเหล่านี้มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กที่นอนหลับเป็นปกติถึงเกือบสองเท่า

ดร.อับดุลเลาะห์ อัล มามัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ในบริสเบน ทำการศึกษาเด็ก 2,500 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 21 ปี การวิเคราะห์พบว่า เด็กที่นอนหลับไม่เพียงพอมีปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอ้วนในช่วงเริ่มต้นวัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะมีรูปแบบการใช้ชีวิตหรือกินอาหารอย่างไรก็ตามมีเพียง 13% ของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ค่อยมีพฤติกรรมการนอนหลับไม่เป็นปกติเมื่ออายุ 2-4 ขวบที่เป็นโรคอ้วน แต่ตัวเลขนี้เพิ่มเป็น 23% ในหมู่เด็กที่มีปัญหาการนอนหลับเป็นประจำ

จากการวิจัยของดร.อัล มามัน ระบุว่า การขาดการพักผ่อนอย่างเพียงพอหมายความว่า ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สกัดกั้นความอยากอาหารได้น้อยลง แต่ผลิตเกรลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความอยากอาหารมากขึ้น

นอกจากนั้น การนอนหลับไม่เพียงพอยังเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการเผาผลาญอาหาร และทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออินซูลินผิดปกติ ทั้งนี้อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับอัตราความเร็วในการดูดซับไขมันของร่างกาย

ดร.อัล มามันอธิบายไว้ในอเมริกัน เจอร์นัล ออฟ เอพิเดมิโอโลจีว่า อาจมีความเป็นไปได้ 3 ข้อที่ทำให้เด็กที่นอนไม่ค่อยหลับกลายเป็นคนอ้วนเมื่อโตขึ้น ข้อแรกคือ เด็กที่นอนน้อยทำให้มีเวลากินมากขึ้น ข้อสอง การนอนน้อยทำให้อ่อนเพลียและไม่ค่อยอยากทำอะไรในตอนกลางวัน หมายถึงมีการใช้พลังงานน้อยกว่าที่รับเข้าไป ซึ่งในทางกลับกัน การทำกิจกรรมน้อยอาจทำให้คุณภาพและระยะเวลาในการนอนหลับลดลง

สุดท้ายคือ การนอนหลับไม่เพียงพอนอกจากจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนควบคุมความอยากอาหารลดลงแล้ว การผลิตฮอร์โมนโซมาโทโตรฟินยังลดลง โดยฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นปกติ และย่อยสลายไขมัน

ทีมนักวิจัยเชื่อว่า หากการวิจัยเพิ่มเติมยืนยันผลการศึกษานี้ อาจหมายถึงทางเลือกใหม่ในการบำบัดโรคอ้วนที่กำลังระบาดทั่วโลกด้วยการจัดการกับปัญหาการนอนหลับผิดปกติของเด็กเล็ก

อนึ่ง การวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า ชายและหญิงที่นอนหลับไม่เกินคืนละ 5 ชั่วโมง มีแนวโน้มอ้วนกว่าคนที่นอนหลับ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ
ี่มา

ข้อมูลจาก : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภาพประกอบ : //www.thaihealth.or.th




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2550    
Last Update : 6 ตุลาคม 2550 5:41:16 น.
Counter : 259 Pageviews.  

ออกกำลังกายลดเศร้า บรรเทาเครียด

ออกกำลังกายลดเศร้า บรรเทาเครียด



เป็นยาขนานเอก คลายความเฉื่อย เสริมความเชื่อมั่นได้ดีเยี่ยม

คนที่มีอาการซึมเศร้าเมื่อไปพบแพทย์ นอกเหนือจากการได้รับยาคลายเศร้าแล้ว ยังมักจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วย ดร. Kristin Vickers-Douglas นักจิตวิทยาแห่งเมโยคลินิก สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยในเรื่องอารมณ์ และลดอาการซึมเศร้าได้จริง แม้ว่าการออกกำลังกายจะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่การเพิ่มการขยับกายยืดเส้นยืดสายร่างกายนั้นเป็นผลดีและช่วยให้จัดการกับอารมณ์เศร้าได้ดีขึ้น

ออกกำลังกาย,สุขภาพ,ความเครียด,ซึมเศร้า,อารมณ์,ความเชื่อมั่น,กล้ามเนื้อ
เราสอนกันมานานแล้วว่า การออกกำลังกายเป็นแนวทางหนึ่งที่จะคงไว้ซึ่งร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ความอ้วนและโรคอื่นๆ อีกสารพัด และนับวัน ผลการวิจัยยิ่งชี้ชัดว่า การออกกำลังกายช่วยลดอาการทางจิตได้หลายอาการ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือซึมเศร้า ทั้งยังป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ด้วย

การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการออกแรงอย่างหนัก เหงื่อตกมากๆ การออกกำลังกายที่ให้ผลทางสุขภาพจิตนั้นแม้เพียงแค่เดินปกติสัก 10 นาทีก็ได้ผลแล้ว เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังจะลดน้ำหนักสัก 1 -2 กิโลกรัมที่ต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลๆ วิ่งเร็วๆ ให้เหงื่อแตกพรั่กๆ ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกายทางจิตวิทยานั้น หมายถึงการทำร่างกายให้แอคทีฟขึ้น เพื่อลดอารมณ์ทางด้านลบ และเพิ่มอารมณ์ด้านบวกให้มากขึ้น และยิ่งมีการวางแผนให้เหมาะสมก็จะยิ่งได้ผลมากยิ่งขึ้นด้วย

แม้ว่ากลไกที่การออกกำลังกายส่งผลลดอาการเศร้า เครียด กดดัน เหนื่อยล้าจิตใจ หงุดหงิดโมโห หรือแม้แต่สิ้นหวังนั้นยังไม่มีใครทราบแน่ชัดก็จริง แต่ในทางสรีรวิทยา การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับของสารเคมีในสมอง หรือสารสื่อประสาทที่ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น อย่างเช่น เอนดอร์ฟิน (endorphins) ช่วยคลายกล้ามเนื้อ หลับลึกขึ้น ลดฮอร์โมนความเครียด และมีผลให้จิตใจสงบขึ้น เป็นประโยชน์ในทางสุขภาพจิตเป็นอย่างสูง

นอกจากนี้การออกกำลังกายยังเป็นการเพิ่มความสำเร็จและความเชื่อมั่นในตนเอง เพิ่ม
ความรู้สึกว่าเราทำอะไรได้สำเร็จและเมื่อต่อเนื่องนานๆ เข้าก็จะผันเป็นเพิ่มความเชื่อมันในตนเอง ดอกเตอร์คริสติน บอกว่า ความรู้สึกเชื่อมั่น มั่นใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองสำเร็จเป็นพลังด้านบวกที่จะโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกอื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามมา

เขายังอธิบายต่อไปว่า เวลาที่คนเราซึมเศร้า เรามักจะคิดว่า เราไม่มีแรงหรือพลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง หรือรับผิดชอบอะไรต่อมิอะไร คนที่ซึมเศร้าจะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกขาดประสิทธิภาพ จึงทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการได้ออกกำลังกายจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสัมผัสความสำเร็จเล็กๆ ขั้นต้นได้อีกครั้งหนึ่งอันเป็นก้าวแรกของก้าวต่อๆ ไป

หันเหความสนใจไปในทางบวก เมื่อเวลาที่เราเศร้าหรือเครียด เรามักสนใจหมกมุ่นกับตัวเอง กับอาการและผลของอาการ วนเวียนอยู่อย่างนั้น สิ่งนี้จะผลาญเวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ นอกจากนั้นมันยังลดประสิทธิภาพในการขบคิดแก้ปัญหา ทำให้วงจรร้ายอันนี้ดำดิ่งยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกาย ทำให้เราหันเหความสนใจออกไปเรื่องอื่น ละความคิดในแง่ลบลง โฟกัสกับสิ่งหรือคนอื่นๆ บ้าง ยิ่งไปกว่านั้น การไปออกกำลังกายจะได้พบเห็นสิ่งต่างๆ พบผู้คน หรือการเปิดเพลงไปพร้อมๆ กัน การออกกำลังกายจึงช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

ในระหว่างการออกกำลังกายนั้น ร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงของการหายใจ เหงื่อออก ชีพจรเร็วขึ้น อาการเหล่านี้คล้ายกับอาการที่เกิดเมื่อเวลาเราเครียด แต่อาการที่เกิดขณะออกกำลังกายเหล่านี้เกิดขึ้นคู่กับความรู้สึกดีๆ ทางจิตใจของการได้ออกกำลังกาย ดังนั้นโดยอัตโนมัติจิตใจของเราก็จะจับคู่อาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจเร็วหรือขัด ไปในทางบวก ต่อต้านกับความรู้สึกเดิมๆ ทำให้เรามองหรือเห็นอาการทำนองนี้ไปในด้านบวกมากขึ้น ลดหรือเลิกกลัวกับอาการเหล่านี้ จากเดิมที่เคยคิดว่ามันเป็นความเครียด กลายเป็นเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่กลัวมันอีก

การออกกำลังกายเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ได้พบปะผู้คน ยิ่งเป็นผู้คนที่ชอบออกกำลังกาย ซึ่งคนเหล่านี้อารมณ์แจ่มใสอยู่แล้ว รอยยิ้ม คำพูด เสียงหรือสิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนเสริมอารมณ์ให้แจ่มใสได้ง่ายขึ้น

ทักษะการคิดในทางบวก การทำอะไรในทางบวกที่จะจัดความเครียด ความเศร้า เป็นประสบการณ์ด้านบวก เป็นการเรียนรู้ว่าวิธีจัดการกับอาการเหล่านั้นทำได้ และสำเร็จด้วย เพราะแทนที่จะนั่งรอให้ความเครียดความเศร้ามันหายไปเอง การได้ช่วยตัวเองด้วยการออกกำลังกายจึงทักษะหรือประสบการณ์ในด้านบวกให้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

แน่นอนที่สุดการลุกขึ้นมาออกกำลังกายสำหรับคนที่ไม่เคยทำ ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็น
ความฝืดที่ยิ่งใหญ่แบบหนึ่ง แต่สามารถลดความฝืดเหล่านั้นลงได้ โดยหาวิธีออกกำลังกายแบบที่เราสนุก ไม่ว่าจะเป็นชนิดของการออกกำลังกาย เวลาที่สะดวก สถานที่รู้สึกดีๆ กับคนที่ชอบ ฯลฯ จะช่วยให้การออกกำลังกายสนุกขึ้นได้ ตั้งเป้าแบบในการออกกำลังกาย ก็ไม่ควรตั้งไว้สูงเกินไป ควรค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ ทำ อาจแค่วันละ 5 นาทีแล้วเพิ่มขึ้นภายหลังก็ได้ จะได้สำเร็จได้ง่ายขึ้น

การออกกำลังกาย ถือเป็นยาชนิดหนึ่งที่จะช่วยรักษาหลายโรค อีกทั้งยังลดความเฉื่อย เพิ่มความเชื่อมั่นและเสริมการมองโลกในแง่บวกได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ฉะนั้นอย่ารอช้า...มาออกกำลังกายกันเสียแต่วันนี้ดีกว่า



เรื่องและภาพประกอบ : Team Content //www.thaihealth.or.th

เอื้อเฟื้อข้อมูล : ผศ.ดร.นพ.ประกอบ ผู้วิบูลย์สุข




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2550    
Last Update : 6 ตุลาคม 2550 5:36:39 น.
Counter : 142 Pageviews.  

เผยศึกษาเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาและบำบัดทั่วๆ ไป

เผยศึกษาเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาและบำบัดทั่วๆ ไป



สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานวานนี้ว่าการวิจัยจากประเทศเยอรมันล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการรักษาด้วยการฝังเข็มแบบจีนช่วยลดอาการปวดหลังช่วงล่างได้ดีกว่าการรักษาแบบใช้ยาและบำบัดด้วยการออกกำลังกายที่ใช้กันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป

ฝังเข็ม,เข็ม,หน้า,ยกกระชับ,ลดน้ำหนัก,แพทย์แผนไทย,สุขภาพ,ผิวหน้า,ผิว,การฝังเข็ม,ผิวพรรณ,
เปล่งปลั่งทั้งนี้เป็นการศึกษาในประชากรกลุ่มตัวอย่างในวัยผู้ใหญ่จำนวน 1,162 คนที่มีอาการปวดหลังช่วงหลังชนิดเรื้อรัง และผลการวิจัยระบุว่า 48 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยการฝังเข็มที่ใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 20 นาทีต่อครั้งนี้รู้สึกปวดหลังน้อยลงอย่างน้อยที่สุด 1 ใน 3 ส่วนเทียบกับอาการปวดแต่เดิม และสามารถใช้หลังได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย ซึ่งผลเหล่านี้เป็นผลที่คงอยู่นาน ๆ ไม่ใช่เพียงชั่วคราว

ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการรักษาด้วยยาและบำบัดด้วยการให้ออกกำลังกายจำนวนเพียงแค่ 27 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองที่ระบุว่ารู้สึกทุเลาจากอาการปวดหลังหลังจากที่ได้รับการบำบัดรักษาด้วยวิธีปรกตินี้


สำหรับการรักษาด้วยการฝังเข็มแบบจีนนั้นจะใช้เข็มจำนวน 14 ถึง 20 อันสอดเข้าไปลึกประมาณนิ้วครึ่ง (ประมาณ 4 ซม.) ณ “จุดกึ่งกลาง” ต่าง ๆ และจุดอื่น ๆ ที่ทำให้คนไข้รู้สึกชา ๆ ซึ่งเรียกว่า ชี๋ ในขณะที่กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มยาหลอกพวกเขาได้รับการรักษาด้วยฝังเข็มแบบหลอก ๆ ซึ่งเป็นการฝังเข็มแบบสุ่ม ๆ จุดไปและฝังไม่ลึกเท่าไหร่แต่ฝังในบริเวณใกล้ ๆ ตำแหน่งที่ปวด และเลี่ยงการฝังในตำแหน่งจุดกึ่งกลางเหมือนเช่นในการฝังเข็มจริง ผลปรากฏว่าคนไข้จำนวนมากถึง 44 เปอร์เซ็นต์ระบุว่ารู้สึกทุเลาจากอาการปวดหลังด้วยเช่นกันซึ่งเป็นเปอร์เซ็นที่มากกว่า กลุ่มที่ได้รับการรักษาจริงด้วยยาเสียอีก

“ผลที่พบว่าออกมาดีกว่าในการฝังเข็มทั้ง 2 รูปแบบแสดงให้เห็นว่ากลไกที่เป็นปัญหาซึ่งซ่อนอยู่และอาจจะเป็นตัวก่อให้เกิดอาการปวดก็คือ การส่งผ่านสัญญาณความเจ็บปวดหรือการสร้างสัญญาณความเจ็บปวดที่ระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีความแรงกว่าปฏิกิริยาของการรักษาด้วยยาและการบำบัดด้วยการออกกำลังกายเสียอีก” นพ.ไมเคิล ฮาค จากมหาวิทยาลัยแห่งเรเกนส์เบอร์ก ในประเทศเยอรมันนีซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยนี้กล่าว

นักวิจัยหวังว่าผลจากการรักษาด้วยการฝังเข็มไม่ว่าจะเป็นผลจริงหรือผลหลอกจะมีประโยชน์ต่อการรักษาอาการปวดเพราะช่วยทำให้คนไข้รู้สึกว่าการรักษาได้ผลและพวกเขารู้สึกปวดน้อยลงเพราะในการวิจัยนั้นคนไข้ไม่ทราบเลยว่าตัวเองได้รับการรักษาด้วยการฝังเข็มจริงหรือฝังเข็มหลอกกันแน่

“กลไกที่ซ่อนอยู่ก็คือกลไกที่เรียกว่า สุดยอดผลยาหลอก หรือ ซุปเปอร์พลาซีโบ” นพ.ฮาค กล่าว

เขากล่าวอีกด้วยว่า สำหรับการรักษาด้วยการฝังเข็มนั้นพบว่าทำให้เกิดกลไกบางอย่างที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นกลไกอะไรแต่พบว่าช่วยทำให้ความรู้สึกปวดทุเลาลงได้ไม่ว่าจะเป็นการฝังที่ตำแหน่งใดของร่างกายก็ตามซึ่งอาจจะเป็นผลร่วมกันระหว่างผลทางกายและผลทางใจก็เป็นได้

ที่มา

ข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภาพประกอบ : //www.thaihealth.or.th






 

Create Date : 06 ตุลาคม 2550    
Last Update : 6 ตุลาคม 2550 5:31:59 น.
Counter : 413 Pageviews.  

1  2  

hugpui
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




How Can U Love Someone, If U Don't Love Youself?


< เพื่อนที่กำลังชมบล๊อก จำนวนผู้แวะชม
Aerosmith
Friends' blogs
[Add hugpui's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.