Group Blog
 
All Blogs
 

ว่าด้วยเรื่องของน้ำลาย....เห็นของเปรี้ยว ๆ แล้วทำไมน้ำลายสอ

เมื่อวานนี้ ระหว่างที่นอนไม่หลับ ก็เลยเปิดทีวีไว้ แล้วก็ตั้งเวลาปิดอัตโนมัติ
กะว่าจะดูไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหลับ

เจอรายการทีวีน่าสนใจ ได้สาระความรู้ดี ก็เลยต้องตั้งใจฟัง กลายเป็นว่านอนหลับช้าออกไปอีก

เป็นรายการที่ให้ดาราตลกออกไปสรรหาความรู้ในแขนงวิชาต่าง ๆ มานำเสนอ

แล้วให้ท่านผู้ชมในห้องส่งตัดสินว่าเรื่องไหนน่าสนใจมากกว่ากัน

เมื่อวานนี้ (16 พ.ค. 08) เป็นเรื่องของน้ำลาย

เวลาเจอของเปรี้ยว ๆ ทำไมน้ำลายสอ

มีการทดสอบโดยตัวของดาราตลกเอง เอาสำลีชุบน้ำลายเวลาปกติ แล้วเอามาชั่งน้ำหนักดู
จากนั้นก็เอาสำลีชิ้นใหม่เข้าไปไว้ไต้ลิ้น จากนั้นก็หยิบชิ้นมะนาวเข้าปาก เวลาผ่านไป 1 นาที
เอาสำลีออกมาชั่ง รวมน้ำหนักของน้ำลายแล้วปรากฎว่า น้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเวลาปกติถึง 5 เท่า

คำถามก็คือ ทำไมน้ำลายถึงหลั่งออกมาจากต่อมน้ำลายมากกว่าปกติเวลาเจอของเปรี้ยว หรือทานเปรี้ยว

กรรมวิธีการพิสูจน์ ทำดังนี้

แรกเริ่มเตรียมน้ำมะนาวไว้ 10 ซีซี แล้วให้หนึ่งในสมาชิกดาราตลกเค้นน้ำลายออกมาให้ได้ประมาณ 10 ซีซี เช่นเดียวกัน
วัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำมะนาวจะได้ที่ประมาณ 3.5 ถือว่าเป็นกรดอย่างมาก หลังจากนั้นก็เติมน้ำลายอีก 10 ซีซีลงไป
วัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างอีกครั้ง ผลออกมาน่าประหลาดใจ ได้ค่าความเป็นกรด-ด่าง 7.0 พอดี
นั่นแสดงว่า การหลั่งน้ำลายออกมาเมื่อทานของเปรี้ยวนั้น เป็นการปรับค่าความเป็นกรด-ด่างภายในช่องปากนั่นเอง
ขณะเดียวกัน น้ำมะนาว 10 ซีซี หากใช้น้ำกลั่นเติ่มลงไปเรื่อย ๆ จะต้องใช้ปริมาณเท่าไรถึงจะทำให้ค่าความเป็นกรด-ด่าง
เท่ากับน้ำลาย 10 ซีซี หรือออกมาได้ 7 เหมือนกัน

ผลก็คือต้องใช้น้ำมาถึง 5 ลิตร หรือ 5000 ซีซี จึงจะปรับค่ากรด-ด่างได้เท่ากับน้ำลาย 10 ซีซี

คำถามต่อไปคือ มูลเหตุที่น้ำลายหลั่งออกมาเพื่อปรับค่ากรด-ด่างนั้นมีไว้เพื่ออะไร

คำตอบก็คือ ป้องกันกรดที่มีรสเปรี้ยวทั้งหลายที่ทานเข้าไปนั้นไปทำลายฟันที่อยู่ในช่องปากนั่นเอง
โดยทางรายการได้ทำการทดลองต่อ คือ นำเอาฟัน(ของใครไม่รู้) มาลองแช่ในน้ำมะนาว 10 ซีซีนั้น
แช่ไว้อยู่อย่างนั้นเป็นเวลา 3 วัน ผลคือฟันซี่นั้นมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดมาก
ท่านที่ชอบท่านเปรี้ยว ก็ลองสังเกตุดูว่าตัวเองอาจจะมีอาการฟันกร่อน หรือฟันผุได้ อาการเสียวฟันก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

มีอีกคำถามคือ ทำไมเวลาทานเปรี้ยว แทบทุกคนต้องทำหน้าตาแบบตาหยี ตาหวานซะแบบนั้น

คำตอบก็คือ เป็นเพราะการทำงานของกล้ามเนื้อบางส่วนที่อยู่บริเวณโดยรอบต่อมน้ำลาย ซึ่งมีการหดตัวเพื่อบีบรัด
ให้น้ำลายหลั่งออกมา

สรุปจากทั้งหมดทั้งมวล ก็คือ เวลาทานเปรี้ยวแล้ว สาเหตุที่น้ำลายหลั่งออกมาอย่างมากมายนั้นก็เพื่อป้องกันกรดไปกัดกร่อน
ฟันที่อยู่ในช่องปากนั่นเอง

....................................
ขอบคุณที่แวะมาอ่าน





Free TextEditor




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2551 12:58:54 น.
Counter : 1595 Pageviews.  

ย้อนรอย......จากจุดเริ่มต้นของการเดินทาง

นับย้อนหลังไปตั้งแต่รู้ผลสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ เป็นการพลิกผันชีวิตในขั้นต้นที่คนเรานอกจากความพยายามแล้วยังต้องมีโชคชะตาเข้ามาเกี่ยวข้องแม้เพียงน้อยนิด แต่หากความน้อยนิดนั้นสามารถมีอิทธิพลให้ชีวิตต้องผกผันไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมากมายจนทุกวันนี้



หลังจากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จุดผกผันที่ทำให้ผลักดันตัวเองอยู่ตลอดเวลาคือมีความสำนึกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่ใช่คนหัวดี แต่มีข้อดีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ ถ้าเข้าใจแล้วจะจำเนื้อหาบทเรียนได้ และจำได้ติดตาไม่เคยลืม เป็นมาแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถที่ผลักดันให้ตัวเองออกมาเดินอยู่แถวหน้าในกลุ่มเพื่อน ๆ ที่เรียนดีได้ จึงต้องผันตัวเองไปทำกิจกรรมทั้งชมรมของมหาวิทยาลัย หรือชุมนุมต่าง ๆ ภายในคณะ

รุ่นพี่มาชักชวน โดยมีกิจกรรมเป็นตัวชูโรง.....หนึ่งในนั้นคือ ชุมนุมวิเทศสัมพันธ์ ภายใต้การกำกับของศูนย์ประสานงานนักศึกษาเกษตรศาสตร์นานาชาติแห่งประเทศไทย ที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนนักศึกษาสาขาเกษตรศาสตร์จากประเทศสมาชิกทั่วโลก เมื่อได้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องในการติดต่อประสานงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นา ๆ อยู่เป็นนิจ ทำตั้งแต่อยู่ปี 2 ไปจนเรียนจบ ในระหว่างนั้นได้รับคัดเลือกให้ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ประเทศเนเธอแลนด์ ทุกอย่างเรียบร้อย มีเอกสารตอบรับจากทางปลายทางเรียบร้อย แต่โชคชะตาก็ทำให้ต้องพลาดจากการเดินทางครั้งนี้ไป เนื่องจากความประมาทที่ไม่ทำหนังสือเดินทางไว้แต่เนิ่น ๆ ไปทำเอาตอนก่อนที่จะมีการคัดเลือกตัวแทน พอได้เอกสารทุกอย่างครบจึงไปทำเรื่องยื่นขอวีซ่า ก็ถูกปฏิเสธวีซ่าไปด้วยเหตุผลพาสปอร์ตใหม่เกินไปสำหรับการเดินทางครั้งนี้.....

พอถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าเนเธอแลนด์ ก็ต้องตั้งต้นชีวิตใหม่ด้วยการเริ่มสมัครงาน ก็ได้งานในเวลาไม่นานนัก ไปทำได้ไม่นานเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตัวเองอยากทำ ไม่ถนัด เพราะต้องไปเป็นพนักงานขายเคมีเกษตร ที่ต้องออกไปพบลูกค้า สังสรรค์ลูกค้าตามต่างจังหวัด ออกไปพบเกษตรกรแนะนำสินค้า เมื่อค้นพบตัวเองว่าไม่สามารถทำหน้าที่พูดข้อดีของสินค้า โดยไม่พูดข้อเสียของสินค้าได้ ต้องเอาอกเอาใจลูกค้าเพื่อให้ได้ขายสินค้า ความที่นิสัยส่วนตัวเป็นคนพูดตรงไปตรงมา อ้อมไม่เป็นทำให้มีปัญหาเวลาทำงาน จึงต้องลาออกเพื่อมาหางานใหม่ทำ แต่ก็เคว้งอยู่หลายเดือนพอสมควร....

จึงได้รับการติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ให้มาช่วยทำงานเพิ่มอีกตำแหน่ง เลยได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในญี่ปุ่น ทำทุกอย่างตั้งแต่ทำความสะอาดที่ทำงาน เตรียมเอกสาร ขับรถ คนงาน เก็บตัวอย่าง ประสานงานอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่วิจัยจากญี่ปุ่น บางงานไม่เคยทำ แม้แต่งานก่อสร้างก็ยังได้ทำ....

งานที่ทำก็ทำด้วยความสุขเพราะว่าไม่ต้องพูดอะไรมาก มีอะไรก็ว่าไปตามตรง ทำงานซ้ำ ๆ เดิม ๆ อยู่ 2 ปี อาจารย์เจ้าของโครงการจากญี่ปุ่นก็มาตรวจงานตามปกติปีละ 2 – 3 ครั้ง แต่ในระหว่างฤดูร้อนของปีที่ 2 อากาศร้อนมาก ทำงานเหนื่อยสุด ๆ แถมยังต้องขับรถระยะทางยาววันละไม่ต่ำกว่า 400 กิโลเมตร ตกเย็นก็ต้องดื่มเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความเหนื่อยสุด ๆ จึงดื่มเบียร์ไปเยอะพอสมควร เพื่อนและผมจึงตัดพ้อเล็ก ๆ กับอาจารย์ท่านนั้นว่า

“พวกคุณมาทำวิจัยกันเยอะมาก ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือแม้แต่วิจัยหลังปริญญาเอก ปีหนึ่ง ๆ มาเป็นเกือบ 10 คน พวกเรา (ผมกับเพื่อน 2 คน) มีโอกาสจะได้ไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นหรือไม่”

“อยากไปมั๊ย”

“อยากครับ”

“ต้องทำงานดี ๆ นะ”

“ครับ”

หลังจากคืนนั้นผ่านไปก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะว่าพูดกันแค่ในวงเหล้าเท่านั้น ทำงานไปเรื่อย สนุกสนานตามประสาคนโสด สรวญเสเฮฮากับเพื่อนฝูงไปวัน ๆ จนเวลาล่วงเลยไป 4 เดือนอาจารย์อีกท่านที่เป็นผู้แลโครงการอีกคนก็แวะมา บอกว่าทำเปเปอร์เสร็จแล้วจะเอาไปนำเสนอในงานประชุมที่ญี่ปุ่นนะ

“ผมจะให้พวกคุณเป็นคนเสนอ เพราะว่ามีชื่ออยู่ในผู้แต่งร่วม”

ตายล่ะหว่า ทำไงดีล่ะ ภาษาอังกฤษก็งู ๆ ปลา ๆ งานประชุมก็เป็นงานประชุมจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกก็เลยได้ตั้งต้นเริ่มเรียนภาษาอังกฤษแบบจริง ๆ จังคราวนั้นเป็นต้นมา

และแล้วการเดินทางไกลออกต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตก็เริ่มขึ้น หลังจากไปประเทศเพื่อนบ้านมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว....ตั้งแต่เช็คอิน ไปจนถึงตรวจเอกสารเพื่อนเดินไปรอขึ้นเครื่อง ผู้คนที่มองเห็นผมยิ้มคงจะคิดว่าไอ้นี้บ้าแน่ ๆ เลยเดินยิ้มอยู่ได้ นั่งก็ยิ้มจนขึ้นเครื่องบิน และเครื่องบินไต่ระดับเรียบร้อยจึงหายตื่นเต้น

เวลาอาทิตย์กว่า ๆ ที่อยู่ญี่ปุ่นได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตนักศึกษาของญี่ปุ่น ชีวิตหลังเลิกงานของชาวออฟฟิศ หรือแม้แต่ชีวิตของคนกลางคืน เพื่อนคนญี่ปุ่นก็พาไปได้รับรู้ความลำบากของนักขุดทองที่นี่หลายคน แต่กระนั้น ณ เวลานั้นมีความสามารถแค่รับฟังเท่านั้น จึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้

ได้ไปทานอาหารญี่ปุ่นภัตตาคารหรูบนตึกสูง นั่งโต๊ะริมหน้าต่าง มองเห็นหอคอยโตเกียวอยู่ตรงหน้า ซึ่งจะให้มาเองคงไม่สามารถจ่ายได้ในราคานั้นได้ แต่พอดีมีคนเลี้ยงส่งกลับเมืองไทยก็เลยได้มีโอกาสทานหรูแบบนั้น

หลังจากนั้นก็เดินทางกลับเมืองไทย และใฝ่ฝันว่าจะมาเที่ยวให้ได้สักวัน ในโอกาสต่อไป ทำงานเก็บตังค์ไปเรื่อย ๆ .....และได้แต่หวังว่าคงจะทำได้สักวัน

จนถึงปีสุดท้ายก่อนโครงการจะครบกำหนด 4 ปี อาจารย์ท่านเดิมก็ส่งเอกสารมาให้พร้อมบอกว่ากรอกให้เรียบร้อยหน่อยนะ พอเปิดดูจึงทราบว่านั่นเป็นใบสมัครทุนเรียนประเภทวิจัยที่ญี่ปุ่น หรือที่ตอนนี้เรียกว่า มอนบูคากักคุโช ..... ทุกอย่างต้องรีบทำหมดเพราะว่าต้องส่งใบสมัครให้ได้ภายใน 2 อาทิตย์ หากช้ากว่านั้นก็พ้นกำหนดส่งใบสมัคร....

ด้วยความที่ไม่พร้อมอะไรหลาย ๆ อย่างทั้งเรื่องเอกสาร เรื่องแผนการทำวิจัยและภาษา เลยทำให้ต้องพลาดไปอย่างน่าเสียดาย

ปีที่ 2 ยังติดต่อกับอาจารย์อยู่แต่เนื่องจากประสบปัญหาชีวิต สภาพจิตใจย่ำแย่ ทำให้ทุกอย่างออกมาไม่ดีและพลาดไปในที่สุด และตั้งต้นชีวิตใหม่ วางอนาคตตัวเองใหม่ด้วยการเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองไทยก่อน อย่างน้อยก็ทำให้สมองได้ทำงาน ได้มีโอกาสอ่านผลงานตีพิมพ์ต่าง ๆ เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มอีก ถึงแม้จะไม่มีความหวังก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อว่าอนาคตมันต้องดีกว่าเดิม เลยเรียนต่อไป

ปีที่ 3 หลังจากประสบปัญหาสภาพจิตใจย่ำแย่ เริ่มเรียนต่อปีแรก เรียนหนักมาก มีโอกาสพักแค่วันอาทิตย์วันเดียว ใจไม่แข็งแรงสุขภาพจึงแย่ตามมา ชนิดเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากส่งโรงพยาบาลช้าไปครึ่งชั่วโมง ประคับประครองตัวเองอย่างทุลักทุเลจนอาการดีขึ้นจึงกลับมาเรียนต่อ ใช้เวลา 5 เดือนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่ กว่าจะทราบว่าอาการที่เป็นนั้นเกิดจากอะไร หมอแนะนำว่าพักผ่อนให้เพียงพอ เครียดให้น้อยที่สุด ทานยา แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ปีนี้เองที่กังวลว่าจะถอนตัวจากการสมัครทุน แต่คิดอีกที ไม่อยากเสียโอกาส หากว่าอาการไม่สบายสามารถรักษาหาย ก็เลยส่งใบสมัครไปเหมือนเดิม ผลก็ออกมาเหมือนเดิมคือไม่ได้ เพราะโควต้าเต็ม (มารู้ภายหลังว่าเกรดตอนเรียนตรีน้อยเกินไปเลยไม่ได้)

ปีที่ 4 เป็นปีที่จะเรียนจบปริญญาโทที่ขอนแก่นพอดี ทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งผลการทดลอง การเขียนวิทยานิพนธ์ ก็เลยตั้งปฏิญาณว่าจะสมัครเป็นปีสุดท้าย เพราะหากเรียนจบแล้วยังไม่ได้ไป ก็ต้องหางานทำ สร้างความฝันเล็ก ๆ ให้เป็นความจริง จะใช้เวลานานขนาดไหนก็ต้องทำให้ได้ คราวนี้ตั้งใจจริง ปรับปรุงเอกสารทุกอย่าง เขียนเค้าโครงใหม่ แผนการทำวิจัยใหม่ แต่หัวข้อเดิม แล้วส่งใบสมัครไป หลังจากนั้นก็ตั้งใจเขียนวิทยานิพนธ์ที่เมืองไทยให้เสร็จเรียบร้อย จนสามารถสอบผ่านได้อย่างเรียบร้อย มีปัญหาเล็กน้อยแต่ก็แก้ไขได้อย่างนุ่มนวล ระหว่างรอเอกสารรับรองว่าเรียนจบ เพื่อใช้สมัครงานก็ได้รับการติดต่อกับอาจารย์ว่าผลทุนอย่างไม่เป็นทางการออกแล้ว ปรากฎว่าเราผ่านการคัดเลือก แต่ไม่สามารถเรียนต่อปริญญาเอกได้ ฉะนั้นต้องมาเรียนต่อปริญญาโทอีกใบ เมื่อจบแล้วจึงสมัครเรียนต่อเอกภายหลังได้
ปีนี้เป็นปีแห่งโชคดีที่สามารถเรียนจบปริญญาโทใบแรกได้อย่างเรียบร้อย ถึงจะไม่ราบรื่นในช่วงแรกนักแต่สุดท้ายก็ผ่านได้ด้วยความชื่นชมของอาจารย์หลาย ๆ ท่าน เรื่องต่อมาก็เป็นข่าวดีเรื่องสุขภาพ ที่คุณหมอตรวจอย่างละเอียดแล้วบอกว่าให้หยุดทานยาได้ และเรื่องสุดท้ายที่เป็นความโชคดีที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนทางเดินอย่างมากคือ ผลทุนออกมาปรากฎว่าเราได้

จากนั้นก็เตรียมตัวอีกครั้งด้วยการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษให้เข้มข้นกว่าเดิม เพราะจิตใต้สำนึกคิดไว้ตลอดเวลาว่าไม่ใช่คนหัวไว ไม่ใช่คนสมองดี จึงต้องสร้างความคุ้นเคยให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเดินทางออกจากเมืองไทย เพื่อมาเริ่มต้นการก้าวเดินก้าวใหม่ที่แดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้

ลุ้นกันตุ้ม ๆ ต่อม ๆ รอการประกาศผลอย่างเป็นทางการ และรอรับเอกสารรับรองเพื่อใช้ขอวีซ่า แล้วก็ได้รับในที่สุด หลังจากนั้นก็รอการติดต่อจากสายการบินเพื่อไปรับตั๋วก่อนเดินทาง จนได้รับการติดต่อให้ไปรับตั๋วเพื่อเดินทางไปญี่ปุ่น เครื่องออกห้าทุ่มหน้าสิบเก้านาที ไม่ได้เลือกตั๋วเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยอะไร แต่อยากเดินทางไปถึงตอนเช้า เพราะว่าต้องเดินทางต่ออีกก็เลยต้องเอาเวลานั้นมาเผื่อเวลาพักผ่อนตอนเดินทางถึงหอพักแล้ว.....

การเดินทางเป็นไปอย่างเรียบร้อย นั่งยิ้มเหมือนเดิมตั้งแต่เครื่องขึ้นจนทานอาหารเรียบร้อย แล้วก็หลับจนเกือบถึง ก็โดนปลุกให้มาทานอาหารเช้า ตอน 6 โมงเช้าของญี่ปุ่น แต่ตี 4 ของเมืองไทย ง่วงนอนมากกว่าแต่ก็จำเป็นต้องทาน เพราะว่าคงยังไม่สามารถหาซื้ออะไรทานเองได้ในตอนนั้น

พอออกมาได้ปรากฎว่าอาจารย์ใจดีมาก ให้บริษัทนำเที่ยวมารับรองจัดการเคลมกระเป๋า จัดการตั๋วรถไปสนามบินอีกแห่งพร้อมตั๋วเครื่องบินเพื่อบินตรงไปยัง matsue โดยอาจารย์รอรับอยู่ที่นั่น แต่ขอโทษอาจารย์จองตั๋วให้ตอนบ่าย 2 โมงครับท่าน แล้วตรูจะทำยังไงล่ะเนี่ยต้องนั่งรอตั้งแต่ 10 โมงเช้ายันบ่าย 2 ทำได้อย่างเดียวคือหยอดเหรียญ กดน้ำอัดลมมาดื่มแก้หิว จะว่าไปอาจารย์ก็วางแผนไว้ถูกแหละ เพราะว่าถ้าจะเดินทางเองต้องนั่งลิมูซีนมาลงในโอซาก้า จากนั้นก็นั่งรถไฟไปต่อลงเปลี่ยนขบวนที่โอกายาม่า แล้วค่อยมาถึงยังเมือง matsue คงได้หลงทาง ขึ้นผิดขบวนเป็นแน่แท้ต้องต่อหลายต่อเหลือเกิน ถ้าเคยมาอยู่แล้วคงไม่มีปัญหาอะไร

และแล้วการผจญภัยเล็ก ๆ และมิตรภาพระหว่างเพื่อนๆ และน้องก็เริ่มขึ้นเมื่อบ่ายแก่ ๆ วันที่ 3 ตุลาคม 2546 ครานั้นเอง




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2548    
Last Update : 7 ตุลาคม 2548 15:01:28 น.
Counter : 440 Pageviews.  

ชีวิตครึ่งราคา...

หลังจากที่ต้องระหกระเหิรเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล มาผจญภัยยังแดนปลาดิบ นับจนถึงวันนี้ก็เกือบจะครบรอบ 2 ขวบเข้าไปแล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกัน แต่ความฝันก็ยังไม่เคยเปลี่ยน เป้าหมายใกล้เข้ามาถึง แต่ก็ยังคงเป็นเป้าเล็ก ๆ ไม่ใช่เป้าใหญ่ ฉะนั้นจึงต้องสู้ต่อไป เพื่อให้ถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า....

กลับมาที่หัวเรื่องดีกว่า......ทำไมถึงต้องว่าชีวิตครึ่งราคา....

ช่วงแรก ๆ ที่มาถึงนั้นเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่ค่อยจะใหญ่เท่าไหร่นัก เพราะว่าโดยปกตินิสัยแล้วจะไม่เรื่องมากเกี่ยวกับอาหารการกิน มีอะไรที่พอจะกินได้ ก็กิน เรื่องรสชาดก็ไม่ต้องถึงกับอร่อยเหาะ ก็โอเคแล้ว

อาหารกลุ่มแรก ๆ ที่ซื้อคือเบนโตะ เขาทำสำเร็จแล้ว วางขายตามซุปเปอร์มาเก็ต แถมมหาวิทยาลัยก็อยู่ใกล้กับซุปเปอร์ฯ อีกต่างหาก ตื่นเช้ามาหาขนมปังมาทาน ก็ซุปเปอร์ อาหารเที่ยงก็ซุปเปอร์ อาหารเย็นก็ซุปเปอร์…นานเข้าก็เริ่มเบื่อเบนโตะแล้ว....อีกทั้งระหว่างนี้เพื่อนเยอะขึ้น ด้วยความที่เสนอหน้าไปรู้จักเขาไปทั่ว ก็ได้รับการแนะนำว่า จะมีร้านขายข้าวของเครื่องใช้ เครื่องเทศ ข้าวสาร อาหารสด (แช่แข็ง) มาขายประจำ เลยได้ซื้อข้าวสารจากประเทศไทยมาประจำไว้ที่ห้องพัก (พันธุ์อะไรไม่รู้ หุงขึ้นหม้อสุด ๆ แต่ถ้าปล่อยให้เย็นจะแข็งมาก ๆ)

เมื่อมีข้าวแล้วก็ต้องดิ้นรนหากับข้าวล่ะคราวนี้.....เนื้อแพง ผักแพง อะไร ๆ ก็แพงหมดเลย ตอนกลางวันก็ไม่มีเวลาไปหาซื้อ....และแล้วเพื่อนก็แนะนำว่าควรจะไปหาซื้อตอนเย็น ๆ ใกล้เวลาห้างจะปิด จะซื้อของกินได้ถูก จากนั้นก้ได้เทคนิคในการเลือกซื้อกับข้าวราคาถูกกว่าควรจะไปเวลาไหน

ห้างปิดสี่ทุ่ม จะเริ่มติดป้ายลดราคา อาหารปรุงสำเร็จตั้งแต่ หกโมงเย็น หรือ 1 ทุ่ม ซึ่งเริ่มด้วยลดราคา 10 %, เวลาผ่านไปสักประมาณ หนึ่งหรือสองชั่วโมง ก็จะลดลงมาเหลือ 20 หรือ 30 หรือ 50 % กันเลยสำหรับซุปเปอร์ใกล้มหาฯลัย ฉะนั้นชื่อเรื่องนี้เลยใช้ชื่อว่าชีวิตครึ่งราคา

ยังครับ ยังไม่หมดแค่นั้น มีอีกหนึ่งซุปเปอร์ที่ลดราคามากกว่าครึ่งอีกแห่ง แต่แห่งนี้จะอยู่ไกลหน่อย ปั่นจักรยานด้วยความเร็วก็คงจะราว ๆ 5 – 10 นาทีแล้วแต่จะเจอไฟแดง ไฟเขียว ถ้าเจอไฟแดงก็ช้าหน่อย ไฟเขียวก็ไปโลด เวลาที่จะไปช้อปยังซุปเปอร์แห่งนี้คือ ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายก่อนซุปเปอร์ปิด.....ซึ่งจะเริ่มที่หลากหลายราคาที่ลดลงมา ทั้ง 10 , 20 , 30 % รอให้เวลาผ่านไปอีกสักหน่อยก็จะลดราคาลงมาเป็น 50 %....แต่ช้าแต่ ยังไม่หยุดแค่นั้น มีลดลงมา 70 – 80 % ได้เมื่อเวลาเหลือประมาณ 5 – 10 นาทีสุดท้าย บางเมนูลดเหลือ ไม่ถึง 50 เยนด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ราคาเต็มก็ 300 – 400 เยนเข้าไปแล้ว พอตอนจ่ายตังค์ตอนที่ซื้อมาตุนไว้มากที่สุดจ่ายไปแค่ 500 กว่าเยนเท่านั้นเอง เรียกได้ว่ากับข้าวที่ซื้อมาตุนไว้นั้นจุนเจือให้มีชีวิตรอดผ่านไปได้หลายวัน.....

หลายคนมีคำถาม ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น มันจะอร่อยเท่าซื้อสด ๆ ตอนที่ทำเสร็จไม่ดีกว่าหรือ
คำตอบ คือ ที่ซื้อไม่ได้ซื้อเพราะอยากซื้อแต่ซื้อเพราะอยากประหยัด...(ใครจะว่าขี้เหนียวก็ไม่โกรธ...อิอิอิ) อีกอย่างรสชาดของอาหารก็ไม่ได้ต่างจากตอนทำเสร็จใหม่ ๆ มากมายนัก คือพอกินได้ ไม่ได้หมดอายุ แต่ความอร่อยลดลงนิดหน่อยเท่านั้นเอง
จะมีต้องพิจารณามากหน่อยก็ตอนซื้อพวกผักเสื่อมคุณภาพ (แต่ไม่ได้เสื่อมทั้งหมด คือสีซีดลง ไม่สด) ต้องดูให้ละเอียด ไม่งั้นซื้อมาแล้วเก็บยัดเข้าตู้เย็นได้ไม่นาน เผื่อไม่มีเวลาปรุงก็จะทิ้งเสียเปล่า


ด้วยเหตุทั้งหลายทั้งปวงนี้ เลยทำให้รู้สึกว่าชีวิตที่ดำเนินมาอยู่จนครบ 2 ปีที่ญี่ปุ่นนี้ เป็นชีวิตครึ่งราคาขนาดแท้

ถึงแม้จะกินอยู่อย่างครึ่งราคา แต่คุณค่าของผลงานไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่กินอาหาร หรือใช้ชีวิตอยู่เต็มราคาเลยเด้อ......สิบอกหั่ยยยย.........





 

Create Date : 16 สิงหาคม 2548    
Last Update : 16 สิงหาคม 2548 14:10:25 น.
Counter : 209 Pageviews.  


Tsuwamono
Location :
Shimane Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Tsuwamono's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.