วิธีดูพระสมเด็จ




วิธีดูพระสมเด็จนั้น ผู้อ่านสามารถหาอ่านได้มากมาย จากหนังสือพระเครื่องทั่วๆไป แต่ส่วยใหญ่ก็ไม่มีรายละเอียดให้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ และไม่สามารถแยกแยะพระสมเด็จแท้ได้ด้วยตัวเอง ทำให้เข้าใจผิด หลงทางเข้าทางคนทำพระปลอมไปมากมาย เสียเงินเสียทองไปไม่น้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งพระที่ใกล้เคียงพระแท้
ผู้เขียนเองก็เช่นเดียวกัน พยายามศึกษามาจากหนังสือหลายเล่ม เป็นนักเสาะแสวงหาพระสมเด็จมือสมัครเล่น และหลงเข้าป่ามามาก จึงได้แนวคิดจากประสบการณ์ เอามาแบ่งท่านผู้อ่านให้ เป็นแนวทาง ถือเป็นการแชร์กันนะครับ แต่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง และขอสรุปไว้ดังนี้
           1.
ดูพิมพ์ให้แม่น ภาพพระแท้จากหนังสือที่เชื่อถือได้ หรือจากเว็บของเซียน เว็บที่เชื่อถือได้เท่านั้น ขอย้ำว่าเชื่อถือได้เท่านั้น เพราะปัจจุบันมีเว็บที่ทำกันเองมากมาย มีหนังสือมากมายที่ทำออกมาเป็นแนวทางเลือกซึ่งมีพระปลอมมากมาย ถ้ามีรูปพระแล้วให้ดูทุกวัน เราจะสามารถจำพิมพ์พระเข้าสมองแบบอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อยางให้ยึดติดเฉพาะพระเซียน หรือพิมพ์ที่เห็นในปัจจุบันเท่านั้น บางพิมพ์มีอยู่แค่องค์เดียวในประเทศไทย เช่นองค์ลุงพุฒ ซึ่งองค์อื่นๆ หายไปไหนหมดเป็นอะไรที่แปลกมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีองค์เดียว แต่อาจไม่ถูกนำออกมาเปิดเผยในที่สาธารณะเท่านั้นเอง และแน่นอน ยังมีพิมพ์อื่นๆ ที่เซียนยังไม่ยอมรับเป็นสากลนิยม
           2.
ดูความเก่า ดูร่องรอยต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดตามอายุของพระ พระแต่ละองค์ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว อยู่ที่สภาพการใช้งาน การเก็บรักษา บางท่านมีพระสมเด็จเก่าเก็บไว้เป็นพาน นั่นคือเก็บรักษาไว้ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่ของท่าน ไม่ได้นำมาใช้เลยก็มี และเชื่อว่ามีอีกมาก
ธรรมชาติเช่นรอยหนอนด้น รอยปูไต่ ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเขียนให้อ่านนั้นยากที่จะเข้าใจ เพราะท่านไม่ได้ชี้ให้เห็นภาพว่าเป็นอย่างไร แต่ละองค์มีไม่เหมือนกัน ไม่อยากให้ยึดติด รอยแยก ย่น ยุบต่างๆมี แต่ต้องดูให้ออกว่าเกิดจากการกระทำ หรือเกิดจากธรรมชาติ และต้องมีความเก่า คือมีสภาพสมควรแก่อายุ เช่นรอยแผลต้องเก่าจริงไม่ใช่สร้างให้เก่า พระปลอมบางทีนำไปอบ ทอด มาก็มี ธรรมชาติจะไม่เก่าจริง การเก็บรักษาของคนสมัยก่อนมีหลายเทคนิก อาจลงรัก ปิดทอง ต้องศึกษารักเก่า ทองเก่าให้เป็น บางท่านใช้เก็บในตลับสีผึ้งก็มี จะมีสีผึ้งเคลือบอยู่ทั้งองค์ 
           3.
ดูเนื้อพระ ดูมวลสารตามตำราไดแก่
เม็ดสีขาวขุ่นเข้าใจว่าเป็นเม็ดปูนบดไม่ระเอียดมีให้เห็นหนาตา จะเล็กหรือใหญ่แล้วแต่เป็นพระเนื้อละเอียดหรือเนื้อหยาบ
ผงวิเศษ มีทั้งละเอียดผสมเป็นเนื้อเดียวกับพระและเป้นก้อนใหญ่ วรรณขาวอมเหลืองเก่าๆ บางเม็ดหลุดหายบางส่วน บางเม็ดใสเหมือนเม็ดพระธาตุ
เม็ดอิฐแดง มีให้เห็นน้อย ต้องดูเก่า
เม็ดดำ มีให้เห็นไม่มากนักแต่ก็ไม่น้อยเหมือนเม็ดถ่านหรือเมล็ดกล้วยขนาดเล็ก
กรวดเทา อาจเป็นผงแคลเซี่ยมจากการเผาเปลือกหอยเพราะไม่แข็งมาก
ทรายแก้ว มีให้เห็นแสงระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ
เม็ดสีเขียวครามอาจเป็นเปลือกหอยบางชนิดที่ให้สีเขียว หรือสนิมหยกของโลหะบางชนิดเช่นทองเหลือง
เม็ดสีน้ำตาลขนาดเล็กอาจเป็นเกษรดอกไม้บดแห้งหรืออินทรีย์สารอื่นๆ
ก้อนเนื้อเหลืองใสๆ อาจเป็นเนื้อกล้วยหรือเม็ดข้าวหรือเศษอาหารแห้ง
คราบแคลเซียมบนผิวชั้นนอก บางท่านบอกเป็นแป้งโรยพิมพ์ แต่ผู้เขียนว่าเป็นน้ำมันตังอิ๊วที่ซึมนำแคลเซื่ยมละเอียดในเนื้อ ออกมาภายนอก และทำปฏิกิริยากับอากาศหรือมลภาวะด้านนอก มีผลต่อสีผิวของพระด้วย
รอยช้ำสีน้ำตาลไหม้หรือสีดอกมะลิแห้งมีให้เห็นฝังในเนื้อพระลึกลงไป ไม่ใช่คราบที่เกิดภายนอกที่นักทำพระปลอมพยายามทำขึ้นมา
ความใสของเนื้อพระเป็นหย่อมๆ ที่แก่น้ำมันหรือน้ำผึ้งต้องมีให้เห็นบ้าง อาจเป็นสีเหลืองน้ำผึ้งหรือสีน้ำตาลอ่อนใสๆ
ที่สำคัญสีเนื้อพระต้องไม่เป็นสีเดียวกันทั้งองค์ เนื่องจากเป็นการผสมจากการตำครก ย่อมทำให้เนื้อหาเข้ากันไม่ทั่ว พระองค์เดียวกันอาจมีหย่อมของเนื้อหลายๆสี

           4.
หาประสบการณ์จากพระองค์จริงจากงานประกวดพระ หรือเศษชิ้นส่วนพระสมเด็จแท้ เพื่อดูเนื้อและความเก่าของพระแท้ พระที่ใช้ช้ำ จะดูง่ายกว่าพระที่ไม่ผ่านการใช้มาเลย อย่าไปจำพระปลอมจนติดตาเป็นของแท้นะครับ

หวังว่าท่านคงจะได้ประโยชน์บ้าง ขอให้โชคดีครับ



Create Date : 23 เมษายน 2559
Last Update : 23 เมษายน 2559 20:25:24 น.
Counter : 311 Pageviews.

0 comment

สมาชิกหมายเลข 3126922
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments