แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
เชิญพบ "จ่าติ๊ก" อดีตทหารช่าง (นักตอน) ผักหวานป่ามืออาชีพ แห่งอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี



มนุษย์มีการคิดเป็นธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด การคิดเป็นสิ่งที่ง่าย คิดอยากได้อะไรย่อมคิดกันได้ ส่วนจะสำเร็จตามที่คิดไว้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนของประเภทการคิดไม่มีข้อตายตัว แต่ก็เคยได้ยินได้ฟังมา เช่น คิดถึง คิดเห็น คิดดู คิดว่า คิดเล่น คิดผิด คิดใหม่ คิดถูก แต่การคิดที่นำประโยชน์มาสู่มนุษย์มักได้ยินว่าคิดค้น คิดสร้างสรรค์ คนที่คิดค้นสิ่งที่คนอื่นคิดค้นไม่สำเร็จแต่ตนเองทำได้สำเร็จก่อน ย่อมส่งผลต่อผู้คิดค้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าด้านชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทอง เป็นต้นว่า ผู้คิดค้นสร้างเครื่องบินได้สำเร็จเป็นคนแรก ผู้คิดค้นนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์เป็นคนแรก แต่คนที่คิดค้นการเป็นนอมินีของใครบางคนจนสำเร็จ จะมีผู้ใดสรรเสริญเยินยอหรือไม่ ไม่ทราบ

บุคคลที่จะแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักในฉบับนี้ เป็นอีกผู้หนึ่งที่เป็นนักคิดค้น เพื่อจะเอาชนะความเป็นธรรมชาติของต้นไม้จนสำเร็จ และเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องผักหวานป่า แม้ว่าเขาคิดค้นได้สำเร็จ ก็ไม่คิดที่จะเก็บหรือหวงไว้ทำคนเดียว ความสำเร็จจากการคิดและทดลองทำนานกว่า 16 ปี ทำให้เขามีความภาคภูมิใจ และยินดีที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับมาสู่ท่านผู้อ่านด้วยความเต็มใจ บุคคลผู้นี้คือ จ่าติ๊ก หรือชื่อจริง นามสกุลจริงว่า จ่าสิบเอกเทวัญ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา โทรศัพท์ (086) 124-6596, (081) 898-6184



ความเดิม

จ่าติ๊ก เล่าย้อนภูมิหลังให้ฟังว่า เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด มีอาชีพรับราชการทหาร โดยเป็นทหารช่างอยู่นานถึง 18 ปี แต่มีใจรักในการทำการเกษตร เช่น การปลูกต้นไม้ การขยายพันธุ์ต้นไม้แบบต่างๆ และได้ลาออกจากราชการทหารตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2530 โดยขอรับเงินบำนาญ ส่วนภรรยาคือ คุณหน่อย รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

เมื่อลาออกจากราชการทหารแล้ว ได้ผันตนเองไปอยู่ที่ตำบลธารเกษม อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ทำการเกษตรเพียง 3 ไร่เศษ พื้นที่ตรงนี้แม่ยายเป็นผู้ยกให้ สภาพพื้นที่ค่อนข้างขาดแคลนต้นไม้ ส่วนพวกหญ้าต่างๆ มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งโดยเฉพาะหญ้าคา ก่อนอื่นใดได้ปลูกบ้านหลังเล็กๆ เป็นที่อาศัยเพื่อเสริมความมั่นใจให้แกร่งขึ้น จึงทำป้ายติดไว้หน้าสวนว่า "สวนนิคเนม" ชาวบ้านใกล้เคียงที่ทราบว่าจะใช้พื้นที่ทำสวน เขาก็พากันหัวเราะเยาะว่าที่ดินตรงนี้จะปลูกอะไรได้ เจ้าตัวก็ไม่ว่าอะไร แต่ในใจนึกว่าต้องลองดู

ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า ตนเองมีใจรักในการเกษตร จึงได้พยายามเสาะหาตำราการเกษตรมาศึกษา จึงทำให้ทราบว่า พื้นฐานการเพาะปลูกที่สำคัญที่สุดก็คือน้ำ แต่พื้นที่ของตนไม่มีแหล่งน้ำหรือใกล้กับแหล่งน้ำใดๆ ก็เลยลงมือจัดสร้างแหล่งน้ำ โดยใช้วิชาความรู้ในการเป็นทหารช่างมาก่อน จึงขุดและระเบิดบ่อเอง ได้บ่อลึกพอสมควร มีน้ำพอใช้แต่ไม่พอสำหรับการรดต้นไม้ หมดงบฯ ไปหมื่นกว่าบาท ต่อมาจึงรู้ว่าชาวบ้านแถวนั้นเขาเจาะใช้น้ำใต้ดิน เจาะลึกประมาณ 20 เมตร ก็มีน้ำพอใช้ จึงไปจ้างเขามาเจาะ หมดงบฯ ทั้งค่าเจาะ ค่าอุปกรณ์ไม่ถึงครึ่งหมื่น ทำให้มีน้ำใช้พอเพียงจวบจนวันนี้ เลยประจานตนเองไว้ว่า "โง่ครั้งที่ 1"



เริ่มลงมือทำ ปลูกไม้ผลยืนต้น

เมื่อมีแหล่งน้ำพร้อม ก็ตระเวนหาซื้อไม้ผลชนิดต่างๆ ที่กำลังมีชื่อเสียงในยุคนั้น เป็นต้นว่า มะยงชิด กิ่งละ 500 บาท จำนวนหลายสิบต้น มะม่วงพันธุ์ต่างๆ อีกนับร้อยต้น รวมทั้งมะไฟ มะพร้าวน้ำหอม หลังปลูกเสร็จเรียบร้อยก็ดูแลรักษาเป็นอย่างดี ต้นไม้ทุกต้นเจริญเติบโตตามวัย ทำให้คาดคิดไว้ว่า อีกไม่นานต้องมีผลออกมาให้ลิ้มลอง แต่พอเวลาผ่านไปถึง 6 เดือน ต้นที่มียอดมีใบเขียวงามขจี เริ่มออกอาการกิ่งยอดแห้งเหี่ยวลามไหลลงมา ตนเองต้องตัดกิ่งออกไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายเหลือสูงเพียงแค่เข่า แม้จะพยายามเสริมรากเข้าช่วยแต่ก็ไร้ผล สุดท้ายก็เหมือนกับเลี้ยงบอนไซ บทเรียนบทนี้พอสรุปได้ว่า ตนเองได้โง่อีกเป็นครั้งที่ 2

ด้วยความอยากรู้ว่ามันมาจากสาเหตุใด จึงนำดินไปตรวจวิเคราะห์ที่หน่วยวิเคราะห์ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนำน้ำไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์ ผลที่ออกมาปรากฏว่า ใต้พื้นที่ทำสวนนั้นมีดินมาร์ลจำนวนมาก ทำให้ดินมีความเป็นด่างและมีหินปูนสูง หากจะแก้ไขต้องลงทุนจำนวนมาก หากปลูกไม้ประเภทรากตื้น เช่น ไผ่ กล้วย มะละกอ หรือไม้ประเภทล้มลุก จะสามารถให้ผลผลิตตอบแทนได้ อีกประการหนึ่งที่สังเกตได้คือ ในพื้นที่มีต้นผักหวานป่าอยู่ก่อนแล้ว 3-4 ต้น แต่ไม่เห็นมันตาย จึงเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา



หันกลับมองไปที่ต้นผักหวานป่า

เมื่อถึง ปี พ.ศ. 2533 เริ่มทดลองขยายพันธุ์ผักหวานป่าหลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด ขุดตอจากป่า ตัดชำราก สกัดราก ตัดชำกิ่งทั้งอ่อนและแก่ ทับกิ่ง และตอน จากการทดลองหลายรูปแบบพอสรุปได้ว่า การขุดตอจากป่าได้ผลพอสมควร แต่ต้องทะนุถนอมมาก นำเข้าตู้อบ มีเปอร์เซ็นต์การตายสูง ต้นตอหายาก การตัดชำราก ไม่ค่อยได้ผล มีเปอร์เซ็นต์การงอกน้อย การตัดกิ่งชำ ไม่ได้ผลแม้จะเข้าตู้อบแล้วก็ตาม การสกัดราก ได้ผลดีเพราะไม่ได้ขุดรากขึ้นมา เพียงแต่คุ้ยหารากให้พบแล้วทำให้รากขาดจากกัน จึงทำให้ส่วนของรากที่ขาดจากต้นแตกยอดขึ้นมาใหม่ แต่ก็ทำมากๆ ไม่ได้ การทับกิ่ง พอทำได้แต่ก็ขยายไปได้ไม่ไกลต้น การทับกิ่งต้องใช้กิ่งยาวที่อยู่ไม่สูงนัก

การเพาะเมล็ด ได้ผลดีแต่จะโตช้า เวลาปลูกต้องดูแลรักษาอย่างดี กล้าที่เพาะจากเมล็ดต้องการแสงเพียงรำไร หากปลูกในที่โล่งแจ้งต้องมีการพรางแสงให้ด้วย คนที่นำต้นกล้าไปปลูกบางรายปลูกเป็นพันต้น แต่สุดท้ายก็ตายหมด คิดว่าคงเกิดจากการเข้าใจผิดว่า ผักหวานป่าไม่ชอบน้ำจึงไม่ค่อยรดน้ำ ปล่อยให้กล้ารากแห้งตายแล้วอะไรจะเหลือ ที่บอกว่าผักหวานป่าชอบน้ำ ก็เพราะเมื่อหน้าฝน ปี พ.ศ. 2549 น้ำท่วมสวนผักหวานป่าส่วนที่เป็นลุ่มนานครึ่งเดือนกว่า เมื่อน้ำลดผักหวานป่าก็ปกติดี จึงทำให้ตนเองต้องรดน้ำทุกวันในฤดูแล้ง ยิ่งบริเวณรอบโคนต้นมีต้นหยาดน้ำค้าง ต้นแว่นแก้วขึ้นปกคลุม จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ต้นผักหวานป่าได้อีกทาง



การตอนกิ่งผักหวานป่า

การตอนกิ่งผักหวานป่า ใช้วิธีเดียวกันกับการตอนกิ่งพันธุ์ไม้ทั่วๆ ไป คือเริ่มจากการเลือกกิ่งที่จะตอนเป็นกิ่งกระโดง ที่มีขนาดพอเหมาะประมาณดินสอดำหรือนิ้วก้อย ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ใช้มีดหั่นรอบกิ่งใต้ตาด้านบนก่อน แล้วหั่นรอบกิ่งด้านล่างให้ห่างจากด้านบนประมาณ 2 นิ้ว ลอกเปลือกออกให้หมด ขูดเยื่อเจริญที่หุ้มกิ่งออกให้หมด การขูดควรทำจากบนลงล่าง เพื่อป้องกันส่วนที่จะออกรากบอบช้ำ ทาฮอร์โมนเร่งรากที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป กรีดเปลือกตรงบริเวณที่จะออกรากในแนวตั้งรอบกิ่งให้เป็นแผล 3-4 รอย ความยาวของแผลประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ออกรากเร็วขึ้น หุ้มกิ่งด้วยถุงตอนที่เตรียมไว้ มัดถุงตอนด้วยเชือกฟางให้แน่นตามภาพ รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน ประมาณ 2-3 เดือน ก็จะมีรากแทงออกมาให้เห็น รากที่ออกมาใหม่จะมีสีขาว ให้รอจนรากเปลี่ยนเป็นสีเขียวจึงตัดกิ่งออกจากต้นแม่



ขั้นตอนการปลูกกิ่งตอน

ก่อนนำกิ่งตอนผักหวานป่าลงปลูก ต้องเตรียมการให้พร้อมในหลายอย่าง เป็นต้นว่า สถานที่ที่จะปลูก แหล่งน้ำ ร่มเงา เพราะผักหวานป่าต้องการร่มเงาหรือมีแสงรำไร หากขาดเรื่องร่มเงาต้องพรางแสงให้ เช่น ซาแรน กิ่งไม้ ใบไม้ เช่น ทางมะพร้าว ไม้สำหรับปักยึดต้นกิ่ง ซึ่งจ่าติ๊กเองใช้เหล็กเส้นตัดเป็นท่อน เพราะทนทานต่อการผุจากความชื้นหรือปลวกกัดแทะ

หลุมปลูก ให้ขุดหลุมขนาดกว้าง ยาว ลึก 30-40 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตรเสมอประมาณกำมือ โรยทับด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักครึ่งปุ้งกี๋ กลบดินลงไปแต่อย่าให้เต็มปากหลุม เหลือไว้ประมาณ 1 ฝ่ามือ การนำกิ่งตอนลงปลูกต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ตุ้มหุ้มรากขาดหรือกระทบกระเทือน นำกิ่งตอนลงหลุมปลูกกลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ปักหลักยึดกิ่งให้แน่น ระยะในการปลูกระหว่างแถว 1.5 เมตร ระหว่างต้น 1 เมตร

จากการบอกเล่าของคุณติ๊กอาจไม่สามารถสื่อสารได้ละเอียดมากนัก ท่านผู้อ่านที่สนใจจริงๆ ควรจะไปศึกษาดูของจริงด้วยตนเอง เพราะสวนของจ่าติ๊กอยู่ในทำเลเมือง ไป-มาสะดวก บริเวณสวนตั้งอยู่ด้านหลังศูนย์โตโยต้า อำเภอพระพุทธบาท เจ้าของสวนรูปหล่อใจดี โดยเฉพาะคุณหน่อยผู้เป็นภรรยา ท่านใดที่ไปเยี่ยมสวนจะประทับใจในการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับผักหวานป่าแบบที่ไม่หวงวิชา นอกจากนี้ จ่าติ๊กยังเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวานป่าที่หน้าสวนอีก ซึ่งเปิดในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 นี่เอง

ข้อคิดที่จ่าติ๊กฝากผ่านไปยังผู้สนใจปลูกผักหวานป่าว่า หากต้องการความสำเร็จต้องมีการเตรียมการที่ดี ไม่ว่าเรื่องกิ่งพันธุ์ น้ำ แสง เวลาในการดูแลรักษา และสำคัญยิ่งคือ "ใจรัก" ปิดท้ายจากจ่าติ๊กว่า จังหวัดสระบุรี จะจัดงานผักหวานป่าประจำปี 2551 ในวันที่ 7-9 มีนาคม 2551 ที่อำเภอบ้านหมอ สวัสดีครับ


Create Date : 21 เมษายน 2551
Last Update : 21 เมษายน 2551 10:39:37 น. 0 comments
Counter : 3062 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com