แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
เลี้ยงกบแนวใหม่ ความสำเร็จของเกษตรกรเมืองอ่างทอง

เลี้ยงกบแนวใหม่ ความสำเร็จของเกษตรกรเมืองอ่างทอง

อบ...อบ...อบ เสียงดังมาแต่ไกล เสียงนี้เป็นเสียงของกบที่ตัวอ้วนพี มีอยู่เกือบตลอดปี แถมกบมีสีทองสดใสกระโดดไปมาด้วยความแข็งแรงท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สะอาด เพราะน้ำเหมือนบ้านของสัตว์น้ำ บ้านสกปรก น้ำสกปรก กบที่อยู่อาศัยก็ต้องเป็นโรค อ่อนแอ ถ้าเป็นคนที่อยู่ในบ้านสกปรกสุขภาพก็ไม่ดีเป็นธรรมดา นี่เป็นเรื่องที่เปรียบเทียบอย่างง่ายๆ เห็นกันอย่างชัดๆ

การเลี้ยงสัตว์ก็เหมือนกัน เลี้ยงสัตว์แบบไม่มีเวลา รู้จักเขาแต่ชื่อ ไม่รู้จักเขาลึกถึงนิสัยที่แท้จริงเสร็จทุกราย ขาดทุนทุกราย เลี้ยงเขาต้องศึกษาเขา ให้รู้จักเขาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกอย่างต้องมีกลไกของเวลาจนกว่าจะมามีวันนี้ที่รอคอย วันที่สำเร็จสมหวังเหมือนสั่งได้ดั่งใจ ใครจะรู้บ้างว่ากบที่ออกสู่ตลาดต่างประเทศนั้นมีจุดเริ่มต้นที่เมืองอ่างทองนี้เอง!



มุ่งมั่น จึงประสบผลสำเร็จ

ขับรถตามถนนสายโพธิ์พระยา-อ่างทอง ไปประมาณ 18 กิโลเมตร เมื่อเห็นสะพานที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าบ้านโพธิ์ม่วงพันธ์ เลี้ยวขวาเข้าไป แล้วเลี้ยวขวาอีกครั้ง จะเห็นหมู่บ้านที่เลี้ยงกบกันเป็นหมู่บ้าน บางบ้านเห็นเป็นบ่อร้าง บางบ้านเลี้ยงกันแบบตามมีตามเกิด บางบ้านเลี้ยงแบบธรรมชาติ แต่จะมีสักกี่รายที่จะประสบผลสำเร็จอย่างหนุ่มใหญ่อย่าง "ต้อย เลี้ยงกบ" ที่ชาวบ้านเขารู้จักกันดี ความดีมีน้ำใจ เขาปลูกบ้านล้อมรั้วด้วยความรักจึงอยู่กันอย่างสงบและสบายใจตลอดมา

คุณบุญเลิศ คงชั้น หรือ ต้อย อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/4 หมู่ที่ 5 ตำบลโพธิ์ม่วงพันธ์ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง โทร. (04) 114-2025 ต้อนรับทีมงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมพาเดินรอบบ่อเลี้ยงกบที่อยู่รวมกับบ้านชั้นเดียว โดยใช้พื้นที่ 1 ไร่ เต็มพื้นที่ จัดระบบการจัดการ ทั้งการถ่ายน้ำ การแบ่งให้เป็นบ่อพักน้ำส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่มาจากน้ำเพราะใช้แหล่งน้ำธรรมชาติจึงต้องเน้นเรื่องของน้ำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้

คุณต้อยเล่าว่า ย้อนเวลาไป เดิมตนกับภรรยามีอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่อาชีพรับจ้างไม่จีรังยั่งยืน มีงานทำบ้าง ไม่มีบ้าง งานหนักงานเหน็ดเหนื่อยทั้งนั้น ทำกันไปตามกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเริ่มคิดอยากมีรายได้เสริมเพราะอนาคตยังไม่แน่ ตอนนี้สภาพร่างกายเรายังทำได้แต่สักวันอาจทำไม่ได้ ใครจะเลี้ยงครอบครัว

ครอบครัวจะเป็นอย่างไร ใครจะรู้ล่วงหน้าจนกระทั่งมีพยานรักเป็นทารก รูปร่างน่ารักไม่ผิดเพื้ยนพ่อแม่เลย นี่คือที่สุดในชีวิตที่ทำให้ต้องสู้ต่อไป เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จึงมีการหากบมาเลี้ยง ช่วงนั้นเป็นยุคกบบูมมากเลี้ยงกันมากมายเหลือเกิน ทุนไม่มีจึงมีการยืมพ่อแม่กบจากเพื่อนบ้านมาหัดเพาะแล้วเลี้ยง เมื่อเลี้ยงอยู่ช่วงหนึ่งก็ได้กบมาจำนวนหนึ่งซึ่งมีรายได้แทบไม่เพียงพอต่อรายจ่ายแต่ละรุ่น

"เราเลี้ยงน้อย ก็ได้ผลตอบแทนน้อย นี่เป็นเรื่องของความเป็นจริง" คุณต้อย บอก

ต่อมา คุณต้อยได้ขยายกิจการ เพิ่มอัตราการเลี้ยง ขยายบ่อเลี้ยงเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการเลี้ยงเพิ่มขึ้นก็มีจำนวนกบมากขึ้นเป็นลำดับ นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ประมาณกว่า 10 ปี แล้วที่เลี้ยงกบมาโดยใช้พื้นที่ 1 ไร่ เลี้ยงกบเต็มพื้นที่ ใช้บ่อซีเมนต์ทั้งหมด

ใช้ซีแพคก่อขึ้น ประมาณ 5 ก้อน กันกบกระโดดหนี เดินท่อระบายน้ำช่วงแรกใช้เพียง 1 นิ้ว ช่วงหลังใช้ 3 นิ้ว ดูแลง่าย ทำความสะอาดง่าย บ่อใช้ 4x4 เมตร อย่าเข้าใจผิดนึกว่าขับเคลื่อน 4 ล้อน่ะ นี่เป็นขนาดบ่อมาตรฐานที่ควรใช้เพราะลองมาแล้วได้ผลดี สามารถปล่อยกบได้ถึง 5,000-6,000 ตัว จนถึงระยะเวลาการจับ

เริ่มเลี้ยงกบต้องเพาะกบเป็นก่อน เตรียมบ่อเพาะ ล้างให้สะอาด ที่บ่อจะใช้เพียงฟอร์มาลินกับปูนขาว จะไม่ใช้ด่างทับทิมเลย

เพาะโดยใช้บ่อเลี้ยง คือ 4x4 ตัวผู้ 15 ตัว ตัวเมีย 12 ตัว ระดับน้ำประมาณ 2-3 นิ้ว ตัวผู้ต้องเลี้ยงประมาณ 1 ปีกว่า จะเป็นพ่อพันธุ์ได้ ตัวเมียอย่างน้อยประมาณ 9 เดือน เป็นอย่างต่ำ ต้องใช้ตัวผู้จำนวนมากกว่าตัวเมีย เพราะต้องการให้ลูกที่แข็งแรง ที่นี่เพาะโดยใช้พ่อแม่เพียงครั้งเดียวแล้วเปลี่ยนทันที สลับสายพันธุ์ตลอด เรื่องนี้เป็นเรื่องของเชื้อสายที่ต้องมาดูกันเพราะเมื่อเลือดชิดเลี้ยงยาก เป็นโรคง่าย แถมตัวเล็กอีกต่างหาก บางรุ่นอาจต้องเพิ่มระยะเวลาการเลี้ยง แต่ถ้ามีการจัดการที่ดีเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน สามารถจับได้ตัวเสมอกันเกือบทุกตัว

"เมื่อปล่อยพ่อแม่ 1 คืน ให้จับพ่อแม่ออก เหลือไว้แต่ไข่ ถ้าไม่เอาพ่อแม่ออก ไข่จะหายหมด สังเกตถ้าช่วงมกราคมจะได้ไข่มาก กบได้ 24 ชั่วโมง จะสามารถกินอาหารได้ ให้กินไข่แดงผสมกับแอลพี ที่เป็นอาหารเสริม สังเกตตั้งแต่เลี้ยงแบบให้กินแอลพี กบโตเร็วไม่เสียหายมาก เรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จเพราะแอลพี ก็น่าจะเป็นได้"

คุณต้อยบอกและอธิบายต่อว่า

"สมัยเดิมเมื่อเลี้ยงกบจำนวนมากยิ่งมีปัญหา ปัญหาเริ่มเกิด กบมีการตายจำนวนมาก ตายแบบรู้สาเหตุบ้าง ไม่รู้สาเหตุบ้าง ความคิดที่เลี้ยงกบมากจะได้เงินมาก ความคิดอย่างนี้เริ่มเลือนหายไป เพราะสัตว์มีชีวิตเป็นตายขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดี เหมาะสมหรือไม่ ภูมิอากาศเอื้ออำนวยหรือไม่ ทุกอย่างอาจแก้ไขได้ ไม่ว่าเรื่องน้ำเรื่องโรค แต่ลักษณะภูมิอากาศเรากำหนดเองไม่ได้ ช่วงนั้นกบตายจำนวนมากแบบไร้สาเหตุ ผมวิ่งขึ้นเหนือจรดใต้หายาหาอาหาร ที่ทำให้กบ จนกระทั่งมาเจอกับผู้ที่มีพระคุณอย่างมากเปรียบเสมือนแม่พระมาโปรด คุณกัญญา ปัญญาชาติรักษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ลานนาเกษตรกรรม จำกัด ที่แนะนำอาหารเสริมที่ชื่อ แอลพี มาทดลองใช้ เมื่อใช้กบหยุดตายแบบเหลือเชื่อ แถมกบโตเร็วสมบูรณ์น้ำหนักดี พ่อค้าให้ราคาสูงจึงติดใจมาตลอด ทุกวัน ทุกรุ่นที่เลี้ยงกบจะไม่ยอมขาดแอลพีเป็นอันขาด อย่างหนึ่งเพื่อความมั่นใจ และเมื่อใช้แอลพีแล้ว กบโตเร็วกบสมบูรณ์เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เสมอตลอดระยะเวลาการเลี้ยง"



วางแผนดี มีชัยตลอด

คุณต้อยบอกว่า ตนเองจะวางแผนเรื่องการตลาด ดูสถิติช่วงไหนราคากบสูงเลี้ยงช่วงนั้น ช่วงไหนราคาถูกหยุดเลี้ยง ตลอดปีวางแผนการเลี้ยง ยิ่งเลี้ยงจะรู้กลไกการตลาดจะได้มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าและไม่โดนกดราคา แต่เก็งราคาได้เมื่อมีกบ แต่คนอื่นไม่มี เคยได้ราคาจนถึงหลัก 100 จากปากบ่อ กบสวยน้ำหนักดี

"ใครจะซื้อราคาถูกก็ให้รู้ไป ของดีของสวยได้เปรียบ เริ่มเพาะกบมกราคม จะได้จับช่วงเมษายน จับกบครั้งหนึ่งได้ประมาณ 6 ตัน ต่อการจับ 1 ครั้ง การเลี้ยงการเพาะทุกขั้นตอนต้องมาดูวางแผนกันอย่างละเอียด การเลี้ยงสัตว์ต้องมาดูกันว่า ความสะอาดของน้ำเปรียบเสมือนบ้านของเขาต้องล้างทุกวัน เช้า-เย็น ล้างแล้วกบจะกินเหยื่อ ดูน้ำด้วยว่าดีไหม ไม่ดีต้องใช้ปูนขาวละลายน้ำสาดไป ต้องหาแหล่งน้ำที่เชื่อถือได้ ทำบ่อพักน้ำ มีสถานที่พักน้ำเพราะน้ำที่ใช้เลี้ยงเป็นน้ำธรรมชาติที่อาจมีสิ่งปลอมปนได้เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เน้นป้องกันมากกว่าแก้ไขเพื่อจะได้ป้องกันโรคได้ทัน"

คุณต้อยอธิบาย และเล่าต่ออีกว่า

"ต้องรู้จักโรค ป้องกันโรคตามฤดูกาล เน้นความสมบูรณ์แข็งแรง เตรียมการไว้ก่อนรับรองไม่เป็นโรค บ่อน้ำเป็นบ่อดินที่ขุดไว้รองรับน้ำธรรมชาติเข้ามาบำบัด โดยใช้ปูนขาวสาดลงไปบ้างและปล่อยผักลอยน้ำอย่างผักบุ้งที่ต้องเลี้ยงไว้เพื่อนำไปอนุบาลลูกกบวัยเล็กที่จำเป็นมากที่ต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว (อย่างเข้าใจผิดนึกว่าพระแล้วกัน) เพราะกบเล็กต้องมีที่พัก ไม่งั้นจมน้ำตายหมด เรื่องเล็กๆ แต่อย่ามองข้ามเด็ดขาด เมื่อน้ำดีทุกอย่างก็จบ น้ำดีก็เท่ากับบ้านดี ที่อยู่อาศัยดี มีความสะอาดเท่านี้ก็สามารถป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว ข้อควรคำนึงอีกอย่างหนึ่ง การปล่อยกบ ถ้ามีความหนาแน่น น้ำใช้รวมกันถ้าเป็นโรคระบาดไม่นานเลยจริงๆ ที่จะแพร่และตายในพริบตา เทคนิคการใช้ซาแรน การใช้ซาแรนต้องสีเขียว อย่าใช้สีดำเพราะกบจะปรับแสงตามซาแรน เมื่อใช้สีเขียวกบจะตัวสวยมาก ลองมาหลายอย่างสีเขียวดีสุด"

คุณต้อยบอกว่า การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ต้องเลี้ยงอยู่ในโอ่ง การเลี้ยงในโอ่งรักษาง่าย เพาะลูกติดง่าย ใช้โอ่งต้องถ่ายน้ำทุกวัน ถ่ายน้ำ 4 โมงเย็น ถ่ายเป็นเวลา กบเขาจะรู้โดยอัตโนมัติจึงสามารถนำมาเพาะได้ กบต้องเลี้ยงให้ได้ประมาณตัวละ1 กิโลกรัม ให้เขากินเต็มที่ ดูแลเขาดีก็ให้ลูกดี เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็รู้ เหมือนคนกินดีอยู่ดีทุกอย่างก็ดี

การเลี้ยงกบต้องเริ่มต้นด้วยความสมบูรณ์ตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ เมื่อได้ดีตั้งแต่พ่อแม่ ลูกดีเลี้ยงโตเร็ว เป็นผลพวง

"ถ้าเลี้ยงกบแลกเนื้อ การเลี้ยงกบจำนวน 3-4 เดือน การถ่ายน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เราใช้เวลา 6 โมงเช้า กับ 3 โมงเย็น เป็นเวลาถ่ายน้ำที่ตรงเวลาทุกวัน เหมือนรับเด็กเล็กต้องตรงเวลาเขาก็ไม่อ้อน เขาจะรู้อัตโนมัติเมื่อถ่ายน้ำเสร็จ บ้านเขาสะอาด เขาก็กินอยู่หลับนอนสบาย แล้วอยู่สบายก็ต้องโตวันโตคืนเรื่องปกติเป็นธรรมชาติ ระดับน้ำมองข้ามไม่ได้ เรื่องของน้ำเป็นเรื่องที่ต้องดูแลอย่างดี อากาศร้อนกบชอบ บางคนคิดว่ากบชอบอยู่ในน้ำเน่าเหม็นนั้นไม่จริง ผมว่าทุกอย่างต้องการความสะอาดทั้งหมด ถ้าไม่สะอาดเป็นแหล่งสะสมโรค ใครอยู่กับเชื้อโรคแล้วสุขภาพดีมีไหม น้ำร้อนกบจะกระโดดเราต้องรู้ต้องเข้าใจเขา กบเล็กใช้น้ำน้อยหาผักลอยน้ำให้เขาอาศัยเกาะ กบใหญ่ก็เพิ่มน้ำตามอัตราส่วน แต่เลี้ยงเขาต้องมีห้องอาหาร ทำห้องอาหารไว้กลางบ่อ ใช้แผ่นเรียบผ่านการล้างสะอาดมาวางไว้ที่กลางบ่อให้อยู่เหนือน้ำ เป็นห้องอาหารอย่างดี เวลาให้อาหารก็ไปวางไว้ที่ห้องอาหารกลางบ่อ เขาจะมากินกันเป็นประจำและรู้เอง เวลาให้อาหารก็ให้แบบเป็นเวลา ทุกอย่างจะลงตัวทั้งหมด"

เจ้าของอธิบายการเลี้ยงกบเนื้อ และบอกต่ออีกว่า

"อนาคตเตรียมขยายกิจการ อนาคตเตรียมปลูกบ้านขยายพื้นที่การเลี้ยงให้มากขึ้น และจะเลี้ยงแบบเต็มรูปแบบ ต่อไปอาจมีการเลี้ยงแบบผสมผสาน การขายพ่อแม่พันธุ์ควบคู่ไปด้วย แต่ยอมรับว่าถึงจุดนี้ได้ก็ถือว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่งของการเลี้ยงแล้ว ตลาดกบอาจตายต่อไปเพราะคนเลี้ยงขาดคุณภาพ แต่สำหรับกบคุณภาพ ตลาดยังมีรองรับและราคาเป็นเครื่องดึงดูดให้มีการเลี้ยงกบแบบคุณภาพดีกว่าเลี้ยงตามมีตามเกิด ส่วนเกษตรกรที่อยากจะเลี้ยงกบขออย่าให้เชื่อผู้ที่จะขายเพียงพันธุ์ลูกกบเท่านั้น กบมีกลไกการเลี้ยงที่ดูแล้วไม่น่าเป็นเรื่องยาก แต่ความเป็นจริงการเลี้ยงมีเทคนิคปลีกย่อยในการเลี้ยงที่มากกว่าที่เห็นมากหลายต่อหลายเท่า การเลี้ยงต้องลองสัมผัสเอง เรื่องยากอาจเป็นเรื่องง่ายถ้าเรารู้เราหมั่นศึกษา บางคนบอกเลี้ยงแบบธรรมชาติใช้บ่อดิน การเลี้ยงผมลองมาแล้ว ดูมาแล้วหลายที่ลองมาแล้วหลายอย่าง บ่อปูนเลี้ยงกบดีกว่า ดูแลจัดการง่าย ควบคุมโรคอยู่ ที่สำคัญเลี้ยงสัตว์ต้องมีทุนเพราะเขากินทุกวัน"

ใครอยากเลี้ยงขอให้ดูและศึกษาก่อนที่จะเลี้ยง หากใครอยากแลกเปลี่ยนความรู้ สามารถติดต่อได้ตามที่อยู่ข้างต้น

หรือใครจะดูงานก็สามารถติดต่อได้ เพราะเจ้าของแนะนำให้ทุกอย่าง อยากให้คนอื่นๆ สำเร็จเหมือนตนเอง



เสียงจากเจ้าของฮอร์โมน

คุณกัญญา ปัญญาชาติรักษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ลานนาเกษตรกรรม จำกัด เล่าว่า กบก็เหมือนกับคนมีเครื่องในที่ละเอียดอ่อน มีปอด มีตับเหมือนคนทุกประการ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากที่จะดูแล แอลพีเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยาจึงไม่เป็นอันตราย การที่ คุณบุญเลิศ คงชั้น หรือต้อย นำแอลพีเข้าไปใช้กับกบได้ผลดี อย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดีด้วยจึงประสบผลสำเร็จ เพราะการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดต้องมีกลไกการเลี้ยงที่ผู้เลี้ยงต้องหมั่นศึกษาและสังเกตกับสัตว์ชนิดที่เลี้ยง ก็สามารถประสบผลสำเร็จทุกราย

สำหรับฟาร์มกบของคุณบุญเลิศ มีประสบการณ์เลี้ยงกบมากว่า 10 ปี ปัจจุบันเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์กว่า 10 บ่อ บ่อละประมาณ 6,000 ตัว เพาะพันธุ์เองได้ ระยะเวลาเลี้ยงรุ่นละ 4 เดือน เลี้ยงเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ปีละ 2 รุ่น

ก่อนใช้ LP-3 พบปัญหาการเลี้ยงคือ ต้องเลี้ยงกบตั้งแต่เล็กในปริมาณมากและหนาแน่น กบจะตายในระหว่างเลี้ยงในปริมาณมากกว่า 50% สาเหตุเพราะ

1. กบเป็นโรคอาหารไม่ย่อยและท้องอืดตาย (กินอาหารเม็ด โปรตีน 40%) ทยอยตายวันละหลายสิบกิโลกรัม

2. การเลี้ยงเผื่อตาย ต้องให้อาหารมาก เลี้ยงหนาแน่น น้ำเน่าง่าย กบติดเชื้อเป็นโรคตาฟาง ตาบอด โรคผิวหนังเน่าเปื่อย โรคไส้ไหล เป็นต้น

3. การที่ต้องเลี้ยงเผื่อตาย จึงสิ้นเปลืองอาหาร ต้นทุนการลงทุนการเลี้ยงสูง แต่ได้ผลผลิตเพียง 50%

4. สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ร้อนมาก หนาวมาก ทำให้กบเครียด ตายง่าย

5. กบแตกไซซ์หลายขนาด จำหน่ายไม่ได้ราคา ประสบภาวะไม่คุ้มค่าการเลี้ยง หลังจากมีการใช้แอลพี เมื่อกบอายุ 1 เดือนครึ่ง เนื่องจากเลี้ยงหนาแน่น จึงได้แนะนำให้ใช้ LP-3 ในอัตรา 2 ซีซี ผสมอาหาร 1 กิโลกรัม ทุกมื้อ และให้ล้างบ่อ เปลี่ยนน้ำเช้า-เย็น เพื่อป้องกันน้ำเน่าและป้องกันการติดเชื้อหลังจากใช้แอลพีแล้ว 7 วัน กระทั่งครบ 30 วัน พบว่า

1. กบเริ่มตายน้อยลงมาก ทั้งฟาร์มตายปกติวันละไม่เกิน 100 ตัว

2. กบกินอาหารดีขึ้นทุกตัว เติบโตใกล้เคียงกัน ไม่แตกไซซ์

3. หลังจากใช้ 7 วัน ไม่มีปัญหากบตาฟาง ตาบอด ไส้ไหล ผิวหนังเน่าเปื่อย

4. สามารถเลี้ยงกบได้หนาแน่น เพราะมีการจัดการที่ดี สะอาด กบตัวโตใกล้เคียง และสม่ำเสมอ ผิวสวย ผู้เลี้ยงให้ความเห็นว่าโตเร็วกว่าเดิมประมาณ 10 วัน

ผลตอบแทนหลังจากมีการจับไปต่อรุ่น

1. ใช้อาหารเลี้ยงกบทั้งสิ้น 5,000 กิโลกรัม ใช้ LP-3 ทั้งสิ้น 5.5 ลิตร จับได้น้ำหนักทั้งสิ้น 5,200 กิโลกรัม น้ำหนักกบโดยเฉลี่ย 8 ตัว ต่อกิโลกรัม

2. อัตราแลกเนื้อ FCR=0.9 น้อยกว่าปกติมาตรฐานซึ่ง FCR อยู่ที่ 1.3 ขึ้นไป

3. กบมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกันมาก ไม่มีการแตกไซซ์ สุขภาพแข็งแรง มีน้ำหนักดี ผิวสวย ไม่มีแผลเน่าตามตัว และพบว่าในการขนส่งกบน้ำหนักลดไปไม่ถึง 1% เป็นที่พอใจของพ่อค้า และเกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาสูง กิโลกรัมละ 75 บาท พ่อค้าระบุว่า กบทุกตัวสามารถส่งออกได้ไม่ต้องคัดแยกไปจำหน่ายตลาดในประเทศ

ส่วนใครอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับแอลพี สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท ลานนาเกษตรกรรม จำกัด 91 ซอยรามคำแหง 46 ถนนรามคำแหงตัดใหม่ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 โทรศัพท์ (02) 732-1108 และ (01) 885-2296



Create Date : 20 กรกฎาคม 2549
Last Update : 20 กรกฎาคม 2549 8:18:31 น. 0 comments
Counter : 14546 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com