แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในคอก-เลี้ยงปลาดุกบ่อพลาสติค 2 แนวทางประมง เพื่อความมั่นคงของชาวพัทลุง

เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในคอก-เลี้ยงปลาดุกบ่อพลาสติค 2 แนวทางประมง เพื่อความมั่นคงของชาวพัทลุง

พัทลุง เป็นอีกจังหวัดที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าด้านสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำของจังหวัดพัทลุงเมื่อปี 2548 ประมาณ 2,705 ตัน มูลค่า 335,504.02 พันบาท โดยเฉพาะปลาดุกลูกผสมที่มีการเลี้ยงกันอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่

จากรายงานของจังหวัดพัทลุง เมื่อปี 2548 มีจำนวนผู้เลี้ยงทั้งจังหวัดประมาณ 80 ราย พื้นที่ 40 ไร่ ผลผลิตประมาณ 130 ตัน ต่อเดือน และจะบริโภคกันในจังหวัดประมาณ 40 ตัน ที่เหลือจะส่งไปขายตลาดต่างจังหวัด ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า สำหรับผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์ และการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ทั้งนี้ คาดว่า ในอนาคตจะมีการเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาด



เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในคอก

ปัจจุบันกุ้งก้ามกรามตามแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงอย่างมาก ในทุกภาคของประเทศ และบริเวณทะเลสาบสงขลา ในเขตพื้นที่จังหวัดพัทลุงก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ทางสำนักงานประมงจังหวัดพัทลุงจึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเรื่อยมา เนื่องจากเป็นกุ้งที่มีรสชาติดี มีช่องทางการตลาดที่สดใส ขายได้ในราคาสูง เพราะยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค

จากรายงานตัวเลขประเภทการเลี้ยงสัตว์น้ำของจังหวัดพัทลุง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพัทลุง เมื่อปี 2548 ที่ผ่านมา ระบุว่า มีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มาขึ้นทะเบียน 68 ราย พื้นที่ 156.58 ไร่ มีผลผลิตกุ้งทั้งปีประมาณ 60-70 ตัน และผลผลิตกุ้งกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ ก็ส่งไปจำหน่ายยังประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี



พัทลุง แหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามคุณภาพดี

คุณสุชาติ เตชนราวงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานประมงจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า กุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์น้ำที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพัทลุง มีการส่งเสริมการเลี้ยงมาหลายสิบปีแล้ว และเลี้ยงมากบริเวณทะเลน้อย อำเภอควนขนุน, ตำบลลำปำ อำเภอเมือง, อำเภอปากพะยูน ไปจนถึงอำเภอบางแก้ว แต่ระยะหลังมานี้ 2 อำเภอหลัง เกษตรกรได้เลิกเลี้ยงไปแล้ว เนื่องจากสภาพน้ำเค็มมาก ไม่เอื้ออำนวยต่อการเลี้ยง นอกจากนี้ กุ้งก้ามกรามจากจังหวัดพัทลุงจะมีรสชาติดี ขนาดตัวใหญ่ สภาพน้ำเหมาะสมกับการเลี้ยง สำหรับการเลี้ยงแบบคอกจะทำให้มีสภาพใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด มีอาหารที่หลากหลายเพราะผู้เลี้ยงกุ้งบริเวณลำปำบางส่วนจะประกอบอาชีพประมงไปด้วย ทำให้มีเศษปลา ปลาเล็กปลาน้อย รวมทั้งหอยเชอรี่มาสับให้เป็นอาหารกุ้ง ผสมกับอาหารเม็ดก็จะช่วยลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง



ผู้ว่าฯ ซีอีโอ ส่งเสริมเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

คุณสุชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ยังได้สนับสนุนงบประมาณ ซีอีโอ ให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม งบฯ จังหวัดแบบบูรณาการ ปีงบประมาณ 2549 สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่ประสบปัญหาการขาดแคลนเงินทุนในการปรับปรุง ซ่อมแซมคอกเลี้ยงกุ้งที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเมื่อได้รับการอนุมัติงบประมาณจากจังหวัด เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน จึงเริ่มดำเนินโครงการนี้ในเขตพื้นที่ที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามหนาแน่น และได้รับความเสียหายมากกว่าบริเวณอื่น คือบริเวณตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง มีผู้ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้จำนวน 40 ราย สำหรับความช่วยเหลือจะเป็นรูปแบบของวัสดุในการเลี้ยง คือจัดซื้อเนื้ออวน เบอร์ 15 จำนวน รายละ 110 กิโลกรัม และซื้อเชือกเคร่า รายละ 10 กิโลกรัม รวมงบประมาณทั้งสิ้น คือ 545,000 บาท



เลี้ยงกุ้งแบบ 1 ครอบครัว 1 คอก

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่จังหวัดพัทลุงก็ต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ นั่นคือ ปัญหาเรื่องโรคกุ้งระบาด ทำให้ขาดแคลนพันธุ์กุ้งที่จะนำมาเลี้ยง ซึ่งตอนนี้ทาง สำนักงานประมงจังหวัดพัทลุงกำลังเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งด้วยการติดต่อผู้ขายพันธุ์กุ้งที่ภาคกลางให้กับเกษตรกรสามารถเลี้ยงได้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการเลี้ยงกุ้งจะใช้ต้นทุนสูงพอสมควร ค่าทำคอก ไร่ละประมาณ 15,000 บาท ยังไม่รวมต้นทุนค่าอาหาร ทำให้เกษตรกรผู้ยากไร้ไม่สามารถเลี้ยงได้ แต่สำหรับเกษตรกรที่พอมีศักยภาพเล็กน้อย อยู่ในทำเลที่เลี้ยงกุ้งได้ ก็น่าจะเลี้ยงกุ้งเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ในลักษณะ 1 ครอบครัว 1 คอก นั่นคือ เลี้ยงขั้นต่ำ 1 คอก ใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ก็คิดว่าพออยู่ได้แล้ว และสามารถไปประกอบอาชีพอื่นได้อีก และในแต่ละปีก็จะจับกุ้งได้ประมาณ 2-3 รุ่น ขายได้รุ่นละ 40,000-50,000 บาท ต่อ 1 คอก ครอบครัวก็มีเงินเก็บแล้ว

"สำหรับปัจจัยด้านการตลาด กุ้งก้ามกราม จังหวัดพัทลุงนั้นไม่มีปัญหา เพราะยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค สำหรับตลาดหลักส่วนใหญ่เป็นต่างประเทศ คือมาเลเซีย และสิงคโปร์ ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นตลาดภายในจังหวัดพัทลุง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตกุ้งก้ามกรามของจังหวัดพัทลุงถือว่ายังไม่มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องพันธุ์ เงินทุน แต่คาดว่าในอนาคตจะมีการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น เพราะยังมีช่องทางการตลาดที่สดใส" คุณสุชาติ กล่าว



เลี้ยงปลาดุกบ่อพลาสติคแก้จน

อีกโครงการหนึ่งที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี คือโครงการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมในบ่อดิน

คุณทวิช ชูบัว หัวหน้าฝ่ายพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สำนักงานประมงจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า โครงการนี้ได้รับงบประมาณ 1,323,000 บาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีความยากจนต่ำกว่าเกณฑ์ จปฐ.ซึ่งทางสำนักงานประมงจังหวัดพัทลุงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา และได้คัดเลือกเกษตรกร จำนวน 100 ราย เพื่อเข้าร่วมโครงการ สำหรับแนวทางการสนับสนุนจะเป็นในรูปแบบพันธุ์ปลาดุกลูกผสม ขนาด 2-3 เซนติเมตร รายละ 4,2000 ตัว และอาหารปลาดุก นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมเกษตรกรและการศึกษาดูงานจากที่ต่างๆ ด้วย ซึ่งโครงการนี้จะเป็นอีกแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร เพราะเขาจะได้เรียนรู้การผลิตเพื่อการยังชีพ การแปรรูปเป็นปลาดุกแดดเดียว และสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้ ถือเป็นการใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอีกแบบหนึ่ง

"การเลี้ยงปลาดุกบ่อพลาสติค ที่ตำบลสมหวัง อำเภอกงหรา เป็นอีกตัวอย่างในการเลี้ยงปลาดุกตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ได้มุ่งทำเป็นอาชีพหลัก แต่ให้เขาได้เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง เรียนรู้แนวทางการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งที่นี่นอกจากจะให้อาหารเม็ดแล้ว ยังใช้หัวปลาสด และหอยเชอรี่มาบดเลี้ยงปลาดุกได้ด้วย" คุณทวิช กล่าว



วิธีเลี้ยงปลาดุกบ่อพลาสติค

สำหรับ 1 ใน 100 ราย ที่เข้าร่วมโครงการนี้ก็คือ คุณอนัน ชูปาน อยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ 1 ตำบลสมหวัง อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง กล่าวถึงขั้นตอนการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติคว่า ขั้นแรก เริ่มจากการขุดบ่อกว้าง 2x4 เมตร ลึกประมาณ 80 เซนติเมตร จากนั้นนำกระสอบอาหารมาคลุมให้ทั่วบ่อ และนำพลาสติคที่เตรียมไว้มารองซ้ำอีกชั้น แล้วก็สูบน้ำเข้าบ่อประมาณ 5 เซนติเมตร สิ่งที่ควรทำก็คือ การดึงมุมพลาสติคที่ขอบบ่อให้ตึง และใช้ดินถมคันขอบบ่อ และสูบน้ำเข้าบ่ออีกไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร แล้วปล่อยปลาดุกลงบ่อได้ บ่อละ 1,000 ตัว สำหรับขั้นตอนการดูแล และการให้อาหารนั้น ปลาขนาดเล็กต้องให้อาหารลูกปลาดุกอ่อนเป็นอาหารผง เมื่อปลาโตขนาด 2 นิ้ว ก็ให้อาหารเม็ดไปประมาณ 1 เดือน ก็ให้อาหารปลาดุกเล็กและปลาดุกรุ่นตามระยะเวลาและขนาดของปลาที่เหมาะสม

"หัวใจสำคัญของการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติค คือการสังเกตน้ำในบ่อว่ามีกลิ่นเน่าหรือไม่ และมีปลาตายหรือไม่ ถ้าน้ำเสียก็เปลี่ยนน้ำใหม่มาลง ถ้าน้ำเสียไม่มากก็ใช้ EM มาลงก็ได้ แต่สำหรับตนเองนั้น จะนิยมใช้การเปลี่ยนน้ำมากกว่า นอกจากนี้ ยังนำเศษปลาที่ได้จากการแปรรูปมาเป็นอาหารปลาดุกด้วย จากนั้นเมื่อเลี้ยงปลาได้ประมาณ 4 เดือน ก็จับไปขายเป็นปลาสด หรือนำไปแปรรูปได้ ซึ่งครอบครัวผมได้นำปลาดุกที่เลี้ยงไปทำปลาแดดเดียว จำหน่ายในตลาดท้องถิ่น กิโลกรัมละ 130 บาท เป็นการเพิ่มมูลค่าปลาดุกได้อีกทางหนึ่ง" คุณอนัน กล่าว

นี่คือ อีก 2 ตัวอย่าง ของโครงการแก้จน สร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแบบฉบับของคนพัทลุง สำหรับผู้อ่านท่านใดที่สนใจโครงการดังกล่าวก็ติดต่อไปยัง สำนักงานประมงจังหวัดพัทลุง ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง 93000 โทรศัพท์ (074) 613-328 และ (074) 615-626 ได้ในวันและเวลาราชการ


Create Date : 20 กรกฎาคม 2549
Last Update : 20 กรกฎาคม 2549 8:17:01 น. 0 comments
Counter : 3631 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com