แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
เทคนิคการเลี้ยงกล้วยไม้ให้งาม

ทคนิคการเลี้ยงกล้วยไม้ให้งาม หินกัวโน่-ปุ๋ยอินทรีย์ฮิวมิไฟต์

เทคนิคการเลี้ยงกล้วยไม้ให้งาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจจะปลูกกล้วยไม้เป็นงานอดิเรก ไม่ว่าจะเป็นสกุลช้าง สกุลแวนด้า หรือสกุลหวายในกลุ่มของแคทลียาก็ตาม โดยผมซื้อไม้ขวดมาปลูก ใช้น้ำจากภูเขารด ส่วนกระเช้าหรือกระถางปลูกแขวนไว้กับแนวต้นยางพารา กล้วยไม้จะได้รับแสงตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนถึง 14.30 น. ปัจจุบันบางสกุลมีลำต้นและใบยาว 3-5 นิ้ว พบว่า ที่ใบมีจุดดำลึกขอบมีสีเหลือง ต่อมาจะเน่าเสียหาย ผมต้องตัดทิ้งไปบ้าง ไม่ทราบเป็นโรคอะไร จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร และจะมีวิธีเลี้ยงอย่างไรจึงจะได้ผลดี ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

มาโนช ชูแก้ว

เลขที่ 6 หมู่ 11 ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง 93160

ตอบ คุณมาโนช ชูแก้ว

กล้วยไม้ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว จัดอยู่ในวงศ์กล้วยไม้ นับว่าเป็นวงศ์ (แฟมิลี่) ของพืชมีดอกที่ใหญ่ที่สุดอีกวงศ์หนึ่ง ซึ่งมีมากกว่า 25,000 ชนิด (สปีซี่ส์) กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก กล้วยไม้ภาษาอังกฤษเรียกว่า ออคิด หรือ ออร์คิด มีความหมายว่า ลักษณะโป่งตอนกลาง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ในเขตร้อนชื้นควรมีดังนี้ แสงแดด กล้วยไม้แต่ละสกุลต้องการแสงแดดแตกต่างกัน เช่น สกุลหวาย ต้องการแสงแดดเพียง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแวนด้าต้องการแสงแดดเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง ดังนั้น การปลูกกล้วยไม้จำเป็นต้องพรางแสงให้ตามความเหมาะสมของแต่ละสกุล อุณหภูมิ กล้วยไม้เขตร้อนเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 25-35 องศาเซลเซียส เมื่อมีการพรางแสงและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาเรื่องอุณหภูมิจึงไม่เกิดขึ้นในบ้านเรา ความชื้น กล้วยไม้เกือบทุกสกุลต้องการความชื้นสัมพัทธ์อยู่ระหว่าง 60-80 เปอร์เซ็นต์ โดยรักษาความชื้นที่บริเวณรากให้อยู่ในระดับที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งพึงระวังคืออย่าให้ลมพัดโกรกแรงและไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณรากชื้น และมากเกินความจำเป็น ในโรงเรือนต้องจัดการให้มีลมพัดผ่านได้ดี แม้แต่เครื่องปลูกก็ควรโปร่ง ไม่ขังน้ำจนรากชื้นแฉะ ธาตุอาหาร ในสภาพธรรมชาติกล้วยไม้จะได้ธาตุอาหารจากเศษซากพืชที่เน่าเปื่อยผุพัง และเมื่อนำมาปลูกในกระถางหรือกระเช้าจึงจำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีแทนอินทรียวัตถุในธรรมชาติ คือในระยะ ลูกกล้วยไม้ ที่นำออกจากขวดใหม่ๆ ให้ใช้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำได้สูตร 30-10-10 หรือ 10-20-10 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ เดือนละสองครั้ง กล้วยไม้วัยหนุ่มสาว ระยะใกล้ออกดอกใช้ปุ๋ยสูตร 10-20-10 หรือ 15-15-15 อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ 2 ครั้ง ต่อเดือน และระยะแทงช่อ ด้วยปุ๋ยสูตร 16-21-27 หรือ 20-20-20 อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ เดือนละ 2 ครั้ง หลังแทงช่อแล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยอีก อายุการติดดอกอยู่ระหว่าง 8-24 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ และสายพันธุ์ที่ปลูก วัสดุปลูก นับเป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จในการปลูกกล้วยไม้ วัสดุปลูกสำหรับกล้วยไม้ชนิดรากอากาศและกึ่งรากอากาศ เช่น สกุลแวนด้า ช้าง เข็ม และกุหลาบ ต้องเป็นวัสดุที่อุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดี ได้แก่ ออสมันด้า ซึ่งเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเส้นฝอย แห้งและมีน้ำหนักเบา แต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพง ถ่าน ข้อดีมีน้ำหนักเบา อุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดี หาได้ง่าย และสะอาด กาบมะพร้าว ข้อดีหาได้ง่าย เก็บความชื้นได้ดี มีข้อเสียคือ เปื่อยยุ่ยง่ายกว่าถ่านไม้ อิฐหัก เก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี หาได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ มีน้ำหนักเบา และ โฟม ข้อดีมีน้ำหนักเบา หาได้ง่าย มีความยืดหยุ่นได้ดี ช่องว่างระหว่างก้อนโฟมที่ทำให้เล็กจะเก็บน้ำได้ดี ส่วนวัสดุปลูกของ กล้วยไม้ดิน ให้ใช้อินทรียวัตถุ เช่น เศษใบไม้แห้งหมักให้ได้ที่ผสมกับถ่านและอิฐหัก ก็นับว่าใช้ได้ผลดี อาการของโรคพบที่ใบ คือ โรคใบจุด เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดหนึ่ง อาการของโรคที่ระบาดในกล้วยไม้แวนด้าพบรอยแผลยาวรีคล้ายกระสวย บริเวณกลางของแผลจะเป็นตุ่มนูน แต่ถ้าหากเกิดที่ใบของกล้วยไม้สกุลหวายพบเป็นจุดสีดำขนาดเล็ก เท่าปลายเข็มหมุดและขยายเพิ่มขนาดขึ้นถึงเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ยุบลงลึกในเนื้อใบ ขอบแผลสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาจะลุกลามทำให้ใบเน่าเสียหาย วิธีป้องกันกำจัด ให้ตัดใบที่เริ่มแสดงอาการของโรคเผาทำลายทิ้งไป หากเกิดการระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นด้วยคาร์เบนดาซิม หรือแมนโคเซบ ตามอัตราและเวลา ที่ระบุไว้ที่ฉลาก



หินกัวโน่ ปุ๋ยอินทรีย์ฮิวมิไฟต์ และปุ๋ยอินทรีย์เคมี

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีข้อสงสัยความแตกต่างระหว่างหินกัวโน่ ปุ๋ยอินทรีย์ฮิวมิไฟต์ และปุ๋ยอินทรีย์เคมีนั้น มีความหมายและความแตกต่างกันอย่างไร ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลรายละเอียดด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

สุมิตร พรหมกุล

38 หมู่ 7 ถ.อุดร-หนองคาย หมู่ 5 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000

ตอบ คุณสุมิตร พรหมกุล

หินกัวโน่ คือ การสะสมมูลค้างคาวในพื้น หรือผนังถ้ำเป็นเวลาหลายปี เมื่อได้ความชื้นหรือมีน้ำฝนชะล้างเอาธาตุอาหารจากมูลค้างคาว เข้าสะสมอยู่ในหินปูนตามพื้นถ้ำหรือผนังถ้ำ การเก็บกวาดหรือขุดหินปูนที่มีธาตุอาหารหรือมูลค้างคาวปะปนอยู่นั้นเรียกว่า หินกัวโน่ หินชนิดนี้นำไปเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ได้ดี เพราะนอกจากจะให้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมแล้ว ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียมอีกด้วย

ปุ๋ยอินทรีย์ฮิวมิไฟต์ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ ที่ผ่านการให้ความร้อนทางอ้อม ที่อุณหภูมิ 160-180 องศาเซลเซียส ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดนี้คงทนต่อการสลายตัวและปลดปล่อยธาตุอาหารให้เป็นประโยชน์กับต้นไม้อย่างช้าๆ ซึ่งมีวิธีการผลิตดังนี้ บรรจุมูลสัตว์ลงในถัง 2 ชั้น ระหว่างชั้นหล่อเลี้ยงด้วยน้ำมัน ต่อมาเพิ่มอุณหภูมิให้น้ำมันที่ 160-180 องศาเซลเซียส ถ่ายเทให้ถังบรรจุมูลสัตว์ที่หมุนคลุกเคล้ามูลสัตว์ตลอด 3-5 ชั่วโมง แล้วปล่อยทิ้งให้เย็น ก่อนนำไปใช้เป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ ปุ๋ยอินทรีย์ฮิวมิไฟต์ จะให้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม 4.5-5.3, 9.0 และ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ปุ๋ยอินทรีย์เคมี หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 70 : 30 ส่วน โดยน้ำหนักที่อยู่ในรูปปั้นเม็ดหรืออัดเม็ด และมีความชื้นไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ โดยมีขั้นตอนในการอบฆ่าเชื้อโรคบางชนิดด้วยไอร้อนที่อุณหภูมิ 60-80 องศาเซลเซียส เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เพื่อยับยั้งไม่ให้จุลินทรีย์ผลิตเอนไซม์ออกมาย่อยสลายปุ๋ยเคมีที่ผสมอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยที่ได้จะมีความเป็นกรด-ด่าง ที่ 3.5-5.5 จุดเด่นของปุ๋ยอินทรีย์เคมี คือมีอินทรียวัตถุสูง ทำหน้าที่ปรับปรุงดินให้ร่วนซุย ช่วยให้ดินดูดซับเก็บความชื้นไว้ได้นานขึ้น พร้อมกับปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นไม้อย่างช้าๆ ขณะที่ปุ๋ยเคมีจะให้ธาตุอาหารกับต้นไม้ได้อย่างพอเพียงกับความต้องการ ทั้งปริมาณและเวลาที่เหมาะสม

กล่าวโดยรวมแล้วปุ๋ยทั้งสามชนิด ล้วนเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อต้นไม้โดยตรง แต่หินกัวโน่ต้องใช้เวลาสะสมนานหลายปีจึงจะได้ปริมาณความต้องการ ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ฮิวมิไฟต์นั้น เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีต้นทุนการผลิตสูงมาก จึงไม่เหมาะสำหรับผลิตใช้ในบ้านเรา ปุ๋ยอินทรีย์เคมีนั้นผลิตได้ง่าย การใช้ก็สะดวก ทำให้ปุ๋ยชนิดนี้กำลังมาแรง จุดอ่อนคือยังติดอยู่ที่ภาคราชการยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง



การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ระดับ A1

มีความแตกต่างกับระดับอื่นๆ อย่างไร

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ทราบว่าประเทศไทยจะจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2549 ถึงมกราคม 2550 จากเนื้อข่าวระบุว่ามีการยกระดับขึ้นเป็น A1 นั้นหมายความว่าอย่างไร และแตกต่างกับระดับอื่นๆ อย่างไร ขอเรียนถามเพียงเท่านี้ก่อนครับ

ขอแสดงความนับถือ

วีระศักดิ์ วิจารย์ผล

21/5 หมู่ 3 ต.สามเงา จ.ตาก 63130

ตอบ คุณวีระศักดิ์ วิจารย์ผล

การจัดมหกรรมพืชสวนโลก ราชพฤกษ์ 2549 ที่กำลังจะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2549-มกราคม 2550 การจัดงานมหกรรมครั้งนี้มีการยกระดับขึ้นจาก A2 ขึ้นเป็น A1 ทั้งนี้ การจัดลำดับชั้นการจัดงานพืชสวนระดับนานาชาติ แบ่งไว้ 4 ระดับ ดังนี้

ระดับ A1 เป็นการจัดมหกรรมพืชสวนขนาดใหญ่ ที่มีรอบการจัด 10 ปี ขึ้นไป หมายถึง หากเราจัดขึ้นในปี 2549 แล้ว ต้องรอไปอีก 10 ปี จึงจะจัดอีกครั้งได้ ก่อนจัดมหกรรมต้องแจ้งความประสงค์ไปยังสำนักมหกรรมของโลกล่วงหน้าเป็นเวลา 6-12 ปี การจัดการแสดงต้องมีพืชสวนครบทุกประเภทและทุกสาขา ใช้พื้นที่จัดงานอย่างน้อย 312.5 ไร่ มีพื้นที่สิ่งก่อสร้างไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่และต้องจัดพื้นที่ให้กับประเทศที่ส่งผลงานมาร่วมแสดงอย่างน้อย 10 ประเทศ คิดเป็นพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมด พร้อมกับต้องจ่ายเงินค่าประกันให้กับสำนักมหกรรมของโลก เป็นเงิน 20,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 600,000 บาท และใช้ระยะเวลาการจัดงาน 3-6 เดือน

ระดับ A2 ก่อนจัดงานต้องแจ้งความประสงค์ไปยังสำนักมหกรรมของโลกล่วงหน้าอย่างน้อย 4 ปี และจัดได้ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง มีพื้นที่จัดแสดงขนาดเล็กกว่า A1 ใช้เวลาจัดงานไม่เกิน 3 เดือน ต้องจัดพื้นที่การแสดงให้ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 5 ประเทศ รวม 2,000 ตารางเมตร และต้องจ่ายเงินค่าประกัน 30,000 บาท ให้กับสำนักมหกรรมของโลก

ระดับ B1 การแสดงจัดได้ไม่เกินปีละหนึ่งครั้ง ต้องยื่นใบสมัครก่อนจัดงาน 3-7 ปี มีระยะเวลาการแสดง 3-6 เดือน มีพื้นที่การจัดงาน 156 ไร่ มีพื้นที่สำหรับการจัดงานของต่างประเทศไม่น้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ และต้องจ่ายเงินค่าประกัน 15,000 บาท และ

ระดับ B2 การจัดแสดงไม่เกินปีละ 2 ครั้ง กิจกรรมการแสดงต้องมีน้อยกว่าระดับ A1, A2 และ B1 ระยะเวลาจัดงาน 8-20 วัน ต้องยื่นใบสมัครต่อสำนักมหกรรมของโลกก่อนจัดงาน 2 ปี พื้นที่การแสดงพฤกษชาติมีไม่น้อยกว่า 6,000 ตารางเมตร พื้นที่สำหรับการแสดงของต่างประเทศไม่น้อยกว่า 600 ตารางเมตร และต้องจ่ายค่าประกัน 7,500 บาท

สำหรับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก 2549 ที่จะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2549-มกราคม 2550 ที่บริเวณโครงการไร่นาสาธิตแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 10 กิโลเมตร ในงานมหกรรมครั้งนี้ มีชื่อเป็นทางการว่า งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ "ราชพฤกษ์ 2549" โดยมีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ ครอบคลุมพื้นที่ 470 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และทรงมีพระชนมพรรษา 79 พรรษา

2. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการส่งออก พืชผัก ผลไม้ เห็ด ไม้ดอกไม้ประดับและสมุนไพรไทย

3. เพื่อแสดงผลงานวิจัยที่ก้าวหน้าด้านพืชสวนและเครื่องมืออุปกรณ์อื่นๆ

4. เป็นการเปิดโอกาสให้นักวิชาการด้านพืชสวน ทั้งในและต่างประเทศมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน และ

5. เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเผยแพร่วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ให้ชาวต่างชาติได้รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เป้าหมายของการจัดงาน ต้องการให้ต่างประเทศเข้าร่วมแสดงผลงานไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงาน 2 ล้านคน

กิจกรรมสำคัญของมหกรรมจัดงาน

1. แสดงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะด้านเกษตร

2. การแสดงนิทรรศการทั้งภายในและนอกอาคาร ทั้งองค์กรภายในและผู้แทนจากต่างประเทศ

3. การประกวดพันธุ์พืช เช่น กล้วยไม้ และพันธุ์พืชที่หายากจากทั้งภายในและนำเข้าจากต่างประเทศ

4. การจัดประชุมสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับพืชสวน

5. การแสดงศิลปะและวัฒนธรรมของ 76 จังหวัด และอีก 7 ประเทศ และเพื่อเชิญชวนให้ชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศมากยิ่งขึ้น



น่ารู้

ผัก 21 ชนิด ต้องตรวจหาสารพิษตกค้างก่อนส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น



พืชผัก 21 ชนิด คือ ผักขึ้นฉ่าย คะน้า ผักชีฝรั่ง ผักชีลาว ใบโหระพา ผักชี ใบกะเพรา ผักคะแยง ยี่หร่า ใบแมงลัก ใบสะระแหน่ ผักแพว ใบบัวบก ถั่วลันเตา กะหล่ำใบ ส้มป่อย ผักกระเฉด ตะไคร้ ผักเป็ด กระเจี๊ยบเขียว และใบมะกรูด

ต้องการทราบรายละเอียดอื่นๆ สอบถามได้ที่ ศูนย์บริการทางวิชาการแบบเบ็ดเสร็จ อาคารศูนย์ปฏิบัติการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมวิชาการเกษตร เกษตรกลางบางเขน จตุจักร กทม. 10900 โทร. (02) 579-6134 ในวันและเวลาทำการ


Create Date : 20 พฤษภาคม 2549
Last Update : 20 พฤษภาคม 2549 12:17:43 น. 23 comments
Counter : 4005 Pageviews.  
 
 
 
 
Thank you
 
 

โดย: Zantha วันที่: 20 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:31:29 น.  

 
 
 
มาอ่านการเลี้ยงดูกล้วยไม้ในแต่ระยะได้ความรู้ที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นอีกแยะเลย
ขอบคุณมากค่า ~ ~
 
 

โดย: D.K.H.N. วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:9:04:20 น.  

 
 
 
ได้ความรู้มากขึ้น ขอบคุณครับ
 
 

โดย: เด็กวัด IP: 125.24.64.88 วันที่: 26 พฤษภาคม 2549 เวลา:8:53:08 น.  

 
 
 
หวาย ใบเริ่มเป็นจุดดำขอบเหลืองตรงปลายใบตัดทิ้งเฉพาะปลายใบหรือตัดหมดทั้งใบคะ กาบแห้งที่หุ้มลำมีจุดดำๆต้องลอกออกหรือตัดทิ้งทั้งลำคะ
 
 

โดย: noklek IP: 158.108.211.160 วันที่: 28 พฤษภาคม 2549 เวลา:14:21:12 น.  

 
 
 
สวัสดีค่ะ พอดีอยากทราบว่า เราสามารถขยายพันธ์ได้ด้วยวิธีใดบ้าง และแต่ละวิธ๊มีขั้นตอนอย่างไร

ขอบพระคุณค่ะ
 
 

โดย: ติ๊กพังงา IP: 222.123.102.232 วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:13:19:45 น.  

 
 
 
สวัสดีค่ะ หยากเล้ยงกล้วยไม้ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ himalayas 11@g mail.com ขอบคุณค่ะ
 
 

โดย: himalayas IP: 124.157.156.190 วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:10:07:03 น.  

 
 
 
เรียน คุณหม้อเกษตร ทองกาว ที่นับถือ หยากเลี้ยงกล้วยไม้ เริ่มแรกควรหัดเลี้ยงสายพันธ์อะไร และขนาดของต้นที่จะเลี้ยงช่วยแนะนำด้วยค่ะ ขออบคุณต่ะ วันเพ็ญ หงษ์ทอง 21/3 หมู่ 11 ต. ต๋อม อ. เมือง จ. พะเยา
 
 

โดย: วันเพ็ญ IP: 124.157.156.190 วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:12:11:36 น.  

 
 
 
ดีมากค่ะ
 
 

โดย: แป๋ว IP: 61.7.176.18 วันที่: 12 มีนาคม 2551 เวลา:13:54:06 น.  

 
 
 
แวนด้า ใบมีลักษณะเป็นแผล คร้ายๆจะขึ้นรา ควรทำไงดีค่ะ
 
 

โดย: ดี้ IP: 203.150.202.234 วันที่: 22 พฤษภาคม 2551 เวลา:14:04:37 น.  

 
 
 
ชอบมากจากเด็กแพร่ให้Thai ห.ม.
 
 

โดย: แช็ก IP: 203.172.211.42 วันที่: 3 กรกฎาคม 2551 เวลา:16:23:24 น.  

 
 
 
รักพ่อแม่และพี่มากคะ
 
 

โดย: แตงทัยเด็กหัวเมือง IP: 203.172.211.42 วันที่: 3 กรกฎาคม 2551 เวลา:16:26:08 น.  

 
 
 
อยากรู้วิธีใส่ปุ๋ยกล้วยไม้ค่ะ
 
 

โดย: kapook IP: 115.67.54.68 วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:15:22:37 น.  

 
 
 
อย่าสิฮู้วาเป็นจังได
 
 

โดย: อู้มุกดาหาร IP: 118.175.172.233 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:02:21 น.  

 
 
 
ดี้นัไนพีไรพ่เพเ
 
 

โดย: เเก๊ป IP: 125.26.111.215 วันที่: 20 มีนาคม 2552 เวลา:10:36:58 น.  

 
 
 
ผมชอบมากๆๆเลย
 
 

โดย: brite IP: 125.25.242.27 วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:18:03:27 น.  

 
 
 
ผมปลูกแล้วมะเคยรอดเลยซักต้น (ตายหมดตายเรียลเลย)ใบมานเหลีองแล้วก็ตายอะทำไง
 
 

โดย: หัดปลูก IP: 124.121.117.237 วันที่: 18 กันยายน 2552 เวลา:21:28:51 น.  

 
 
 
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกาว ที่นับถือ อยากเลี้ยงกล้วยไม้ ให้เป็นอาชีพ แต่ไม่มีความรู้เรื่องกล้วยไม้เลย รบกวนแนะนำด้วยครับ ว่าผมควรจะหาข้อมูลหรือเริ่มจากจุดไหนดี

email. keytian14@yahoo.com
ขอบคุณครับ
 
 

โดย: กี้ IP: 61.90.145.158 วันที่: 19 ธันวาคม 2552 เวลา:23:46:52 น.  

 
 
 
ผมชอบกล้วยไม้มากผมเลี้ยงไว้หลายต้นแต่ทำไมบางต้นมันตายบางต้นมันออกดอกสวยใครรู้ช่วยบอกผมหน่อยคับ
 
 

โดย: ทิวไม้สีรุ้ง IP: 180.183.193.26 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:30:52 น.  

 
 
 
ผมจะทำรายงานที่เกี่ยวกับกล้วยไม้ได้เข้ามาดูรู้สึกว่ามีประโยชน์มากๆครับ
 
 

โดย: tack IP: 125.26.199.227 วันที่: 8 กรกฎาคม 2553 เวลา:14:29:22 น.  

 
 
 
ดิฉันชอบกล้วยไม้มากที่บ้านเกลี้ยงต้อง 203 ต้น
 
 

โดย: คาว IP: 113.53.252.106 วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:14:47:36 น.  

 
 
 
ชอบมาก
 
 

โดย: ที IP: 113.53.234.66 วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:9:12:52 น.  

 
 
 
ปุ๋ยที่ใชกับพืชผัก ตราทุ้งเศษฐ๊(ปุ๋ยเกด) 25-5-5
ใช้กับกล้วยไม้ได้อะป่าว
 
 

โดย: ae IP: 172.25.8.111, 203.144.130.176 วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:14:04:26 น.  

 
 
 
มีปู๋ยอะไรบ้างครับที่เล่งกานออกดอกเลวที่สุด์?
 
 

โดย: vanhnaphone IP: 202.137.144.9 วันที่: 25 ตุลาคม 2554 เวลา:10:36:22 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com