แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
ขวัญภูริศ วรัทจตุพัฒน์ ผู้มุ่งมั่นเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นเกษตรกรดีเด่น

ชย ส่องอาชีพ

ขวัญภูริศ วรัทจตุพัฒน์ ผู้มุ่งมั่นเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นเกษตรกรดีเด่น

คุณขวัญภูริศ วรัทจตุพัฒน์ เกษตรกรผู้ได้รับการคัดเลือกจากกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประจำปี 2549 สิ่งที่เขาสามารถบอกกล่าวได้ มีเพียงคำว่า ภาคภูมิใจ

จากชายผู้จบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และทุ่มเทให้กับการประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด อันประกอบด้วย การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในพื้นที่ 150 ไร่ เลี้ยงกุ้งขาว ในพื้นที่ 100 ไร่ และการเลี้ยงปลานิล ในพื้นที่อีก 150 ไร่ ได้กลายเป็นความสำเร็จ เป็นแบบอย่างที่ควรค่าแก่การยกย่อง

ที่บ้านเลขที่ 12 หมู่ 8 ตำบลบางหลวง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติผู้นี้ ได้เริ่มต้นบอกเล่าถึงความสำเร็จว่า ในส่วนของการเลี้ยงกุ้งนั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี 2540 จาก 1 บ่อ ขยายเป็น 50 บ่อ ในปี 2545 และต่อมาได้เช่าพื้นที่อีกประมาณ 400 ไร่ จัดสร้างเป็นฟาร์ม โดยตั้งชื่อว่า ฟาร์มรุ่งเรืองทรัพย์ 1 สามารถทำรายได้จากการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม 25 บ่อ รายได้ต่อเดือน เดือนละประมาณ 900,000 บาท

ขณะที่การเลี้ยงกุ้งขาว ที่เลี้ยงอยู่ 15 บ่อ สามารถทำรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 900,000-1,00,000 บาท ส่วนการเลี้ยงปลานิล บนพื้นที่ 15 ไร่ ปล่อยลูกพันธุ์ปลา เฉลี่ยไร่ละ 3,000 ตัว รวม 450,000 ตัว ผลผลิตทั้งหมด จับได้ประมาณไร่ละ 1 ตัน เฉลี่ยที่ 2 ตัว ต่อกิโลกรัม โดยสามารถจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 25 บาท แต่ละเดือนมีรายได้จากการจับปลาจำหน่าย ประมาณ 300,000 บาท

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่ายเลย



เส้นทางชีวิตของเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ

คุณขวัญภูริศ ย้อนอดีตของเขาให้ฟังว่า ในอดีต บิดา มารดา ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ อันได้แก่ วัว ควาย แพะ แกะ และต่อมาได้เลี้ยงสัตว์น้ำเป็นบางที่ ฐานะนั้นก็เฉกเช่นเกษตรกรทั่วไปที่ยากจน

"ผมมีพี่น้องหลายคน และเป็นคนโตด้วย เลยตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อ หลังจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงแม้ในใจอยากจะเรียนอย่างมาก ด้วยเหตุที่เราก็เรียนดีมาโดยตลอด แต่เพื่อครอบครัว เพื่อให้น้องๆ ได้เล่าเรียนให้ได้มากที่สุด การที่ผมออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด"

เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม และมีความรัก เขาจึงได้แต่งงานกับคุณอาภาภัคฐ์ อาจคงหาญ

"พอมีครอบครัวก็ยังเป็นเกษตรกรเหมือนเดิมครับ แต่ก็ทำอยู่หลายอย่าง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราต้องการ อย่างพอแต่งงานก็เลี้ยงวัวกับแกะอยู่ประมาณ 650-700 ตัว ต่อมาได้ย้ายไปทำสวนส้มสายน้ำผึ้งและยางพาราอยู่ที่ตำบลปิล๊อก ทองผาภูมิ กาญจนบุรี พอปี 2538 ก็เลิกเลี้ยงวัว เลี้ยงแกะ มาเป็นผู้รับเหมา"

แม้จะเปลี่ยนจากเกษตรกรมาสู่อาชีพผู้รับเหมา แต่ความสำเร็จยังไม่เกิดกับชายผู้นี้ เพราะเขาโดนหุ้นส่วนธุรกิจโกง ชีวิตต้องหักเหอีกครั้ง ด้วยการซื้อรถแทร็กเตอร์มารับจ้างไถที่ดิน ทำคันบ่อเลี้ยงกุ้ง

แล้วโชคชะตาก็ลิขิตเขาอีกครั้ง

"ช่วงนั้นธุรกิจของผมเป็นไปได้ดีมากเลย จนวันหนึ่งมีคนจากจังหวัดชลบุรีมาเช่าพื้นที่พ่อผมทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แล้วเขามาแนะนำให้พ่อผมทำด้วย เพราะขณะนั้นราคากุ้งกุลาดำดีมาก ผมฟังแล้วสนใจอยากทำบ้าง เลยขอพื้นที่พ่อมาทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 1 บ่อ"

จาก 1 บ่อ ที่เริ่มต้นด้วยเพียงคำบอกเล่าว่า ดี ทำแล้วได้เงินแน่นอน จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ชายผู้นี้ ได้หันเหชีวิตอีกครั้ง

"ดีสิครับ ได้ผลดีมาก เรียกว่าเกินความคาดหมาย"

เมื่อทุกอย่างมีขึ้นก็ย่อมมีลง อาชีพการเลี้ยงกุ้งกุลาดำของเขาก็เช่นกัน

"เลี้ยงกุ้งมาได้ดีๆ อยู่ช่วงหนึ่ง เริ่มประสบปัญหา เพราะเกิดโรคระบาดในกุ้งกุลาดำ การเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จเหมือนแต่ก่อน เป็นเรื่องยากมาก"

เมื่อกุ้งกุลาดำมีปัญหา เขาจึงปรับเปลี่ยนชนิดของสัตว์น้ำที่เลี้ยง จากกุ้งกุลาดำ เปลี่ยนมาเป็นกุ้งก้ามกราม แต่ผลที่ได้ "ไม่ดีนัก จะยกตัวอย่างหนึ่งให้ฟัง ตอนนั้นประมาณปลายปี 2542 ผมปล่อยลูกกุ้งก้ามกรามลงเลี้ยงในบ่อ ขนาด 15 ไร่ 1 บ่อ ปล่อยลูกกุ้งไป 350,000 ตัว พอถึงเวลาจับ ปรากฏว่า ได้กุ้งมา 7 ตัว"

แต่จากกุ้งก้ามกราม 7 ตัว กลับเป็นเสมือนแรงกระตุ้นให้เขาต้องทุ่มเทมากขึ้น

ชายผู้นี้ กลับยิ่งทวีความมุ่งมั่น ความทุ่มเท ทั้งหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจ กับการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นปัญหา เป็นอุปสรรค ให้เป็นตำราชีวิตไว้เรียนรู้เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จให้ได้ เขายิ่งทุ่มเทให้กับการเลี้ยงมากขึ้น ขยายพื้นที่บ่อเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ พร้อมกับการปรับปรุงสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นคัดลักษณะที่ดีๆ ของพ่อแม่พันธุ์ ทั้งเลี้ยงและผสมเพาะฟักลูกพันธุ์ขึ้นใช้เองในฟาร์ม รวมถึงการขายให้กับเพื่อนบ้านใกล้เคียงนำไปเลี้ยงด้วย

จากเกษตรกรมือใหม่ มาวันนี้เขาได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการปรับปรุงสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามอย่างหาตัวจับยาก ถึงวันนี้เขายังเน้นหนักการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามอย่างต่อเนื่องและมีผลงานที่ภาคภูมิใจ โดยภายใต้รอยยิ้มที่ปรากฏเมื่อเขาเล่าให้ฟังถึงการปรับปรุงพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่กำลังดำเนินการอยู่ในวันนี้

"เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2546 เมื่อผมได้ไปเที่ยวประเทศพม่า และไปเห็นชาวบ้านเขาจับกุ้งก้ามกรามจากแม่น้ำตามธรรมชาติ ผมเข้าไปสังเกตดูพบว่า กุ้งก้ามกรามของพม่ามีลักษณะที่ดีมากเลย โดยก้ามสั้น ลำตัวยาว ขนาดกำลังพอดี เห็นจึงสนใจทันที ผมเลยขออนุญาตกับทางด่านชายแดน โดยผ่านทาง ตม. เพื่อขอนำเข้าพันธุ์กุ้งก้ามกรามจากพม่า เพื่อเอามาปรับปรุงสายพันธุ์ครับ"

เขาจึงได้พ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามจากพม่าเข้ามาเพาะเลี้ยง พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ตามที่มุ่งหวัง

"ที่ดีใจมากตอนนี้ นอกจากที่กรมประมงเข้ามาเก็บตัวอย่างด้านพันธุกรรมพ่อแม่พันธุ์ที่เราทำแล้ว ยังกำลังจะได้รับทุนสนับสนุนด้านการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามจากสำนักงานการพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) โดยความอนุเคราะห์ของ ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกด้วย" คุณขวัญภูริศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ



ตามไปดูเทคนิคการเลี้ยงสัตว์น้ำ

เจ้าของฟาร์มแห่งนี้ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามว่า สำหรับในพื้นที่ 150 ไร่ นั้น ได้จัดทำเป็นบ่อ จำนวน 27 บ่อ โดยเป็นบ่อเพาะเลี้ยง จำนวน 25 บ่อ ขนาดพื้นที่บ่อ 1 บ่อ ประมาณ 4 ไร่ และมีบ่อพักน้ำอีก 2 บ่อ บ่อละ 20 ไร่

ในการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแต่ละครั้งจะใช้ลูกพันธุ์ จำนวน 1,000,000 ตัว โดยใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ 5-8 เดือน ถึงจับขาย

"บ่อเลี้ยงเรายังแบ่งออกเป็นบ่ออนุบาลอีก 5 บ่อ ปล่อยพันธุ์ลูกกุ้งบ่อละ 200,000 ตัว เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 70-80 วัน ได้ขนาดประมาณ 200-250 ตัว ต่อกิโลกรัม มีอัตรารอดประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ จะทำการย้ายมาเลี้ยงในบ่อเลี้ยงกุ้งรุ่น ที่มีอยู่จำนวน 15 บ่อ โดยปล่อยในอัตราบ่อละ 50,000 ตัว เลี้ยงต่ออีกประมาณ 90 วัน จะได้กุ้งขนาดประมาณ 35 ตัว ต่อกิโลกรัม มีอัตราการรอดประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์"

ต่อจากนั้นเราจะคัดกุ้งเพศเมียขาย และคัดกุ้งรุ่นก้ามทองเพศผู้ คัดใส่อีก 5 บ่อ ที่เหลือ จำนวนไร่ละ 3,750 ตัว ก็ประมาณ 10,000-11,000 ตัว ต่อบ่อ อัตรารอดอยู่ที่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วเลี้ยงต่ออีก 60-75 วัน จึงจับขายทั้งบ่อ โดยจะได้กุ้งขนาดประมาณ 10 ตัว ต่อกิโลกรัม"

ทั้งนี้ ในการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของฟาร์มแห่งนี้ ปีหนึ่งจะปล่อย 2 ครั้ง ต่อ 1 บ่อ จับขายได้ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะขายได้ปริมาณ 650 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายที่กิโลกรัมละ 150 บาท จะได้เงินประมาณ 96,000 บาท ต่อบ่อ และครั้งที่ 2 จับได้ประมาณ 281,250 บาท

ส่วนการเพาะเลี้ยงกุ้งขาว ในพื้นที่ 100 ไร่ ได้แบ่งเป็นบ่อเลี้ยงจำนวน 17 บ่อ โดยเป็นบ่อขนาดพื้นที่ 4 ไร่ จำนวน 15 บ่อ และเป็นบ่อพักน้ำ ขนาดพื้นที่ 20 ไร่ อีกจำนวน 2 บ่อ ปีหนึ่งสามารถเลี้ยงได้ 2 ครั้ง มีอัตราการปล่อยกุ้งครั้งละ 6,000,000 ตัว ขณะที่ปลานิล มีพื้นที่เลี้ยง 150 ไร่ อัตราการปล่อยลูกปลาอยู่ที่ 8,000 ตัว ต่อไร่ และจะสามารถจับได้ไร่ละ 1 ตัน

ต่อข้อถามว่า การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ฟาร์มรุ่งเรืองทรัพย์ 1 ได้วางระบบการจัดการไว้อย่างไร

"เราได้มีการวางระบบไว้อย่างเหมาะสม และใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีคุณค่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรข้างเคียง ไม่ให้มีผลกระทบกับเกษตรกรผู้ทำนาข้าวข้างเคียง อีกทั้งยังไม่ระบายน้ำเสียลงสู่คลอง มีการจัดการระบบบ่อพักน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้บ่อพักน้ำให้เป็นประโยชน์ รวมถึงการสร้างรายได้ เราได้ปล่อยให้ปลากินแพลงตอนที่กินของเสียจากบ่อกุ้งเป็นรายได้เสริมอีกด้วย" เจ้าของฟาร์มแห่งนี้กล่าว

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นในฟาร์มของตนเอง เขายังได้ขยายผลออกไปสู่เพื่อนผองที่อยู่ข้างเคียง และได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งกิจกรรมมากมายเพื่อเป็นประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มตัวอย่างของฟาร์มเลี้ยงกุ้งในเขตพื้นที่น้ำจืด เป็นแกนนำจัดตั้งสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด เป็นแกนนำจัดตั้งชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพ จังหวัดนครปฐม เป็นประธานกลุ่มสัจจะประมงบ้านลาดหลวง เป็นแกนนำจัดตั้งสหกรณ์ประมงลุ่มน้ำท่าจีน อีกทั้งยังเปิดให้ฟาร์มเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของสถาบันการศึกษาและราชการต่างๆ รวมถึงแนะนำช่วยเหลือให้โอกาสคนในชุมชน ช่วยเหลือเรื่องพันธุ์กุ้งและด้านการพัฒนาหมู่บ้านเรื่องถนนหนทางในหมู่บ้านและส่งเสริมให้คนในชุมชนฝึกอบรมเป็นกลุ่มสัจจะประมง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ชายผู้ได้ทุ่มเทให้กับอาชีพและชีวิต จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ในฐานะเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี 2549 คุณขวัญภูริศ วรัทจตุพัฒน์



Create Date : 20 พฤษภาคม 2549
Last Update : 20 พฤษภาคม 2549 10:58:23 น. 2 comments
Counter : 5303 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ
 
 

โดย: ปอ IP: 124.120.119.93 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:07:54 น.  

 
 
 
สุดยอดไปเลย
 
 

โดย: เด IP: 172.16.1.6, 182.53.1.251 วันที่: 4 มกราคม 2555 เวลา:16:08:23 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com