แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
เลี้ยงจระเข้ เสริมรายได้ ตามสไตล์ง่ายๆ ของ อุทัย อรัญวัฒนานนท์ นักสู้ชายแดน



"พี่ครับ ผมเลี้ยงจระเข้อยู่แถวอรัญฯ ซึ่งมีเพื่อนบ้านยึดอาชีพนี้เกือบ 10 ราย รวมๆ จระเข้แล้วมีประมาณ 2,000-3,000 ตัว ผมอยากรวมกลุ่มกันแปรรูปเป็นกระเป๋าหนังขาย แต่ปัญหาก็คือไม่รู้ว่ามีโรงฟอกหนังอยู่ที่ไหน และต้องการทำเองได้หรือเปล่า ผมขาดที่ปรึกษาครับ แต่อยากทำมาก เพราะว่าอาศัยอยู่แถวชายแดน มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเยอะ โอกาสจะได้เงินกำไรสูงมีเยอะ ดีกว่าขายจระเข้ให้กับพ่อค้าโดยตรง" นี่คือ เสียงของ คุณอุทัย อรัญวัฒนานนท์ เกษตรกรผู้เลี้ยงจระเข้ อยู่บ้านเลขที่ 22/35 ก.ม.3 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โทร. (081) 650-8702 ที่โทรศัพท์เข้ามาปรึกษากับกองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

ผมอยากสร้างความฝันของคุณอุทัยให้เป็นจริง จึงขับรถยนต์ไปหาคุณอุทัย เพื่อหาลู่ทางช่วยเหลือหรือเป็นผู้ช่วยประสานงาน

จริงๆ แล้ว ศักยภาพของผมมีน้อยนิด ส่วนใหญ่หน้าที่หลักคือ สัมภาษณ์และมาเขียนเป็นสารคดีเล่าเรื่องราวของชีวิตและอาชีพมากกว่า

ส่วนช่วยเหลือโดยตรงนั้นมีค่อนข้างน้อย ยกเว้นโดยทางอ้อมคือ มีคนเข้ามาอ่านเรื่องราวและเห็นว่ามีประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ผมได้ภาวนาว่า ใครมีความรู้หรือเทคโนโลยีเกี่ยวกับการฟอกหนังกรุณาช่วยคุณอุทัยด้วยเถอะ เพราะว่าโรงงานใหญ่ๆ ที่รับฟอกหนัง ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรับงานรายเล็กๆ หรือไม่ก็คิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

สำหรับวิธีการผลิตหรือทำกระเป๋าและของที่ระลึก คุณอุทัย บอกว่า พอมีความรู้อยู่บ้างแล้ว สิ่งที่อยากได้ตอนนี้ก็คือเทคโนโลยีการฟอกหนังอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

คุณอุทัย ยึดอาชีพเลี้ยงจระเข้มากว่า 6 ปีแล้ว โดยเริ่มแรกซื้อพันธุ์จากฟาร์มเอกชนรายใหญ่ เลี้ยง 2 ปี ก็นำผลผลิตกลับไปขายที่เดิม ปรากฎว่าเกือบขาดทุน ด้วยว่าใช้เงินซื้อลูกพันธุ์สูง โดยเฉลี่ยตัวละ 1,800 บาท เลยทีเดียว

รุ่นที่สอง คุณอุทัยปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยหาซื้อลูกพันธุ์ราคาถูกตามฟาร์มชาวบ้าน ตัวละ 400-500 บาท มา แล้วปรากฏว่าได้กำไรค่อนข้างดี ทั้งนี้เพราะว่าต้นทุนการเลี้ยงโดยเฉพาะพันธุ์จระเข้ต่ำนั่นเอง

รุ่นที่สาม ที่กำลังเลี้ยงอยู่นี้คุณอุทัยได้ปรับปรุงฟาร์มใหม่ โดยขยายบ่อเลี้ยงพร้อมกับจำนวนจระเข้มากขึ้น กล่าวคือ จาก 50-60 ตัว เพิ่มเป็น 400-500 ตัว

"เหตุผลที่ผมเลี้ยงจระเข้นั้น เพราะว่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เพียงแต่ให้อาหารกิน และเปลี่ยนถ่ายน้ำบ้างเล็กน้อย มันก็เจริญเติบโตแล้ว และเปอร์เซ็นต์การสูญเสียก็มีน้อยด้วย เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างทนต่อทุกสภาพแวดล้อม ไม่เหมือนกับสัตว์เศรษฐกิจทั่วๆ ไป" คุณอุทัย กล่าว

และอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาอยากเลี้ยงจระเข้ก็เพราะว่า ในวัยเด็กได้เห็น คุณลุงฮก แซ่ตัน ซึ่งเป็นพี่ชายของคุณแม่ รับซื้อจระเข้จากประเทศเพื่อนบ้านมาพักหรือเลี้ยงชั่วคราวที่บ้าน จากนั้นก็ส่งขายต่อให้ฟาร์มจระเข้รายใหญ่ที่จังหวัดสมุทรการ

"ในวัยเด็กนี้ผมช่วยคุณลุงทำงาน ทำให้มีจิตใจผูกพันกับจระเข้มากเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์พวกนี้จะดุร้าย เพราะว่าเขาจับจากธรรมชาติเข้ามาขายในฝั่งไทย ไม่นึกเหมือนกันว่าวันเวลาผ่านไปกว่า 30 ปีแล้ว ผมยังกลับมาเลี้ยงจระเข้อีก แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะว่าสายพันธุ์จระเข้ส่วนใหญ่มาจากฟาร์ม ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี อีกทั้งเทคนิคการเลี้ยงก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้การจัดการทั่วๆ ไป ง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะทีเดียว" คุณอุทัย กล่าว

คุณอุทัย เลี้ยงจระเข้เกือบ 500 ตัว ใช้แรงงานภายในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก รวม 3 คน เท่านั้น ยกเว้นช่วงย้ายบ่อหรือจับขายจำเป็นต้องใช้แรงงานผู้ชายเข้ามาช่วยเหลือหลายคน แต่ส่วนใหญ่แล้วทางพ่อค้าหรือทางเจ้าของฟาร์มรายใหญ่จะเข้ามารับซื้อถึงปากบ่อเลย

"ผมเลี้ยงจระเข้ระยะหลังๆ นี้จะจับขาย 2 ครั้ง ต่อรุ่น คือ อายุ 9 เดือน หรือมีความยาวของลำตัว 60-70 เซนติเมตร จำหน่ายให้เพื่อนบ้านหรือผู้สนใจทั่วไปในราคา 1,000-1,200 บาท ต่อตัว เพื่อนำไปขุนเลี้ยงต่อ ซึ่งเราจำเป็นต้องหาแรงงานผู้ชายเข้ามาช่วย ส่วนการจับขายครั้งที่สองนั้นเป็นจระเข้ขนาดใหญ่ ความยาวของลำตัวประมาณ 1.80-2.00 เมตร อายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี จะขายให้กับฟาร์มใหญ่ๆ เฉลี่ยตัวละ 5,000 บาท ซึ่งการจับขายแต่ละครั้งไม่ต้องลงมือเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกัน"คุณอุทัย กล่าว

คุณอุทัยพูดถึงผลตอบแทนของอาชีพนี้ว่า "เมื่อก่อนค่อนข้างดี เพราะว่าอาหารจำพวกซี่โครงไก่ ราคาอยู่ที่ไม่เกิน 10 บาท แต่เดี๋ยวนี้เกือบ 20 บาทแล้ว ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง อย่างไรก็ตาม ผมยังถือว่าโชคดีที่สามารถหาซื้อลูกพันธุ์ราคาถูกมาเลี้ยงได้ ทำให้มีกำไรอยู่บ้าง แต่ถ้าเราซื้อลูกพันธุ์แพง บวกกับค่าอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอด แน่นอนที่สุดว่าขาดทุนแน่ อาชีพเลี้ยงจระเข้ของผมเวลานี้ ยังถือว่าโชคดีอยู่"



สู้เพื่อความอยู่รอด ไม่มีความรู้

แต่ส่งลูกเรียนพิเศษอเมริกา

คุณอุทัย เกิดในครอบครัวที่ยากจน มีพี่น้อง 9 คน วัยเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ทั้งๆ ที่เป็นคนชอบการศึกษา แต่ด้วยฐานะยากจน ประกอบกับมีพี่น้องหลายคน พ่อแม่จึงไม่ได้ส่งให้เรียนหนังสืออะไรเลย

"ผมจำความได้ ก็ช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานแล้ว ไม่รู้เรื่องว่าผลดีของการเรียนหนังสือเป็นอย่างไร ไม่มีใครบอก มีแต่ให้ทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปก่อน เรื่องอื่นๆ ค่อยมาทีหลัง"

"เมื่อโตขึ้น ก็เริ่มหัดอ่านหนังสือเอง จนกระทั่งอ่านออกทุกตัวอักษร และชอบอ่านนิตยสารแนวอาชีพมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีชาวบ้าน เพราะว่าเสนอข่าวสารด้านการเกษตรที่ผมชอบ ทำให้เป็นแฟนติดตามมายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ราคานิตยสารเล่มละ 12 บาท จนเดี๋ยวนี้ปรับขึ้น 40 บาทแล้ว ก็ยังเป็นแฟนประจำอยู่เลย" คุณอุทัย กล่าว

เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม คุณอุทัยก็เดินทางจากบ้านเกิดสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อหางานทำ

"ช่วงแรกๆ ผมมาทำงานเป็นคนงานก่อสร้าง ก็พัฒนาเป็นช่างเชื่อม และช่างไฟฟ้าในเวลาต่อมา หลังเลิกงานผมก็เที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น และชอบแทงสนุกเกอร์ ว่างๆ ฝึกต่อยมวย และขึ้นเวทีมาหลายครั้งแล้ว"

คุณอุทัย คุยว่า สนุกเกอร์ เป็นกีฬาที่ชอบมาก และส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีคู่ต่อสู้ ทำให้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงด้านนี้มาก

"เมื่อผ่านวัยรุ่นไปแล้ว ก็กลับมาอยู่บ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง เพื่อมาแต่งงานกับ คุณอุไรวรรณ อรัญวัฒนานนท์ และตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่เลย โดยยึดอาชีพทำโต๊ะสนุกเกอร์ส่งขายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ"

"ส่วนงานเลี้ยงจระเข้นั้น เป็นอาชีพเสริม โดยนำเงินกำไรจากการขายโต๊ะสนุกเกอร์แต่ละครั้งมาลงทุนซื้อพันธุ์จระเข้และอาหาร ซึ่งที่ผ่านมาสามารถหมุนเวียนเงินได้ โดยไม่ต้องไม่กู้เงินจากที่อื่นมาเลย" คุณอุทัย กล่าว

อาชีพการเลี้ยงจระเข้นั้น คุณอุทัยบอกว่าเหมือนกับมีสถาบันการเงินหรือธนาคารอยู่ในบ้าน ซึ่งสามารถฝากเงินได้ทุกวัน เมื่อครบ 2 ปี ก็สามารถเบิกได้เป็นเงินก้อนใหญ่เลยทีเดียว

"ผมทำงานหลักคือ ทำโต๊ะสนุกเกอร์ขาย ได้กำไรมาก็ซื้ออาหารให้จระเข้กิน ไม่มีเหลือเก็บไว้ในธนาคาร แต่เหมือนจระเข้โตขึ้นก็จับขายได้เงินหรือดอกเบี้ย ดีกว่าฝากประจำเสียอีก"

คุณอุทัย มีลูกสาวคนเดียว และฝันไว้ว่า จะส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือในระดับสูงๆ เพื่อทดแทนสิ่งที่คุณอุทัยขาดหายไป และวันนี้คุณอุทัยนำเงินจากการขายจระเข้แต่ละครั้งส่งลูกไปเรียนพิเศษที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

"ตอนนี้ผมทำได้ทุกอย่างแล้ว และค่อนข้างประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือครอบครัว ซึ่งต่อไปหน้าที่ผมก็คือ อยากช่วยเพื่อนๆ ที่ยังลำบากอยู่ โดยถ่ายทอดความรู้เรื่องการเลี้ยงจระเข้เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านๆ มา มีเพื่อนบ้าน 4-5 ราย แล้ว ที่ยึดอาชีพการเลี้ยงจระเข้ สามารถสร้างงานและเงินได้ดีระดับหนึ่ง" คุณอุทัย กล่าวทิ้งท้าย



สร้างบ่อเลี้ยงใกล้โต๊ะสนุกเกอร์

บนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ ณ บ้านเลขที่ 22/35 ก.ม.3 อำเภออรัญประเทศ ใกล้ๆ กับตลาดโรงเกลือ ห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 500 เมตร ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนหนึ่งเป็นสถานที่วางโต๊ะสนุกเกอร์และโรงงานผลิต อีกส่วนหนึ่งที่เหลือประมาณ 2 งาน คุณอุทัยจะสร้างบ่อเลี้ยงจระเข้ ทั้งบ่ออนุบาล และบ่อเลี้ยงขุน

บ่ออนุบาล มี 4-5 บ่อ คือ บ่อระยะแรก กับบ่อระยะที่สอง ซึ่งลักษณะบ่ออนุบาลระยะแรก ทำด้วยอิฐบล็อค สูงประมาณ 1 เมตร กว้าง 1.5 เมตร ยาว 3 เมตร ภายในจะมีร่องน้ำติดกับผนังปูนทั้ง 4 ด้าน ขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ที่เหลือภายในบ่อคุณอุทัยจะปล่อยให้เป็นดินที่ว่างเปล่า ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ลูกจระเข้ขึ้นมาอาบแดดนั่นเอง

"บ่อขนาดนี้เราสามารถปล่อยเลี้ยงลูกจระเข้ได้ประมาณ 50-70 ตัว ซึ่งในระหว่างเลี้ยงช่วงกลางคืน เราจะเปิดหลอดไฟฟ้าช่วย เพื่อให้ความอบอุ่นกับลูกจระเข้ด้วย เนื่องจากยังเป็นวัยอ่อน อายุที่ซื้อมาเลี้ยงอนุบาลต่อนั้นเพียง 2-3 สัปดาห์ เท่านั้น ฉะนั้น แต่ละตัวยังต้องการความอบอุ่นเหมือนๆ กับอนุบาลลูกไก่ทั่วๆ ไป แต่เมื่ออนุบาล 1 เดือน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดไฟฟ้า เพราะว่าลูกจระเข้เริ่มแข็งแรงแล้ว" คุณอุทัย กล่าว

คุณอุทัยจะอนุบาลลูกจระเข้ในบ่อนี้ประมาณ 3-4 เดือน โดยจะเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 วัน ต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อต้องการให้น้ำในบ่อเลี้ยงสะอาดอยู่ตลอด

"ส่วนอาหารในช่วงนี้ เราจะซื้อปลาผสมกับซี่โครงไก่ บดละเอียดวางให้กินวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็นๆ ซึ่งธรรมชาติของจระเข้นั้นชอบลากเหยื่อลงไปกินในน้ำ ดังนั้น สภาพน้ำจะเน่าเสียได้ง่าย จำเป็นอย่างยิ่งในช่วงอนุบาลลูกจระเข้จะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ หรือ 2 วัน ต่อครั้ง" คุณอุทัย กล่าว

เมื่ออนุบาลได้ 4 เดือน ลูกจระเข้ก็เริ่มเจริญเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความยาวของลำตัวประมาณ 40-50 เซนติเมตร และจะแตกไซซ์หรือขนาดการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ประมาณ 5-7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากปล่อยเลี้ยงต่อไปก็เกิดระยะห่างกันมากขึ้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีการคัดเลือกและย้ายบ่อเลี้ยงใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้จระเข้มีสถานที่เลี้ยงกว้างขึ้น

บ่อเลี้ยงระยะที่สอง มีขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 5 เมตร ภายในบ่อเป็นพื้นที่น้ำและดิน 50:50 ระดับน้ำลึก 30 เซนติเมตร

บ่อดังกล่าวสามารถปล่อยจระเข้ลงเลี้ยงได้ประมาณ 100 ตัว คุณอุทัยจะให้อาหารกิน 2-3 วัน ต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่สภาพอากาศ หากเป็นช่วงหน้าร้อนจระเข้จะกินอาหารเยอะและถี่กว่าหน้าหนาวหรือฤดูหนาว

"อาหารที่เราให้นั้นยังเป็นสูตรเดิม แต่ไม่ต้องบดละเอียด เพียงใช้มีดสับๆ เป็นชิ้นก็พอแล้ว ซึ่งสภาพร่างกายของจระเข้ในช่วงนี้แข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ไม่จำเป็นต้อง 2-3 ครั้ง เราเปลี่ยนเป็น 6-7 วัน ต่อครั้ง ไปเลย" คุณอุทัย กล่าว

คุณอุทัย เลี้ยงจระเข้ในบ่อนี้นานถึง 5 เดือน หรืออายุจระเข้รวมๆ แล้ว 9 เดือน ก็จะย้ายมาลงเลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความกว้าง 14 เมตร ยาว 14 เมตร มีร่องน้ำทั้ง 4 ด้าน กว้าง 150 เซนติเมตร ลึก 70 เซนติเมตร

บ่อดังกล่าวนี้จะสูงเกือบ 2 เมตร ทั้งนี้เพื่อป้องกันสัตว์ต่างๆ รวมทั้งคนจากภายนอกพลัดหลงลงไป ซึ่งอาจทำอันตรายต่อชีวิตได้

"จระเข้อายุ 9 เดือนนี้ ส่วนใหญ่จะมีความยาวของลำตัว 80-90 เซนติเมตร แข็งแรงและอดทนมาก ซึ่งช่วงนี้ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ที่มือใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันซื้อไปเลี้ยงหลายตัวแล้ว เพราะว่าโอกาสที่เสียหายหรือตายหรือแตกไซซ์มีน้อย"

คุณอุทัยขายเฉลี่ยตัวละ 2,000 บาท ผู้ซื้อนำไปเลี้ยงต่อประมาณ 1 ปีเศษ หรืออายุได้ 2 ปี ก็จะได้ผลผลิตจระเข้ขนาดความยาว 1.80-2.00 เมตร ซึ่งจะมีพ่อค้าหรือเจ้าของฟาร์มใหญ่ๆ รับซื้อ ประมาณ 5,000 บาท ต่อตัว

"จระเข้ราคาอยู่ที่ความยาว และผิว หากเราเลี้ยงรวมๆ กันอย่างนี้ ราคาอยู่ที่ 23-25 บาท ต่อความยาวของลำตัว 1 เซนติเมตร แต่ถ้าเลี้ยงเดี่ยว คือ 1 บ่อ 1 ตัว จะได้ผลผลิตหรือผิวหนังจะสวย ตลาดเขารับซื้อสูงขึ้นไปอีก เฉลี่ยตัวละ 8,000 บาท เลยทีเดียว แต่ผมไม่อยากเลี้ยงลักษณะนั้น เพราะว่าเป็นการลงทุนสูง และการจัดการค่อนข้างลำบากด้วย" คุณอุทัย กล่าว

จระเข้ที่คุณอุทัยนำมาปล่อยเลี้ยงรวมในบ่อใหญ่นั้นจะเหมือนกับอยู่ในธรรมชาติ เพราะว่าตรงกลางบ่อที่เป็นพื้นที่ดินคุณอุทัยจะปล่อยให้หญ้าขึ้นและกลายเป็นร่มเงาให้จระเข้ในเวลาต่อมา

"จระเข้ยิ่งตัวโต ก็เลี้ยงง่ายขึ้น อาหารก็ให้กิน 3-4 วัน ต่อครั้ง ส่วนน้ำนั้นนานเป็นเดือนถึงเปลี่ยนน้ำทิ้ง จระเข้จะอาศัยอยู่ในบ่ออย่างมีความสุข เพราะว่ามีอาหารให้กินยามหิวนั่นเอง" คุณอุทัย กล่าว

"สัตว์ตัวนี้น่าเลี้ยง เนื่องจากเลี้ยงง่าย แต่อย่าตั้งความหวังไว้สูง ควรให้เป็นอาชีพเสริมหรือธนาคารในบ้านดีกว่า เพราะว่าตอนนี้ค่าอาหารราคาขยับสูงมาก โดยเฉพาะซี่โครงไก่ เมื่อก่อนกิโลกรัมละ 10 บาท แต่เดี๋ยวนี้เกือบ 20 บาทแล้ว ผมโชคดีหน่อยที่สามารถหาซื้อลูกพันธุ์ราคาถูกได้ ไม่เช่นนั้นก็ขาดทุนไปแล้ว" คุณอุทัย กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม



Create Date : 17 กันยายน 2551
Last Update : 17 กันยายน 2551 8:46:24 น. 0 comments
Counter : 14316 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com