แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
ซื้อโคเข้าขุนแบบชั่งน้ำหนัก เลี้ยงแบบวงรอบ เคล็ดไม่ลับ...ปิดประตูขาดทุนของสุมิตรฟาร์ม

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ซื้อโคเข้าขุนแบบชั่งน้ำหนัก เลี้ยงแบบวงรอบ เคล็ดไม่ลับ...ปิดประตูขาดทุนของสุมิตรฟาร์ม

ฝูงโคขุนอ้วนพีในคอกเลี้ยงถูกไล่ต้อนไปตามทางที่เป็นเนินเพื่อขึ้นสู่รถบรรทุก 6 ล้อ ที่จอดรอพร้อมเดินทางไปสู่โรงฆ่าชำแหละในจังหวัดปลายทางตามคำสั่งซื้อ ปึกเงินนับแสนบาทถูกควักออกมาจากกระเป๋าผู้ซื้อ และถูกตรวจนับอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนยื่นให้กับผู้ขายที่เป็นเกษตรกรเจ้าของฟาร์มเลี้ยงโคขุนเจ้าของสุมิตรฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 12 หมู่ 11 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี โทร. (034) 531-928

เอ๋ สุกุลธนาศร ชายหนุ่มผู้ผ่านฝนมา 30 ปี เก็บเงินใส่กระเป๋า ก่อนทอดสายตามองไปยังคอกเลี้ยงโคที่เรียงรายเบื้องหน้า แต่ละคอกถูกจัดแบ่งให้เป็นที่อยู่ของโคเนื้อที่นำเข้าขุน กว่า 1,300 ตัว ขณะที่อีกด้านเป็นที่อยู่ของโคแม่พันธุ์ลูกผสมสายเลือดยุโรปและโคลูกผสมบราห์มันอีก 600 ตัว บางส่วนก็กำลังนอนเคี้ยวเอื้อง และบางส่วนก็กำลังละเลียดอาหารข้น TMR ที่ผลิตมาจากโรงงานผสมอาหารของฟาร์ม

"โคที่พ่อเริ่มต้นเลี้ยงแค่ 7 ตัวเองครับ" เอ๋เอ่ยขึ้นภายใต้ดวงตาที่ฉายแววแห่งความภาคภูมิใจในธุรกิจของครอบครัว

จากเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มาด้วยความมุมานะพยายาม เรียนรู้และพัฒนาที่ กำนันสุมิตร ผู้เป็นพ่อเริ่มต้นให้ไว้ วันนี้ฟาร์มแห่งนี้มีเขาและน้องๆ อีก 2 คน ต่างร่วมแรงร่วมใจบริหารจัดการเพื่อผลักดันให้ฟาร์มเติบโตจนกลายเป็นฟาร์มผลิตโคขุนแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจออกไปสู่การผลิตอาหารข้นจำหน่าย

"เป้าหมายในอนาคตของผมจะพัฒนาระบบฟาร์มให้ได้เป็นฟาร์มมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ครับ" เขาย้ำถึงอนาคตของฟาร์มแห่งนี้

เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ที่ กำนันสุมิตร สุกุลธนาศร ได้อยู่กับอาชีพการเลี้ยงโค จากเกษตรกรที่เลี้ยงในลักษณะไล่ทุ่ง พร้อมกับซื้อมาขายไป รายได้มาจุนเจือครอบครัว จนในปี 2544 จึงได้พัฒนามาสู่การเป็นฟาร์มเลี้ยงโคขุน พร้อมกับที่ เอ๋ผู้เป็นลูกชายคนโต เรียนจบในระดับปริญญาตรี ด้านเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ และปริญญาโท คุรุศาสตรเกษตร จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เข้ามาสานต่อในเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อในอาชีพการเลี้ยงโค

"เลี้ยงโคไล่ทุ่งก็ดี แต่ผมเห็นว่าน้อย ไม่คุ้มกับดอกทุน แต่หากมาเลี้ยงโคขุนอย่างนี้น่าไปได้ จึงปรึกษาพ่อและทดลองทำดู ปรากฏว่าตลาดไปได้ดี จึงขยายปริมาณการเลี้ยงเรื่อยมาถึงวันนี้"

นอกจากนี้ กำนันสุมิตร ยังได้ขยายช่องทางสร้างรายได้จากการเลี้ยงโคขุนไปยังเกษตรกรของหมู่บ้านในพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มกันและนำเงินงบประมาณจำนวน 280,000 บาท ที่ได้รับจากโครงการเอสเอ็มแอล มาใช้ในกิจกรรมการเลี้ยงโคขุน และสนับสนุนวิชาการข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนให้อย่างเต็มที่ จนทำให้กิจกรรมการเลี้ยงโคขุนได้กลายเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่



ชัยชนะจะเป็นของผู้เลี้ยง หาก...

การประกอบอาชีพการเลี้ยงโคขุนในทัศนะของชายผู้นี้ เขาให้ความเห็นว่า อาชีพนี้พออยู่ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่พอสมควรเหมือนกัน โดยเฉพาะในภาวการณ์ตลาดและความมั่นคงของอาชีพ เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประเทศไทยต้องเปิดให้มีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศอย่างเสรีตามข้อตกลง FTA ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า เกษตรกรไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากน้อยเพียงใด

แต่สิ่งที่เขารู้อยู่ในขณะนี้คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด...

เอ๋ ยังได้กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเลี้ยงโคขุนในปัจจุบันนี้ ถือว่า เป็นอาชีพที่ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี หากสามารถควบคุมเรื่องต้นทุน ทำอย่างไรให้สามารถมีกำไรจากการเลี้ยงได้มากขึ้น

"อย่างต่ำกำไรตัวละ 500-700 บาท ต่อเดือน ผู้เลี้ยงสามารถอยู่ได้แล้ว"

แล้วทำอย่างไร จึงสามารถทำให้อาชีพการเลี้ยงโคขุนมีกำไร เจ้าของฟาร์มแห่งนี้กล่าวว่า...

"ผมว่าจุดสำคัญที่ต้องมอง หากอยากประสบความสำเร็จคือ ต้องซื้อโคให้เป็น อย่าซื้อเกินจริง และอย่าดูเขารวยแล้วช่วยเขาจน เพราะบางคนเห็นคนอื่นเลี้ยงได้ มีเงินอยากเลี้ยงบ้าง เอาเงินไปซื้อโคมาเลี้ยง อย่างซื้อที่ราคาตัวละ 12,000 บาทเท่ากัน แต่ได้ตัวไม่เท่ากันเพราะเลือกซื้อโคไม่เป็น ทีนี้พอมาเลี้ยงแล้วโคไม่โต ขาดทุน เบื่อก็เทขาย พอเทออกมาสู่ตลาดคราวนี้ก็ส่งผลกระทบทำให้พ่อค้ากดราคารับซื้อจากฟาร์มอื่นๆ ด้วย ซึ่งปัญหาจากรายย่อยๆ นี่แหละที่ทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง"

เอ๋ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากซื้อโคเข้ามาเลี้ยงในราคาที่ไม่เกินจริง ไม่สูงเกินไป โอกาสไม่มีกำไรจะเกิดขึ้นมากด้วย ดังนั้น หากเป็นรูปแบบการซื้อโคด้วยการชั่งน้ำหนักก่อนนำเข้ามาเลี้ยง จะเป็นตัวช่วยประกันความเสี่ยงให้กับผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี

"ผมอยากบอกว่า สำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์ดูโคด้วยสายตา เรื่องการซื้อโคด้วยการชั่งน้ำหนักจะเป็นประเด็นทางรอดให้คุณสามารถมีกำไรได้จากการเลี้ยงเลยทีเดียว อย่างเราซื้อโคเข้าฟาร์มที่กิโลกรัมละ 43 บาท แต่ขายได้ที่กิโลกรัม 48 บาท เท่านี้เราก็ถือว่าได้กำไรประกันการขาดทุนไปแล้วกิโลกรัมละ 5 บาท" เอ๋กล่าวและว่า แต่ปัจจุบันพ่อค้าที่ซื้อขายโคยังนิยมการซื้อขายแบบเหมาตัว การชั่งน้ำหนักยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก ดังนั้น หากสามารถต่อรองซื้อแบบชั่งเป็นกิโลกรัมได้ก็ควรจะต้องทำสำหรับเกษตรกรผู้สนใจรายใหม่ๆ

"เรียกว่าต้องหาเทคนิคให้ได้ อาทิ จะให้ราคาสูงกว่าฟาร์มใหญ่ที่ซื้อเป็นกิโลกรัมสักนิดหนึ่ง อย่างฟาร์มใหญ่ให้ราคากิโลกรัมละ 43 บาท เราอาจจะเพิ่มเป็น 43.50-44 บาทก็ได้ ต้องหาเทคนิคให้ได้ แล้วคุณจะมีกำไรตามมาอย่างแน่นอน"

"ที่ฟาร์มของเราตอนนี้พยายามใช้วิธีการซื้อแบบชั่งน้ำหนักเป็นหลัก โดยราคารับซื้อนั้น หากเป็นโคที่น้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม ขึ้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 43 บาท แต่หากต่ำลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-42 บาท" เอ๋กล่าวและว่า การซื้อโคเข้ามาขุนนั้น มีทั้งการไปซื้อโคจากเกษตรกรที่เลี้ยงในลักษณะไล่ทุ่งและจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงเกษตรกรนำโคมาจำหน่ายให้กับฟาร์มโดยตรง

เขาได้แจกรายละเอียดเกี่ยวกับอายุที่เหมาะสมของโคที่นำเข้าขุนว่า ควรมีอายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป น้ำหนัก 250 กิโลกรัมขึ้นไป แต่หากมาตรฐานจริงๆ แล้วโคควรมีน้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม แต่อย่างไรก็ตาม ในการซื้อโคเข้ามาเลี้ยง เจ้าของฟาร์มแห่งนี้มีข้อแนะนำว่า ต้องซื้อโคโครงเข้ามาเลี้ยง อย่าไปซื้อโคอ้วนโดยเด็ดขาด เพราะเมื่อนำมาขุนแล้วน้ำหนักจะไม่ค่อยขึ้น และจะทำให้ไม่มีกำไรด้วย เมื่อโคเข้ามาสู่คอกเลี้ยง ต้องมีการจัดการเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ถ่ายพยาธิและฉีดยาบำรุง หลังจากขุนแล้วประมาณ 4 เดือน จะจำหน่ายโคให้กับพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อ โดยน้ำหนักโคที่จำหน่ายเฉลี่ยที่ตัวละ 440 กิโลกรัม

อีกจุดหนึ่งที่ทางฟาร์มกำลังเร่งดำเนินการคือ การเลี้ยงโคเป็นแบบไซเคิล โดยให้มีโคออกสู่ตลาดได้ทุกเดือน นั่นคือ ต้องมีการกำหนดช่วงระยะเวลาการนำโคเข้ามาเลี้ยงให้สัมพันธ์กับการจำหน่ายโคสามารถหมุนเวียนออกได้ทุกเดือน

"ผมจะขยายฟาร์มไปที่อำเภอบ่อพลอย แล้วทดลองเกี่ยวกับการเลี้ยงให้เป็นวงรอบ โดยกำหนดว่า ในแต่ละเดือนต้องมีโคขุนออกสู่ตลาดได้ประมาณ 40 ตัว หากได้กำไรตัวละ 3,000 บาท ก็แสดงว่าเดือนหนึ่งคุณจะมีกำไรจากการขายโคขุนประมาณ 120,000 บาท สามารถมีรายได้มาหมุนเวียนในฟาร์มได้" เอ๋กล่าวพร้อมบอกว่า ต้นทุนในการเลี้ยงโคขุน 40 ตัว คิดต้นทุนเฉพาะค่าตัวโคและค่าอาหารข้น โดยส่วนของตัวโค หากซื้อมาในราคาตัวละ 12,000 บาท จะเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 480,000 บาท และค่าอาหารข้นอีกที่ต้องใช้ในระยะเวลา 4 เดือน ต้องใช้ค่าอาหารอีกประมาณ 200,000 บาท

"อันนี้ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคนนะครับ ผมเพียงแต่ให้แนวทางว่า หากคุณสามารถเลี้ยงออกขายได้ทุกเดือนก็จะมีเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกเดือน" เอ๋กล่าวและบอกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงควรติดตามในเรื่องของกลไกตลาดด้วย อย่างในช่วงหน้าฝนนับตั้งแต่เข้าพรรษาเป็นต้นไป ตลาดโคจะค่อนข้างอื้อๆ ขณะที่ช่วงหน้าเทศกาลต่างๆ นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ราคาโคจะค่อนข้างดี หากสามารถกำหนดให้โคขุนออกตลาดได้ในช่วงเทศกาลที่มีความต้องการจะทำให้ได้กำไรมากขึ้น

จุดหนึ่งที่เอ๋บอกว่า ให้ความสำคัญคือในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยงโค

"เมื่อเริ่มต้นเลี้ยงใหม่ๆ นั้น ฟาร์มของเราก็ซื้ออาหารสำเร็จรูปมาใช้ แต่เราก็มองไปถึงต้นทุนว่า หากทางฟาร์มสามารถผสมอาหารข้นขึ้นใช้เองได้ น่าจะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงต่ำลง จึงให้ เมธี น้องชายไปเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการผลิตอาหารข้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้นำสูตรอาหารข้นแบบ TMR ของ อาจารย์ปรารถนา พฤกษะศรี มาพัฒนาสูตรให้เหมาะสมกับแหล่งวัตถุดิบของเราเอง เรานั้นมีข้อดีตรงอยู่ใกล้วัตถุดิบที่สำคัญอย่างมันสำปะหลังและกระถิน จึงทำให้ลดต้นทุนลงไปได้มาก"

"สูตรอาหารข้นของผมรับประกันได้เลยว่า ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงและเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 13.5-14 เปอร์เซ็นต์ตลอด เมื่อนำไปใช้เลี้ยงแล้วจะมีจุดคุ้มทุน สามารถทำกำไรได้"

สำหรับอาหารข้นที่ผลิตขึ้นนี้ ราคาเฉลี่ย ณ วันนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท หรือตันละ 5,000 บาท

การให้อาหารข้นแก่โคที่เลี้ยง เจ้าของฟาร์มบอกว่า ตัวหนึ่งจะมีกินอาหารประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ต่อวัน ในการเลี้ยงเป็นระยะเวลา 4 เดือน จะใช้อาหารทั้งหมดไม่เกิน 1 ตัน นั่นคือ ต้องใช้ทุนค่าอาหารตลอดระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 5,000 บาท ต่อตัว

"อาหาร TMR นี้เป็นอาหารครบส่วน สามารถเลี้ยงโคขุนได้โดยไม่ต้องให้กินหญ้า หรืออาจให้เสริมเพียงเล็กน้อยก็ได้ เพื่อให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารได้ดีขึ้น" เอ๋ กล่าว



ต้องพัฒนารับ FTA...

นอกเหนือจากงานในฟาร์มแล้ว สำหรับชายวัย 30 ปีผู้นี้ ยังทำงานเพื่อสังคมของผู้เลี้ยงโคเนื้อ ด้วยการเข้าไปเป็นกรรมการบริหารสมาคมผู้เลี้ยงโคกำแพงแสนแห่งประเทศไทย ร่วมกับเกษตรกรผู้มีใจรักด้านการเลี้ยงโคสายพันธุ์กำแพงแสนอีก 15 คน เป็นปากเสียงคอยร่วมกันพัฒนาการเลี้ยงโคสายพันธุ์นี้ให้มีความก้าวหน้าและมีมาตรฐานเฉกเช่นในต่างประเทศ

"วันนี้หากถามถึงการเลี้ยงโคของประเทศไทยต้องบอกว่า เกษตรกรของไทยนั้น ยังขาดการพัฒนาโดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์โคที่เลี้ยง รวมถึงต้นทุนการผลิตของเราที่ยังสูงกว่าต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องของอาหาร เพราะโคในต่างประเทศนั้นมีศักยภาพเหนือกว่าเราทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องสายพันธุ์ที่มีการพัฒนากันมานาน เรื่องอาหารหยาบที่มีคุณภาพ ของประเทศไทยนั้นมีดีอย่างเดียวคือ มีสายพันธุ์พื้นเมืองเป็นฐานที่จะเลี้ยงในประเทศไทย ขณะที่ปัญหานั้นมีมากมาย ไม่ว่า เกษตรกรไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่มีการรวมตัวเป็นกลุ่ม หันในทิศทางเดียวกัน และในภาพรวมเรายังไม่รู้จะไปทางไหน"

"แม้กรมปศุสัตว์จะเริ่มเอาระบบฟาร์มมาตรฐานเข้ามาเพื่อที่ให้จัดรูปแบบการเลี้ยงไปเป็นแบบที่ถูกต้อง แต่ผมดูแล้ว คงอีกสัก 10 ปี จึงจะเข้ารูปเข้ารอย"

เขาบอกว่า ในวันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคกว่าร้อยละ 70 ยังชอบโคที่เน้นความสวยงามและเลี้ยงง่ายๆ แบบปล่อยทุ่งเป็นหลัก ทั้งที่ความจริงนั้น จุดประสงค์หลักของการเลี้ยงโคคือ เรื่องของเนื้อ ดังนั้น ควรพัฒนาด้านสายพันธุ์ที่ให้ผลตอบแทนในด้านเนื้อสูงมากกว่า

หากทุกคนร่วมกันมุ่งสู่การพัฒนาเพื่อเลี้ยงโคด้วยการเน้นผลตอบแทนเรื่องเนื้อเป็นหลัก ควรพัฒนาไปสู่การเลี้ยงโคในกลุ่มสายพันธุ์ใด

"อย่างสายพันธุ์ตอนนี้ควรเป็นโคลูกผสมบราห์มันหรือโคลูกผสมยุโรปจะดีที่สุด" เอ๋กล่าวและว่า หากจะเลี้ยงโคลูกผสมสายเลือดยุโรป สายเลือดไม่ควรเกิน 50 เปอร์เซ็นต์

เอ๋ยังบอกอีกว่า สำหรับโคลูกผสมสายเลือดยุโรปในประเทศไทยที่มีการพัฒนาจนเหมาะสมกับประเทศไทยนั้น โคพันธุ์กำแพงแสน จะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรสายพันธุ์หนึ่ง

"ตอนนี้หากเกษตรกรสามารถเปิดใจรับรู้ว่า ถึงเวลาที่เราต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์กันแล้วนะ ถ้าเราปรับตัวกันทันนะ วงการปศุสัตว์ไทยสามารถอยู่รอดแน่นอน"

และมุมมองต่อกรณีที่ประเทศไทย ต้องมีการเปิดการค้าเสรีตามพันธะกรณี FTA ในเร็วๆ นี้ โดยต้องยอมให้ประเทศคู่สัญญามีการส่งเนื้อโคเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยภาษีนำเข้าจะต้องเหลือศูนย์ เอ๋บอกว่า

"เท่าที่พิจารณาในส่วนของผมเองแล้วคิดว่า ไม่น่ากลัวสำหรับผม เพราะตลาดของผมนั้นเป็นตลาดระดับล่างเป็นหลัก ซึ่ง FTA นั้นน่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดของเนื้อโคขุนคุณภาพที่ขายในตลาดสูงระดับโรงแรมหรือภัตตาคารใหญ่ๆ มากกว่า"

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลที่จะตามมาจากการเปิด FTA จะมีผลกระทบหรือไม่มีต่อเกษตรกร แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำคือ การพัฒนาการเลี้ยงโคของประเทศไทย ยังต้องเดินหน้าตลอดไป...

วันนี้สุมิตรฟาร์ม ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเลี้ยงต่อไป เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จตามความมุ่งหวัง...


Create Date : 14 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2549 16:35:09 น. 0 comments
Counter : 6261 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com